630617_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
630617_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 9
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1vdigTYtC-DRtM72iWFwMG3vwIVQ7DP-fOjGCKHBw0yg/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Sinb7NIshKWkgrWnluSkSTj6hEMH6CUD/view?usp=sharing สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูว่า…วันนี้กองผลหมากรากไม้บนโต๊ะพูนเต็มเลย มันมีแปลกมาอยู่ 2 อย่างคือกระท้อน กับอินทผาลัม กระท้อนมันลูกโต นอกนั้นอิททผาลัมเป็นพวงเต็ม อินทผาลัมก็มีหลายแบบ อันนี้ของที่ศาลีอโศก ที่บ้านราชฯอาตมาก็ชิมมาแล้ว ปีนี้ออกมากขึ้นปีหน้าก็คงออกลูกมากขึ้น คือเราปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็ขอย้ำว่าพวกเราชาวอโศกจะเป็นเจ้าแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นเจ้าไม่ใช่เป็นผู้ที่ยึดถือเป็นเราเป็นของเราแต่จะเป็นผู้ที่ทำพืชพันธุ์ธัญญาหารให้อุดมสมบูรณ์ให้งดงามให้ดี มีเนื้อหาสาระของมันอย่างดี วันนี้ก็มีเงาะจากศีรษะอโศก ทุเรียนมังคุดมาจากไวพลัง กระท้อนจากจันทบุรี ดูแล้วผู้ที่ยังมีน้ำลายไหลอยู่ก็ไหลไป ฟักทองลูกใหญ่ คนมีอาวุธเก่งแค่ไหนก็ตาม มีธนบัตรเก่งแค่ไหนก็ตายมีเพชรมีทองเก่งแค่ไหนก็ตาย และที่สำคัญที่สุดก็คือเรามีแล้วอย่าไปขายแพง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท...หากเราขายถูก เช่นทุเรียนไร้สารพิษ พรึ่บเดียว คนบ้านราชฯซื้อเรียบ เพราะมีสตังค์กันหลายคน ไร้สารพิษราคาถูก พ่อครูว่า...พูดเรื่องกินมากเขาจะหาว่าตะกละ sms สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อัตตาต่างจากอัตตนียาอย่างไร _ พิมพ์เพชรรุ้ง...อัตตากับอัตนียาต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า...อัตตาคือเนียนในเป็นตัวเรา ส่วนอัตตนียาคือของเรา เช่นยึดกระท้อน ยึดเพชรพลอยเป็นของเรา หรือแม้แต่ยึดติดสิ่งที่เป็นเราเป็นของเรา มั
อ่านต่อ
นไม่ใช่กายแล้วก็ยึดถือเป็นเรา ที่มันไม่ใช่นี้เรียกว่า อัตตนียา ที่เรายังอาศัยมันอยู่ข้างในเรียกอัตตา ห่างออกไปเรียกอัตตนียา
_ເກດມະນີ ສຸກສະຫວັນ • ນະມັດສະການພຊ່ທ່ານຢ່າງສູງຫີ່ລາວກໍ່ຖືອາຈານຄຶກລິດແບບນີ້ທັງນັ້ນ /ຂ້ານອ້ຍກໍ່ເຄີຍຟັງອາຈານຄຶກລຶດເໝືອກັນເພິ່ນອ່ານພະໄຕປີດົກແຕ່ແປໄປແບບໝຶ່ງ นมัสการพ่อท่านอย่างสูง ที่ลาวก็ถืออาจารย์คึกฤทธิ์แบบนี้ทั้งนั้น/ข้าน่อยเคยฟังอาจารย์คึกฤทธิ์เหมือนกัน เพิ่นอ่านพระไตรปิฎกแต่แปลไปแบบหนึ่ง พ่อครูว่า...ความเห็นต่างกันนั่นแหละเราต้องศึกษาให้ดีๆ มันก็ตัวเราเองเป็นที่จบ ก็เห็นอันใดเป็นธรรมวาที อันนี้เป็นธรรมะพูดเข้าท่า เราก็เอา บังคับกันไม่ได้พระพุทธเจ้าจึงให้อิสระเสรีภาพมาก ถ้าคุณไปเข้าใจผิด แม้แต่ที่สุดคุณไปหลงผิดยึดติดก็เป็นของคุณ แต่ถ้าไปทดลองแล้วรู้ว่าไม่ใช่ก็ออกมา มันก็เป็นสิทธิเป็นฐานเป็นบารมีของแต่ละคน คุณจะต้องไปซับซาบด้วยตนไปสัมผัสเองเห็นเองเข้าใจเองแล้วคุณตัดสินเอง พระพุทธเจ้าท่านสรุปว่า จนสุดท้ายแล้วเราจะไม่เชื่อใคร เราจะได้เป็นผู้ที่ชัดเจน โดยที่เราไม่ต้องเชื่อใคร เชื่อตัวเอง นี่สูงสุดเลยนะ ซึ่งพยัญชนะภาษาบาลีว่าอะไร ...ไม่เชื่อใครนี่มันสุดจบเลย พระอรหันต์ก็ยังไม่ค่อยได้ ต้องเป็นโพธิสัตว์เป็นต้นไป แม้พระพุทธเจ้าอยู่ ก็มั่นใจว่าที่เราเชื่ออยู่นี้ตรงกับของพระพุทธเจ้าแน่ มันจะมีเหตุปัจจัยต่างๆนานาบอกเราอย่างนั้น
_KnlayaratThanman กัญญารัตน์ ทันแมน •ทองแท้ค่ะ ไม่ต้องใส่ใจ คนที่ไม่รู้จัก และไม่รู้ค่าความดี อคติแก้ยากคะ พ่อครูว่า...ก็ไม่ควรตัดไม่เหลือใย ก็ควรใยดีกันบ้าง
_เอ็น.ดี. กรุ๊ป • อ.แป้ง ความรอบรู้แน่นมาก อธิบายได้ดีครับ _กรรณิกา เสนาะนํา : (หนึ่งน้อย)พ่อคะ...โยนิโส..คือทำใจในใจ...มนสิการ...ให้แยบคาย...ลูกก็ทำตามพ่อสอนอยู่นะคะ แต่จิตลึกๆลูกมันยังก็ยังคลายไม่หมดกับโจทย์ที่เกิดกับคนใกล้ตัว.. พ่อครูว่า...เอานะให้ทำไปเรื่อยๆ โยนิโสมนสิการ ที่คุณคนนี้บอกโยนิโส คือทำใจในใจ ส่วนมนสิการคือแยบคาย ไม่ใช่ มนสิการคือทำใจในใจ ให้โยนิโสฯ คือลงไปถึงที่เกิด มนสิการหรือมนสิการะคือการทำใจในใจ มนสิกโรติคือคำกิริยา ก็ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ
_Nimarat นิมารัตน์:ท่านพ่อครู ข้าราชการโกงกินทุกหย่อมหญ้า ยาบ้าเต็มบ้านเมือง ประยุทธดีไม่ดีผมไม่รู้ แต่ทำไมถึงปล่อยปะละเลยแบบนี้ พ่อครูว่า...ถ้าปล่อยปละละเลยรับรองฉิบหาย แต่นี่ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยหรอก เรื่องของเรื่องไม่ใช่จะปรับปรุงอะไรได้ทันทีเลย มันมีเหตุมีองค์ประกอบอะไรต่างๆนานาเยอะ มันมีความซับซ้อน บางทีเราจะต้องเหลือสิ่งนี้ไว้ เราถึงจะทำสิ่งที่ร้ายแรงกว่านี้หมดไปได้ หากไปทำลายอันนี้ก่อน เรียกว่าขุดรากถอนโคนไม่ได้ เราอย่างเพิ่งไปเที่ยวได้ด่ากราด ดูองค์รวมในการบริหาร อาตมาก็ยังเห็นว่านายกฯตู่ ...29 นายกฯมาทำงานอยู่ทุกวันนี้อาตมาก็ยังให้คะแนนเหนือกว่านายกฯ 29 คน เท่าที่อาตมาเห็นมา อาตมาเกิดปี 2477 ก็เป็นเผด็จการอยู่หลายรุ่น สำหรับพลเอกประยุทธ์อาตมาก็ยังไม่เคยพบกันมาเลย ทักษิณก็ยังเคยมาพบมาคุยกัน รุณเสียอีก หรืออำนาจ หมายยอดกลางก็ได้กระทบไหล่นายกฯ ที่จริง อาตมาให้หยาดน้ำใจทองคำอันหนึ่งนะ ยังไม่มีโอกาสให้ หลายปีแล้ว ก็ไม่เป็นไรไม่มีปัญหาหรอกเรื่องนี้ไม่มีก็แล้วไป หยาดน้ำใจทองคำ นี้อาตมาจะให้อย่างจริงใจเลย แก่ใครที่ควรให้ ที่อาตมาได้ให้มาก็มีให้ ป้าที่เลี้ยงอาตมามาเป็นแม่คนหนึ่ง (ภรรยาของลุงหมอ)ให้เป็นคนแรก หากลุงหมออยู่ก็คงได้ แต่นี่เสียชีวิตไปแล้ว คนที่สองก็คุณจำลอง คนที่สาม ก็อาจารย์วิชา มหาคุณ คนที่สี่ คือคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ก็มีคนที่จะให้อยู่คือ คุณพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ แล้วก็มี พลเอกประยุทธ์ คือพูดไปแล้วจะหาว่า...คือหยาดน้ำใจทองคำนี่นะ มันเกิดขึ้นมา อาตมาก็ออกแบบหยาดน้ำใจเอาไว้ ทำเป็นหยาดน้ำใจเงิน ทำเงินเท่านั้นก็แจกพวกรา เสร็จแล้วคนก็ไปลงทุนทำเป็นทองคำมาให้ ตอนอายุ 72 ปีเขาก็ทำให้ 72 อันเป็นทองคำแท้ ไม่ใช่ทองคำชุบ จนบัดนี้ ตั้งแต่ 72 ตอนนี้ 86 แล้ว ก็เพิ่งให้ไปยังที่ไล่เรียงให้ฟัง นอกนั้นก็ยังกองอยู่ ไม่ได้ให้ใครง่ายๆ มันเป็นเครื่องหมายเครื่องชี้บ่ง คุณงามความดีของคนที่ควรจะได้อย่างจริงใจของเราว่าคนนี้เป็นคนที่มีคุณค่าที่ควรจะได้
_รา นา • สันติอโศกไม่เคยทำให้ไครเสียหาย ไม่เรียกร้องเงินไม่เห็นแก่เงินไม่สะสมเงิน ไม่เหมือนบ้างวัดที่เรียกร้องเอาแต่เงิน จนหมดตัวก็มี ทำแล้วบอกว่าได้ไปสวรรค์สอนแบบผิดๆ ไม่เห็นไปเอาผิดกลับวัดที่นอกรีต มหาเถรเงียบกิ๊บ วัดจานบินสอนแบบผิดๆว่ามีตัวมีตน สอนแบบอัดตาไม่ใช่อานัตตา ขอยกยองว่าสันติอโศกสอนดีให้คนทำแต่ความดีเด็กที่เข้าไปในวัดสันติอโศกเป็นเด็กดีทั้งหมดขอชมเชย พ่อครูว่า...คุณคนนี้พูดความจริงใจมาทั้งหมดก็ขอบคุณ สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคมมองเห็นดาวอยู่พราวพราย นิมนต์จิบน้ำ สมณะฟ้าไท...เราอยู่ในยุคนี้ ถือว่าเป็นยุคประชาธิปไตยไทยที่ดีที่สุด เราอยู่กับชาวอโศกมีประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลก มีอิสระเสรีภาพ พ่อครูว่า..เป็นอิสรภาพที่ไม่มีอัตตา แล้วก็มีปัญญา นอกนั้นก็มีความขยันเสียสละแล้วก็เป็นผู้มีโลกวิทู
ประชาธิปไตยที่แท้จริงนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ตามนิตินัยของพรรคใด แต่มีอิสระเสรีภาพขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นหลักเพราะจะเป็นผู้รับใช้ประชาชนจริงแท้จริงใจอย่างมีสมรรถภาพ จนประชาชนเห็นความจริงที่มีจริงของนายกฯ ผู้นั้น ส่วนพรรคการเมืองคือคณะของประชาชน (ทั้งพฤตินัยและนิตินัย) เมื่อกฎหมายไม่ได้ระบุ พรรคการเมืองที่เป็นพฤตินัยก็มีอย่างเช่นชาวอโศกก็เป็นพรรคการเมืองที่เป็นพฤตินัย ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองทางนิตินัย เรียกว่าพรรคอะไร พรรคอโศก พรรคบุญนิยม ทีนี้พรรคการเมืองจริงๆ นิยามพรรคการเมืองคือ คณะของประชาชนที่ประชาชนใช้วิจารณญาณอย่างอิสระเสรี และมีความรอบรู้ เห็นความจริงในสมรรถนะของนายกฯของประชาชนเอง แล้วสนับสนุนให้คะแนนนายกฯผู้นั้น อย่างบริสุทธิ์ใจ ของมวลประชาชนเอง ไม่ได้ขึ้นกับเงินทอง ไม่ได้ขึ้นกับอำนาจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครมาล่อหลอก ตัวเองต้องเป็นคนที่ตัดสิน ยินดีเอง พอใจเอง ความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ พูดไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งที่จะให้นิยาม จริงๆคมชัดลึกได้มากกว่านี้ ได้แค่นี้
_มานพ กองสวัสดิ์พานิช • ขออภัยครับช้าหน่อยสำนึกพึ่งมา ขอระลึกวันเกิดพ่อท่านครับ กราบนอบน้อมพ่อครูด้วยความเคารพอย่างยิ่ง มีสุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาวแด่มนุษยชาติ... ผู้ให้ปัญญา เปิดเผยสัจจธรรม ทำเรื่องยากให้ง่าย.กราบขอบพระคุณครับ กระผมฟังธรรมแล้วปฏิบัติพยายามทำจิตให้คล่องแคล่วแว่วใวมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พ่อครูว่า…
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เจ็บป่วยแต่ไม่ยอมบอกใครก็เป็นอัตตาได้ Sms 630615 _8085 กราบนมัสการพระโพธิสัตว์อย่างสูงยิ่ง อยากถามพ่อครูว่า ถ้าคนเราเป็นโรคร้าย เราควรปรึกษาเพื่อนฝูงผู้รู้เกียวกับโรคร้ายนี้ดีไหมครับ จะได้มีคนช่วยเหลือแนะนำหาแพทย์ทางเลือกให้ในการรักษา... หรือปิดบังไม่บอกใคร...อย่างนี้มีอัตตาไหมครับ...ติดตามชมอยู่ที่กรุงเทพฯ พ่อครูว่า..ไม่เห็นจะต้องน่าถามเลย ควรจะเปิดเผย หากไปปิดบังอยู่คนเดียวก็ตายคนเดียวสิ มันเป็นอย่างไรหากเปิดเผยว่าตัวเองไม่สบายเป็นโรคภัย บางทีถึงขั้นเป็นโรคอย่างที่เรียกว่าเราจะต้องบอก แล้วก็ต้องให้เขาเห็นด้วยซ้ำไป บางทีเป็นโรคในที่ที่เราไม่อยากให้ใครเห็นเป็นที่สงวนด้วยซ้ำ เรายังต้องบอกยังต้องให้เขาดูเลย ใช่ไหม สู่แดนธรรม...มีบางทีญาติธรรมเราเป็นแต่ไม่บอก พ่อท่านต้องบอกว่าเป็นอัตตา พ่อครูว่า...ไม่บอกใครก็เป็นอัตตา มันต้องพึ่งพาอาศัยกัน หากถือสาอย่างนั้น อาตมาก็ไม่ต้องให้ใครเอาข้าวเอาน้ำให้ก็ต้องหากินเองหมด พระพุทธเจ้านั้นท่านลึกซึ้ง ท่านไม่ให้ออกป่าท่านไม่ให้ไปอยู่ป่า ท่านให้อยู่กับสังคมให้บิณฑบาต เลี้ยงตนเองด้วยปลีแข้ง จนกว่าชีวิตจะหาไม่ นี่เป็นพระวินัยของพระพุทธเจ้าเลย ให้บิณฑบาตเลี้ยงตนด้วยปลีแข้ง จนกว่าชีวิตจะหาไม่เลยเพราะอะไร ไม่ให้สะสมด้วย แม้แต่ข้าวเมล็ดหนึ่ง ฉันเสร็จแล้วคว่ำบาตรเททิ้งหมดล้างบาตร พรุ่งนี้เช้าบิณฑบาตใหม่ บิณฑบาตถ้าไม่มีใครเขาใส่ให้ก็อด หรือไม่มีใครใส่คว่ำบาตรคุณก็ต้องตายหรือสึกออกไป อย่างนี้เป็นต้น ท่านผูกวินัยข้อนี้ไว้เพื่อให้คนที่บวชแล้วเป็นภิกษุ ไม่สะสมข้าวเมล็ดหนึ่งไม่สะสมเงินทองแม้แต่บาทหนึ่ง ไม่ต้องซื้อขาย คุณจะต้องพึ่งพาคนอื่น ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา ต้องพึ่งฆราวาส แล้วฆราวาสต้องพึ่งพาภิกษุผู้บวช เอาสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ฆราวาสเขาให้ ก็มีสิ่งที่เป็น ทายกฯปฏิคาหก เป็นผู้ให้ผู้รับแก่กันและกันมันจะต้องสัมพันธ์กันขาดกันไม่ได้ อันหนึ่งอันเดียวกันไม่ได้มันต้องมี 2 เสมอ มันลึกซึ้งนะ แม้แค่นี้ก็ซึ้งมากการบิณฑบาต
เลี้ยงตนไม่ให้สะสมไว้ให้ซื้อขาย มีเงินไปซื้อของกินไม่ได้เลย เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนสะอาดบริสุทธิ์จริงๆเลยพึ่งพาธรรมะ ถ้าคนไม่มีธรรมะคนไม่เคารพนับถือคุณก็ตาย แต่มันไม่ตายง่ายๆหรอก คนมันมีเมตตากัน คนที่ไม่มีคุณงามความดีอะไรเลยคนก็ยังเลี้ยงไว้ ยิ่งมาบวชมีคุณงามความดีอยู่บ้างไม่ต้องกังวลหรอกไม่ตายง่ายๆหรอก มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ความจริงอย่างเป็นความจริง
_1614 ไฟบินมีคำถามที่จะถามครับ.. ถ้าผัสสะที่กระทบเลยไปแล้ว กายเลิก+ ไปแล้ว แล้วเราก็ตามรู้ไม่ทันล้างไม่ทัน ฉะนั้น การดึงสัญญาเก่าขึ้นมาให้เห็นเวทนาที่เราจะล้าง ก็จะไม่เกิดผลใช่หรือไม่ ? พ่อครูว่า..มีส่วนดี แต่ไม่ใช่เป็นความจริง มันผ่านไปแล้วเป็นสัญญา ดึงมาอีกก็เป็นผลดีที่คุณจำไว้ อันนี้คุณช้าไปพลาดไป ให้ขณะปัจจุบันหลัดๆแล้วก็จัดการมัน มันไปแล้ว คุณจะฆ่าโจร แต่เมื่อโจรมาสัมผัสคุณ สัมผัสคุณก็ปล่อยโจรแล้วก็ระลึกถึงว่าเป็นโจร จะฆ่าโจร แต่มันไปแล้วคุณก็ไม่ได้ฆ่า แต่ก็ยังดีที่คุณยังระลึกได้ คุณก็ต้องตามหาโจรอีก ที่นี้คุณก็สำทับกับตัวคุณเอง ได้ผลตรงที่ว่าเรานี้ชะล่าใจประมาทและสติตามไม่ทัน มันไม่เกิดประโยชน์ แสดงว่ามันยังเข้ามาหาเราได้อยู่ เมื่อมันหาเราอีกเราก็ระวัง มาที่นี้อย่าปล่อยให้พลาดอีกเป็นอันขาด ถ้าคุณสามารถฆ่าได้ ฆ่าเลย จะปล่อยทำไมหรือโจร?
_ย่าแปดริ้ว : มีญาติธรรมคนหนึ่งบอกว่า เขาไม่ใช่ชาวอโศก.. จึงทำให้เกิดความสงสัยว่า ชาวอโศกมีลักษณะเป็นอย่างไร? แล้วคนที่เราเห็นว่า เขาน่าจะเป็นชาวอโศกเพราะมาปฏิบัติด้วยกัน แต่ทำไมเขาบอกว่าเขาไม่ใช่ชาวอโศกคะ? พ่อครูว่า..เกณฑ์มาตรฐานของญาติธรรมชาวอโศก 1. มีปกติรักษาศีล 5 2. มีปกติเว้นขาดจากอบายมุขทุกชนิด 3. มีปกติในการรับประททานอาหารมังสวิรัติ นี่เป็นพื้นฐานของการเป็นชาวอโศก 4. มีปกติเข้าร่วมการประชุมของหมู่กลุ่มเสมอ 5. มีปกติแจ้งลา เมื่อมาประชุมไม่ได้ 6. มีปกติสละแรงงานทรัพย์สิ่งของ ช่วยเหลือหมู่กลุ่ม 7. มีปกติไปพุทธสถานและร่วมงานสำคัญของชาวอโศก 8. มีปกติกินออยู่หลับนอนเรียบง่าย 9. มีปกติปฏิสันถารก่อน อ่อนน้อมถ่อมตน 10. มีปกติมีความมีน้ำใจ 11. มีปกติเอาภาระที่สมควรของตนและของหมู่กลุ่ม 12. มีปกติในความขยัน 13. มีปกติในการทรงสติสังวรอยู่ทุกเมื่อ
มาศึกษาดีๆ ก็เห็นว่าดีก็เข้ามา บางทีบางอย่างพูดเป็นภาษาก็ไม่ไหวมันละเอียด ถ้าเผื่อว่ามาเองก็จะได้ เรื่องนี้บังคับกันไม่ได้
_Kssa Hsa เคเอสเอส เอชเอสเอ ...ยายติดตามสันติอโศกมานานแล้ว นำแบบอย่างมาปฏิบัติ ตามที่บ้านไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่กินปลาตายแล้ว และกินไข่ กินผักผลไม้ กินถั่วทุกชนิดและกินนมโยเกิร์ต พ่อครูว่า..ก็เป็นไปตามลำดับไม่เป็นไร
_เชษฐ์ สุนันท์ชัย • มีคนว่าท่านน่ะ คนว่าดูที่ ตนเอง ความจริงที่เห็น ใจ เป็นธรรม/กุศล หรือ อกุศล ที่คนนี้ทำเป็น มาร หรือพระ เป็นมารหรือพระต้องมีธรรมมาเป็นเครื่อง(ตัวชี้วัด) นะครับท่าน พ่อครูว่า..พยายามจะเรียบเรียงความหมายมาให้เรารู้ ก็กระตุกกระตัก ก็พอทำความเข้าใจได้
_Sit Phukaokway สิทธิ์ ภูเขาเวย์• มหาเถร มันสกปรก มีการซื้อตำแหน่งกัน เหมือนฆราวาส
_TEN ji •เท็น เจไอ มีต่อนะครับหลักฐานอ้างอิงจากพุทธวจน. มัคคานุคา ผู้เดินตาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้นจะมีอะไรเป็นข้อแปลกกัน จะมีอะไรเป็นข้อ ประสงค์ที่ยิ่งกว่ากัน จะมีอะไรเป็นเหตุทำให้ต่างกัน ระหว่างพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับภิกษุผู้หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้ มีพระภาคเป็นรากฐาน เป็นแบบฉบับ เป็นที่อิงอาศัย ขอประทานพระวโรกาส ขออรรถแห่ง ภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคทีเดียวเถิด ภิกษุทั้งหลาย ได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว. ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทางที่ยังไม่เกิดให้เกิด ยังประชุมชนให้รู้จักมรรคที่ใครๆ ไม่รู้จัก บอกทางที่ยังไม่มีใครบอก เป็นผู้รู้จักทาง ประกาศทางให้ปรากฏ ฉลาดในทาง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สาวกทั้งหลาย ในบัดนี้ เป็นผู้ที่ดำเนินไปตามทาง เป็นผู้ตามมาในภายหลัง. อันนี้แล เป็นข้อแปลกกัน อันนี้ เป็นข้อประสงค์ยิ่งกว่ากัน อันนี้ เป็นเหตุทำให้ต่างกัน ระหว่างพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับภิกษุผู้หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา. (ไทย)ขนฺธ. สํ. ๑๗/๖๔/๑๒๖.(บาลี)ขนฺธ. สํ. ๑๗/๘๑/๑๒๖. — กับ กายคตาสติ ยถาภูตญาณทัสสนะ ที่ พุทธวจนสถาบันเชียงราย พ่อครูว่า..ต่างกัน พระพุทธเจ้าเป็นไก่ตัวพี่ ยังไม่มีใครรู้ยังไม่มีใครบอกใครเสนอทางเลย เสนอวิธีปฏิบัติ แต่ท่านเป็นผู้ที่บอก แล้วท่านก็บอกว่าจุดมุ่งหมายเนื้อหาสาระเป็นอย่างไร ท่านก็เป็นผู้มาเปิดเผย สาวกคือคนที่เชื่อถือและปฏิบัติตามบรรลุตาม เหมือนกับพวกคนที่อาตมาพาทำ ถ้ามีไก่ตัวพี่ยิ่งกว่าอาตมามาเปิดทางให้คุณเข้าใจแล้วไปดำเนินตามแล้วก็เกิดผลจนเป็นหมู่เป็นพวกแก๊งพวกเรา อาตมาก็คล้ายๆกับพระพุทธเจ้าพวกคุณก็มาฟังตามมาปฏิบัติตามมีพฤติกรรมสังคมจนกระทั่งเกิดหมู่กลุ่มที่เป็นพฤติกรรมสาธารณโภคี อาตมาว่ามันเป็นที่สุดแห่งที่สุดของศาสนาพุทธ ประชาธิปไตยก็ต้องการสาธารณโภคีแต่เขาทำไม่ได้ทำไม่ถึง คอมมิวนิสต์เขาก็ต้องการสาธารณโภคีแต่เขาทำไม่ได้ทั้งนั้นแหละ อันนี้แหละอาตมาว่าเป็นสิ่งที่ยืนยัน อาตมายังไม่อยากตายง่ายๆจะอยู่ดูไปอีกหลายสิบปี เพื่อดูซิว่าพวกคุณจะมาอดทนมาทำเสแสร้งมาทำเป็นอยู่ มาทำเป็นสาธารณโภคี เราอยู่ไม่มีอะไร เราอยู่ยังอดทนไม่ไหวแล้วจะออกไป สุดท้ายก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็เหลือแต่อาตมากับคุณรัก รักพงษ์ จะรู้กันไป ว่ามันจะเป็นอย่างนั้นไหม หรือไม่ต้องถึงขนาดนี้หรอก พวกเราจะอยู่เหลือไม่กี่คนดูซิว่ามันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง อาตมาว่าสังคมโลกทุกวันนี้มันต้องการสัจธรรมแล้วเขาก็ควรทำเช่นนั้น โควิดก็มาช่วย อาตมาก็ว่ามีความหวังแต่เราก็ไม่หวัง ไม่ต้องไปสร้าง สาเปกโขใส่จิต เราก็ทำดีที่สุดตามเหตุปัจจัยไป คุณเท็นเจไอ ก็ศึกษาอยู่ที่พุทธวจนนี่แหละปฏิบัติไป ก็ยินดีอนุโมทนาสาธุกับคุณอยู่
_Neverdie What's up! • เนเวอร์ได วัซอัพ ...มังสาวิรัช ไม่มีในพระไตรปิฎก นะครับ พุทธเจ้าให้กินง่ายอยู่ง่าย พ่อครูว่า..ใช่ มังสาวิรัช ไม่มีในพระไตรปิฎก มีแต่มังสวิรัติ เป็นภาษาบาลี มังส กับ วิรัติ แปลว่า งดเว้นเนื้อสัตว์ ไม่ได้เรียกโดยภาษา แต่มีพยัญชนะอันนี้ในพระไตรปิฎก
_Ha Uf • เอชเอ ยูเอฟ ฅนเราที่ว่าแน่ ไม่มีใครสักฅนที่ไปเหยียบดวงอาทิตย์ แต่ฅนเราก็โม้ว่าตัวข้าเหนือกว่าฅนทุกฅน เกิดมาแทบจะไม่ถึง 90 ตายแล้ว ถ้าทำบุญผิดที่ จะไม่ได้อะไรเลยเหมือนยกสมบัติให้โจร พ่อครูว่า..ก็ไม่มีอะไรก็พร่องไปนิดหน่อยตามที่คุณนึกคิด ก็ไม่ขัดแย้งก็เห็นว่าคุณก็ยังอยู่ในภพของคุณเอง พูดก็ไม่ผิดอะไรหรอกไม่มีใครไปเหยียบดวงอาทิตย์ พูดแบบกำปั้นทุบดิน ทุกวันนี้ไม่ถึง 90 ก็ตายกันแล้ว ดูแต่นายตั้วก็ตายแค่ 59 พระพุทธเจ้าก็อายุ 80 แต่คนที่อายุ 90 ก็มีอยู่แต่ไม่มากนัก นิมนต์จิบน้ำ สมณะฟ้าไทสรุป...สาธารณโภคีเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก พ่อครูว่า...สาธารณโภคีมีหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกแท้ๆอยู่ในสาราณียธรรม 6 บริโภคอุปโภคร่วมกันอยู่ในสาธารณะ ไม่เห็นจะเข้าใจยากปฏิบัติอย่างนี้ได้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าก็ทำได้อยู่ในคณะสงฆ์ ท่านอธิบายว่าบิณฑบาตมาได้อาหารเราก็เอามาเทรวมกัน แล้วก็แบ่งกันกินแจกจ่ายกัน เป็นรูปธรรมชัดเจน อย่างพวกเราปลูกพืชผัก ไม่ใช่แค่แต่ที่บ้านราชแต่ที่อื่นก็แบ่งปันกันมาด้วย ซึ่งมันเป็นพฤติกรรมที่อาตมาว่า แล้วพฤติกรรมที่แบ่งแจกกัน มันมีความจริงใจไม่ใช่การเล่นลิเกไม่ใช่ดรามาติค มันเป็นความจริงใจ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ โอ้โห สุดยอด พฤติกรรมอย่างนี้ของมนุษยชาติและสังคม สังคมไหนก็ตาม มีสังคมที่เป็นเครือข่ายเครือแหอย่างนี้มันก็เป็นสุข ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมีน้ำใจต่อกัน ข้อสำคัญมีทั้งปัญญาและความจริงใจรู้ว่าอย่างนี้เป็นเรื่องสุดยอดแล้วเราก็ทำได้อย่างจริงใจมันก็จบแล้ว มันมีเท่าไหร่ก็เท่านั้นทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
_Still Fresh • สติล เฟรช ...จักรวาลที่เราอยู่...มีชื่อว่า "มงคลจักรวาล" ในมงคลจักรวาลพระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้เฉพาะที่ชมพูทวีป... ในชมพูทวีป...กัปหนึ่งๆจะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ไม่เกิน 5 พระองค์... แต่ว่ายังมีจักวาลอื่นอีกนับไม่ถ้วน แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล... ทุกจักรวาลก็มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปบังเกิดทั้งสิ้น พ่อครูว่า...ไม่มีปัญหาอะไรเราก็อยู่ยุคนี้ ในภัทรกัปนี้ มีพระพุทธเจ้าที่พอกล่าวถึงได้ 5 พระองค์ ก็ไม่มีปัญหาอะไรส่วนจะไปเป็นอนันต์จักรวาล ก็ว่ากันไป เราเอาชัดเจนแค่นี้ก่อน
_Mom Nono • มอม โนโน ...เก่งเกิน เข้าใจถ่องแท้ว่างั้น พ่อครูว่า...เหน็บๆมาแค่สองวลี อ้าว ขอบคุณ ก็ติดตามดูไปก็แล้วกัน ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินไปดูไบ ดูอาตมา ดูไป ก็แล้วกัน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำไมพระพุทธเจ้าไม่บังคับคนให้มากินมังสวิรัติ _MahaCp Thailand • มหาซีพี ไทยแลนด์...“พระพุทธเจ้ามิได้ทรงห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์เลย แม้พระองค์เองก็เสวยเนื้อสัตว์ที่มีผู้ปรุงถวาย แต่จะไม่เสวยและฉันเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์โดยส่วน 3 คือที่ได้เห็น ได้ยิน และที่รังเกียจกับเนื้อต้องห้าม 10 อย่าง มีเนื้อมนุษย์เป็นต้น ตามที่ได้กล่าวแล้วในปัญหาข้อต้นๆ เพราะถ้าทรงห้ามแล้ว พระองค์ก็คงจะไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันปลาและเนื้อตามที่พระเทวทัตทูลขอวัตถุ 5 ประการแล้ว” {1} พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้อนุญาตพระเทวทัต แล้วก็ไม่ได้ตั้งวินัยตามพระเทวทัตของ ปล่อยให้เป็นอิสระเสรีภาพของภิกษุ เหตุเพราะอะไร เหตุเพราะว่าในยุคนั้น เขารู้กันทั่ว อย่าว่าแต่ศาสนาพุทธเลย แม้แต่ไม่ใช่ศาสนาพุทธเขาก็รู้ว่า นักบวชที่ไม่ฉันเนื้อสัตว์เป็นพวกชั้นสูงกว่า สามัญสำนึกเขาก็รู้กันทั่ว เขาก็จะเคารพ โดยเฉพาะศาสนาพุทธเขาจะเคารพเลยว่าไม่ฉันเนื้อสัตว์ พราหมณ์ฮินดูที่ดีๆ ก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ซึ่งมันเป็นวัฒนธรรม มันเป็นประเพณี มันเป็นจารีต ที่ยึดถือกันมาหลายพันปี ที่สืบทอดกันมาในอินเดีย เขามีกันอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าไม่ถึงยุคกาลที่จะต้องออกวินัย จะมาบังคับกัน ของเราก็ไม่ได้บังคับเขา แต่เราตีกรอบว่า ใครมาอยู่กับพวกเราต้องมีศีล ไม่กินเนื้อสัตว์เป็นศีลข้อที่ 1 ในพวกเราชาวอโศกเท่านั้นเอง แต่คุณเข้ามาในนี้ ในนี้ไม่มีให้กินแล้วก็อย่าเอามากินในนี้ ส่วนคุณออกไปข้างนอกก็เป็นสิทธิ์ของคุณ หรือแม้แต่พวกเราอยู่ในนี้ คุณไม่กินเนื้อสัตว์ไม่มีเนื้อสัตว์ให้กิน แต่คุณออกไปข้างนอกคุณจะกิน ปากใครเปรอะ ก็ปากคุณ คุณไม่บอกใครก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นคุณกินก็ไม่มีใครรู้ สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง ก็ไม่มีอะไร คนที่มายินดีไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่ถูกครอบงำทางความคิด มายินดีเพราะเกิดปัญญาเพราะเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าต่างๆนานา ทำด้วยความเต็มใจ ด้วยปัญญา ด้วยความชัดเจน แล้วคุณก็เห็นประโยชน์คุณค่า ทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่ลึกซึ้ง จนกระทั่งถึงกรรมวิบาก ถึงบาปบุญคุณโทษ โดยเฉพาะกรรมวิบากมันละเอียดลึกซึ้งมากเลย เพราะกรรมวิบากเป็นอจินไตยใน 4 ข้อ ไม่ง่ายที่คุณจะเชื่อกรรมวิบาก มันน่าจะมีชาดก นิทานเกี่ยวกับการทดแทนบุญคุณ กับการกินเนื้อสัตว์ แต่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย เช่นพระพุทธเจ้า ในอดีต เห็นชาวประมงจับปลาได้เยอะ ก็ดีใจ เท่านั้นตอนเป็นพระพุทธเจ้า วิบากนี้ทำให้ท่านต้องปวดหัว นี่แหละคือวิบากบาปที่ท่านเคยทำไว้ ท่านก็เอามาบรรยายไว้ สมณะฟ้าไท...ในลังกาวตารสูตรก็ว่าไว้เยอะ พ่อครูว่า...พูดเรื่องการไม่กินเนื้อสัตว์ หากคุณมีญาณปัญญา จะไม่กินเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้ออกกฎระเบียบไม่ได้บังคับ อาตมาจะไปออกกฎระเบียบทำไม
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปฏิบัติอย่างตื่นรู้สู้กับวิบาก ในอามคันธสูตร อรรถกถาก็ได้เล่าถึงดาบสพวกหนึ่งที่ถือว่า ปลาและเนื้อเป็นกลิ่นดิบ ไม่ควรบริโภค แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปลาและเนื้อไม่ใช่กลิ่นดิบ แต่กิเลสทั้งปวงที่เป็นบาปเป็นอกุศลต่างหาก ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบ” คนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ขณะเดียวกันมีการจำแนกหรือให้ความหมายแก่อาหารที่กิน และคนกินอาหารไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อสัตว์ไม่ดี ผักหญ้าเท่านั้นดี คนกินเนื้อสัตว์เป็นคนเลว คนไม่มีเมตตากรุณา คนไม่กินเนื้อสัตว์อย่างฉันเท่านั้นคือคนดี นักมังสวิรัติพวกนี้กินอาหารด้วยอุปาทาน คือยึดติดอยู่สิ่งที่กินและไม่กิน คนพวกนี้ไม่กินเนื้อสัตว์จริง แต่กิน "อุปาทาน" เข้าไปเต็มกระเพาะ นักมังสวิรัติบางพวกเอาแป้งมาทำเป็นอาหารทุกชนิด เช่น ลูกชิ้น เนื้อ ปลา หมู แม้กระทั่งกระเพาะปลา ไส้หมู . . . นักมังสวิรัติพวกนี้ นอกจากจะพอกอุปาทานให้เหนียวแน่นจนยากจะแกะออกได้แล้ว ยังหลอกตัวเองและหลอกคนอื่นอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย” {4} พ่อครูว่า..เอาพระไตรปิฎกหน่อยเถอะ ห่างมาตั้งนานแล้ว พระไตรปิฎกอัมพัฏฐสูตร ล.9 อัมพัฏฐมานพมาประคารมกับพระพุทธเจ้าและก็จำนนว่าเขารู้แต่พยัญชนะ จนสุดท้ายท่านก็ไล่เรียงมาถึงแก่นคือวิชชาและจรณะ พอมาถึงตรงนี้แล้วอัมพัฏฐะก็ยอมรับ ว่าเขารู้ วิชชา 8 จรณะ 15 เขาก็ท่องจำภาษาได้หมดแต่พอเอาเข้าเนื้อหาสาระ ก็ไม่ได้เลย ปฏิบัติไม่ได้ ข้อปฏิบัติของจรณะ 15 มีปัญญา 8 วิชชา 8 เป็นกษัยเข้าร่วมไปตลอด การปฏิบัติศีลปฏิบัติอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติด้วยอปัณณกปฏิปทา 3 คือข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อนี้ผิดคือ 1.ไม่ได้มาปฏิบัติสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วก็เกี่ยวข้องกับของกินของใช้ โภชนะ โภชเนมัตตัญญุตา ของกินสำคัญกว่า ของใช้ยังอยู่ห่าง เอาของกินนี่แหละเห็นกิเลสให้ชัดเจนแล้วติดตัวด้วยคุณต้องกินทุกวัน ของใช้บางอย่างก็ไม่ได้ใช้ทุกวัน หรือสำคัญกว่ากัน ของกินไม่กินตาย แต่ของใช้ไม่ใช้ก็ไม่ตาย หากว่าคุณไม่ได้ปฏิบัติกับของกินของใช้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive