แนวคิดเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ของมหาวิทยาลัยโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
แนวคิดเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ของมหาวิทยาลัยโลกุตระ _ดนุธรรม วิรุฬห์ศิริกุล : "การเมือง"ยุคนี้ ถ้าไม่มี "ลุงตู่" เป็นนายก บ้านเมืองคงวุ่นวายน่าดูครับ เพราะคนส่วนใหญ่ ที่ยังมีความเห็นผิดเป็นถูก โดยหลงรูปลักษณ์ภายนอกที่เขามาหลอกลวงว่าจะให้สารพัดอย่าง ใครที่จะมาบริหารประเทศชาติ ต้องมีบุญมีบารมี ไม่ใช่จะจับใครมาทำมาบริหาร หรือคัดเลือกมาจากคะแนนเสียง ที่ได้มาจากความหลงหรือหลอกลวง หรือ ทำเพื่อใครบางคน คนที่มาแรงด้านความหลง "อุ๊งอิ๊ง" ก็เป็นแค่หุ่นเชิดเท่านั้น เพื่อดึงความนิยมในตัวของ (ทักษิณ) และพรรคพวกของตนเท่านั้น (ทักษิณ) คอยชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมด แม้กระทั่งการทำงานและการหนีออกนอกประเทศของ (ยิ่งลักษณ์) เขาก็เป็นคนวางแผนทั้งหมด มาถึง"อุ๊งอิ๊ง" เขาวางแผนไว้ ถ้าสำเร็จเขาก็อาจจะกลับประเทศไทยได้ "แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก" เพราะมีกฏหมายอยู่ การบริหารประเทศชาติบ้านเมืองถ้าเทียบชั้นการทำงาน"อุ๊งอิ๊ง" กับ"ลุงตู่" ลุงตู่คือความจริงตรวจสอบได้มีผลงานเห็นชัดแจ้ง และมีความสุจริตใจในทุกเรื่อง และเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศโดยเฉพาะที่เห็นได้ และไม่เคยมีนายกคนไหนทำได้ตลอดมาหลายสิบปี เพราะเขาไม่ชอบคนไทยที่ไปขโมยเพชรซาอุเขามา แต่ "ลุงตู่" ได้สร้างมิตรภาพและความมั่นใจใหม่สำเร็จ เปิดการบินและเส้นทางการค้า ที่ขาดการติดต่อกันไปหลายสิบปี หลายๆอีกผลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ..คนไหนตาสว่างเขาก็เห็น (คนไหนตาบอด) เพราะหลงคำหลอกลวงหวานๆ ทำให้ตายเขาก็มองไม่เห็น.แต่เห็นแต่พวกเดียวกัน แม้โกงหรือทำไม่ดีแต่ก็ดีเพราะพวกเดียวกัน เทียบกันแบบนักเลง..ในด้านบริหารประเทศชาติ คือ (กระดูกมันคนละเบอร์)..ครับ..กราบพ่อท่านด้วยความเคารพสูงอย่างยิ่งครับ... พ่อครูว่า... ความเห็นของคุณถูกต้องหมดตามภูมิอาตมาตัดสินเห็
อ่านต่อ
นด้วย ก็เป็นเรื่องจริงของสังคมประเทศไทย ที่มันเป็นปรากฏการณ์จริงไม่ใช่เป็นเรื่องนิทานไม่ใช่เรื่องสมมุติ ไม่ใช่เรื่องที่ฝันเพ้ออยู่ในห้วงความคิด เหมือนเรื่อง utopia ของโทมัส มอร์ แต่เป็นเรื่องจริงปรากฏการณ์จริงในโลก ของประเทศไทย คำพูดที่พูด โวๆๆๆ กับ การลงมือกระทำที่เกิดผลจริง มีแต่การพูด โวๆๆ เป็นเรื่องใหญ่พอมาทำจริงแล้วมันกลับไม่เป็นอย่างที่พูด นอกจากไม่เป็นอย่างที่พูดแล้วซ้อนลงไปตรงที่การกระทำดันกลับไปโกงเขาอีก ดันหลอกลวงซ้ำซ้อนอีก แล้วคนที่โง่ Double โง่ Triple โง่ ก็ไปหลงคารมเขาอีก มันห้ามไม่ได้จริงๆคนในโลกมันก็มีโง่กับฉลาด เพราะฉะนั้นคนโง่เขาก็ยังหาพวกได้ตลอดเวลาไม่ว่ายุคกาลไหนๆ ยุคก่อนพระพุทธเจ้า ยุคพระพุทธเจ้า ยุคนี้ เหมือนกัน มีอยู่อย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาฝึกฝนทางจิตให้เกิดความรู้มีโลกุตรธรรมจึงจะฉลาดรู้เท่าทัน รู้เท่าทันการพูดกับการลงมือทำ แค่นี้ที่เรียกภาษาเพราะๆว่า วาทกรรม กับการไม่ใช้วาทกรรมแต่เป็น ยถาวาทีตถาการี พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ลงมือทำมีผลเกิดจริง 2 อย่างนี้แหละเป็นตัวชี้วัด ตัดสินของผลความจริง ว่ายังไหนมันคือความจริงที่แท้จริงกว่ากัน เอาแต่พูดโวๆๆ หรือแม้แต่ทำแล้วซ้อนอยู่ในนั้น มีแต่ทุจริตขี้โกง โลภโมโทสัน แล้วมีทั้งความผิดกฎหมาย ตัดสินแล้วด้วย แล้วก็หนีอีก โอ้โห..ความเลวซับซ้อนหลายชั้นหลายอย่างเลย หนีในทางหมาลอดด้วย ออกช่องหมาลอดไป แล้วก็ไปเที่ยวอาศัยที่อื่นเอาเงินไปหว่าน แล้ว..ขออภัย คำพูดนี้อาจจะต้องไปข่ม ต่างประเทศเขาก็ยังเป็นโลกียะอยู่ เงินจึงมีอิทธิพล ทักษิณอยู่ได้เพราะต่างประเทศยังเป็นโลกียะอยู่ นี่ก็จริงๆที่สุด มาเมืองไทยอย่างไรอย่างไรก็ไม่ได้หรอก อย่างน้อยชาวอโศกนี่ไม่ยอมเด็ดขาด เพราะชาวอโศกไม่ใช่คนตาบอด ไม่ใช่คนโง่ เพราะฉะนั้นจะมาทำอะไรซับซ้อน อาตมาไม่เชื่อว่าทักษิณกลับมาจะแก้ไขตัวเองได้ ถ้าเขารู้แล้วก็ต้องไม่ให้ลูกๆทำ เพราะลูกๆทำอย่างเดียวกับเขา แล้วมันจะไปตัดสินเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร มันไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ความจริง ที่จริงแท้จริงๆอย่างที่ว่านี้แหละ สูงสุด ที่มนุษย์ที่ควรจะได้ หลักเกณฑ์ที่อาตมาสรุปด้วยภาษาว่าผู้ที่ได้ภูมิธรรมสูงสุดนั้น คือคนที่เป็นคนอิสระ แล้วมาอยู่รวมกันแล้วก็สงบ สบาย อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส และ ลงท้ายเป็นปลายเปิดว่าใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ นั่นคือความจบด้วยความไม่มีตัวตน มีแต่พลังงาน หรือแรงงาน หรือกรรมกิริยาที่สร้างสรรค์ ให้ ๆๆๆ เสียๆๆ ไม่ใช่ได้ ไม่ใช่เอา นี่คือสัจจะที่อาตมาพูดด้วยภาษาไม่ยากเลย เพราะฉะนั้นพูดเรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจ (เหลือเวลาอีก 39 นาที) ความรวยแก้ปัญหาเศรษฐกิจในโลกไม่ได้ ความจนเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ เด็ดขาดแท้ จบกิจ คนผู้หมดปัญหาเศรษฐกิจคือคนจน เพราะฉะนั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า คนที่ไม่หมดปัญหาเศรษฐกิจนั้นคือคนไปรวย หรือคนรวย คนรวยไม่มีหมดปัญหาเศรษฐกิจ คนจนเท่านั้น คนที่พอเพียง จนแล้วก็พอ มีใจพอ ก็จึงมีฐานที่สงบ ฐานที่หยุด ฐานที่อาศัยได้ ผู้หมดปัญหาเศรษฐกิจคือคนจน ที่ได้เรียนรู้ และปฏิบัติ ปฏิบัติตนเองจนบรรลุอาริยธรรมที่เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า มีวรรณะ 9 ต้องอาศัยพยัญชนะของพระพุทธเจ้าก่อน มีวรรณะ 9 ในโลก แล้วในโลกปัจจุบันนี้ก็มีชาวอโศก คนจริง ชาวอโศกนี่คนแท้ๆ ไม่ใช่หุ่นยนต์ คนจริง ชาวอโศก ที่พิสูจน์ความจริงนี้สำเร็จ จริงๆ มีคนจริง มีสังคมจริง มีปรากฏการณ์จริง ยืนยัน ให้ใครๆในโลกนี้มาพิสูจน์ มาตรวจสอบความเป็นไปได้จริงนี้กัน ได้เลย แล้วคนผู้นี้คือชาวพุทธที่เป็นคนไทยนี่แหละ อยู่ในประเทศไทย ผู้ที่ปฏิบัติแก้ปัญหาเศรษฐกิจตก เป็นความลงตัวของคำว่า ประชาธิปไตยก็ดี เศรษฐศาสตร์ก็ดี หรือจะสรุปลงไปที่สังคมมนุษย์ก็ดี เป็นความลงตัว เป็นความจบ เป็นความสมบูรณ์แบบ อยู่ที่ตรงนี้ แต่คนส่วนใหญ่ในโลกนั้นยังมองไม่เห็น ยังอ่านความจริงนี้ไม่ออก อ่านไม่ได้ อ่านไม่รู้ ทั้งๆที่มีของจริงอยู่นี่ อ่านไม่ออก อ่านไม่ได้ เขามาอ่านอโศก อ่านไม่ออก อ่านไม่รู้ อะไรของมันวะ อะไรอย่างนี้ ก็เพราะว่าความรู้ความฉลาดของเขา มันเป็นความรู้ความฉลาดแบบ เฉโก เป็นความรู้ความฉลาดแบบโลกีย์ เขามีแต่ปริญญา เฉโก หรือปริญญาโลกีย์เขาไม่มีปัญญาโลกุตระ เอาคำว่าปริญญาไปเรียกความรู้ความฉลาดที่สอบเอาใบอะไรมาได้ปริญญามาจากโลก มาจากมหาวิทยาลัยทั้งนั้นในโลกก็เรียกปริญญามาทั้งนั้น แต่ ปริญญาเหล่านั้นเป็นเทวนิยม เป็นโลกีย์ ไม่ใช่ปริญญาโลกุตระ ขออภัยต้องพูดชัด ที่ประสิทธิ์ประสาทออกไปจากชาวอโศก แม้ปริญญาที่ผลิตออกมาจากเถรสมาคม ชาวพุทธด้วย ก็ยังไม่ใช่ปริญญาโลกุตระ เหมือนกับชาวอโศก เป็นผลสำเร็จของพฤติกรรม ของจิตวิญญาณจริง ไม่ใช่มีแต่ใบรับรอง แต่พวกเราไม่ค่อยแจกใบปริญญาด้วย แต่จบปริญญากันไปเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จริงๆ นี่คือชาวอโศก ซึ่งปริญญาโลกุตระนี้ ในโลกของเทวนิยมโลกีย์ยังไม่รู้จัก ไม่รู้จัก ไม่รู้แจ้งไม่รู้จริง เขาไม่รู้อะไรบ้าง ความเป็นพระเจ้าของเขา เขาก็ยังไม่รู้ เขาจบปริญญาเอก เป็น Post Doctor อะไรก็แล้วแต่ มีปริญญาอีกไม่รู้กี่ใบ หลายใบ Post Doctor เขาไม่รู้แม้แต่ความเป็นพระเจ้าของเขา ในโลกตะวันตก แม้แต่ในอเมริกาที่นับถือกันอยู่ ยังไม่มีมหาวิทยาลัยหรือสำนักตักศิลาใดๆเลยในโลกที่จะประสาทปริญญาโลกุตระ เขาประสาทแต่ปริญญาโลกียะทั้งนั้น มีมหาลัยหรือว่ามีสำนักตักศิลาของศาสนาพุทธ ที่มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ผู้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ แต่ละยุคของ กาละ นี่คือยุคหนึ่งของกาละยังไม่หมด พระพุทธเจ้าสมณะโคดม ก็มีศาสนาพระพุทธเจ้านี้เท่านั้นที่ประสาทปริญญาโลกุตระ เกิดในมหาวิทยาลัยชนิดนี้ มหาวิทยาลัยของโลกชนิดอื่นๆ ประสาทปริญญาโลกุตระไม่ได้ ศาสนาอื่นใดตั้งมหาวิทยาลัยก็ตั้งขึ้นมาเต็ม แต่ประสาทได้แต่แค่ปริญญาโลกียะเท่านั้น ประสาทปริญญาโลกุตระ ไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกุตระ เขาไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ในสังคมมนุษยชาตินี้ทั้งโลก จึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่สำเร็จ ไม่มีการจบกิจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจลงได้ นั่นแหละจบปริญญาจะเป็น Post Doctor กี่ใบมาก็ตาม ทางเศรษฐศาสตร์ หรือศาสตร์อื่นๆอีกเอามาช่วย ก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจนี้ไม่ได้ ผู้หมดปัญหาเศรษฐกิจคือคนผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า บรรลุธรรม มี วรรณะ 9 เช่น กลุ่มชุมชนชาวอโศกนี่ เพราะมายืนยันได้ว่า เป็นคนเลี้ยงง่าย เจริญเร็ว ก้าวหน้าได้เร็ว สุภระ สุโปสะ เป็นคนเจริญเร็ว ก้าวหน้าได้เร็วคือ สุโปสะ เป็นคนยินดีในความจนและมุ่งมาจน อัปปิจฉะ เป็นคนใจพอ สันตุฏฐิ รู้จักขอบเขตของความพอ ไม่อยากได้มาให้แก่ตนอีก นี่คือสันโดษหรือ สันตุฏฐิ เป็นคนพัฒนาตนเอง ขัดเกลาตนเองเสมอๆ สัลเลขะ มีหลักปฏิบัติที่เป็นองค์ธรรมนำไปสู่ความเจริญได้สูงขึ้น สูงขึ้น ถึงสูงสุด คือ ธูตะ จึงเป็นคนมีกายกรรม มีวจีกรรม มีมโนกรรม น่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ มีหลักปฏิบัติที่เป็นองค์ธรรมนำไปสู่ความเจริญสูงสุดจริงๆนั้น จึงทำให้มีที่สุดได้ เป็นที่สุดได้ ที่สุดคือ ไม่สะสม อปจยะ เป็นคนไม่สะสม แต่เป็นคนพากเพียรขยัน เป็นคนไม่มีความขี้เกียจแล้ว วิริยารัมภะ ขยันเป็นอัตโนมัติ ขยันเป็นวิสัย ขยันหมั่นเพียรทำงานอยู่ งานที่ควร งานที่หมู่พากันทำอยู่ ตนเองรู้ก็แนะนำหรือปรึกษากัน ตัดสินว่าจะทำงานอะไร ทำอะไร อย่างพวกเรานี้ตัดสินกันมาว่าจะเอากสิกรรม ไม่เอางานที่จะไปสร้างทาง โดยเฉพาะประมงหรือปศุสัตว์ หรือ ไปสร้างอุตสาหกรรมที่มันจะเป็นพิษเป็นภัย เพราะอุตสาหกรรมพวกเรานี้ก็จะไม่ถนัด ก็ทำพออาศัยทำได้พอประมาณ เครื่องยนต์กลไกทางวิศวะ ก็ได้ประมาณพวกนี้ อาศัยคนอื่นไปก็พอได้ แต่เราจะเน้นกสิกรรม อาตมาก็ย้ำ พยายามยืนยันมามากมายแล้ว แล้วก็พยายามที่จะสร้างเศรษฐกิจแบบโลกุตระ หรือเศรษฐกิจแบบบุญนิยม คำว่า บุญ คำนี้ขอแทรกเข้าไปเพื่อให้คนเอาไปศึกษาคำว่าบุญมันต่างกับคำว่าทุนคนละขั้ว มันไม่ใช่ความมีนะ เป็นเครื่องมือในการประหารกิเลสสำหรับตนเองเท่านั้น ไม่ใช่ไปเที่ยวระรานใคร บุญ บุญไม่ไประรานใคร ไม่ไปทำร้ายใคร บุญทำร้ายกิเลสตัวเองให้หมดเกลี้ยงแล้วก็จบ เพราะใครก็ตามแหละ จะไปฆ่ากิเลสให้คนอื่นมันฆ่าไม่ได้หรอก มันต้องตัวเองฆ่ากิเลสของตัวเองเท่านั้น คนอื่นใดๆไม่มีสิทธิ์ที่จะไปฆ่ากิเลสของคนอื่น บอกได้แนะนำศึกษาภาษาได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่จบกิจแล้วมาเป็นคนจนสำเร็จ ก็จะเกิดมนุษย์มีวรรณะ 9 แล้วก็เป็นสังคม สาราณียธรรม 6 ที่จิตใจมีพุทธพจน์อีก 7 ตัว จิตใจของคนพวกนี้มี สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ นี่คือพุทธพจน์ 7 คำ พ่อครูว่า... สาราณียะ คือ ระลึกถึงกัน เป็นคนที่ไม่ใจดำ ระลึกถึงแม้แต่ศัตรูก็ระลึกถึงเข้าใจเขา เขาผิด เขาไม่ถูก ก็เข้าใจเขาอย่างซื่อตรง ไม่ได้ไปกดข่ม ไม่ได้ไปดูถูกเขาหลอก แต่สงสารเขาก็ระลึกถึงเขา ว่าพอช่วยได้ไหม บางคนเราไม่มีสิทธิ์ไปช่วยเขาเลยเพราะเขาถือตัว เขาถือดี เขาหลงตัวหนัก ก็ได้แต่ ถ้ามีใจเกื้อกูลก็ฝากบอกฝากส่งคำไปตามสายลม ก็เท่านั้น ปิยกรณะ มีความรัก ความรักก็มีระดับมีขั้นเป็นความรักขั้นสูงขั้น 7 ขั้น 8 ขั้น 9 อย่างนี้เป็นต้น เป็นความรักที่ดี เป็นความรักเจริญ เป็นความรักประเสริฐ ไม่ใช่ความรักเห็นแก่ตัว แคบอยู่ในมิติต่ำๆ ซึ่งอาตมาก็อธิบายความรัก 10 มิติไว้แล้ว วันนี้ก็ขอผ่าน มีครุกรณะ รู้จักฐานะของคน ผู้ที่น่าเคารพ ผู้ใดที่น่าเคารพก็เคารพ มีคุณวุฒิมีฐานะ มีวัยวุฒิก็แล้วแต่ เคารพด้วยวัยวุฒิ เคารพด้วยคุณวุฒิ เคารพด้วยฐานะสมมุติอะไร เราก็เข้าใจ จิตสำคัญ อยู่ที่ตัวที่ 4 สังคหะ เกื้อกูล ช่วยเหลือ เผื่อแผ่ เอื้อเฟื้อไป ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็ไม่เกินที่ตนไม่มีแล้วก็ไปกู้หนี้ยืมสินหรือไปทำอะไรซับซ้อน ไปช่วยคนอื่น ไม่เอา อย่างนั้นไม่เอา เท่าที่เรามีพอที่จะช่วยเขาได้ แล้วตนต้องอาศัย ไม่เดือดร้อนไม่ขาดแคลนไม่ลำบาก เรื่องวิวาทะไม่มี ไม่วิวาททะเลาะกับใคร ไม่ทะเลาะไม่วิวาท ขัดแย้งเราก็พยายามสงบระงับความขัดแย้ง แต่มันห้ามยากความขัดแย้ง แต่ขั้นทะเลาะวิวาทเราไม่เอาเราไม่ทำ เพราะฉะนั้นจะไปพูดถึงเรื่องการรบราฆ่าฟันตีกันฆ่ากัน..ไม่เลย หยาบมาก แม้ที่สุด ขัดแย้งกัน แล้วเขาจะมาฆ่าเรา เรายอมให้ฆ่าได้เลย ฆ่าก็ฆ่าไป เพราะเรารู้จักความตายความเกิด เราไม่ได้มีวิบากอะไร เราไม่ได้ไปเบียดเบียนทำร้าย แต่เขามาฆ่าเรา วิบากเป็นของเขา เรารู้กรรมวิบากของแท้ เขาไม่รู้ เขาทำเขาก็ต้องได้ ชีวิตถ้าเราจะอยู่ต่อเป็นพระอรหันต์แล้วจะตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็เลิกกัน ถ้าไม่ตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะอยู่อีกต่อไป ผู้ที่มีการทำต่อเราเป็นหนี้เป็นวิบากเขาก็ต้องมาใช้หนี้เวรนี้กรรมแก่เรา อันนี้ไม่ใช่ไปขี้ตู่อะไร แต่มันเป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาแล้วจริงๆ เพราะฉะนั้น ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่วิวาทแล้วก็สามัคคียะ พร้อมเพรียงกัน ความพร้อมเพรียงของชนผู้เป็นหมู่ ย่อมยังผลสำเร็จ เพราะฉะนั้นพวกเรานี้มีความเป็นหมู่เป็นกลุ่ม มีความพร้อมเพรียงทำไปเถอะ มีการก้าวหน้าเป็นรายทางไปเรื่อยๆแน่นอนๆ โดยสัจจะพวกนี้ไม่ใช่ว่าอาตมาเอามาพูดเล่นพูดประโลมโลก สัจจะมันเป็นเช่นนั้น มันต้องเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นยิ่งหมู่กลุ่มนั้นเป็นเอกีภาวะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นปึกแผ่นแน่นหนากันดี สอดคล้องกันดี รู้กัน สมบูรณ์แบบด้วย เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม. เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี สร้างผลผลิตอะไรได้ก็เอามาร่วมกันกินร่วมกันใช้ เกื้อกูลเผื่อแผ่แจกจ่ายไป เป็นคนจบกิจ แล้วเป็นคนมีฐาน มีฐานะ ที่แข็งแรง ฐานะที่ประเสริฐ ฐานะที่มีสมรรถนะความรู้ และขยันสร้างสรรค์ จึงมีแต่ความเจริญอยู่ในตัวบุคคลแต่ละบุคคล บุคคลแต่ละบุคคลรวมกันเป็นสังคม ก็คือสังคมเจริญ สังคมเจริญที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว หมดตัวตนไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์สุจริต ซื่อสัตย์จริงๆนะ และก็ทำงานเพื่อผู้อื่นรับใช้ ใช้ศัพท์ว่ารับใช้ประชาชน ทำงานเพื่อผู้อื่นจริงๆ ชีวิตของตัวเองไม่มีปัญหา เพราะมีกลุ่มหมู่พึ่งพากัน อาศัยกินอาศัยใช้กันพอ เหลือเฟือ หมู่กลุ่มนี้ต่างคนต่างคนต่างขยัน ต่างคนต่างทำหน้าที่นั้นๆนี้ๆ คนคนหนึ่งขยัน โดยเฉพาะเราไม่ไปขยันสร้างอาวุธมาฆ่าคน ไปขยันแย่งอำนาจ บาตรใหญ่อะไรใครๆ ไปขยันเบียดเบียน ไปขยันขี้โกงอะไร.. เราไม่ทำ พลังงานแรงงาน เวลา แม้แต่จะใช้ทุนรอน เราก็เอามาขยันในสิ่งที่ไม่ควรไปเสียในทางสร้างอาวุธ เสียในทางที่จะเอาเปรียบเอารัด เสียในทางที่จะมาโกงทุจริตอะไร เอามาทำประโยชน์คุณค่าทางนี้หมด มันพูดดูสั้นๆเล็กๆ แต่มันใหญ่ มันจะเป็นพลังรวมที่ยิ่งใหญ่ อโศกไม่ได้เป็นหมู่กลุ่มคนมากเลย ทุกวันนี้ก็ยังไม่มาก แล้วก็มีกลุ่มหมู่ที่รวมกันอยู่ในชุมชนแต่ละชุมชน เอาอย่างชุมชนราชธานีอโศกเป็นชุมชนที่อยู่กันอย่าง เอกีภาวะ สามัคคียะ อวิวาทะ สังคหะ และทุกคนก็เคารพกันรักกัน ระลึกถึงกันอย่างแท้จริง ต่างคนต่างมีฐานที่จะปฏิบัติเป็น ทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตาของแต่ละคน พัฒนาให้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญาวิมุติ วิมุตติญาณทัสนะ คุณก็ทำให้มันจบ จนจบคำว่าจบกิจ แต่ละกิจ ของแต่ละคนสิ้นกิจ ที่จะต้องทำให้แต่ละคนเป็นอรหัตผล ก็มี อรหันต์กับคนอรหันต์ไปเรื่อยๆ จนเป็นอรหันต์เป็นคนระดับ 4 จนเป็นอรหันต์ระดับ 5 อนุโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ 6 อนิยตโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์ระดับ 7 นิยตะโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ระดับ 8 มหาโพธิสัตว์ สูงสุดเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าระดับที่ 9 นี่เป็นเรื่องจริง เป็นของจริง เป็นขั้นตอนจริงเลย อาตมานำเรื่องโพธิสัตว์นี้มาอธิบาย มาขยายความ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นโลกุตรธรรมที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งโลกุตรธรรมมันสูญหายไป มันเสื่อม มันสูญหายไปจากคนชาวพุทธนี่แหละ มันเสื่อมจริงๆตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงพยากรณ์เอาไว้แล้ว อาตมาก็ได้เอา อาณิสูตรของพระพุทธเจ้ามายืนยัน อ้างอิงว่ามันจะเสื่อม แล้วมันก็เสื่อมจริงๆเห็นๆตามปรากฏการณ์จริงอยู่ แม้มีคำว่า พุทธ เป็นชาวพุทธ แต่มันก็เสื่อมจริงๆ อาตมาจึงอุบัติขึ้นมากอบกู้ นี่ทำงานกอบกู้มา 50 กว่าปีแล้ว ก็ได้ผลจริง มีผลจริง ได้ถึงขนาดนี้ก็น่าพอใจ แต่อาตมายังไม่จบหรอก จนกว่าจะมั่นใจเลยว่า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านี้ จะสืบต่อยืนยาว มีเนื้อแท้ของโลกุตรธรรมให้คนได้อาศัย ไปจนสิ้นความละเอียด ปลายยุค ที่จะหมดสิ้นพุทธธรรมที่เป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้านั้น สู่โลกกลียุค มันจะฆ่าแกงกัน มันจะโหดร้ายอะไรต่ออะไร ก็ช่วยคนไม่ค่อยได้แล้ว แต่ได้บ้างจนกระทั่งสุดท้ายก็ถึงขั้นที่ เอาแค่นี้ก็สิ้นสุดแล้ว ช่วยกันได้แค่นี้ พุทธธรรมของพระพุทธเจ้า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้ามันไม่ได้สูญหายไปไหนหรอก ก็มีคนสืบทอด เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้ายังมีโพธิสัตว์สืบทอดกันอยู่ตลอดกาลนาน ถึงเวลาวาระก็มาอุบัติขึ้นมาในโลก แม้สุดท้ายเป็นพระพุทธเจ้าก็ถึงวาระเวลา ก็จะเกิดในคน เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็นธรรมะของคน ไม่ลึกลับ เป็นธรรมะของคน สำเร็จด้วยกรรม กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก สำเร็จด้วยกรรม คือการกระทำ พฤติกรรมของมนุษย์ ที่เราจะต้องมาศึกษาการทำ กายกรรมทุจริตอย่างไร วจีกรรมทุจริตอย่างไร มโนเป็นตัวประธาน ทำใจในใจให้ไม่มีเหตุที่จะไปทำชั่วทำเลว จนแม้ที่สุดเป็นโลกุตระ ทำแล้วก็ไม่ไปติดในสุขในทุกข์ หมดสุขหมดทุกข์ คำว่า สุข-ทุกข์ กับ ดี-ชั่ว จึงเป็นเครื่องตัดสินของโลกียะ กับ โลกุตระ ที่ทางโลกียะเขายากที่จะเข้าใจ เพราะเขาเป็นสุขนิยม เป็นพวกสุขเที่ยง เป็นพวกที่ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมสุขทุกข์มันจะต้องไปหยุดสุขทำไม คนเราก็ต้องสุขสิ ทุกข์ไม่เอาหรอกก็เข้าใจ แต่เขาไม่รู้ว่าสุขทุกข์นี้มันเป็นสภาวะ ที่เป็นมายา 2 อย่าง หลอกว่านี่จริงกับนี่ไม่จริง นี่ไม่จริงอันนี้จริง มายามันหลอกว่าอันนี้จริง แต่แท้จริงแล้ว ผู้ที่บรรลุอรหันต์ บรรลุนิพพานบรรลุ 0 แล้ว รู้ว่ามีกับไม่มี จริงกับไม่จริง แล้วก็ชัดเจนว่า มีหรือจริงก็อาศัย ไม่จริงก็ไม่เอา ไม่มีก็รู้แล้วว่าทำให้ไม่มีได้แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรรู้ว่า มีกับไม่มีแล้ว 2 อันสุดท้าย ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 อาศัยเรื่องมีกับไม่มี อัตถิกับนัตถิ หรือ โหติกับนโหติ มีหรือไม่มี 2 คำสุดท้าย เป็นเครื่องยืนยันสภาวะอาศัย โดยที่เป็นอภิภูหรือ อนุปคัมมะ เป็นภูมิธรรมระดับที่ เป็นขั้น ไม่ใช่ สยังอภิญญา ที่จะต้องศึกษา อภิภู อนุปคัมมะ รู้สมบูรณ์แบบกันไปเรื่อยๆเป็นสภาพ 2 ที่เทียบไปแล้วในทุกอย่างเลย สรุปลงที่สภาพ 2 เมื่อคุณยังมีจิตนิยาม คุณยังมีจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นคนมีจิตวิญญาณจึงเป็นธาตุรู้ที่รู้สภาพ 2 ถ้ายังไปไม่เข้าใจว่า คุณจะไปมากเรื่องติดยึด ไปหลงโลกโลกียะที่มันต้องมีใหญ่ๆ มีมากๆ มีอะไรต่ออะไรเป็นก้อนใหญ่ไป โอย.. คุณยังจะวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ แล้วก็จะแย่งชิง มีกรรมวิบากอยู่ ต้องทุกข์ต้องสุข ต้องสุขต้องทุกข์อยู่ นานนนนนนนน จนหมดลมหายใจ นาน คุณลากเสียงไปเถอะ นานๆจนมันไม่มีอะไรจะเอามาวัดได้ ถ้าไม่มีความรู้ชัดเจนยิ่งจริงแล้วตัดให้มันสั้นลงจนกระทั่งรู้ที่จบ และสุดท้าย คุณเกิดมาเป็นคนนี้ มีจิตในยาม เทวนิยมเขารู้แค่ดีชั่วเท่านั้น เขาทำดีอย่าทำชั่ว แล้วเขาก็ไม่สงสัยในสมมุติสัจจะหรือสมมุติธรรมว่าดีชั่ว ก็เข้าใจ แล้วดีชั่วก็ไม่เที่ยง ขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ สถานที่ เทศะ ที่แตกต่างกัน ของอเมริกากับของไทย ไม่ได้ยึดดียึดชั่วเหมือนกัน แต่สุขทุกข์มันเหมือนกันทั้งนั้นแหละ ใครหลงสุขหลงทุกข์ แล้วในสุขในทุกข์ ยังมีสมมุติอีก สมมุติว่าอย่างนี้สุข สมมุติว่าอย่างนี้ทุกข์ เป็นมายาหลอก แม้มายึดอันเดียวกันก็แย่งกันเลย จนที่สุดแล้วว่า ก็มันสุขทุกข์มันจะแย่งไปทำไมกันเล่า มันไม่มี มันถึงจะ อ๋อ.. เหรอ แล้วคุณก็จะต้องทำให้ได้ว่า จิตของคุณมันก็เป็นอย่างนั้น แล้วคุณก็บอกว่าอย่างนี้ น่าได้นะมันสวย น่าได้นะ มันไพเราะดี น่าได้นะมันหอมดี น่าได้นะมันอร่อยดี น่าได้นะมันกระทบเย็นร้อนอ่อนแข็งเสียดสีสัมผัสกันอย่างนี้ แล้วมันก็เกิดอาการตามที่คุณสมมุติยึดกัน แล้วก็หลงยึดกันก็เท่านั้นเอง พอใจกับไม่พอใจ ก็เอาแต่พอใจ ๆ เหมือนมหาบัวแกก็อยู่แต่พอใจ จบที่พอใจ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นไม่มี พอใจก็ไม่มี ไม่พอใจก็ไม่มี หมดภาวะ 2 เพราะฉะนั้นคำจบหรือที่จบ มันจึงไม่มีคำพูด ที่จบมันคือ 0 ที่จบมันคือรู้ชัดแจ้งถึง 2 อย่างดีก็มาทำให้มันมาอยู่ที่ 1 ที่นี้การทำให้มาอยู่ที่ 1 ได้ โลกียเขาก็ทำให้มาอยู่ที่ 1 ได้ ด้วยการสะกดให้เป็น 1 ได้ สะกดให้เป็น 1 นานๆได้ แต่เขาไม่ได้ดับเหตุ ไม่ได้รู้เหตุแห่งการไม่ต้องสะกด ดับเหตุไปเลย เพราะฉะนั้นดับเหตุที่คุณยังโง่ จนกระทั่งรู้เหตุ ดับเหตุได้ ด้วยอย่างนี้แล้วก็อยู่ในสถานะของ 0 ได้อย่างไร 0 นั้นคือ 1, 1 นั้นคือ 0 ถ้าคุณยังมีชีวิตคุณก็มี 1 แล้ว 1 นี้ที่คุณมีก็คือ 0 สับสนไหม ไม่สับสน ไม่งง พยัญชนะหรือภาษาที่อาตมาพูดให้ฟัง 0 ก็ดี 1 ก็ดี มันจึงอยู่ที่ ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ ของแต่ละคน อ๋อ.. อาการอย่างนี้เองหรือ เช่น คุณเองคุณไม่เอาแล้ว ไอ้นั่นมันหยาบ มันได้เที่ยวไปติดยึดเยอะแยะเหน็ดเหนื่อย เข้าใจแล้ว ไม่มีจริง รสชาติที่ต้องไปตามเสพอย่างนั้นมันไม่มีแล้วคุณก็จะรู้เองด้วยตัวเองเป็นปัจจัตตัง เอาใกล้ๆเขามา อย่างผู้ชาย ได้สูบบุหรี่ก็เป็นสุข เมื่อเลิกแล้วบุหรี่หมดรสเฉยๆ สุขก็ได้ ที่จริงมันก็ไม่ได้อร่อยอะไรบุหรี่ มันแสบมันฉุน ไม่ได้เรื่องเลย เหมือนกับการกินหมากกินพลู มันไม่ได้ว่างๆ สบายๆ โล่งๆ มันไม่พ้น แค่ปูนแค่พลู ซัดเข้าไปเถอะ ใครไม่เคยก็ไปลองดู มันยันนะ ยาสูบก็เหมือนกัน ใครไม่เคยก็ลองดู เอาดีกรีสูงๆหน่อยจะรู้ง่าย โอย .. แสบเลย เหล้ายาอะไรก็เหมือน เอาดีกรีสูงๆก็จะรู้ง่าย โอ้ย.. ซ่า ร้อนนะ เพราะฉะนั้นคนที่รู้จริงแล้ว วางได้จริงแล้ว ก็จะรู้ว่า อ๋อ.. 0 มันเป็นอย่างนี้ แล้วคุณก็มาอยู่กับ 0 สบาย เบา ไม่ต้องเสียเวลาไปแสวงหา ไม่ต้องเสียแรงงานที่จะต้องไปติดตามจ่ายแรงงาน ไปเดินไปเอาไปแย่งมา ไปหาซื้ออะไรก็แล้วแต่ต้องลงแรงทั้งนั้น เวลาก็ไม่เสีย แรงงานก็ไม่เสีย ต้องไปเสียทุนรอนอะไรอีก ก็ไม่เสีย หมด กลับคืนมา ได้เวลาคืนมา ได้แรงงานคืนมา ได้ความสูญเสียเงินทองข้าวของอะไรคืนมาหมด แล้วเอามาสร้าง สิ่งที่ควรสร้าง ซึ่งอาตมาสรุปลงที่กสิกรรม นี่อาตมา ความเข้าใจถึงความเจริญของเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ตรรกะ ไม่ใช่แค่พูด ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่ทำได้จริง และทำกันจริงๆ ทำได้ แล้วต้องทำกันจริงๆ เพราะคนอื่นเขายังไม่เชื่อ คนอื่นเขายังไม่เห็นว่า มันจะจริงหรือ ถ้าเผื่อว่า ชาวอโศกนี้ สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร สร้างได้มากจริงๆ มากจนกระทั่ง ติดต่อกับผู้อื่นผู้ใดที่เขาจะมาเป็นเอเจนซี่ เอ้า มารับไปเถอะ ขายราคาถูกๆ หรือ ผู้ที่ควรให้ฟรีเลย คุณเอาไปแจกนะ หรือคุณเอาไปกินเองอย่างพอเหมาะพอควร ไม่ใช่เอาไปมากมายแล้วทับถมให้แก่ตัวเอง เราไม่ใช่ขี้เหนียวหรอก แต่เราให้เอาไปช่วยกันแจกสิ แล้วการแจก การสะพัด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในคำว่าเศรษฐศาสตร์นั่นแหละ เศรษฐกิจ สะพัด สู่คนที่ควรได้ ควรมี ควรเป็น กระจายไป ถ้าได้อาหารนี้ไป เขาก็ต้องกิน ใช้การกินนั่นแหละเป็นหลัก ชีวิตก็อยู่ได้แล้ว ถ้าเขายิ่งศึกษาตามที่เราพาทำให้สูงให้เจริญ เขาก็จะยิ่งเป็นแรงงานของโลก เป็นผู้ที่สร้างสรรค์ให้แก่โลก เป็นผู้ที่เกื้อกูลเสียสละเผื่อแผ่แจกจ่ายให้แก่โลก โลกานุกัมปายะ คนเช่นนี้แหละเป็นคนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนำมา อาตมาศึกษาตามมา นับชาติไม่ถ้วนจนเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ ไม่ได้อวดตัวเองนะ นี่พูดความจริง เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะว่าศึกษาฝึกฝนมาแล้วเป็นจริง จริงอย่างไร คุณมาศึกษาเอาความจริงที่อาตมาประพฤติได้ประพฤติเป็น แล้วพากันทำ จนกระทั่งมีผลสำเร็จ ยืนยันกับโลกนี้แหละ เพราะฉะนั้น สรุปลงที่ว่า ถ้าเผื่อว่าพวกเราสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ได้ กระจายแจกจ่ายไปได้ ทุกวันนี้พวกเรานี้มีเหลือแล้วก็เสียๆทิ้งๆไปเยอะ เอาไปปันสุข แล้วพวกเราก็ไม่ค่อยขยันแจก ขั้นสร้างก็พอทำเนา สร้างได้อุดมสมบูรณ์อยู่แต่ขั้นแจกแค่นี้ยังไม่ช่วยกันดูซิ เอาไปกระจายบ้าง พวกเราเองชาวอโศกอยู่ทั่วไป ก็ไม่ได้ขาดแคลน ไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย มันมีเกินพอที่จะแจกคนอื่นๆเขาได้อยู่ _สู่แดนธรรม... วันก่อนมีคำน่าสังเกตครับว่า พวกเราเป็นนักปลูกขยันปลูกแต่ไม่ชอบเก็บ พ่อครูว่า... อันนี้ก็พูด ให้ตั้งหัวหน้ากองเก็บ แล้วก็จัดสมาชิกผู้ที่จะช่วยเก็บ เคยตั้งนะ ปลูกแต่มันไม่ไปเก็บ ผลผลิต ของดีๆทั้งนั้น _สู่แดนธรรม... เมื่อเก็บก็ไม่อยากเก็บแล้ว แจกก็เลยไม่อยาก พ่อครูว่า... มันก็เน่าเสียทิ้งไป นี่ มันมีแค่นี้ ก็มีรายละเอียดของมันนะ _สู่แดนธรรม... มีสังคมเดียวนี่แหละครับที่ทำได้ พ่อครูว่า... ตอนนี้อย่างที่สู่แดนธรรมพู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive