สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน พุทธศาสนาต่างจากศาสนาสังคมสงเคราะห์อย่างไร_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.88 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน พุทธศาสนาต่างจากศาสนาสังคมสงเคราะห์อย่างไร _เคยได้ยินหลวงปู่ว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาสังคมสงเคราะห์แบบพุทธฉือจี้ ที่ผู้ใหญ่หลายคนชื่นชม บอกว่าถ้าได้หลวงปู่ไปช่วยจะทำให้ฉือจี้เป็นสังคมสงเคราะห์ที่ดีกว่านี้อีก (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย ) คิดอย่างนี้สัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิคะ พ่อครูว่า...ไม่ใช่นะ หลวงปู่พูดไปแล้วพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาสังคมสงเคราะห์ สังคมสงเคราะห์คืออย่างไร ก็หมายความว่า ศาสนาไม่ได้ทำงานเพื่อที่จะไปช่วยรับใช้ช่วยส่งเสริมงานของประชาชนที่เขาเดือดร้อน งานเดือดร้อนของสังคมอย่างนั้นอย่างนี้เราก็เข้าไปช่วย ..ไม่ใช่ ศาสนาพุทธนั้นสอนให้คนไปช่วยคนทุกคน คนที่เดือดร้อนอย่างนั้นๆเป็นหน้าที่ของรัฐบาล หรือหน้าที่ขององค์กรการกุศล ที่เขาตั้งขึ้นมาเรียกว่าเป็นองค์กรการกุศลที่จะช่วยสังคม ที่ทุกข์ยากลำบากหนักหนาเกินปกติ ก็มีหน่วยสังคมสงเคราะห์อีกเยอะที่จะช่วย แต่ศาสนานั้นทำหน้าที่หลักคือ สอนคนให้มีจิตใจเจริญ เป็นการสร้างให้มนุษย์เกิดจิตเจริญไม่ใช่แค่สงเคราะห์เท่านั้น สร้างให้เป็นจิตเป็นนิสัยเป็นพฤติกรรมเจริญเป็นคนดี ใหญ่กว่าสังคมสงเคราะห์มาก สังคมสงเคราะห์เป็นงานนิดเดียว คนที่ไม่ควรสงเคราะห์จะไปสงเคราะห์เขาทำไม เราควรจะสงเคราะห์คนที่ควรสงเคราะห์ ที่เขาเดือดร้อนมากหน่อย แต่ศาสนาพุทธนั้นสอนคนที่เดือดร้อน มากหรือน้อยก็แล้วแต่ สอนให้เข้าแก่นแกนเลย ยิ่งเดือดร้อนมากคุณจะต้องรู้ทันและหลุดออกมาให้ได้ มันเป็นเรื่องต่ำเป็นเรื่องยาก จัดจ้าน ยกตัวอย่างชัดๆง่ายๆ เช่น คนไปยุ่งเกี่ยวกับการละเล่นการพนัน การบันเทิงเริงรมย์ จัดจ้าน อย่างนั้นไม่ควรจะไปสงเคราะห์ เพราะเป็นคนหลงทิศทาง แต่คนเขาไปสงเคราะห์เขาไปอุดหนุนคนแบบนั้น เช่น เป็นดารานักแสดงที่ดังได้เงินมาก ก็ตั้งราค

อ่านต่อ

าค่าตัวสูง ออกทีวีต้องเป็นแสนเป็นล้านขึ้นไป พวกนี้เป็นพวกสัตว์นรก ขออภัยที่พูดแรง นรกปหาสะ พูดตามหลักวิชาพระพุทธเจ้านะ เป็นนรกที่หลงความรื่นเริงบันเทิงใจ ปหาสะ มันเกินขอบเขต กิเลสมันซับซาบ ติดยึดกิเลสเกินไป อาตมาเคยบอกว่าสังคมใดมีนักการแสดงนักกีฬามีราคาค่าตัวสูงมาก สังคมนั้นเป็นสังคมที่เสื่อมต่ำ ยิ่งพวกนี้มีค่าตัวสูงมากขั้นทำงานเป็นอาชีพเลยพวกนี้ แสดงถึงว่าสังคมนั้นไม่เข้าใจความจริงของสังคมของมนุษย์ ไม่ควรส่งเสริม เพราะเป็นขั้นที่จัดจ้านจิตไปตกในจิตสัตว์นรก เป็นนรกปหาสะ ปหาสะ แปลว่าความสนุกสนานสนุกทางกีฬาการละเล่นการบันเทิง เขาไม่รู้จัก ศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธก็ไม่รู้จัก เขาก็เลยจะมีแต่จัดจ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆต้องให้บ้าเลือด แรง หรูจัด ต้องจัดยิ่งกว่าโอลิมปิก เป็นหนี้อย่างไรก็ขอให้ประเทศได้จัดโอลิมปิกเป็นหนี้ก็เอา เห็นไหม มันงมงายถึงขนาดนั้น เขาถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง อาตมาถือว่าหลู่เกียรติอย่างยิ่ง ไปหลงอย่างนั้นมันเป็นความโง่ ไม่ฉลาด เป็นอวิชชา อาตมาพูดเช่นนี้ก็เลยเสียเพื่อน เพราะเคยอยู่ในวงการดาราการแสดงมาเก่า ตอนนี้มาสอนธรรมะก็พูดธรรมะให้ชัดเจน ต้องการให้เขาสำนึกได้รู้ว่า เรานี้มันเลยเถิดมากไปหรือ เราควรจะหยุดให้พอสมควร การละเล่น แม้แต่สามัญสํานึก คนสมัยโบราณ เขาบอกว่างานของคณิกาผู้หากิน เป็นผู้หญิงก็เป็นผู้หญิงหากินงานเต้นกินรำกินคืองานหญิงคณิกา นี่คือคำโบราณเลยนะ โบราณเขาชัดเจนไม่ไปหลงโลกีย์จัดจ้านแบบทุกวันนี้หรอก ง่ายๆเลย สมัยโบราณ ผู้หญิงทาปากก็ถือว่าเป็นผู้หญิงหากินแล้ว ทาลิปสติกนี้ แต่สมัยนี้มันไปเรื่องใหญ่เลย แล้วเขาก็หาว่าอาตมาไม่รู้จักบริบทสังคมยุคสมัย ไม่ตามยุคสมัยเขาเลย อโศกเราเป็นพวกทวนกระแสขนาดหนัก เขาเรียกว่าพวก cult พวก cultivate เป็นพวกที่เกินไป เขาว่าอย่างนั้นเลยนะ อาตมาว่าใช่ แต่ถามพวกเราว่าพวกเรามีชีวิตอยู่นี้เกินไปไหม ถึงจุดสำคัญสูงสุดหรือยัง...ยัง ยังไม่ถึงเลยยังไม่ถึงจุดสูงสุดสำคัญเลย ยังเป็นคนที่สูงกว่านี้ดีกว่านี้ได้อีก อาตมาเคยอธิบาย เขียนเป็นภาพ จุดแยก ระหว่างโลกียะกับโลกุตระ หันหน้ามาทางนี้คือโลกุตระ หันหน้ามาทางนี้คือโลกียะ คนโลกีย์เดินไปสุดนรกไกล แล้วมองจากที่เขามาหาเรา เราก็จะไปอีกทางตรงกันข้ามกับเขาไปทางโลกุตระ เราเดินโลกุตระไปได้หน่อยนึง แต่เขามองจากโลกียะที่ออกไปไกล เขาเอาระยะทางวัด ก็เลยเหมือนว่าเราไปไกลแล้ว เขาต่างหากที่ออกไปจากเส้นกลางไปถึงนรกลึก เราไปหาโลกุตระได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หาว่าเราไปไกลแล้ว

610514_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาจนพาให้มาเป็นลูกอโศกได้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน