ต้องรู้จักกายจึงทำบุญจนหมดอาสวะได้สิ้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
ต้องรู้จักกายจึงทำบุญจนหมดอาสวะได้สิ้น _พลังเพ็ญ คำด้วง · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพค่ะ สมาธิของพุทธ ในขณะทำงาน เกิดได้ตลอดค่ะ ถ้ากระทบผัสสะแล้วอ่านเวทนา แยกรูปแยกนาม ออก เช่นเวลาคุยกับลูกค้าแล้วเกิดอารมณ์ไม่ชอบใจรำคาญ เหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นรูป(กายนอกกาย)เห็นอารมณ์ไม่ชอบใจเกิดเป็นนาม(กายในกาย) แล้วสามารถทำให้อารมณ์ไม่ชอบใจหายไปได้ อันนี้ก็คือสมาธิเกิดในขณะทำงานแล้ว ลูกเข้าใจอย่างนี้ค่ะกราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... ถ้าบอกว่ากายนอกกายกับคำว่ากายในกาย ใช้ภาษา ถ้าจะบอกว่ากายนอกกายคือรูป กายในกายคือนาม ชัดขึ้นไหม หรือจะบอกว่ากายนอกกายคือรูป กายในกายคือจิต หรือกายนอกกายคือกาย กายในกายคือจิตหรือเจตสิก จะเรียกว่าสมาธิเกิดในขณะทำงานแล้วก็ต้องถือว่า กำลังสะสมจิตที่สำเร็จให้มันตกผลึกสะสมเข้าไป สมาธิของฤาษีไม่รู้กายไปหลับตาปฏิบัติไม่รู้จักกิเลสดับกิเลสไม่ได้ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นรู้ในขณะที่ตื่นอยู่ ทำให้กิเลสดับได้ทำใจในใจขณะที่มันเกิดจริง แล้วพลังงานปัญญาพลังงานฌาน มันก็มาทำงานจนมันฆ่ากิเลสได้เรียกว่าบุญ บุญ คือเครื่องประหารกิเลส จนได้ชาญก็ประหารกิเลสลดลงมาจนได้ฌานที่ 4 มือที่ 4 หรือฌานที่ 5 คือบุญ ถ้าตัดกิเลส ตัวสุดท้ายด้วยคำว่าบุญคือตัวสุดท้ายเป็นเพชฌฆาตมือสุดท้ายที่ ยังไงๆ พอเจอเพชฌฆาตนายบุญ เด็ดขาด การตายของกิเลสตายไม่ฟื้น ตายไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี เด็ดขาด แน่นอน ฟังบ่อยๆ ซ้ำๆ ย้ำๆ ก็จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคำว่าบุญทุกวันนี้ไปกลายเป็นกุศล ไม่ได้ฆ่ากิเลสเลยมีแต่รักษา กุศล กุศลคือพลังงานที่เป็นคุณค่าคุณงามความดีที่เราจะต้องอาศัยมันไปตลอด แม้พระพุทธเจ้าทรงบรรลุพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอรหันต์ตั้งไม่รู้ขั้นสุดท้ายขั้นที่ 9 ท่านก็ไม่สันโดษในกุศล ไม่พอในกุศล แ
อ่านต่อ
ต่บุญมัน 0 เลยนะ มันตายแล้วมันไม่มีอีก ปุญญปาปปริกขีโณ พอทำงานเสร็จจบ กิเลสหมดแล้ว อันนั้นเรื่องนั้นก็จบกิจ บุญก็ไม่มีอีกเลย คนนี้จะไม่มีบุญอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องใช้บุญอีกเลย ไม่ต้องใช้เครื่องประหารนี้อีกเลย มันละเอียดอย่างนี้จึงยาก เพราะฉะนั้นคนได้เสื่อมจากศาสนาพุทธมาจนกระทั่งถึงยุคนี้ อาตมาเอาโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าฟื้นขึ้นมา โอ้โห.. แสนยากแสนเย็น แต่มีผลสำเร็จสรุปแล้วอาตมาว่าทำงานมีผลสำเร็จ เพราะฉะนั้นอาตมาสบาย สรุปแล้วก็คือ สมาธิคือจิตที่สะอาดจากกิเลสจากอาสวะ ตกผลึกลงไป แล้วก็เป็นจิตตั้งมั่น เป็นอเนญชาๆๆ สมบูรณ์แบบ ในอภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิสังขารคือ จัดการทำมนสิการ จัดการทำจิตในจิตของเรานี่แหละ ทำปุญญาภิสังขารคือ สร้างบุญมาฆ่ากิเลสให้ได้ จนกิเลสมันตายมันก็ไม่มีบุญจึงเรียกว่า อปุญญาภิสังขาร จึงปรุงแต่งอย่างไม่ต้องเป็นบุญแล้ว จิตนั้นก็จะมีแต่จิตเจริญสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มากยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นยิ่ง มันไม่ได้สะสม จิตที่ไม่สะอาด จิตที่ไม่บริสุทธิ์ มีเจปริยญาณ 16 จนกระทั่งสะอาดหมดจดแล้ว เป็นอนุตรจิต จบแล้วไม่มีจิตเหนือกว่านี้ อนุตระ สอุตระ จิตที่เหนือกว่านี้ยังมีอีก อนุตระคือไม่มีอีกแล้วเอาตัวนี้ โดยอ่านวิมุติ แล้วก็อ่านสมาหิโต คือ จิตที่ตั้งมั่นตกผลึกลงตั้งมั่น จิตที่เอามาตกผลึกตั้งมั่นต้องเป็นจิตที่ตรวจแล้วตรวจอีก เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ ตรวจแล้วตรวจ ตรวจแล้วตรวจอีก ว่ามันสะอาดแน่นะที่เอามาใส่ จะว่าเป็นธนาคารมันก็ไม่มีสภาวะแล้ว ใส่ในภาวะความว่างของเรา อาศัยคำว่า อัตตาที่อาศัยเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่สับสนเพราะเราไม่ได้ยึดเป็นเราเป็นของเราแล้วอัตตานี้ อัตตา อัตตนียาใดๆ เราก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราอาศัยสภาวะนี้ ไปสู่ความไม่ยึดมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา หมดแล้วภาษา ผู้ทำได้จริงมันก็เป็นปัจจัตตัง สรุปแล้ว สมาธิของพระเจ้าจึงไม่หนี ไม่ต้องไปเต๊ะท่า ทำงานเป็นปกติสามัญเลย แล้วมีจิตแววไว มีจิตเป็น มุทุภูตธาตุ มีจิตเป็นลหุตา สามารถที่จะจับสภาวะกิเลส สภาวะทำงานของจิต กำจัดกิเลสได้ หมดสิ้นสะอาด จนรู้ถึงความสะอาดของจิต และเป็น 0 ไม่มีแล้ว จบกิจตรงที่ 0 แล้ว ยังไม่ตายก็อาศัย ก็ต้องมีธาตุรู้ที่สะอาดที่จิตสะอาด เพราะฉะนั้นจิตสะอาดที่เป็นจิตตกผลึกเป็น จิตสมาหิตะ จึงไม่เหมือนสมาธิทั่วไป ที่สะอาดหรือไม่สะอาดไม่รู้ อาสวะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นคำว่า อาสวะ จึงเป็นตัวตัดสิน ผู้ที่รู้อาสวะก็เพราะว่ารู้กาย รู้จิต รู้ธรรมะบริบูรณ์ ตามที่อาตมาเอา บุคคล 7 มาอธิบายให้ฟัง มี อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี สัทธาวิมุติ สัทธานุสารี ธัมมานุสารี บุคคล 7 ตั้งแต่ 2 ตระกูล ตระกูลศรัทธากับตระกูลปัญญา แต่ท่านไม่เรียกปัญญา ท่านเรียกว่า ตระกูลพุทธิจริต 2 ตระกูลใหญ่ จนกระทั่งสามารถทำ วิมุติได้ เป็นอันที่ 3 ทีนี้ศรัทธาวิมุติ มันรู้ยากรู้ช้า แล้วก็ไปหลงติดยึดในศรัทธาวิมุติ ที่มันมิจฉา ซึ่งมันเป็นธรรมดาธรรมชาติของผู้ที่ไม่ใช่ว่าไปบังคับเขาไปข่มไปดูถูก แต่เขาต้องเป็น เขาจะไม่รู้ กว่าจะรู้ว่าวิมุติของพระพุทธเจ้าต้องลืมตา ต้องมีกาย แต่เดียรถียร์นั้นผิด ทิฏฐิปัตตะเป็นสาย ธัมมานุสารีจึงเป็นแก่นรู้ง่าย ปัตตะแปลว่าบรรลุตามทิฏฐิ ตามความเป็น ความเข้าใจจึงทำได้ ทำให้อาสวะบางอย่างดับได้ เพราะฉะนั้น ทาง ศรัทธาวิมุติถ้าไม่รู้อริยสัจ 4 ทำให้อาสวะบางอย่างดับได้ เหตุแห่งทุกข์มันไม่รู้ดับไม่ได้ได้แต่สะกดจิตไม่ได้ดับเหตุ มันก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ ถ้าศรัทธาวิมุติสามารถมีปัญญาเข้ามาบ้าง จับกิเลสได้ดับสิ้นอาสวะได้ ก็จึงถึงจะขึ้นเป็น ทิฏฐิปัตตะ จากนั้น ถึงจะชัดเจนมีกายสักขี เพราะฉะนั้นผู้ที่มีกายสักขีก็จะสามารถทำให้อาสวะบางอย่าง ได้หมด ชัดเจนยิ่งขึ้นๆๆๆ เพราะฉะนั้นใน ทิฏฐิปัตตะ กับ กายสักขี นี่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเอาไว้ว่า จะไม่เหมือนกัน ๔. ทิฏฐิปัตตะ ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะ เห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีปัญญาและปัญญินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติจนเกิดปัญญาพละ ๕. กายสักขี ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือผู้ประจักษ์กับตัวคือ ท่านที่ต้องสัมผัสวิโมกข์๘ ด้วยกาย อาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ยังปฏิบัติเพื่ออรหันต์ ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ ในงานพุทธาภิเษก คงจะได้อธิบายให้ละเอียดลออ ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะอธิบายจากพรหมจารสูตรหรือว่าเอาจรณะ 15 วิชา 8 มาอธิบาย ดูก่อนดูเหตุปัจจัยก่อน 660227 มหาวิทยาลัยที่ประสาทปริญญาโลกุตระ รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 13