16 610420 ภาคผนวก ช คู่มืออาหารปรับสมดุลตามหลักแพทย์วิถีธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาคผนวก ช คู่มืออาหารปรับสมดุลตามหลักแพทย์วิถีธรรม คู่มืออาหารปรับสมดุลตามหลักแพทย์วิถีธรรม จัดทำโดย นางเอมอร แซ่ลิ้ม นักศึกษาปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เอกสารประกอบ : งานวิจัยเรื่อง ผลของการเสริมพลังต่อพฤติกรรม ลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์และภาวะสุขภาพ ของผู้เข้าอบรมแพทย์วิถีธรรม คำนำ อาหารเป็นยา “ อาหารเป็นหนึ่งในโลก ” การที่เราจะมีสุขภาพที่ดี เราเริ่มต้นจากอาหาร อาหารเป็นรากฐานของการมีสุขภาพที่ดีตลอดชีวิตมนุษย์ การบริโภคอาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็น ช่วยทำให้การทำงานของร่างกายมีประสิทธิภาพ อาหารตามหลักแพทย์วิถีธรรมนั้น เป็นอาหารแนวธรรมชาติบำบัด ปรับสมดุล รักษาโรค ย่อมเกิดผลต่อดีต่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายมีความเจ็บป่วยน้อย ความลำบากกายน้อย เบากาย มีกำลัง เป็นอยู่ผาสุก อาหารตามหลักแพทย์วิถีธรรม เป็นอาหารปราศจากเนื้อสัตว์ เป็นอาหารธรรมชาติ ผักสด หากมีการประกอบอาหารก็จะมีการปรุงด้วยไฟปานกลาง และเน้นการปรุงอาหารด้วยเกลือเป็นหลัก โดยใช้วัตถุดิบให้เหมาะกับร่างกายของเรา ณ เวลานั้น ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือการบริโภคอาหารตามหลักแพทย์วิถีธรรม จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ท่านมีสุขภาพที่ดี และส่งผลให้ท่านสามารถลด ละ เลิก การบริโภคเนื้อสัตว์ได้ ไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ผู้จัดทำ เอมอร แซ่ลิ้ม 10 กรกฏาคม 2560 สารบัญ หน้า อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน 1 อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบเย็นเกิน 3 อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะร้อนเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 อาหารฤทธิ์เย็น 4 อาหารฤทธิ์ร้อน 6 อาหารฤทธิ์ร้อนมาก 7 เทคนิคการรับประทานอาหาร
อ่านต่อ
ตามลำดับ 8 อาหารรสจัดทุกชนิดทำลายเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกาย 10 การไม่เบียดเบียนทำให้มีโรคน้อยและอายุยืน 12 เทคนิคการกินอาหารที่ปรุงรสทั่วไป 13 การรับประทานอาหารแบบย่ำยีมาร 16 อาหารย่ำยีมาร สูตร 1 พลังพุทธ 19 อาหารย่ำยีมาร สูตร 2 น้องพุทธ 21 ข้าวต้ม (ถอนพิษ) 22 ข้าวต้มทรงเครื่อง 23 สลัดสุขภาพ 24 น้ำสลัด (งาดำ) 25 หมวดต้ม ต้มยำหัวปลีใส่ยอดมะขาม 26 แกงเขียวหวาน 27 แกงส้มผักรวม 28 แกงเลียงผักหวานป่า 29 ต้มส้มมะละกอ (อาหารเหนือ) 30 หมวดยำ ตำแตงนิพาน 31 หมวดยำ ยำมังคุด 32 ยำผักรวมข้างบ้าน 33 ซุปมะเขือเปราะ 33 ยำวุ้นเส้น 34 ยำเห็ด 35 ห่อหมกหัวปลี 36 น้ำพริกเต้าเจี้ยว 37 น้ำพริกอ่อง 38 หมวดผัด มะระหวานผัดน้ำ 39 ผักรวมผัด 40 ผัดเห็ดวุ้นเส้นสุขภาพ 41 ผัดวุ้นเส้นมังสวิรัติ 44 ผัดเห็ดกับพริกหวาน 45 ผัดฟักทอง 47 เต้าหู้อ่อนทรงเครื่อง 48 ผักรวมผัดขิง 48 ข้าวผัดสุขภาพ 49 ราดหน้าเส้นหมี่ 50 สุกี้แห้งสุขภาพ 51 หมวดเครื่องดื่ม และธัญพืช ผักผลไม้ปั่น 52 น้ำนมข้าวโพด 53 ต้มถั่วเขียวใส่ลูกเดือย 54 น้ำนมธัญพืช 54 ตัวอย่างเมนูอาหาร 3 แบบ 3 วัน 56 บรรณานุกรม 58 อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน อาการหรือโรคที่เกิ ดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน สามารถใช้อาหารปรับสมดุล และการฝึกจิตบำบัดหรือบรรเทาได้มีดังต่อไปนี้ ตาแดง ตาแห้ง แสบตา ปวดตา ตามัว ขี้ตาข้น เหนียวหรือไม่ค่อยมีขี้ตา หนังตาตก ขนคิ้ว - ร่วง ขอบตาคล้ำ มีสิว ฝ้า มีตุ่มแผลในช่องปากด้านล่าง ร้อนในช่องปาก เหงือกอักเสบ นอนกรน ปากคอแห้ง ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ผมร่วง หงอกก่อนวัย มีรังแค รูขุมขนขยายโดยเฉพาะบริเวณหน้าอก คอ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว มีเส้นเลือดขอด ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เส้นเลือดฝอยแตกใต้ผิวหนัง พบรอยจ้ำเขียวคล้ำ ปวดบวมแดง ร้อนตามร่างกายหรือตามข้อ กล้ามเนื้อเกร็งค้าง กดรู้สึกเจ็บ เป็นตะคริวบ่อย ๆ ผิวหนังปกติคล้ายมีรอยไหม้ เกิดฝีหนอง น้ำเหลืองเสียตามร่างกาย ตกกระสีน้ำตาลหรือสีดำตามร่างกาย ท้องผูก อุจจาระแข็งหรือเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายขี้แพะ บางครั้งมี อาการ ท้องเสียแทรก ปัสสาวะปริมาณน้อย สีเข้ม ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ถ้าเป็นมาก ๆ จะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ หรือ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะด้วย มักลุกปัสสาวะช่วงเที่ยงคืน - ตี ๒ ( คนที่ร่าง กาย ปกติสมดุล จะไม่ลุกปัสสาวะกลางคืน ) ออกร้อนท้อง แสบท้อง ปวดท้อง บางครั้งมีอาการท้องอืดร่วมด้วย (ท้องอืด แต่เดิมเป็นภาวะเย็นเกิน ปัจจุบันเกิดจากภาวะร้อนเกิน) ผิวหนังมีผื่น ปื้นแดง คันหรือมีตุ่มใสคัน เป็นเริม งูสวัด สะเก็ดเงิน โรคหนังแข็ง หายใจร้อน เสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น สีเหลืองหรือสีเขียว บางทีมีเสมหะพันคอ ไอ โดยสารยานยนต์มักอ่อนเพลีย และหลับขณะเดินทาง เลือดกำเดาออก มักง่วงนอนหลังกินข้าวอิ่มใหม่ ๆ เป็นมากจะยกแขนขึ้นไม่สุด ไหล่ติด เล็บมือเล็บเท้าขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย มีสีน้ำตาลหรือดำคล้ำ อักเสบบวมแดงที่โคนเล็บ เล็บขบ หน้ามืด เป็นลม วิงเวียน บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน มักแสดงอาการเมื่ออยู่ในที่อับหรืออากาศร้อนหรือเปลี่ยนอริยบทเร็วเกิน หรือทำงานเกินกำลัง เจ็บเหมือนมีเข็มแทง หร ือไฟฟ้าช๊อต หรือร้อนเหมือนไฟเผา ตามร่างกาย อ่อนล้า อ่อนเพลีย แม้นอนพักก็ไม่หาย รู้สึกร้อนแต่เหงื่อไม่ออก เจ็บปลายลิ้น แสดงว่าหัวใจร้อนมาก ถ้าเป็นมาก ๆ จะเจ็บแปล๊บที่หน้าอก อาจร้าวไปแขน เจ็บคอ เสียงแหบ คอแห้ง หิวมาก หิวบ่อย หูอื้อ ตาลาย ลมออกหู หูตึง สะอึก ส้นเท้าแตก เจ็บ อักเสบ รองช้ำ ออกร้อน บางครั้งเหมือน ไฟช๊อต เกร็ง ชัก โรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน เช่น โรคหัวใจ หวัดร้อน ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ตับอักเสบ กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร มดลูกโต ตกขาว ตกเลือด ปวดมดลูก หอบหืด ไตอักเสบ ไตวาย นิ่วในไต นิ่วกระเพาะปัสสาวะ นิ่วถุงน้ำดี กระเพะปัสสาวะอักเสบ ไส้เลื่อน ต่อมลูกหมากโต โรคเกาต์ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เนื้องอก มะเร็ง พิษของแมลงสัตว์กัดต่อย เป็นต้น (ใจเพชร กล้าจน . 2554 : 66-68) อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบเย็นเกิน สำหรับภาวะไม่สมดุลแบบเย็นเกินนั้น ปัจจุบันพบได้น้อย ถึงแม้พบอาการของภาวะไม่สมดุลแบบเย็นเกินก็มักจะเป็นสภาพที่มีสาเหตุจากภาวะร้อนเกินแล้วตีกลับเป็นเย็น ซึ่งก็ต้องแก้ที่สาเหตุร้อนเกินอยู่ดี และการแก้ภาวะเย็นเกิ นที่เกิดจากการตีกลับจากร้อนนั้น มีความแตกต่างจากการแก้ภาวะเย็นที่เกิดจากเย็นเกิน ซึ่งผู้เขียนจะได้ชี้แจงรายละเอียดในตอนต่อไป สำหรับตอนนี้ขอบอกลักษณะอาการที่บ่งถึงภาวะเย็นเกินดังนี้ หน้าซีดผิดปกติจากเดิม มีตุ่มหรือแผลในปากด้านบน ตาแฉะ ขี้ตามาก ตามัว เสมหะมาก ไม่เหนียว สีใส หนักหัว หัวตื้อ ริมฝีปากซีด ขอบตา หนังตาบวมตึง เฉื่อยชา เคลื่อนไหวช้า คิดช้า ยิ่งเคลื่อนไหวยิ่งกระปรี้กระเปร่า ไอ อาการมักทุเลาเมื่อถูกภาวะร้อน ผิวหน้าบวมตึง แต่ไม่ร้อน เจ็บหน้าอกด้านขวา หายใจไม่อิ่ม ท้องอืด จุกเสียดแน่น ปัสสาวะสีใส ปริมาณมาก อุจจาระเหลวสีอ่อน มักท้องเสีย มือเท้าเย็น มึนชา สีซีดกว่าปกติ ตกกระสีขาว มักมีเชื้อราขาวตามผิวหนังหรือที่เล็บมือ เล็บเท้า เล็บยาวแคบกว่าปกติ (มีความยาวของเล็บมากกว่าความกว้างมาก) ตัวเล็บและโคนเล็บมีสีขาวซีดกินพื้นที่มากเกินปกติ เท้าบวมเย็น จากประสบการณ์ของผู้เขียน เมื่อพบภาวะไม่สมดุลของร่างกายผู้เขียนจะแก้ภาวะร้อนเกินเป็นหลัก หรือเมื่อพบอาการแบบเย็นเกิน ถ้าเราแก้ภาวะเย็นแล้ว อาการไม่ดีขึ้น แสดงว่าเป็นอาการที่ตีกลับจากร้อนเกิน ให้แก้ภาวะร้อนเกิน - เย็นเกิน (ใจเพชร กล้าจน . 2554 : 69-70) อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะร้อนเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน มีไข้สูง แต่หนาวสั่นหรือเย็น มือเย็นเท้า ปวดศรีษะ ตัวร้อนร่วม กับท้องอืด ปวด บวม แดง ร้อน ร่วมกับมึนชาตามเนื้อตัวแขนขา เป็นต้น กรณีที่ไม่แน่ใจว่าร่างกายเราไม่สมดุลแบบใด ให้แก้ภาวะร้อนเกินไว้ก่อน เพราะคนส่วนใหญ่ ณ ยุคปัจจุบันประมาณ 80% จะป่วยด้ วยภาวะร้อนเกินอย่างเดียว ส่วนผู้ ที่มีภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกันมีประมาณ 15% สำหรับผู้ที่มีภาวะเย็นเกินอย่างเดียวมีประมาณ 5% ถ้าปฏิบัติแก้ภาวะร้อนเกินอย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ อาจเป็นภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ให้แก้ภาวะดังกล่าวและถ้าแก้อย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ให้ทดลองแก้ภาวะเย็นเกินภายใน 1 สัปดาห์ ถ้ายังไม่ดีขึ้น ก็ให้เริ่มตั้งศูนย์เริ่มล้างพิษออกจากร่างกายใหม่ ด้วยการงดอาหารจนกว่าจะรู้สึกหิวหรือรับประทานเฉพาะผักและผลไม้ฤทธิ์เย็นอย่างเดียว จนกว่าจะรู้สึกโหยล้าหรือหอมข้าวหรือหิวบ่อยอาหารไม่อยู่ท้อง จึงค่อยเพิ่มข้าวหรืออาหารที่ให้พลังงานความร้อนมากขึ้น ตามความพอดีของร่างกายที่จะทำให้เกิดพลังชีวิตสูงสุด คือ สบาย เบากายและมีกำลัง (ใจเพชร กล้าจน : 43-44) อาหารฤทธิ์เย็น กลุ่มคาร์โบไฮเดรต เช่น น้ำตาล เส้นขาว (เส้นหมื่ , เส้นก๋วยต๋วยที่ไม่มีน้ำมัน) วุ้นเส้น ข้าวขาว ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง (เหลือง) เป็นต้น อาหารกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ให้พลังงานความร้อน ถ้ากินมากเกินไป ก็จะทำให้ร้อนเกิน สำหรับน้ำตาล เส้นขาว วุ้นเส้น และข้าวขาวจะกินเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาที่ร่างกายขาดน้ำตาล แล้วต้องการพลังงานอย่างรวดเร็วหรือมีภาวะร้อนเกินอย่างมาก จนถึงขั้นที่เมื่อกินข้าวซ้อมมือหรือกินข้าวกล้องแล้วเกิดอาการร้อนเกินเ ท่านั้น เพราะน้ำตาล เส้นขาว วุ้ นเส้น และข้าวขาว เป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ ให้พลังงานความร้อนน้อยที่สุดแต่เคลื่อนที่หรือดูดซึมเร็วที่สุดและหมดฤทธิ์เร็วที่สุด แต่ขั้นตอนการสันดาบเป็นพลังงานนั้นต้องไปดึงวิตามินที่มีอยู่ในร่างกายมาใช้ ดังนั้นถ้ากินเป็นประจำร่างกายจะขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญรวมถึงไฟเบอร์ซึ่งมีอยู่มาก ในข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง ดังนั้นถ้าร่างกายเริ่มทุเลาอาการร้อนเกินลงและเริ่มมีความรู้สึก ว่า กินอาหารกลุ่มนี้แล้วไม่อยู่ ท้อง (หิวบ่อย หิวง่าย พลังงานหรือเรี่ยวแรงหมดเร็วกว่าปกติ) ให้ปรับมากินข้าวซ้อมมือและข้าวกล้องตามลำดับ โดยปกติก็ควรจะกินข้าวซ้อมมือและข้าวกล้องตามลำดับ โดยปกติก็ควรจะกินข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องเป็นหลัก เพราะมีไฟเบอร์วิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มากกว่าคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น ๆ กลุ่มโปรตีนฤทธิ์เย็น เช่นถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เห็ดผาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดขอนขาว เห็ดลม (เห็ดบด) เห็ตาโล่ เห็ดตีนตุ๊กแก เป็นต้น กลุ่มผักฤทธิ์เย็น เช่น อ่อมแซบ(เบญจรงค์) ผักบุ้ง ตำลึง ก้านตรง ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า บวบ ฟัก แฟง แตงต่าง ๆ มะละกอดิบหรือห่าม พญายอ(เสลดพังพอนตัวเมีย) สายบัว หยวกกล้วย ก้านกล้วย กล้วยดิบ หัวปลี ยอดฟักข้าว ยอดฟักแม้ว มะรุม หญ้าปักกิ่ง ว่านกาบหอย ว่านหางจระเข้ว่านมหากาฬ ว่านง๊อก ทูน(ตูน) ถั่วงอก มะเขือเทศ กะหล่ำดอก บล๊อ คเคอรี่ กวางตุ้ง ผักกาดขาว หัวไช เท้า (ผักกาดหัว) ผักกาดหอม(ผักสลัด) อีหล่ำ อีสึก(ขุนศึก) ย่างนางเขียว-ขาว หมอน้อย ใบเตย รางจืด เหงือกปลาหมอ ลิ้นปี่ ผักแว่น ผักโหบเหบ มังกรหยก ผักติ้ว ดอกสลิด(ดอกขจร) มะเดื่อ มะอึก ดอกแค ฟังทองอ่อน ยอดฟักทอง ดอกฟักทอง ผักโสมไทย ยอดมะม่วงหิมพานต์ ใบก้างปลา ใบมะยม ตังโอ๋ ข้าวโพด ขนุนดิบ ใบมะขาม ใบส้มป่อย ส้มเสี้ยว ส้มรม สัมกบ เป็นต้น สำหรับผักพาย ใบบัวบ ก และมะเขือพวง หรือพืชรสขมทุกชนิ ดเป็นร้อนดับร้อน ถ้าพืชรสขมชนิดนั้น ๆ สามารถดับร้อนในตัวเราได้ ร่างกายก็จะเย็นลง คือรู้สึกสบายขึ้นหรือไม่เกิดอาการผิดปกติใด ๆ หรือชิมน้ำปัสสาวะแล้วไม่ขม แต่ถ้าขมชนิดนั้น ๆ ดับร้อนในร่างกายไม่ได้ หรือเรากินมากเกิน ร่างกายก็ยิ่งร้อนมากขึ้น คือมีอาการไม่สบายมากขึ้น หรือเมื่อชิมน้ำปัส สาวะจะมีรสขม ถ้าเกิดอาการดังกล่ าวให้เรางดหรือลดของขมชนิดนั้น ๆ สำหรับพืชรสฝาดและรสเปรี้ยว แม้ว่าบางชนิดจะมีฤทธิ์เย็น แต่ถ้ากินมาไปก็จะทำให้ร้อน และพืชที่มีรสฝาดก็ควรกินคู่เปรี้ยว สำหรับในกรณีที่อากาศร้อน หรือตอนเที่ยงวัน หรือตอนที่ร่างกายกำลังร้อนมาก ต้องระวังอาหารที่หวานจัด เปรี้ยวจัด มันจัด เผ็ดจัด เค็มจัด เพราะจะทำให้ร้อนมากขึ้น อาหารรสจัดดังกล่าว อาจกินในปริมาณเล็กน้อยได้ พอเหมาะในช่วงที่อากาศเย็น เช่นตอนเช้าหรือตอนเย้น หรือในตอนที่ร่างกายมีภาวะเย็นเกินก็จะเป็นประโยชน์กับร่างกาย กลุ่มผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ ส้มเช้ง ส้มซ่า ส้มเกลี้ยง กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก แก้วมังกร กระท้อน ลูกหยี เชอรี่ พุทรา สมอไทย ชมพู่ มะขวิ ด มะดัน มะละกอดิบ หรือห่าม (มะละกอสุกจะร้อนเล็กน้อย) มะม่วงดิบ มะขามดิบ หมากเม่า หมากผีผ่วน น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว ลูกท้อ แอบเปิ้ล สาลี่ ลางสาด สตรอเบอรี่ ทับทิมขาว เป็นต้น การกินผลไม้ ถ้ารสเปรี้ยวไม่เสียวฟัน ไม่กินก่อนผลไม้หวาน แต่ถ้าเสียวฟัน ให้งดการกินเปรี้ยวนั้นเสีย ส่วนผลไม้ที่หวานไม่ว่าจะมีฤทธิ์เย็น หรือฤทธิ์ร้อนไม่ควรกินมากเกิน เพราะร่างกายจะได้รับน้ำตาลมากเกินไป เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ๒ ลักษณะ 1 . ร่างกายไม่เผาผลาญน้ำตาล น้ำตาลจะตกค้างในร่างกายมากเกินไป ขัดขวางการไหลเวียนของสารต่าง ๆ และเลือดลมในร่างกาย 2 . ถ้าร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้ร่างกายขาดวิตามิน ที่ถูกนำมาใช้ในการเผาผลาญน้ำตาลที่มากเกินไป จะเผาทำร้ายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ดังนั้นควรกินผลไม้หวานเพียงเล็กน้อยแค่พอดีสบา ย เทคนิคการกินผลไม้ไม่ว่าชนิดใด ๆ ก็คือให้กินเท่าที่รู้สึกสดชื่น สบาย มีกำลังเต็มตามฤทธิ์ของผลไม้นั้น ๆ ถ้ากินมากไปก็จะไม่สบายและอ่อนกำลัง (ใจเพชร กล้าจน . 2554 : 72-75) อาหารฤทธิ์ร้อน กลุ่มคาร์โบไฮเด รต เช่น ข้าวหนียว ข้าวแดง ข้าวดำ(ข้าวก่ำ ข้าวนิล) ข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ เผือก มัน กลอย อาหารหวานจัด ขนมปัง ขนมกรุบกรอบ บะหมี่ซอง เป็นต้น กลุ่มโปรตีนฤทธิ์ร้อน เช่น เนื้อ นม ไข่ เห็ดโคน (เห็ดปลวก) เห็ดก่อ เห็ดไค เห็ดหอม เห็ดหลินจือ ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วสลิง ถั่วทอด ทุกชนิด โปรตีนจา ก พืชและสัตว์ที่หมักด อง เช่น เต้าเจี้ยว มิโสะ โยเกิร์ต ซีอิ้ว เ ทมเป้ กะปิ น้ำปลา ปลาร้า เป็นต้น กลุ่มไขมัน เช่น รำข้าว จมูกข้าว ลูกก่อ งา เนื้อมะพร้าว กะทิ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอลล์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดกระบก น้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ เป็นต้น กลุ่มผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ผักที่มีรสเผ็ด เช่น กระชาย กระเพรา ยี่หร่า โหระพา พริก แมงลัก กุ้ยช่าย(ผักแป้น) ต้นหอม หอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม ผักชี พริกไทย(ร้อนมาก) ขิง ข่า(ข่าแก่จะร้อนมาก) ขมิ้น ไพล ใบมะกรูด ตะไคร้ เครื่องเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพืชบางชนิดที่ไม่มีรสเผ็ดแต่มีฤทธิ์ร้อน(มีพลังงานความร้อนหรือแคลลอรี่ที่มาก) เช่น คะน้า แครอท บีทรูท กะหล่ำปลี ชะอม ถั่วฝักยาว ถั่วพลู สะตอ ลูกเนียง กระเฉด ลูกตำลึง ฟักทองแก่ โสมจีน โสมเกาหลี แปะตำปึง (ร้อนเล็กน้อย) ผักกาดเขียวปลี ใบยอ ผักโขม ใบปอ ผักแขยง ยอดเสาวรส หน่อไม้ เม็ดบัว ไข่น้ำ(ผำ) สาหร่ายทะเล สาหร่ายน้ำจืด(เทา) ไหลบัว รากบัว แพงพวยแดง ใบยอดและเมล็ดกระถิน พืชที่มีกลิ่นฉุน เป็นต้น กลุ่มผลไม้ฤทธิ์ร้อน เป็นกลุ่มผลไม้ที่ให้น้ำตาล วิตามินหรือธาตุอาหารที่นำไปสู่กระบวนการเผาผลาญเป็นพลังงานความร้อน (แคลอรี่) ที่มาก เช่น ฝรั่ง ขนุนสุก ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย ทุเรียน น้อยหน่า สละ องุ่น ส้มเขียวหวาน กล้วยไข่ (สำหรับกล้วยหอมทองและกล้วยหอมเขียวมีรสหวานจัดจึงมักออกฤทธิ์ตีกลับเป็นร้อน) มะตูม ละมุด กล้วยปิ้ง ลูกลำดวน ลูกย่างม่วง ลูกยางเขียว ลุกยางเหลือง ลองกอง กระทกรก(เสาวรส) มะเฟือง มะปราง สมอพิเภก มะไฟ มะแงว ทับทิมแดง มะม่วงสุก ลูกยอ กระเจี๊ยบแดง ระกำ(ร้อนเล็กน้อย) มะขามสุก(ร้อนเล็กน้อย) เป็นต้น อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมาก อาหารที่มีการปรุงจัดเกินไป ถ้ากินมากไป จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก เช่น อาหารที่ปรุงเค็มจัด มันจัด หวานจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ฝาดจัดและขมจัด อาหารกลุ่มไขมัน เช่น รำข้าว จมูกข้าว ลุกก่อ งา เนื้อมะพร้าว กะทิ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอลล์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ น้ำมันพืช เป็นต้น เนื้อ นม ไ ข่ ที่มีไขมันมาก รวมถึงที่มีสารเ ร่งสารเคมีมาก พืชผักผลไม้ ที่มีสารเคมีมาก อาหารที่ปรุงผ่านความร้อนนาน ๆ ผ่านความร้อนหลายครั้ง ใช้ไฟแรงหรือใช้คลื่นความร้อนแรง ๆ อาหารใส่สารสังเคราะห์ ใส่สารเคมี อาหารใส่ผงชูรส สมุนไพรหรือยากที่กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดหรือบำรุงเลือด วิตามิน แร่ธาตุและอาหารเสริมที่สกัดเป็นน้ำ เป็นผง หรือ เป็นเม็ด ยกเว้น มีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าขาดสารดังกล่าว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หรือน้ำตาลที่มากเกินไป เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น อาหารที่มีโซเดียมสูง ได้แก่ อาหารแปรรูปหรือสำเร็จรูปต่าง ๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลูกอม ขนมกรุบกรอบ ขนมปัง อาหารกระป๋อง ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง น้ำหมัก ข้าวหมาก ปลาเค็ม เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ของหมักดอง อาหารทะเล (จะมีทั้งไขมันและโซเดียมสูง) เป็นต้น น้ำร้อนจัด น้ำเย็นจัด และน้ำแข็ง โดยขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนว่าจะงดหรือลดอะไรแค่ไหน ที่ทำให้เกิดสภาพโปร่งโล่งสบาย เบากายและกำลังเต็มที่สุด (ใจเพชร กล้าจน . 2554 : 75-78) เทคนิคการรับประทานอาหารตามลำดับ โรคส่วนใหญ่เกิดจากภาวะร่างกายไม่สมดุลแบบร้อนเกิน ฉะนั้นในช่วงแรก ของการปรับสมดุลควรปรับสมดุลอาหารด้วยสูตรอาหารสำหรับผู้มีภาวะร้อนเกิน ที่สำคัญในการทานอาหารปรับสมดุล คือ การทานอาหารตามลำดับ เพื่อให้ร่างกายไม่ทำงานหนักเกินไปและสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์วิถีธรรม จะทานอาหารตามลำดับการย่อยของร่างกาย คือ ดื่ม น้ำ สมุนไพรต่าง ๆ เช่น น้ำเขียว(คลอโรฟิลล์สด จากธรรมชาติ) วิธีการดื่ม วันละ 2 - 3 ครั้ง 1 แก้ว ก่อนอาหาร ไม่ควรดื่มหลังอาหารทันที จะท ำให้การย่อยอาหารไม่ดี ยกเว้น รู้ สึกระหายน้ำ หรืออาการไม่สบายในกลุ่มร้อนเกิน ปกติถ้าดื่มหลังอาหารควรดื่มหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงหรือ ตอนท้องว่าง ปริมาณและความเข้มข้นมากหรือน้อยอยู่ที่สภาพร่างกายแต่ละคน บางคนอา จ จะถูกกับสมุนไพรฤทธิ์เย็นผ่านไฟ ก็ให้กดน้ำร้อนใส่ หรือใส่สมุนไพรฤทธิ์ร้อน กินผลไม้ ถ้ารสเปรี้ยวนั้นไม่เสียวฟัน ให้กินก่อนผลไม้หวาน แต่ถ้ากินเปรี้ยวแล้วเสียวฟัน ให้งดเสีย ส่วนผลไม้หวานให้กินเพียงเล็กน้อย แค่พอสบายตัว และมีกำลัง กินผักสด หรือผ่านไฟ อาจกินเป็นสลัดผัก ยำ ห่อใบเมี่ยง ส้มตำ น้ำพริกหรือกับข้าวอื่น ๆ กินข้าวเปล่าโรยเกลือ หรือ กินข้าวพร้อมกับข้าวต่าง ๆ ถั่วเขียวต้ม อาจใส่เกลือ หรือน้ำตาลเล็กน้อย (ต้มพอสุกไม่เปื่อย ใช้ไฟกลาง ๆ หรือถั่วหลากพันธุ์ที่ถูกกับสภาพร่างกาย) กินแกงจืด แกงอ่อม แกงเลียง น้ำซุป น้ำแกงอื่น ๆ ที่รสไม่จัด อาหารดังกล่าวสามารถกินได้ทุกขั้นตอนของอาหาร และขณะย่อยอาหาร ร่างกายจะใช้พลังความร้อนในการย่อย ถ้าเรา กินน้ำแกงหรือน้ำที่ผ่านการรับความร้อนจากไฟ ล้างคอแทนน้ำเปล่าเป็นลำดับท้าย จะช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดี ส่วนน้ำเปล่าถ้าดื่มหลังอาหารทันที มักทำให้ระบบย่อยทำงานไม่ดี เพราะเป็นน้ำที่ไม่ผ่านพลังร้อน ควรดื่มน้ำเปล่าเมื่อเริ่มรู้สึกกระหายน้ำ ซึ่งถ้ากินอาหารได้สมดุลมักจะเริ่มกระหายน้ำหลังจากที่กินอาหารประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง ส่วนผู้ ที่กินอาหารไม่ สมดุล มักกระหายน้ำเร็วกว่านั้น ก็ควรจะดื่มน้ำเปล่าแก้กระหายตามที่ร่างกายบอกหรือแสดงอาการกระหายน้ำ สำหรับวันที่อากาศหนาวเย็น การไหลเวียนของน้ำย่อยและเลือดลมจะไม่ค่อยสะดวก ดังนั้นการกินต้มผักหรือแกงผักที่รสไม่จัด(ทั้งน้ำและเนื้อผัก) ก่อนอาหารอื่นมักทำให้สบายตัวดี เพราะจ ะ ช่วยให้เลือดลมน้ำย่อยในระบบย่อยไหลเวียนได้ดี เป็นการทำให้อุ่นสบายพอดีสมดุล กับสภาพอากาศที่หนาวเย็น(ใช้หลักการที่ทำให้แข็งแรงอายุยืนของพระพุทธเจ้า คือเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง) การกินอาหารตามลำดับตามเทคนิคด ังกล่าว เป็นการกินอาหารตามลำดับ จากการย่อยง่ายไปสู่ยาก และตามลำดับการคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย โดยน้ำสมุนไพรจะดูดซึมเร็วที่สุด ย่อยง่ายที่สุด รองลงมาเป็น ผลไม้ ผัก ข้าว โปรตีนและไขมันตามลำดับ การกินอาหารตามลำดับ จะทำให้อาหารดูดซึมไปใช้ได้เร็วโดยไม่ติดขัด ไม่เป็นภาระในการแบกน้ำหนักของอาหารในระบบย่อย โดยเฉพาะกระเพาะอาหารและลำไส้การกินอหารตามลำดับ จะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อได้รับการคุ้มครองเพราะในขณะที่เราหิว จะเกิดภาวะร้อนขึ้นจากไฟย่อย น้ำย่อยทำงาน คนส่วนใหญ่เวลาหิว ก็มักจะกินข้าวก่อนอย่างอื่น ข้าวเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานความร้อน ความร้อนก็จะเผาเซลล์เนื้อเยื่อของเรา กว่าที่สมุนไพรผักผลไม้ซึ่งมีฤทธิ์เย็นจะเข้าไปคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อ เซลล์เนื้อเยื่อบางส่วนก็ถูกความร้อนทำลายไปแล้ว จะสังเกตได้ว่า ในขณะที่เราหิวมาก ๆ จะกินข้าวไม่ลงหรือติดคอ นั่นคือสัญญาณต้านของร่างกาย ถ้าเรากินผักผลไม้ก่อน (ผักผลไม้ฤทธิ์เย็น) หรือถ้ามีสมุนไพรที่ฤทธิ์เย็นก็กินก่อน จะทำให้ฤทธิ์เย็นเข้าไปคุ้มครองร่างกายก่อน พอกินข้าวพลังงานความร้อนของข้าวก็จะไม่เผาทำลายเซลล์เรา และเมื่อความร้อนจากข้าวเริ่มออกฤทธิ์ ก็จะพอดีย่อยถั่ว เพราะถั่วต้องการใช้พลังงานในการย่อยสูง การกินอาหารตามลำดับดังกล่าว จะทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ เบาเนื้อ เบาตัว สดชื่น กระปรี้กระเปร่า สบายตัวและมีกำลังกว่าการไม่กินตามลำดับ และเทคนิคการ กินอาหารตามลำดับ ยังทำให้เรากินผักได้ง่าย ได้มาก ซึ่งเป็นผลดีกับร่างกาย (ใจเพชร กล้าจน . 2554 : 81-85) อาหารรสจัดทุกชนิดทำลายเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกาย ผู้เขียนมีประสบการณ์พบผู้ป่วยจำนวนมากที่ติดอาหารรสจัดมักจะทุกข์ทรมานมาก คนส่วนใหญ่จะประมาท ไม่ใส่ใจ ไ ม่ระวังโทษภัยในอาหาร ผู้คนส่วนใหญ่ติดอาหารรสจัด และมีแนวโน้มส่งเสริมการหลงติดในรสอาหารที่จัดจ้านมากขึ้นๆ ทุกวันๆ นับเป็นภัยจากราคะกามคุณอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ เพราะอาหารรสจัดทุกชนิด จะกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญสร้างพลังงานความร้อนในร่างกายอย่างล้นเกิน จนทำลายเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายของตัวเอง สะสมวันแล้ววันเล่า นานเข้าก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ก็จะนิยมกินยาเพื่อกดระงับอาการหรือขับพิษจากออกจากร่างกาย โดยไม่ได้ใส่ใจหยุดการสะสมพิษเลย กลับหลงระเริงตั้งหน้าตั้งตาทุ่มโถมอวดเบ่งแข่งขันการสะสมพิษในร่างกายให้ มากขึ้นๆ รอวันเจ็บป่วยทุกข์ทรมานในร่างกายอีกครั้ง แล้วก็ใช้วิธีการเดิมในการแก้ปัญหา หลายครั้งเข้า ยาตัวเดิมก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องเปลี่ยนยาใหม่ที่แรงกว่าเดิมจึงจะแก้ปัญหาได้ เพราะตัวเองก็อายุมากขึ้นทุกวันๆ ร่างกายก็จะเริ่มชำรุดทรุดโทรมอ่อนแอลงไปทุกวัน ๆ แต่ตัวเองกลับสะสมพิษให้มากฝังลึกแน่นในเซลล์เนื้อเยื่อยิ่งขึ้น ๆ เมื่อแสดงอาการเจ็บป่วย ก็จะเริ่มรุนแรงมากขึ้น ๆ ยาเดิมใช้ไม่ได้ผล ต้องใช้ยาที่แรงมากขึ้น ๆ การใช้ยาที่แรงขึ้นเพื่อกดโรคหรือกระทุ้งขับพิษในแต่ละครั้ง เป็น การทำให้เกิดความบอบช้ำบาดเจ็บเสื่อมโทรมกับเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกาย บางครั้งอาการข้างเคียงของยาก็แสดงออกมาให้เห็น ดังนั้น การกินยาทุกครั้ง ก็คือการสะสมความบอบช้ำบาดเจ็บเสื่อมโทรมในร่างกาย ถึงวันหนึ่ง ก็จะไม่มียาตัวใดกดอาการหรือขับพิษนั้นออกไปได้ ความทุกข์ทรมานอันหนักหนาสาหัส โหดร้ายทารุณที่ตนเองเป็นต้นเหตุกระทำ ก็จะออกฤทธิ์ออกเดช จนสุดท้ายก็พรากเอาชีวิตผู้นั้นไป ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนหนุ่ม คนแก่ ผู้เขียนพบความเป็นไปอย่างนี้จำนวนมากขึ้นทุกๆวัน สาเหตุที่ผู้เขียนและทีมงานมั่นใจว่า อาหารรสจัด มีผลเสียอย่างมากต่อสุขภาพ เพราะหลังจากที่ทำค่ายสุขภาพมาหลายรุ่นหลายปี มีผู้มาศึกษาฝึกฝน ไม่ต่ำกว่าพันคน พบว่า การกินอาหารรสไม่จัดที่สมดุลกับร่างกาย ทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยชะลอความเสื่อม ช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บทั้งร้ายแรงและไม่ร้ายแรงทุเลาเบาบางหรือหายไปได้ ในขณะที่เมื่อกลับไปกินอาหารที่รสจัดมากเกินไปอีก อาการไม่สบายก็เกิดให้เห็น พอกลับมากินอาหารรสไม่จัดที่สมดุลกับร่างกายอีก อาการไม่สบายก็ทุเลาลง เมื่อพิสูจน์ด้วยตัวเอง รวมทั้งเก็บข้อมูลในวิถีชีวิตและในค่ายสุขภาพดังกล่าว จึงทำให้ผู้เขียนชัดเจนและหมดสงสัยในอาหารรสจัดหรือรสไม่จัด ว่ามีผลต่อสุขภาพอย่างไรแค่ไหน สำหรับท่าน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive