11.3 บทที่ 6 ต่อ.docx

โฟลเดอร์WORD ผุสดี เจริญไวยเจตน์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์82 KB
วันที่แก้ไข18 กันยายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

จากตารางที่ 4 แสดงข้อคำถามที่สังเคราะห์จากข้อมูลการให้สัมภาษณ์ ร่วมกับความรู้ที่ได้จากการเก็บข้อมูลภาคสนามและการทบทวนวรรณกรรม จากขั้นตอนการวิจัยขั้นที่ 1 โดยใช้คำสัมภาษณ์ที่ได้จากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลชาวไทย และชาวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ข้อคำถามรวม 60 ข้อ จากนั้นนำแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบเครื่องมือตามระ เบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณแล้ว ไปสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 5 00 คน ผลการวิจัย มีดังนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ให้ข้อมูล จากการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 500 คน ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ให้ข้อมูล ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ตารางที่ 5 จำนวนและร้อยละของผู้ให้ข้อมูล ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน (คน) ร้อยละ 1. เพศ ชาย 116 23.2 หญิง 384 76.8 รวม 500 100.0 2. อายุ 60 - 69 ปี 346 69.2 70-79 ปี 97 19.4 80 ปีขึ้นไป 57 11.4 รวม 500 100.0 3. ระดับการศึกษา ประถมศึกษา หรือต่ำกว่าประถมศึกษา 190 38.0 มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า 74 14.8 ปริญญาตรี หรืออนุปริญญาตรี 190 38.0 ปริญญาโทขึ้นไป 46 9.2 รวม 500 100.0 ตารางที่ 5 ( ต่อ) ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน (คน) ร้อยละ 4. การนับถือศาสนา พุทธ 484 96.8 อื่น ๆ 16 3.2 รวม 500 100.0 5. สถานภาพสมรส โสด 151 30.2 สมรส 206 41.2 หม้าย/หย่าร้าง/แยกกันอยู่ 143 28.6 รวม 500 100.0 6. ลักษณะการอยู่อาศัย อยู่คนเดียว 92 18.4 อยู่กับครอบครัว

อ่านต่อ

354 70.8 อื่น ๆ 54 10.8 รวม 500 100.0 7. อาชีพหลัก เกษียณอายุ ทำงานจิตอาสา 148 29.6 เกษียณอายุ ไม่ได้ทำอาชีพ 154 30.8 เกษตรกร/กสิกร 77 15.4 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 54 10.8 อื่น ๆ 67 13.4 รวม 500 100.0 8. ความเพียงพอของรายได้ พอใช้ 434 86.8 ไม่พอใช้ 66 13.2 รวม 500 100.0 9. ภาวะสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง สุขภาพทั่วไปดี ช่วยเหลือตนเองได้ 183 36.6 สุขภาพทั่วไปดี ช่วยเหลือตนเองได้ อาจมีโรคหรืออาการเจ็บป่วย แต่ควบคุมได้ 293 58.6 ช่วยตนเองได้ในบางเรื่อง ต้องการการช่วยเหลือบางส่วน อาจมีโรคเรื้อรัง และโรคที่มีผลต่อการเคลื่อนไหว 24 4.8 รวม 500 100.0 10. รูปแบบกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ทำในชีวิตประจำวัน กิจกรรมที่ไม่มีรูปแบบ เช่น การช่วยเหลืองานของครอบครัว การพบปะกับเพื่อน ญาติ ฯลฯ 199 39.8 กิจกรรมที่มีรูปแบบ เช่น เข้าร่วมในสมาคมต่าง ๆ เข้ากลุ่มทางศาสนา เป็นจิตอาสา ฯลฯ 206 41.2 กิจกรรมที่ทำคนเดียว เช่น กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนตัว ฯลฯ 95 19.0 รวม 500 100.0 11. การเคยได้ยิน/รู้จัก การใช้บุญ ศีล การลดกิเลส ร่วมกับการรักษาโรค/อาการเจ็บป่วย เคยได้ยิน/ รู้จัก 410 82.0 ไม่เคยได้ยิน / ไม่รู้จัก 90 18.0 รวม 500 100.0 จากตารางที่ 5 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง จำนวน 384 คน คิดเป็นร้อยละ 76.8 เพศชาย จำนวน 116 คน คิดเป็นร้อยละ 23.2 โดยมีอายุอยู่ในช่วง 60 - 69 ปี จำนวน 346 คน คิดเป็นร้อยละ 69.2 รองลงมาอายุ 70 - 79 ปี จํานวน 97 คน คิดเป็นร้อยละ 19.4 จำนวนน้อยที่สุด คือกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป จํานวน 57 คน คิดเป็นร้อยละ 11.4 ระดับการศึกษาจบชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า จำนวน 190 คน คิดเป็นร้อยละ 38 จบปริญญาตรี หรือ อ นุปริญญาตรี จำนวน 190 คน คิดเป็นร้อยละ 38.0 มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า จำนวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 14.8 จำนวนน้อยที่สุด คือปริญญาโทขึ้นไป จำนวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 9.2 ด้านการนับถือศาสนา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ 484 คน คิดเป็นร้อยละ 96.8 ด้านสถานภาพสมรส ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส จำนวน 206 คน คิดเป็นร้อยละ 41.2 รองลงมาคือโสด จำนวน 151 คน คิดเป็นร้อยละ 30.2 และน้อยที่สุดคือ หม้าย หย่าร้างหรือแยกกันอยู่ จำนวน 143 คน คิดเป็นร้อยละ 28.6 ด้านการอยู่อาศัย ส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว จำนวน 354 คน คิดเป็นร้อยละ 70.8 รองลงมาคืออยู่คนเดียว จำนวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 18.4 และอื่น ๆ เช่นอยู่กับคนรู้จัก อยู่วัด เป็นต้น จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 10.8 ข้อมูลด้านเศรษฐกิจของกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอาชีพ จำนวน 154 คน คิดเป็นร้อยละ 30.8 รองลงมาคือ เกษียณอายุและทำงานจิตอาสา จำนวน 148 คน คิดเป็นร้อยละ 29.6 เกษตรกร / กสิกร จำนวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 15.4 ค้าขาย / ธุรกิจส่วนตัว จำนวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 10.8 และประกอบอาชีพอื่น ๆ เช่นรับราชการ ลูกจ้างภาครัฐหรือภาคเอกชน เป็นต้น จำนวน 67 คน คิดเป็นร้อยละ 13.4 สำหรับความเพียงพอของรายได้ ส่วนใหญ่มีรายได้พอใช้ จำนวน 434 คน คิดเป็นร้อยละ 86.8 ภาวะสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม พบว่าส่วนใหญ่มีสุขภาพทั่วไปดี ช่วยเหลือตนเองได้ อาจมีโรคหรืออาการเจ็บป่วย แต่ควบคุมได้ จำนวน 293 คน คิดเป็นร้อยละ 58.6 รองลงมาคือสุขภาพทั่วไปดี ช่วยเหลือตนเองได้ จำนวน 183 คน คิดเป็นร้อยละ 36.6 และน้อยที่สุดคือช่วยตนเองได้ในบางเรื่อง ต้องการการ ช่วยเหลือบางส่วน อาจมีโรคเรื้อรัง และโรคที่มีผลต่อการเคลื่อนไหว จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 4.8 รูปแบบกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ทำในชีวิตประจำวันของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม พบว่าส่วนใหญ่ทำกิจกรรมที่มีรูปแบบ เช่นเข้าร่วมในสมาคมต่าง ๆ เข้ากลุ่มทางศาสนา เป็นจิตอาสา ฯลฯ จำนวน 206 คน คิดเป็นร้อยละ 41.2 รองลงมาคือทำกิจกรรมที่ไม่มีรูปแบบ เช่น การช่วยเหลืองานของครอบครัว การพบปะกับเพื่อน ญาติ ฯลฯ จำนวน 199 คน คิดเป็นร้อยละ 39.8 และน้อยที่สุดคือทำกิจกรรมที่ทำคนเดียว เช่น กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนตัว ฯลฯ จำนวน 95 คน คิดเป็นร้อยละ 19.0 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เคย ได้ยิน / รู้จัก การใช้บุญ ศีล การลดกิเลส ร่วมกับการรักษาโรค / อาการเจ็บป่วย จำนวน 410 คน คิดเป็นร้อยละ 82.0 ตารางที่ 6 จำนวนและร้อยละ จำแนกตามลักษณะกิจกรรมในยามว่างของผู้ให้ข้อมูล ลักษณะกิจกรรมในยามว่างของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน (คน) ร้อยละ ทำกิจกรรมนันทนาการ เช่น ทำงานอดิเรก ปลูกต้นไม้ เข้าชมรมต่าง ๆ ท่องเที่ยว ฯลฯ 389 77.8 ปลูกต้นไม้ ทำสวน ในยามว่าง 384 76.8 ทำกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การปฏิบัติธรรม การเข้าอบรมเรื่องต่าง ๆ ฯลฯ 379 75.8 เคยเข้าอบรม / ศึกษาด้วยตนเองเกี่ยวกับการแพทย์วิถีธรรม / การแพทย์วิถีพุทธ ที่ค้นพบโดยอาจารย์ใจเพชร กล้าจน 313 62.6 ทำกิจกรรมบริการผู้อื่น ๆ เช่น งานอาสาสมัคร จิตอาสาต่าง ๆ ไวยาวัจกร ฯลฯ 285 57.0 ทำงานจิตอาสาเกี่ยวกับการแพทย์วิถี - ธรรม / การแพทย์วิถีพุทธ 197 39.4 จากตารางที่ 6 ลักษณะกิจกรรมในยามว่างของกลุ่มตัวอย่าง ด้านกิจกรรมนันทนาการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างทำกิจกรรมนันทนาการ เช่น ทำงานอดิเรก ปลูกต้นไม้ ทำสวน เข้าชมรมต่าง ๆ ท่องเที่ยว ฯลฯ จำนวน 389 คน คิดเป็นร้อยละ 77.8 และเฉพาะกิจกรรมปลูกต้นไม้ ทำสวน ในยามว่าง จำนวน 384 คน คิดเป็นร้อยละ 76.8 ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างทำกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การปฏิบัติธรรม การเข้าอบรมเรื่องต่าง ๆ ฯลฯ จำนวน 379 คน คิดเป็นร้อยละ 75.8 และเฉพาะการเรียนรู้เกี่ยวกับการแพทย์วิถีธรรม / การแพทย์วิถีพุทธ ที่ค้นพบโดยอาจารย์ใจเพชร กล้าจน จำนวน 313 คน คิดเป็นร้อยละ 62.6 และด้านกิจกรรมอาสาสมัคร พบว่ากลุ่มตัวอย่างทำกิจกรรมบริการผู้อื่น เช่น งานอาสาสมัคร จิตอาสาต่าง ๆ ไวยาวัจกร ฯลฯ จำนวน 285 คน คิดเป็นร้อยละ 57.0 และเฉพาะทำงานจิตอาสาเกี่ยวกับการแพทย์วิถีธรรม / การแพทย์วิถีพุทธ จำนวน 197 คน คิดเป็น ร้อยละ 39.4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลองค์ประกอบเชิงสำรวจเรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย การตรวจสอบเครื่องมือ ผู้วิจัยได้สกัดแบบสอบถามงานวิจัยเรื่อง เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 60 ข้อโดยผ่านการพิจารณาตรวจสอบของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ทำการทดลอง ( Try out) โดยนำแบบสอบถามไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มทดลองที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แต่มีลักษณะเช่นเดียวกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งชุด ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค ( Cronbach’s Alpha Coefficient ) เท่ากับ 0.978 ซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ที่ 0.80 และเมื่อพิจารณาค่า Cronbach’s Alpha if Item Deleted รายข้อคำถามพบว่าไม่มีข้อคำถามไหนถ้าตัดออกและทำให้ค่า Cronbach’s Alpha Coefficient เพิ่มขึ้นจึงไม่มีข้อคำถามใดถูกตัดออก จากนั้นนำไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง จากประชากรในพื้นที่หน่วยวิจัยที่เลือกแบบเฉพาะเจาะจง ( Purposive Sampling) คือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เป็นจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธที่เข้ามาบำเพ็ญบุญ หรือผู้เข้าอบรม ในค่ายสุขภาพแพทย์วิถีพุทธ ชาวชุมชนหรือผู้มาร่วมงานบุญของชาวอโศกในระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน พ.ศ. 2561 จำนวนรวม 500 คน บันทึกข้อมูลในตารางของโปรแกรมสำเร็จรูป การตรวจสอบความเหมาะสมในการใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การตรวจสอบความเป็นไปได้ในการนำข้อมูลไปทำการวิเคราะห์องค์ประกอบ ได้ค่าสถิติของ Kaiser - Meyer - Olkin (KMO) เท่ากับ .962 แสดงว่าการรวมตัวกันของข้อคำถามในแต่ละองค์ประกอบเป็นองค์ประกอบที่มีความเหมาะสมในแต่ละองค์ประกอบ และค่า Bartlett’s Test of Sphericity มีการแจกแจงโดยประมาณแบบ ไคสแควร์ เท่ากับ 23,935.526 ได้ค่า Sig. .000 นั่นคือข้อคำถามเรื่อง เภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทยทั้ง 60 ข้อ มีความสัมพันธ์กันเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์องค์ประกอบได้ การวิเคราะห์ข้อมูลองค์ประกอบเชิงสำรวจ ( Exploratory Factor Analysis) ได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ สัญลักษณ์ในการวิจัย การนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบตารางประกอบคำอธิบาย ผู้วิจัยจะใช้สัญลักษณ์ต่อไปนี้แทนความหมายต่าง ๆ ในตาราง เพื่อความสะดวกในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ สัญลักษณ์แทนตัวแปรทั้งหมด ดังต่อไปนี้ Factor 1 หมายถึง การฟื้นฟู “สวนป่านาไร่” โดยให้ผู้สูงอายุและลูกหลานใช้บุญกิริยาวัตถุ 10 ขับเคลื่อน จะมีผลปรากฏ ภูมิปัญญาการสร้าง การแบ่งปัน การให้ความหมาย และการเรียนรู้เรื่องเครื่องเทศ เครื่องยา จากทั้งภายในกายคน และสิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อเป็นเภสัชวัตถุ Factor 2 หมายถึง การเชื่อเรื่อง “กรรม” มีผลให้ลดเนื้อสัตว์เพื่อไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์และเพื่อปฏิบัติศีล 5 (อธิศีล) แล้ว จะเห็นคุณค่าการบริโภคพืชผักสวนป่านาไร่เป็นโภชน ะ บำบัดและสามารถใช้ไตรลักษณ์เป็นกลไกทำให้จิตและกายบำบัดโรคภัยด้วยตนเองได้ Factor 3 หมายถึง เภสัชวัตถุพืช 9 รส และพืชให้ฤทธิ์ร้อน - เย็น เป็นภูมิรู้ที่ต้องมี สวนป่านาไร่ในนิเวศวิทยาวัฒนธรรมของผู้ทรงศีลสูงอายุ เพื่อการรองรับชุมชนบุญ Factor 4 หมายถึง บวร (บ้าน วัด โรงเรียน เป็นกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีการรักษาความชื้นระบบนิเวศของดินน้ำในสวนป่านาไร่เพื่อผลิตยาสมุนไพรและสร้างไอระเหยจากพืชผักสวนครัวให้มีผลต่อสุขภาวะของผู้สูงอายุ วิเคราะห์จำนวนองค์ประกอบ ผู้วิจัยกำหนดเงื่อนไขให้แต่ละองค์ประกอบที่มีค่าไอเกนมากกว่า 1 และตัวแปรแต่ละตัว ในองค์ประกอบนั้น ๆ มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0 . 5 ขึ้นไป สกัดองค์ประกอบด้วยเทคนิคแกนสำคัญ การหมุนแกนภายหลังจากการสกัดองค์ประกอบ โดยใช้การหมุนแกน ออร  โธ กอ นอล ด วย วิธี แว ริ แมกซ  ได้องค์ประกอบที่มีค่าไอเกนมากกว่า 1 จำนวน 4 องค์ประกอบ จำนวนองค์ประกอบ ค่าไอเกน ( Eigen Value) ค่าร้อยละของความแปรปรวน ( % of Variance) และค่าร้อยละของความแปรปรวนสะสม ( Commonalities % of Variance) แสดงดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 7 องค์ประกอบเภสัชวัตถุใน สวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย องค์ประกอบ ผลรวมของน้ำหนักจากการสกัดองค์ประกอบภายหลังการหมุมแกน ค่าไอเกนของการแปรปรวน ค่าร้อยละของความแปรปรวน ค่าร้อยละของความแปรปรวนสะสม Factor 1 13.017 29.585 29.585 Factor 2 7.555 17.172 46.756 Factor 3 3.558 8.086 54.842 Factor 4 3.528 8.018 62.860 จาก ตารางที่ 7 แสดงให้เห็นว่า องค์ประกอบที่เหมาะสมมีทั้งสิ้น 4 องค์ประกอบ ค่าความแปรปรวนสะสมขององค์ประอบทั้ง 4 เท่ากับร้อยละ 62.860 ของความแปรปรวนทั้งหมด ผลการหมุนแกนภายหลังการสกัดองค์ประกอบ ผลการหมุนแกนภายหลังการสกัดองค์ประกอบ ( Factor Rotation) เพื่อให้ตัวแปรสัมพันธ์กับองค์ประกอบมากขึ้น โดยการหมุนแกนแบบ ออร์โธ กอ นอล ( Orthogonal Rotation) ด้วยวิธี แว ริ แมกซ์ ( Varimax ) พบว่าใช้ การหมุนแกน 6 รอบ ได้แบบแผนองค์ประกอบ ซึ่งผู้วิจัยพิจารณาค่าน้ำหนักองค์ประกอบที่มีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป จากข้อคำถามทั้งสิ้น 60 ข้อ มีข้อคำถามที่ใช้ได้จำนวน 44 ข้อ และข้อคำถามที่ใช้ไม่ได้ ไม่สามารถจัดเข้าองค์ประกอบใดได้จำนวน 16 ข้อ ได้แก่ 6 , 7 , 9 , 10 , 12 , 14 , 15 , 18 , 19 , 20 , 21 , 22 , 23 , 41 , 43 , และ 46 จากนั้นนำผลมากำหนดเป็นองค์ประกอบของเภสัชวัตถุ ในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย 4 องค์ประกอบ ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 การฟื้นฟู “สวนป่านาไร่” โดยให้ผู้สูงอายุและลูกหลานใช้บุญกิริยาวัตถุ 10 ขับเคลื่อน จะมีผลปรากฏ ภูมิปัญญาการสร้าง การแบ่งปัน การให้ความหมาย และการเรียนรู้เรื่องเครื่องเทศ เครื่องยา จากทั้งภายในกายคน และสิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อเป็นเภสัชวัตถุ จำนวน 23 ข้อ ประกอบด้วยข้อ 33 , 28 , 34 , 32 , 31 , 36 , 40 , 47 , 26 , 29 , 42 , 37 , 35 , 39 , 48 , 44 , 27 , 50 , 45 , 25 , 38 , 30 และ 49 องค์ประกอบที่ 2 การเชื่อเรื่อง “กรรม” มีผลให้ลดเนื้อสัตว์เพื่อไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์และเพื่อปฏิบัติศีล 5 (อธิศีล) แล้ว จะเห็นคุณค่าการบริโภคพืชผักสวนป่านาไร่เป็นโภชน ะ บำบัดและสามารถใช้ไตรลักษณ์เป็นกลไกทำให้จิตและกายบำบัดโรคภัยด้วยตนเองได้ จำนวน 10 ข้อ ประกอบด้วยข้อ 51 , 52 , 53 , 54 , 55 , 56 , 57 , 58 , 59 และ 60 องค์ประกอบที่ 3 เภสัชวัตถุพืช 9 รส และพืชให้ฤทธิ์ร้อน - เย็น เป็นภูมิรู้ที่ต้องมี สวนป่านาไร่ในนิเวศวิทยาวัฒนธรรมของผู้ทรงศีลสูงอายุ เพื่อการรองรับชุมชนบุญ จำนวน 6 ข้อ ประกอบด้วยข้อ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 และ 8 องค์ประกอบที่ 4 บวร (บ้าน วัด โรงเรียน ) เป็นกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีการรักษาความชื้นระบบนิเวศของดินน้ำในสวนป่านาไร่เพื่อผลิตยาสมุนไพรและสร้างไอระเหยจากพืชผักสวนครัวให้มีผลต่อสุขภาวะของผู้สูงอายุ จำนวน 5 ข้อประกอบด้วยข้อ 11 , 13 , 16 , 17 และ 24 การตั้งชื่อองค์ประกอบ ผู้วิจัยตั้งชื่อตามที่วิเคราะห์ได้ทั้ง 4 องค์ประกอบ โดยพิจารณาจากข้อคำถามโดยรวมทั้งหมดที่มีอยู่ในองค์ประกอบนั้น รายละเอียดปรากฏดังตารางที่ 8 , ตารางที่ 11 ตามลำดับ ตารางที่ 8 องค์ประกอบที่ 1 การฟื้นฟู “สวนป่านาไร่” โดยให้ผู้สูงอายุและลูกหลานใช้บุญกิริยาวัตถุ 10 ขับ เคลื่อน จะมีผลปรากฏ ภูมิปัญญาการสร้าง การแบ่งปัน การให้ความหมาย และการเรียนรู้เรื่องเครื่องเทศ เครื่องยา จากทั้งภายในกายคน และสิ่งแวดล้อมภายนอก เพื่อเป็นเภสัชวัตถุ ข้อคำถาม ค่าน้ำหนัก ค่าเฉลี่ย ระดับความรู้ 33 เพื่อปลอดหนี้ มีอาหาร และปัจจัย 4 พอเพียง ผนวกกับการได้อยู่ร่วมกัน สมาชิกในสวนป่านาไร่ที่ถือศีลถือธรรม ก็ปลอดโรคภัยสุขภาพดีถ้วนหน้า .792 4.44 มาก 28 ป่าให้ทั้งน้ำ พืชผักเนื้อสัตว์และเภสัชวัตถุ อีกทั้งให้ความชื้นแก่ดิน และน้ำใต้ดินในสวนและนา .780 4.52 มากที่สุด 34 บุญกิริยาวัตถุ 10 ช่วยให้ผู้สูงอายุเจ็บป่วยน้อย เพราะเป็นระบบที่สามารถดูแลกายใจด้วยตนเอง ภายใต้สภาวะ “สวนป่านาไร่” .777 4.41 มาก 32 เมื่อชุมชนมีพร้อมทั้งสวนป่านาไร่ ก็จะได้ผลผลิตทั้งอาหาร ฟืน ปัจจัย 4 ในวิถีเศรษฐกิจดี ไม่เป็นหนี้ .772 4.40 มาก 31 ที่นากว้างใหญ่ควรแบ่งเนื้อที่สร้างป่า เพื่อบำรุงดินให้แปรรูปหลายสภาพ อาทิ โคก ลุ่ม ลาด ปลัก ฯลฯ อันเหมาะแก่พืชหัว พืชตระกูลถั่ว ผักผลไม้ และพืชยืนต้นชนิดเป็นยา .762 4.26 มาก 36 ผู้สูงอายุที่ผ่านประสบการณ์สร้างสภาวะ “สวนป่านาไร่” และภาวนาประจำ จะกลายเป็นกัลยาณมิตรแก่ชนรุ่นหลัง .755 4.47 มาก 40 การแบ่งปันเครื่องเทศและสมุนไพรแก่กันและกัน ทำให้สมาชิกในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติและร่วมทำบุญ ถือศีล .753 4.37 มาก 47 ศีล สมาธิ ปัญญา คือบันไดเจริญภาวนา เพื่อพัฒนาจิตเข้าสู่ “บุญ” ( บุญกิริยาวัตถุ 10) ที่สัมพันธ์กับกิจกรรมในสวนป่านาไร่ .750 4.33 มาก ตารางที่ 8 ( ต่อ) ข้อคำถาม ค่าน้ำหนัก ค่าเฉลี่ย ระดับความรู้ 26 หากสมาชิกในชุมชนที่ทำสวนป่านาไร่ เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี จะสามารถใช้ธรรมชาติสร้างธรรมชาติได้ อาทิ จุลินท รีย์ พลังศีล ปุ๋ยพลังศีล ฯลฯ .749 4.28 มาก 29 การสร้างสวนป่านาไร่พร้อม ๆ กัน คือกิจกรรมสร้างสรรค์ของลูกหลานพึงทำแก่ผู้สูงอายุ .749 4.36 มาก 42 หากผู้สูงอายุเรียนรู้และเข้าใจระบบนิเวศของวัชพืชหรือสมุนไพร อาทิ หูเสือ ใบขี้ไก่ (ใบสาบเสือ) ขี้นาก ว่านกาบหอย ฯลฯ ก็จะรู้และรักษาเภสัชวัตถุเหล่านี้ให้เป็นพืชหาง่ายใช้คล่อง .733 4.33 มาก 37 กัลยาณมิตร พึงเป็นผู้ให้ความรู้เรื่องเภสัชวัตถุ อย่างเป็นลำดับ (ยาหลัก ยารอง ยาเสริม : ยาหลัก คือการวางใจไม่กลัวกังวลกับความเจ็บป่วย ยารอง คือ การใช้โภชนาบำบัดและเภสัชวัตถุจาก สวนป่านาไร่ และยาเสริม คือ การรักษาโดยแพทย์แผนต่าง ๆ) .729 4.36 มาก 35 การฟัง (สดับ) ธรรมในพุทธศาสนา ทำให้ผู้สูงอายุฟูใจ หรือเรียกว่าอาการได้บุญ .723 4.40 มาก 39 การใช้สมุนไพรเป็นเภสัชวัตถุแม้เป็นการรักษาหายช้า แต่ผู้สูงอายุที่แพ้ยาก็สามารถเลือกทางนี้ได้ .710 4.41 มาก 48 ผู้สูงอายุที่มีภูมิรู้เรื่องโภชนาบำบัดและเภสัชวัตถุ จะผสมผสานความรู้ของตนกับการรักษาโดยแพทย์แผนต่าง ๆ การสังเกตอาการตนเอง เป็นหมอดูแลตนเองจะช่วยให้อาการเจ็บป่วยทุเลา/หายเร็ว .708 4.36 มาก 44 ผู้สูงอายุควรฝึกตนงดเว้นอาหารและพฤติกรรมบางอย่างตามศีล 5 และข้อห้าม (ข้อคะลำ) ตามหมอแผนโบราณและปัจจุบัน .686 4.33 มาก ตารางที่ 8 ( ต่อ) ข้อคำถาม ค่าน้ำหนัก ค่าเฉลี่ย ระดับความรู้ 27 ป่าคือตลาดสดที่ดี (ซุปเปอร์มาร์เกต : Supermarket) ของชุมชน ชุมชนใดไม่มีป่าก็จะเจ็บป่วยและยากจน .678 4.37 มาก 50 สาเหตุของความเจ็บป่วยที่เกิดจากวิบากกรรม หรือไม่ทราบสาเหตุ แก้ไขด้วยการละบาป บำเพ็ญบุญ ทำจิตใจให้ผ่องใส .677 4.47 มาก 45 การมีส่วนร่วมในบุญประเพณี 12 เดือน ทำให้ผู้สูงอายุได้เข้าสัมพันธ์ในระบบ “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) สร้างศรัทธาและมีความสุขด้วยเป้าหมาย “บุญ” .671 4.26 มาก 25 ลูกหลานควรเป็นกสิกรที่คืนธรรมชาติแก่สิ่งมีชีวิต รวมถึงผู้สูงอายุจะได้ฟื้นฟูสุขภาพด้วย .660 4.37 มาก 38 เภสัชวัตถุบางชนิดดับฤทธิ์ร้อนได้ และทำให้อารมณ์เย็นขึ้น ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็แสวงบุญเพียงหมายถึงความสบายใจ .628 4.21 มาก 30 ในน้ำลำธาร มีปลา ในเรือกสวนและนาก็มี กบ เขียด กุ้ง หอย ปลา ฯลฯ ทำให้ผู้สูงอายุลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ .614 4.12 มาก 49 สาเหตุของความเจ็บป่วยที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่ เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารรสจัด รับประทานอาหารเป็นพิษ ผงชูรส นอนน้อย ฯลฯ แก้ไขด้วยการปฏิบัติศีล คืองดเว้นพฤติกรรมนั้น ร่วมกับการใช้โภชนาบำบัดและเภสัชวัตถุไร้สารพิษ จึงหายโรค .613 4.35 มาก รวมค่าเฉลี่ย 4.36 มาก ค่าไอเกน เท่ากับ 13.017 ค่าร้อยละของความแปรปรวน เท่ากับ 29.585 จากตารางที่ 8 องค์ประกอบที่ 1 สามารถอธิบายด้วยตัวแปร 23 ตัวแปร มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .613 - .792 มีค่าไอเกนเท่ากับ 13.017 ค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 29.585 โดยข้อคำถามที่ 33 เพื่อปลอดหนี้ มีอาหาร และปัจจัย 4 พอเพียง ผนวกกับการได้อยู่ร่วมกัน สมาชิกในสวนป่านาไร่ที่ถือศีลถือธรรม ก็ปลอดโรคภัยสุขภาพดีถ้วนหน้า มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ เท่ากับ .792 เมื่อพิจารณาระดับความคิดเห็นของผู้สูงอายุที่ตอบแบบสอบถามโดยรวมพบว่า อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.36 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ระดับความคิดเห็นต่อข้อคำถามที่ 28 ป่าให้ทั้งน้ำ พืชผักเนื้อสัตว์และเภสัชวัตถุ อีกทั้งให้ความชื้นแก่ดิน และน้ำใต้ดินในสวนและนา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด เท่ากับ 4.52 หลังการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจแล้ว องค์ประกอบที่ 1 ประกอบด้วยประเด็นเกี่ยวกับสวนป่านาไร่ เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ก่อประโยชน์ที่มากมายกล่าวคือให้ปัจจัย 4 โดยเฉพาะอาหารและยา สร้างวิถีเศรษฐกิจที่ดี เกิดการปลอดหนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การได้อยู่ร่วมกันของคนในครอบครัว ปลอดโรคภัย ฟื้นฟูสุขภาพ สุขภาพดีกันถ้วนหน้า สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของนาย ใบ สิงห์นาคลอง (2561 , เมษายน 24) ที่ว่า “ ผลิตผลจากสวนป่านามีทั้งผลไม้ ถ่าน ฟืน ได้อาหารปลอดภัย ได้อากาศบริสุทธิ์ ได้ยารักษาโรค ทำให้สุขภาพดีแน่นอน เป็นคนมีสุขภาพดีไม่ป่วย” ผู้วิจัยเห็นว่า การกระทำที่โดดเด่นของผู้สูงอายุที่มีสุขภาวะที่ดี คือผู้มีสามารถนำทรัพย์ที่ตนมีคือ สวนป่านาไร่ มาทำบุญกิริยาวัตถุ 10 ด้วยการให้ทานแบ่งปันเครื่องเทศและสมุนไพรในสวนป่านาไร่ของตนให้แก่ผู้อื่น และนำไปทำบุญที่วัด สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ นางเจือ ไชยแสง ที่ว่า “ ผักที่อยู่ในสวนก็แบ่งกันกินกับเพื่อนบ้าน เขาขอกันกินนะแถวนั้น ก็ขอกันกินก็เขาแบ่งกันกินเป็นหัวข่าเป็นผักเป็นหญ้า ใครบ่มีหยังก็มาเอาเฮ็ดกิน บ่หวง และเอาไปทำบุญไปบ่อยทุกศีล วันพระก็ต้องไป” ( เจือ ไชยแสง 2561, พฤษภาคม 20) หรือนางดวง สมศักดิ์ กล่าวถึงการแบ่งปันความรู้เรื่องเภสัชวัตถุ โดยไม่เอาเงินเป็นการให้ทานที่เป็นบุญสูงสุดคือลดกิเลสความโลภไปด้วย โดยกล่าวว่า “ต้มยาที่ผู้เฒ่าแนะนำให้กิน ผู้เฒ่าเป็นคนไปเอามาให้ไปเอามาจากในสวนในป่า ...เพราะเราช่วยตัวเองได้อยู่ คนอื่นถ้าคนที่เขารู้จักเราเขาก็ไปถามกับเรา ถ้าคนที่ไม่รู้ก็ไปหมอเลย บางทีเขาแนะนำให้มาหาเราว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้เขาก็มาหาเขาก็ให้พวก เรา ไปหายาให้ ก็มีคนมาหาแม่เฒ่าเวลาป่วย มาเป่ายา บ่เอาเงิน” (ดวง สมศักดิ์. 2561, พฤษภาคม 5) นอกจากการให้ทานด้วยการแบ่งปันพืชผัก เภสัชวัตถุ ต่าง ๆ หรือการใช้ความรู้เองเภสัชวัตถุในการรักษาโรคแล้ว ซึ่งเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเภสัชวัตถุแล้ว ยังก่อให้เกิดผลคือความสุขใจ แก่ผู้กระทำบุญกิริยาด้วย ซึ่งความสุขใจ สบายใจนี้จะช่วยให้ความเจ็บป่วยทางกายลดลงได้เช่นกัน เภสัชวัตถุที่ได้จากสวนป่านาไร่ จะมีประสิทธิผลในการป้องกันและรักษาโรคมากยิ่งขึ้น หากใช้ควบคู่กับการรักษาศีล หนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 10 กล่าวคือการมีศีลของผู้จ่ายและผู้รับยาจะเพิ่มประสิทธิภาพของยา สอดคล้องกับคำกล่าวของหมอป่า MERGEFIELD " ผู้ให้ข้อมูล" ( 2561 , มีนาคม 20) ที่ว่า “การเป็นหมอก็มี ข้อห้าม คือ ห้ามกินงู , ห้ามกินสุนัข , มังสัง 10 ไม่โกหก ถ้าโกหกยาจะเปลี่ยนสภาพ ยามันจะหมดฤทธิ์ เวลามันจะดีกินอะไรก็ดี เวลามันไม่ดีกินอะไรก็ไม่ดี เรื่องบุญเรื่องบาปพ่อก็เชื่อ ไปวัดไปวาตักบาตรหยาดน้ำแล้วก็ถือศีล ถือศีล 5” และการปฏิบัติศีลของผู้มีโรคด้วยการงดเว้นพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม จะรักษาโรคจากการใช้ชีวิตได้ สอดคล้องกับคำกล่าวของ สมณะฟ้าไท สมขาติโก (2561 , เมษายน 12) ที่ว่า “โรคจากการใช้ชีวิต อันนี้ก็รักษาได้ ...โรคสารพัดที่เรียกว่าโรคที่ไม่ติดต่อจะเป็นทุกคน เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน ภูมิแพ้ ไม่ติดต่อแต่จะเป็นกันมากมาย เพราะว่าใช้ชีวิตผิด กินผิด นอนผิด นอนดึก ถึงเวลานอนก็ไม่นอน แต่งกายก็แต่งกายแบบผิด เอาเครื่องสำอางมาใส่ เวลาคนที่ เขามีลูก เขาก็จะไม่ใช้เครื่องสำอาง เพราะกลัวพิษจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน