600602 บทปลุกเสก.docx
เนื้อหาในไฟล์
งานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ ๔๑ (๕ นาที) งานปลุกเสกฯครั้งนี้ มีสิ่งพิเศษที่เป็นสิ่งใหม่เกิดขึ้นถึงสามประการคือ 1. มีการสนทนาธรรมเป็นกลุ่มกับสมณะสิกขมาตุเกจิ ซึ่งปกติจะเป็นรายการธรรมะบนกระดาน ปีนี้ จัดให้สมณะสิกขมาตุเกจิ ลงคุยกับญาติโยมเป็นกลุ่มๆ หลากหลายกลุ่มมากขึ้น ทำให้การคบสัตบุรุษบริบูรณ์ย่ิงขึ้น (เป็นภาพบรรยากาศรวม ๆ ในงานปลุกเสก ๑นาที ) 2. ได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปปางที่สามของชาวอโศกที่พ่อครูได้ดำริให้จัดทำขึ้นมา เป็นปางนั่งสมาธิทำมือคว่ำและประสานกันบนหน้าตัก มีความหมายถึงการปรองดอง จึงเรียกชื่อว่า ปางสมานัตตา หรือปางปรองดองนั่นเอง โดยมีพิธีอัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่หน้าพระพุทธโต หรือพระพุทธาภิธรรมนิมิตในวันแรกของงานปลุกเสก คือวันที่ 5 เมษายน 2560 เวลา17.34 น.โดยพ่อครูได้เทศนาต่อเรื่องการปรองดองแบบพุทธนี้ในรายการภาคค่ำวันนี้เลย ( ตัดต่ดภาพให้เหลือ ๒นาที) 2. ได้มีการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวอโศกทุกฐานะ ลากเรือไฟฌาน ซึ่งเป็นเรือที่ถูกไฟไหม้ส่วนหัวไป 6 เมตร จากทั้งหมด 26 เมตร โดยใช้แรงงานคนลากจูงขึ้นไปถึงตีนเขาว่า ที่อยู่หน้าเรือโคกใต้ดิน โดยได้ลากเรือในเวลา 09.00 น.ของวันที่ 10 เมษายน 2560 ลากจากถนนตรงมูนหน้าบ้านคุณเต็มบุญ มาสู่ลานหน้าองค์พระพุทธโต และไปที่ตีนเขาว่า หน้าเรือโคกใต้ดิน ได้สำเร็จอย่างเรียบร้อยราบรื่น ง่ายงาม ไม่มีอุบัติเหตุแต่อย่างใด ( ตัดต่ดภาพให้เหลือ ๒นาทีให้มีช่วงที่ออกกำลังกันเต็มที่ หรือช่วงยากลำบาก) หมายเหตุ600405_พิธีประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมานัตตา(ถ้าเอาเสียงที่ขีดเส้นใต้ออกได้ก็เยี่ยม ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร) เวลา 17.32 น. พ่อครูนำหมู่นักบวช เดินจากหน้าอุทยานไม้ตาย มาสู่ลานหน้าพระพุทธาภิธรรมนิมิต เพื่อทำพิธีประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมานัตตาหรือปางปรองดอง
อ่านต่อ
พ่อครูว่า...ตอนนี้ 17.34 น. เดี๋ยวจะมืดไปไม่เห็นโฉมพระพุทธรูปปางใหม่ ปางที่สาม ของเราสร้างมาสามปาง… ณ บัดนี้เราจได้มีพิธีกรรมชนิดหนึ่งคือเราจได้ประดิษฐานพระปางที่สามของชาวอโศก พระปางที่หนึ่งอยู่ข้างหลังเราองค์ใหญ่เรียกว่าพระพุทธาภิธรรมนิมิตเป็นปางแรกเรียกว่าปางตรีลักษณ์ ลักษณะ สาม คือโลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) นั่นเป็นคุณะรรมอันวิเศษของธรรมะพระพุทธเจ้าทำให้คนมีจิตเหนือโลกจิตที่สมบูรณ์อยู่เหนือไม่ได้ไปข่มแต่ไปช่วยเหลืออุ้มชู โลกานุกัมปา รู้มีปัญญาเข้าใจโลก โลกวิทูแล้วช่วยเชาได้ตามบารมี คนมีโลกวิทูมากก็ช่วยโลกได้มาก คนที่เข้าใจได้น้อยก็ช่วยได้น้อย เป็นปางแรกทีเราสร้างขึ้นในชาวอโศก องค์ที่สองเรียกว่าสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา ที่นี่เขาเจตนาสร้างสูง 151 เมตร เอาเป็นหินสลักเลย ก็ได้แต่ฝันไป จนป่านนี้ก็ไม่ได้เห็นว่าจะได้ ก็ลดลงมาเรื่อยๆ เหมือนหนุ่มของนักมังกร7 หัว พอสักไป ขอหกหัวก็แล้วกัน สักไปทนไม่ไหวก็ขอห้าหัวก็แล้วกัน หนักเข้า สี่หัวไม่ไหว สองหัวไม่ไหว หัวเดียวก็แล้วกัน เราก็คล้ายๆกันแต่เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นทุกวันนี้ก็มีคนพยายามอยู่ที่จะสร้างให้ได้ สมเด็จปู่วิชิตอวิชชามีความหมายว่าปราบอวิชชาของมนุษย์โลกได้ ปางที่สามเรากำลังจะทำพิธีประดิษฐานที่จริงมีองค์แรกที่ภูฟ้าผาธรรม แต่อาตมาไม่ได้ทำพิธีเปิด เป็นองค์แรกที่ทำ ปางนี้รูปร่างลักษณะ องค์เล็กกว่านี้แต่ใช้หยกขาว แต่องค์นี้ใหญ่กว่าเป็นโลหะ เสร็จใหม่ๆสดๆเลย แตะก็ยังร้อนเลย ทำพิธีเปิดแล้วค่อยเอาไปขึ้นอยู่บนหน้าองค์พระพุทธาภิธรรมนิมิต และอาตมาก็คิดว่า หล่อสมเด็จปู่แบบโลหะขึ้นอีก ก็ว่าจะเอามาตั้งสามองค์ซ้อนเลย องค์ที่สามเรียกชื่อธรรมดาว่า ปางปรองดอง เป็นภาษาชาวบ้านสามัญ แต่ถ้าเป็นภาษาบาลี ก็เรียกว่าปางสมานัตตา ไม่เอาคำว่าสมานัตตตา เป็นคำนาม แต่อาตมาใช้คำกิริยา สมานัตตา มีกิริยาตลอดเวลา ต้องปรองดองทุกลมหายใจเข้าออกนะ แล้วจะปรองดองอย่างไรจะได้สาธยายกัน ณ บัดนี้อาตมาก็จะขอเผยโฉม ถือว่าเปิดโฉมพระปางปรองดองหรือสมานัตตา ณ บัดนี้ ก็เป็นอันว่าได้เห็นโฉมหน้า ท่านจะมีมือเป็นปรองดองสมานกัน เป็น Realistic ส่วนใหญ่มี Idealistic เล็กน้อย คือตกแต่งเกินจริงไปบ้างให้ดูดีเกินธรรมชาติไปบ้างก็ใช้ได้ เข้าท่าทุกอย่างเลย ทั้งลักษณะหน้าตา ผมทุกอย่างแม้แต่มือไม้ พอใจตามประสาอาตมานะ การปรองดองเป็นสัจจะของมนุษยชาติ คือให้อยู่อย่างอบอุ่นสบายใจ และธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีอะไรไม่ขัดแย้ง มีตั้งแต่ขัดแย้งนิด จนมากมาย จะขัดแย้งกันอย่างไร ถ้าสังคมใด สามารถที่จะทำให้ปรองดองกันอยู่โดยใช้เผด็จการ บังคับ กฏหมายน้อยที่สุด กฏหมายน้อยเบาเท่าใดนั้นคือส่ิงสุดยอด ถ้าไม่ใช้เลยได้ยิ่งยอดแห่งสุดยอดเลย ไม่ใช้กฏหมายบังคับไม่มีอาชญาหรืออาญา ไม่มีการบังคับเลย ทุกคนพอใจเต็มใจ ยอมให้แม้จะขัดใจขัดแย้งบ้างก็ ยอม มีคนยอมได้ แล้วอยู่กันอย่างกลมกลืนปรองดองสงบอบอุ่น มีขัดแย้งในใจ แสดงออกบ้างก็ไม่รุนแรง นั่นคือสภาพสังคมกลมกลืน สภาพอยู่ได้ดี เพราะความเห็นตรงกันไม่มี จะมีต่างกันที่สุด แม้ที่สุดสูงสุดแล้ว เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีภูมิธรรมเป็นสัมมาสัมพุทโธสูงสุดเท่ากันสององค์ แต่จะมีความต่าง เช่นปัจเจกสัมมาสัมพุทโธ มีสยัมภูเท่ากัน แต่ท่านต่างตรงที่ว่าท่านไม่ได้ประกาศศาสนาเป็นของท่าน แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานจบ