สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน หมู่บ้านของพระอาริยบุคคล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข27 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน หมู่บ้านของพระอาริยบุคคล อาตมาพูดไปแล้ว อยากรู้จักอาริยะบุคคล มาดูชาวอโศก อยากจะมาดูอรหันต์มาดูชาวอโศก อยากจะดู อนาคามี สกิทาคามีมาดูในชาวอโศก อาตมาทำงานมา 40 กว่าปี สังคมชาวอโศกหมู่บ้านชุมชนชาวอโศกเป็นหมู่บ้านจริงๆ อยู่ร่วมกันเลยมีวัฒนธรรมมีความอยู่ร่วมกัน ทำได้ อาตมาทำได้ถึงขั้นสาธารณโภคี ตั้งแต่ต้นมา เป็นหมู่บ้านมีศีล 5 กันทุกคน เป็นอย่างต่ำ คนในนี้มีศีล 5 ทุกคนมีอิสระเสรีภาพ เอาตัวเองเข้ามาตนเองทำศีล 5 ไม่ได้ดีเข้ามาในนี้ก็ต้องปฏิบัติตนให้มีศีล 5 ทุกคน ส่วนคนมีศีล 5 ได้ดีแล้วก็ทำศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ต่อไป สรุปแล้วอาตมาพาบ้านเมืองประเทศไทยให้มีชุมชนกลุ่มหมู่ประชาชน อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มหมู่คนมีศีล ทำมาแล้วเกือบ 50 ปี ทำได้แล้วจริงๆด้วย อันนี้คนมองไม่ออกและคนก็ไม่สะดุดตาสะดุดใจ อาตมาทำสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ เถรสมาคมบอกว่าอยากจะให้เกิดหมู่บ้านศีล 5 เขาทำได้ไหม ...ไม่ได้ ...ท้าด้วย แต่อาตมาทำมาได้ตั้ง 40-50 ปี แล้วจะเกิดไปเรื่อยๆ คุณจะเลิกไหม ..ไม่เลิก แล้วก็จะทำให้มากขึ้นอย่างนี้เป็นต้น เป็นหมู่บ้านที่มีสมาธิแบบพระพุทธเจ้า มีศีลอย่างจริง สรุปความหมายของศีลและก็ปฏิบัติตนตามศีล ไม่ทำร้ายสัตว์ไม่ฆ่าสัตว์วางอาวุธวางศาสตรา มีความละอายมีความเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ มีความรู้ทางศีลและปฏิบัติได้จริงด้วยไม่ใช่ สีลัพพตุปาทานหรือสีลัพพตปรามาส 2 มีสมาธิ สมาธิอย่างพุทธไม่ใช่สมาธิอย่างคนส่วนใหญ่ในโลกเข้าใจด้วย ในโลกเข้าใจสมาธิแค่ Meditation ทำได้วิธีmeditationและได้ผลเป็นสมถะเท่านั้น สมถะเขาก็ไม่เข้าใจแล้วว่าความสงบอย่างสมถะเป็นอย่างไร ศาสนาพุทธไม่ได้เกิดสมาธิที่มีผลเป็นสมถะ แต่ได้ผลสมาธิเป็นปัสสัทธิ เขาก็ไม่รู้ความจริงสภาวะปัสสัทธิที่ว่าส

อ่านต่อ

งบนี้ มันไม่มีภาษาไทย ภาษาไทยใช้คำเดียวว่าสงบ ปัสสัทธิก็สงบ สมถะก็สงบ แต่สงบอย่างที่ไม่ต้องไปหาที่ทำให้สงบ ความสงบของผู้นั้นลืมตาอยู่กับสังคม แต่จิตของเราไม่มีกิเลสเป็นตัว nuisance จิตไม่มีพลังงานกิเลส เข้ามาทำให้จิตบกพร่องเลย ทำชั่วขณะหนึ่งเรียกวิขัมภนปหาน ก็ได้ คนธรรมดาสามัญก็กดข่มไม่ได้ให้กิเลสออกมาเพ่นพ่าน ก็มาทำเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง ทุกคนทำเป็นแล้ว วิกขัมภนปหาน เคยผ่านชีวิตมาในสังคมเคยมีราคะโทสะโมหะอยู่กลางสังคมไหม ..เคยข่มกันไหมก็ข่มกันทั้งนั้น ใครจะไปปล่อยออกมาให้สะเปะสะปะ ข่มไม่ไหวก็ออกมาบ้าง 2. ตทังคปหาน อันนี้แหละเป็นครั้งเป็นคราว คนที่มีสติสัมปชัญญะสังวรสำรวมตนเอง ปฏิบัติตามธรรมะพระพุทธเจ้าเพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาณ ทำให้กิเลสลดลง กิเลส ราคะ โทสะโมหะ มันลดลงไปบ้าง ตามเวลากาละได้บ้างไม่ได้บ้าง มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติก็ได้จริง ส่วนกดข่มได้แต่ตอนกดข่ม แล้วหมักมันก็เพิ่มขึ้นไม่ได้ล้างกิเลส แต่ถ้าทำอย่างสมาธิพิจารณากิเลสได้เป็นลำดับ จนกิเลสหมด 3. สมุจเฉทปหาน กิเลสหมดไป ความสงบของศาสนาพุทธจึงทำทั้ง วิกขัมภนปหาน และตทังคปหาน จึงทำได้อย่างสมุจเฉทปหาน 4.ปฏิปัสสัทธิปหาน ได้อย่างนี้แหละ ปหาน 3 เกิดปัสสัทธิไม่ได้สมถะ ทำทวนแล้วทวนอีก อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้แน่นตกผลึกยิ่งขึ้นจนจบ เรียกภาษานี้ว่า มี 5.นิสรณปหาน ความไม่มีสิ่งที่จะไม่ให้มีเรียกว่า นิ เป็นที่อาศัย ศัพท์ก็ใช้คำว่า นิสรณะ แปลว่าไม่มีการรบ สรณะ แปลว่าการรบ ไม่ต้องรบกับกิเลสอีก เพราะทำให้กิเลสสงบได้ด้วย ปฏิปัสสัทธิปหาน เพราะฉะนั้นนิสรณปหาน คือการประหารที่ไม่ต้องประหารแล้ว มันได้ในตัวแล้วเป็นเช่นนั้นเองแล้ว มันเก่งจนเป็นปกติของชีวิตแล้ว จึงเป็นนิสรณปหาน ไม่ใช่ทำอย่าง กดข่ม ได้เพียงชั่วคราวและมันก็กลับขึ้นมาอีกเท่านั้น แต่มันก็ต้องใช้ แล้วต้องทำตาม ปหาน 5 นี้ พยายามรู้ปหานกิเลส โดยการทำสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ แล้วก็จับตัวกิเลสทุกตัวแล้วก็ประหารกิเลส ด้วยปัญญา ปัญญาจะเป็นพลังงานที่ มีประสิทธิภาพ เป็นพลังงานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้กิเลส มันตาย กิเลสตายได้ด้วยพลังปัญญา ไม่ใช่เป็นพลังงาน กดข่ม แต่เปลี่ยนพลังงานปัญญาอย่างรู้ๆเลย พลังงานปัญญาฆ่ากิเลส มันตายสนิทไม่เกิดอีก กิเลสไม่เกิดอีกนิรันดร ศาสนาพุทธจึงมีนิพพาน มีนิพพานคือ เป็นคนที่ไม่มีกิเลสเกิดในจิตอีกต่อไปเลย เป็นอรหันต์ นิพพาน มนุษย์อรหันต์แล้วจิตมีนิพพาน กิเลสไม่เกิดในจิตอีกเลยต่อไป ตั้งแต่ชาติที่ได้แล้วชาติต่อๆไปก็ไม่เกิดอีก มาทำงานศาสนาพุทธต่อไปอีกได้ อย่างเช่นอาตมาเป็นโพธิสัตว์ เพราะอาตมามีความจริงอันนี้จึงมาพูดให้ฟัง อวดตัวตนอะไร มาพูดถึงลักษณะมนุษยชาติ อาตมาเป็นมนุษยชาติคนหนึ่ง ปฏิบัติตนเป็นสืบสานศาสนาพระพุทธเจ้ามา มนุษย์ที่เป็นคนดี ไม่มีกิเลส มันก็ไม่มีตัวร้ายอยู่ในจิตเลย ก็มีแต่ความรู้ มีความดีที่มา มีชีวิตทุกกรรมกิริยาทำงานไม่มีโทษมีภัย และเป็นประโยชน์คุณค่าต่อมวลมนุษยชาติ มันเป็นเครื่องรับประกันว่า ในสังคมโลกนี้ มนุษย์นี้เป็นตัวการร้ายที่สุด เพราะฉะนั้นมาสอนให้มนุษย์ไม่มีกิเลสที่เป็นซาตาน เป็นซาตานให้หมดไปจากจิตเสีย ก็เป็นหลักประกันได้ว่า ตัวร้ายคือมนุษย์นี้หยุดร้าย สังคมก็ดีขึ้นไปได้เพราะทำให้มนุษย์มีความหมดผีมารซาตานในจิตได้ จะได้มากคนกี่คนก็ตาม เป็นงานที่เยี่ยมยอดมากที่สุด คุณจะไปเรียนศาสตร์ไหนแขนงเศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์เกษตรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ศาสตร์ต่างๆ มันเป็นแขนงย่อยแต่ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนารวมหมดทุกศาสตร์ คุณเป็นอรหันต์หรือคุณเป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี เป็นอริยบุคคล แล้วคุณจะไปทำงานศาสตร์ต่างๆพวกนั้น คุณธรรมพวกนี้จะติดตัวคุณไปคุณจะไม่เป็นภัยเป็นโทษ แม้งานที่คุณทำคุณจะไม่ให้งานที่เป็นพิษเป็นโทษ นี่เป็นแกนของการสร้างคนก่อน ถ้ารัฐ หรือผู้บริหารประเทศชาติรู้จักการสร้างแกนหลักการนี้ให้แก่มนุษย์ และมาเน้นอันนี้ที่ถูกต้อง ที่เป็นของพระพุทธเจ้าแท้ๆในจิต เน้นศาสนาคุณธรรมให้จริง ประเทศจะง่ายกว่าที่คุณบริหารกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นวัวพันหลักเป็นงูกินหาง เดี๋ยวก็วนเวียนมาอีก ยิ่งไปได้แค่เลือกตั้งเลือกตั้ง อาตมาไม่อยากจะพูดแรงนะ มันมีแต่ผีมารที่มาเป็นนักการเมืองเป็นนักประชาธิปไตยโกหก เขาเอาคำว่าเลือกตั้งแล้วเขาจะได้เป็นนักประชาธิปไตย แต่พวกที่เลือกตั้งนั้นเป็นพวกหาประโยชน์ใส่ตน ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะคนจริงที่จะทำประโยชน์เพื่อแก่ประชาชนแท้จริงนั้นไม่มีเล่ห์เหลี่ยมไม่มีกลยุทธ์ไม่มีวิธีการ เข้าไป ซื่อๆ ไปให้ประชาชนเลือกตั้งนั้น สู้พวกนักเลงนักการเมืองพวกนี้ไม่ได้หรอก แล้วพวกนักการเมืองพวกนี้จะวางเครือข่ายค่ายกลของตัวเองไว้ตลอดกาล เพราะเขาจะทำอาชีพการเมือง นักการเมืองที่แท้จริงคือประชาชนคนสามัญ จะไม่มาเน้นเรื่องการเอาแต่หาวิธีการกูจะได้เป็นนักการเมืองจะได้เป็นคนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนเพื่อไปยืนยันแก่ประเทศว่า ถ้าได้รับเลือกตั้งมาเป็นสส.เป็นผู้แทนประชาชนนะ แล้วก็มาแสดงได้รับยี่ห้อว่าเป็นสส.ผู้แทนประชาชน เสร็จแล้วก็เอาอำนาจที่มันมีตามกฎหมาย แม้แต่การละเมิดกฎหมายเขาก็ทำเพื่อเขาจะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คนพวกนี้ทำงานเพื่อโลกธรรมเท่านั้น คนที่เป็นอริยบุคคลจริง ทำงานไม่จำเป็นจะต้องไปล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ถึงไม่ไปยื้อแย่ง คนที่ยื้อแย่งอยู่ คือนักการเมือง ส่วนคนที่มายื้อแย่งทำอาชีพสามัญนั้น ย่อมไม่ใช่นักการเมือง แต่จะทำงานอาชีพที่ตนทำนั้นเพื่อให้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเกิดโดยธรรม ไม่ต้องอ้างว่าฉันจะทำงานเพื่อเธอๆหรอก คนพวกนี้ก็ทำงานสร้างสรรค์เลี้ยงชีพแก่ตนเองแล้วผลประโยชน์ที่ได้ ถ้าเขามีจิตใจเป็นนักประชาธิปไตยจริง เขาก็จะเป็นคนที่มีคุณสมบัติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นักประชาธิปไตยคือ 1 ไม่มีอัตตา ไม่เห็นแก่ตัวแก่ตน 2 เป็นคนที่มีอิสระเสรีภาพแก่โลก ไม่เบ่งข่มคนนั้นคนนี้ แต่จะช่วยจะรับใช้เขา เป็นคนไม่มีอัตตา ให้อิสระแก่คนแล้วจะเป็นคนรับใช้คน นี่เป็นคุณสมบัติของคนที่เป็นนักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คนที่รู้จักให้อิสระแก่คนแล้วตนเองก็ไม่มี อัตตา และต้องมีปัญญา คนที่ปฏิบัติตนลดอัตตา จะมีปัญญาพลังงานล้างกิเลสตนเองหมด ปัญญาก็ยิ่งจะดีมาก คนที่มีปุญญะ บุญคือเครื่องชำระกิเลส คนที่สร้างจิตตนเองให้มีพลังงานลดกิเลสได้ กิเลสยิ่งลดปัญญาก็ยิ่งจะเกิด ปัญญาที่เจริญคือปัญญาที่ตัวตนของตัวเอง การเห็นแก่ตัวของตัวเองลดลงๆๆ แล้วความฉลาดที่รู้จักผู้อื่นรู้จักโลกรู้จักมนุษยชาติอื่น มากขึ้นๆ ก็ทำงานเพื่อคนอื่นมากขึ้น ตัวตนลดลงทำงานเพื่อคนอื่นมากขึ้น ตัวตนหมดไปมีแต่ทำงานเพื่อผู้อื่นอย่างเดียวนี่แหละคือนักประชาธิปไตยตัวจริง เป็นคนที่ไม่มีตัวตนเป็นคนรับใช้มวลชน เป็นคนรู้จักอิสรเสรีภาพ ไม่ไปใช้อำนาจบาตรใหญ่ ทำงานรับใช้ประชาชนไปเรื่อยๆ คุณธรรมลักษณะต่างๆที่อาตมาอธิบายปนไปทั้งธรรมะไปทั้งระบบการปกครองการเมืองปนเปกันไป มันแยกไม่ออก ธรรมะก็คือเรื่องของมนุษยชาติการเมืองก็คือเรื่องของมนุษยชาติ การเมืองคือการช่วยพลเมืองให้เจริญได้อยู่เย็นเป็นสุขเป็นพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ผู้จะทำได้จริงต้องเป็นคนมีธรรมะ จึงจะทำการเมืองให้เกิด พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ได้ แต่นักการเมืองทุกวันนี้ไม่ใส่ใจในธรรมะไม่ใส่ใจในความรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ไปปฏิบัติตนให้เป็นผู้ที่รู้จัก ธรรมะของพระพุทธเจ้า คือกิเลสนั่นแหละออก เอากิเลสของตัวเองออกนั่นแหละคือธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ไปทำอันนั้นก่อน ผู้ที่ไม่ทำคุณอันสมควรก่อนแล้วไปสอนคนอื่น มีแต่เรื่องมัวหมองเสียหาย แต่ทำคุณอันสมควรก่อนจะไปสอนคนอื่นรับใช้คนอื่นจึงไม่มัวหมอง ตัวเองไม่ได้ทำให้ตนเองเป็นคนดีคนประเสริฐคนอาริยะ ในอนาคตต่อไป ชาวอโศกเป็นคนปฏิบัติธรรมเรียนรู้ธรรมะพุทธเจ้า ล้างกิเลสก่อน ทำคุณอันสมควรแก่ตนเองก่อน แล้วค่อยไปสอนไปรับใช้ทำงานร่วม ทุกวันนี้เราก็เริ่มรับใช้ประชาชนมากขึ้นๆ จะเรียกว่าไปบริหารประเทศชาติ หรือว่าจะไปทำงานการเมือง มันก็คือไปรับใช้ประชาชน ในระบบประชาธิปไตยเป็นเช่นนั้น ก็เป็นคนที่รับใช้ประชาชน ด้วยคุณธรรมที่ตนเองทำคุณอันสมควรก่อน คือล้างกิเลสก่อน ที่จริงแล้วเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ผู้จะไปทำงานการเมืองควรจะให้มาปฏิบัติตนแล้วสอบผ่าน มีใบรับรองว่าคุณจะมาทำงานการเมืองจะเป็นนักการเมือง ต้องมีประกาศนียบัตรผ่านการละกิเลส อย่างน้อยเป็นโสดาบัน รับรองว่า ประเทศชาติเจริญอย่างแต่ละประเทศในโลกนี้ ตามไม่ทันเลย ประเทศไทยไปลิ่วๆๆไม่เห็นฝุ่น ของดีมีในประเทศมีในชาติ ประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่เริ่มต้นสร้างประเทศจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นศาสนาพุทธ แต่ความรู้ในเรื่องของศาสนาพุทธ ความรู้ของพุทธศาสนา มันเสื่อมไปจากคน ผิดเพี้ยนไปหมด อาตมาจึงพยายามที่จะนำความรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าฟื้นขึ้นมา ฟื้นขึ้นมาได้ แล้วอาตมาก็เชื่อว่า ความรู้อันนี้จะเจริญต่อไป อาตมามั่นใจนะว่าอาตมาตายลงเมื่อไหร่แล้วธรรมะนี้จะรุ่งเรืองขึ้น คนรุ่นที่อยู่ในอาตมาที่ไม่รู้จักอาตมาในอนาคต เขาจะเห็นเนื้อหาเขาจะส่งเสริม แต่คนรุ่นนี้ยังเกลียดตัวกินไข่ อาตมายังไม่ตาย ยังมีตัวยังเป็นตัวอยู่ก็เลยเอาแต่ไข่ เขาไม่เอาทั้งตัวทั้งไข่ เขาบอกว่าชาวอโศกรับได้แต่โพธิรักษ์รับไม่ได้ เขาเป็นอย่างนั้น อันนี้ความจริงนะ อะไรกันรอบโลกแล้วไม่รับพ่อ ลูกดีแต่พ่อมันไม่ดี แล้วพ่อมันเชื้อมันเสียหรืออย่างไร เชื้อของพ่อมันเชื้อเสียหรือยังไงแล้วลูกมันถึงดี พ่อจะเอาเชื้อเสียมาให้ลูกได้อย่างไร ลูกมันเชื้อดีแล้วพ่อดันเชื้อเสีย คุณเข้าใจผิดก็เข้าใจใหม่ให้ถูกนะ สมณะหนักแน่นว่า พ่อเป็นน้ำกรด ลูกเป็นน้ำบริสุทธิ์ พ่อครูว่า...มันแรงไปหน่อย มีโยมว่า เป็นหัวน้ำอุทัยทิพย์ พ่อครูว่า..พวกเราเข้าใจก็พูดถูกแต่คนไม่เข้าใจพยัญชนะและสภาวะก็ไม่รู้เรื่องหรอก คนที่มีสภาวะเข้าใจพยัญชนะก็ไม่มีปัญหา คำว่าพยัญชนะกับสภาวะ เป็นสิ่งที่อาตมาเห็นความยิ่งใหญ่ของสภาวะกับพยัญชนะ คนทุกวันนี้อยู่แต่แค่เปลือกๆของพยัญชนะ เข้าไปถึงสภาวะไม่ได้เลย โดยเฉพาะชาวเทวนิยมได้แต่เปลือกของเทว พระเจ้า พระมหาเทวะคือพระเจ้าใหญ่ อยู่ที่ไหนไม่รู้ คำสอน คำสอนที่สอนเอาไว้ต้นๆก็ดี แต่เดี๋ยวนี้มันเพี้ยนไปจนกระทั่งกลายผิดหมดแล้ว ก็ไม่รู้ เหมือนกันเลยพุทธก็เหมือนกัน คำสอนของพระพุทธเจ้าเพี้ยนไปหมดก็ไม่รู้ อย่างของศาสนาเทวนิยม บอกว่ามีพระศาสดาหรือพระบุตร นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาประกาศคราวหนึ่ง คนก็เชื่อแล้วใช้ไม่ได้ ศาสนาพุทธไม่ได้อธิบายแบบนี้ ความรู้นั้นเป็นของคน ไม่ใช่เป็นของพระเจ้าที่ไม่มีตัวตน พระพุทธเจ้านี่แหละเป็นเจ้าของความรู้เป็นธรรมะสามี รู้สูงสุดเลยในกระบวนการของมนุษย์และโลก พระพุทธเจ้ารู้สูงสุดก็เอามาประกาศ แล้วประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่ของศาสนาเทวนิยมไม่มีใครบังอาจจะไปเป็นพระเจ้าได้แม้แต่พระบุตร ไม่ได้ พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้สั่งการบงการพระบุตร พระเจ้าริบอิสระของมนุษย์ไปหมดแล้ว ให้พระบุตรมากหน่อย ความรู้ของเทวนิยมที่มีจึงไม่ใช่ความรู้ของคน เป็นความรู้ของอะไรก็ไม่รู้ แล้วมันจะเหมาะสมกับคนมั้ย ..ก็ไม่รู้ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นความรู้ของคนเหมาะสมกับคนแล้วก็รู้กาลัญญุตาด้วย รู้ว่ายุคสมัยต้องเป็นไปตามของ สัปปุริสธรรม 7 1. ธัมมัญญูตา (รู้จักทุกองค์ประกอบ) 2. อัตถัญญูตา (รู้จักเนื้อหาเป้าหมาย) 3. อัตตัญญูตา (รู้จักตนเอง) 4. มัตตัญญูตา (รู้จักประมาณจัดสรรสัดส่วน) 5. กาลัญญูตา (รู้จักกาลสมัย) 6. ปริสัญญูตา (รู้จักหมู่กลุ่มบริษัทอื่น) . 7. ปุคคลปโรปรัญญูตา (รู้จักบุคคลอื่น) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 65)

ในยุคนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงต้องปรับอย่างไรก็ถึงจะเกิดประโยชน์สูงประหยัดสุด แต่ศาสนาเทวนิยมจะไม่ ในยุค 2000 กว่าปีก็ใช้อย่างนั้นมาตลอดจนถึงปัจจุบันมันก็ใช้ไม่ได้ เห็นไหมว่านอกจากไม่มีอิสระแล้วยังไม่ทันสมัยอีก ต่างหากศาสนาเทวนิยม ไม่มีอิสระไม่ทันสมัย เพราะฉะนั้นก็เกิดประโยชน์น้อยลงเรื่อยๆ ศาสนาพุทธจะทันสมัยใหม่เสมอใช้ถูกต้องตามมนุษยชาติ กาละสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ไม่ไประบุอยู่ตายตัว แต่มีหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ให้รู้จักผสมส่วนให้ได้สัดส่วนที่ดี แล้วก็ใช้ให้ถูกต้อง อย่างนี้เป็นต้น 620221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธศาสตร์เปลี่ยนแกนจิตได้จึงสลายซาตาน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน