561111_จำลองประกาศ บ้านพระอาทิตย์.docx
เนื้อหาในไฟล์
561111_ต้านศาลโลก กองทัพโค่น"แม้ว"เคลื่อนขบวนถึงกระทรวงกลาโหม
กลุ่มผู้ชุมนุมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายประชาชน 77 จังหวัด และกองทัพธรรม เคลื่อนขบวนออกจากที่ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้า ถึงหน้ากระทรวงกลาโหมแล้ว เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ผู้ชุมนุมทั้ง 3 กลุ่มมีมติร่วมกันเดินขบวนไปยัง 3 จุดหลักสำคัญคือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กระทรวงกลาโหม ก่อนเคลื่อนขบวนกลับไปที่กองบัญชาการกองทัพบก “ลุงจำลอง”ประกาศไม่รับศาลโลก เป่านกหวีดนำมวลชนต้าน “ พล.ต.จำลอง” ออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร พร้อมต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.190 ลั่นพร้อมนำมวลชนเคลื่อนไหว ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด วันนี้(11 พ.ย.) ที่บ้านพระอาทิตย์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในนามประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้อ่านแถลงการณ์เรื่อง “ไม่รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและพร้อมเคลื่อนไหวทันที” กรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ เรื่อง ไม่รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและพร้อมเคลื่อนไหวทันที เรียน พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชน กระผมพลตรีจำลอง ศรีเมือง ประธานกองทัพธรรมมูลนิธิ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้มาพูดคุยกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล หลายครั้งที่บ้านพระอาทิตย์ถึงปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง และเห็นว่าแม้ว่าพวกเราจะได้ยุติบทบาทการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยแล้วก็ตาม แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องแสดงจุดยืนบางประการให้สังคมได้รับ ทราบในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ดังนี้ ประการแรก ผมพลตรีจำลอง ศรีเมือง และคุณสนธิ ลิ้
อ่านต่อ
มทองกุล ขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวในการคัดค้าน และต่อสู้ปัญหาเชิงประเด็นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติทุกกลุ่ม เช่น การคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม, การคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐, การเคลื่อนไหวเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ, การคัดค้านการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและการปฏิรูปพลังงาน ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราขอให้กำลังใจกลุ่มพี่น้องประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อการการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปประเทศไทยครั้งใหญ่ เพราะถือว่าทุกท่านที่ออกมานั้นแม้จะมีเป้าหมายต่างกัน ยุทธวิธีต่างกัน แต่ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่างก็มีความเสียสละและรักชาติบ้านเมืองเหมือน กัน และถือว่าทุกท่านที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ต่างเสียสละมาทำหน้าที่ ใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญกันทั้งสิ้น ประการที่สอง การที่ผมและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยุติบทบาทไปนั้น เรามีความคาดหวังตามที่ปรากฏในแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ว่าเมื่อเรายุติบทบาทไปจะทำให้เกิดการเร่งปฏิกิริยาทางการเมือง และเตือนสติให้ประชาชนจะออกมาทำหน้าที่ของตัวเองมากขึ้นโดยไม่ต้องหวังพึ่ง หรือฝากความรับผิดชอบปัญหาของประเทศเอาไว้กับมติแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย หรือโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ธงนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกต่อไป และเมื่อถึงวันนี้ยุทธิวิธีดังกล่าวได้ปรากฏเห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า รัฐบาลย่ามใจลุแก่อำนาจมากขึ้นจนเป็นที่มาของ พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมที่ประชาชนไม่สามารถจะยอมรับได้ เหตุเพราะมีความประมาทว่าหากไม่มีแกนนำอย่างพวกเราแล้วจะมีผู้ต่อต้านรัฐบาล น้อยลง ในอีกด้านหนึ่งก็ปรากฏว่า ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยไม่ต้องมติการเคลื่อนไหวหรือชี้นำจากกลุ่มคนใด หรืออยู่ภายใต้สังกัดกลุ่มขั้วสีเสื้อใด จึงเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าการยุติบาทบาทขอพวกเราแท้ที่จริงคือ ยุทธวิธีที่ก่อกำเนิดและการขยายแนวร่วมกลุ่มใหม่ที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้ธงของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นยุทธวิธีที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติดังที่ปรากฏไว้ใน แถลงการณ์ทุกประการ ประการที่สาม ในแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ลงมติเป็น เอกฉันท์ ได้สรุปเอาไว้ว่าเงื่อนไขเดียวที่จะคุ้มค่าต่อประเทศชาติเพื่อให้เกิดการก ลับมารวมตัวกันของอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกครั้งคือ ๑. สถานการณ์ถึงพร้อมที่ทุกภาคส่วนต้องการการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ และ ๒. ถ้าพี่น้องประชาชนยังคงต้องการพวกเราให้เป็นแกนนำ อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ที่ตื่นและลุกขึ้นมา เคลื่อนไหวยังคงจำกัดขอบเขตของการเคลื่อนไหวครั้งนี้อยู่เพียงแค่การคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเท่านั้น การคัดค้านปัญหารายประเด็นเรื่องนี้มีแนวร่วมของมวลประชาชนเป็นจำนวนมากมาย มหาศาลที่มีความสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องอาศัยการกลับมาเคลื่อนไหวของอดีตแกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีก แต่ความจริงแล้ว ปัญหาวิกฤติของประเทศชาติไม่ได้มีเพียงแค่ร่าง พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมเท่านั้น เพราะยังมีวิกฤติชาติอีกหลายประเด็นภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ และเมื่อประชาชนคัดค้านการกระทำความผิดของรัฐบาลเรื่องหนึ่ง รัฐบาลก็จะไปกระทำความผิดเรื่องเลวร้ายวิกฤติของชาติในเรื่องอื่นๆต่อไปได้ อีก และประเทศชาติก็ยังมีปัญหาอีกมากภายใต้ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี้ ดังนั้น ลำพังการเคลื่อนไหวเพียงแค่คัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษ กรรมเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติได้ และการขับไล่รัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาภายใต้ระบบการเมืองเช่นนี้ ก็ยังแก้ไขปัญหาของประเทศไม่ได้อย่างแท้จริงเช่นกัน จึงมีเพียงการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปประเทศรอบด้านครั้งใหญ่เท่านั้นที่จะยุติวิกฤติของประเทศชาติได้อย่าง ยั่งยืน แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้มีพัฒนาการของการชุมนุมหลายเวทีซึ่งเริ่มมีการปราศรัยในเรื่องปฏิรูปประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าอาจมีโอกาสที่สถานการณ์ถึงพร้อมที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ในวันข้างหน้าได้ หากทุกฝ่ายได้ร่วมมือร่วมใจในการกำหนดเป้าหมาย ผลักดัน และเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ให้เป็นเอกภาพในเวลาอันใกล้นี้ แต่ผมก็หวังไปมากกว่านั้นด้วยว่าองค์กรและสถาบันอื่นจะทำหน้าที่ของตัวเองด้วย เช่น ผู้ที่มีโอกาสจะเข้าสู่อำนาจในอนาคตทุกกลุ่มจะทำสัญญาประชาคมที่จะปฏิรูป ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ศาลภายใต้พระปรมาภิไธยและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่ของตัวเองใน การลงโทษผู้กระทำความผิดให้ได้อย่างรวดเร็ว ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ามาทำหน้าที่ของตัวเองตามคำถวายสัตย์ ปฏิญาณตนเพื่อปกป้องชาติและราชบัลลังก์ และข้าราชการทุกหมู่เหล่าจะออกมาเคลื่อนไหวทำหน้าที่ของตัวเองหยุดทำตามคำ สั่งทรราชย์แล้วหันกลับมาทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน เราจึงจะสามารถฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ร่วมกับมวลมหาประชาชนได้ อย่างไรก็ตามสำหรับในวันนี้วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖ เป็นวันสำคัญที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะได้มีการตัดสินการตีความคดี ปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แม้จะไม่ใช่เป็นเรื่องการปฏิรูปประเทศ แต่ก็เป็นปัญหาอีกประเด็นหนึ่งที่กำลังจะเป็นวิกฤติของชาติอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างมากได้สมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจลงมติในวาระที่ ๓ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ให้รัฐบาลสามารถทำสัญญาระหว่างประเทศและยกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอธิปไตย ให้ต่างชาติได้โดยสามารถปกปิดให้ประชาชนไม่ต้องรับรู้ ก่อนที่จะมีการตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ถือได้ว่าเป็นเจตนาที่ไม่โปร่งใสและมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง ทั้งนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคยเคลื่อนไหวชุมนุมในเรื่อง อธิปไตยของชาติในกรณีปราสาทพระวิหารและผลประโยชน์ทางทะเลตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ และเคลื่อนไหวชุมนุมอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๕๔ ดังปรากฏเป็นหลักฐานเป็นแถลงการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงการณ์ ๔ ฉบับ ในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อแสดงว่าภาคประชาชนได้ต่อสู้มาอย่างยาวนานอย่างไร และประสบผลสำเร็จอย่างไร อีกทั้งได้เสนอหาทางออกเอาไว้แล้ว ได้แก่ ฉบับที่ ๓/๒๕๕๔ เรื่อง “ภาคประชาชนได้ต่อสู้เรื่องอธิปไตยและดินแดนอย่างเต็มที่สุดความสามารถแล้ว” ฉบับที่ ๔/๒๕๕๔ เรื่อง “ทหารของจอมทัพไทยยังไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองในการรักษาอธิปไตยของชาติ” ฉบับที่ ๕/๒๕๕๔ เรื่อง “บทพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐบาลประชาธิปัตย์ในการใช้ MOU ๒๕๔๓ และจะเสียดินแดนต่อไปเพราะรับอำนาจศาลโลก” และฉบับที่ ๖/๒๕๕๔ “ขอให้รัฐบาลชุดต่อไปปกป้องอธิปไตยของชาติ” ซึ่งก็ไม่เคยได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใด นอกจากนี้วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มีมติให้นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปยื่นข้อเรียกร้องต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามจดหมาย พธม.๑/๒๕๕๖เรื่อง ขอให้ปฏิเสธอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและรักษาอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย โดยยื่นข้อเรียกร้องกล่าวโดยสรุป ๗ ประการดังนี้ ประการแรก ใช้โอกาสสุดท้ายที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในชั้นการไต่สวน เรียกร้องให้รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยประกาศอย่างเป็นทางการว่า ราช อาณาจักรไทยถือว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีอำนาจในการตีความคดีนี้ และราชอาณาจักรไทยจะไม่รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการตีความในคดี ความนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการตีความนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่ออธิปไตยและบูรณภาพ แห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพราะราชอาณาจักรไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และเป็นที่รับทราบโดยปราศจากการคัดค้าน ทั้งจากราชอาณาจักรกัมพูชา และสมาชิกองค์การสหประชาชาติ อีกทั้งราชอาณาจักรไทยยังได้แถลงประท้วง ไม่เห็นด้วย คัดค้านในคำตัดสินที่ผิดพลาดและอยุติธรรม เพราะเป็นการตัดสินที่ไม่อยู่บนภูมิศาสตร์ที่แท้จริง ละเลยสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ไม่สนใจบันทึกการสำรวจในพื้นที่บริเวณทิวเขาดงรักใช้ขอบหน้าผาเป็นสันปันน้ำ แต่กลับใช้กฎหมายปิดปากซึ่งเป็นกฎหมายประเพณีอังกฤษมาตัดสินเรื่องเขตแดนว่า ไทยไม่ปฏิเสธแผนที่ที่จัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆที่กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่อยุติธรรมเพราะใช้กับประเทศไทยประเทศ แรก ประเทศเดียว และประเทศสุดท้ายในโลก รัฐบาลไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ตั้งข้อสงวนเอาไว้ในการทวงคืน ปราสาทพระวิหารในอนาคตหากกฎหมายระหว่างประเทศพัฒนาขึ้นต่อที่ประชุมใหญ่ของ สมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยคำแถลงครั้งนั้นไม่ได้มีประเทศสมาชิกในองค์การสหประชาชาติคัดค้านแต่ ประการใด ประกอบกับราชอาณาจักรไทยก็ไม่ได้ต่ออายุปฏิญญาการยอมรับอำนาจศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศโดยบังคับ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้ว ประการที่สอง เมื่อราชอาณาจักรไทยไม่รับว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีอำนาจในการตีความแล้ว รัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ไม่ต้องถอนทหารหรือตำรวจตระเวนชายแดนออกจากแผ่นดินไทย และขอให้เร่งผลักดันชุมชนกัมพูชาให้ออกจากแผ่นดินไทย ทั้งนี้ ได้ปรากฏเป็นหลักฐานอย่างชัดเจนแล้วว่าตั้งแต่มีการก่อตั้งศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศมามีประเทศคู่พิพาทให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ๑๗ คดี แต่ศาลรับให้ออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ๑๐ คดี ผลปรากฏว่าจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีประเทศใดปฏิบัติตามเลยแม้แต่ประเทศเดียว ซึ่งรวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้น คำสั่งดังกล่าวไม่มีสภาพบังคับแต่ประการใด และหากรัฐบาลไทยยินยอมปฏิบัติถอนทหารออกจากพื้นที่จะถือเป็นประเทศแรกในโลก ที่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวทั้งๆที่มีชุมชุนกัมพูชารุกรานเข้ามา อาศัยอยู่บนแผ่นดินของราชอาณาจักรไทย ประการที่สาม ให้รัฐบาลไทยเร่งฟื้นฟูและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับประเทศ ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีประเทศใดเข้ามาใช้อำนาจในการละเมิดอธิปไตยของชาติ ประการที่สี่ อาศัยกฎบัตรสหประชาชาติข้อ ๒ วรรค ๗ และให้รัฐบาลไทยยืนยันว่าสมาชิกสหประชาชาติไม่มีอำนาจในการแทรกแซงในเรื่อง ภายในอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย และให้รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยยืนยันตามข้อ ๒ (ก) และ ๒ (ง) แห่งกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่ารัฐสมาชิกอาเซียนจะต้องปฏิบัติตามหลักการในการเคารพเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน ประการที่ห้า รัฐบาลราชอาณาจักรไทยจะต้องไม่กลับเข้าไปเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกอีก ประการที่หก ให้รัฐบาลไทยหยุดการใช้นักวิชาการ ๗.๑ ล้านบาท ที่รับจ้างจากกระทรวงการต่างประเทศมาโฆษณาชวนเชื่อในสื่อของรัฐฝ่ายเดียว เพียงเพื่อให้คนไทยยอมจำนนกับการยกดินแดนไทยให้กับกัมพูชา เพราะนักวิชาการเหล่านี้มีจุดยืนอยู่ข้างฝ่ายกัมพูชา และควรเปิดพื้นที่สื่อให้กว้างขวางเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลจากผู้ที่ ต้องการปกป้องอธิปไตยของชาติและไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลด้วย ประการที่เจ็ด ให้ช่วยเหลือ นายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งถูกทหารกัมพูชาจับในแผ่นดินไทยแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับใส่ร้ายว่าถูกจับในแผ่นดินกัมพูชา โดยเร่งรัดดำเนินการให้ทั้ง ๒ คนถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำกัมพูชาโดยเร็วที่สุด ดังนั้น หากรัฐบาลเมื่อทราบทางเลือกแล้วยังไม่ปฏิบัติตาม อีกทั้งยังประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนไทยยอมจำนนกับความพ่ายแพ้อย่างอยุติธรรม ในเวทีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ย่อมถือว่ารัฐบาลมีเจตนาขายชาติขายแผ่นดิน จึงต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบด้วยหากราชอาณาจักรไทยต้องสูญเสียอธิปไตยและ บูรณภาพแห่งดินแดนครั้งนี้ และหากราชอาณาจักรไทยต้องสูญเสียดินแดนในครั้งนี้ จะถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ราชอาณาจักรไทยต้องเสียดินแดนในรัชกาลปัจจุบัน เพราะการสมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจ ของนักการเมืองทุกฝ่าย ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้นำกองทัพที่ไม่ทำหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติตามรัฐธรรมนูญอย่าง ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และจะต้องร่วมกันรับผิดชอบในความอัปยศทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป” เมื่อเวลาผ่านไปถึง ๑๐ เดือนกว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันก็เพิกเฉยและไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้น ผมในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการทหารผ่านศึกสงครามที่เคยรับใช้ประเทศชาติในการ ปกป้องผืนแผ่นดินไทยมาก่อน จึงมีสถานะภาพต่างจากอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยท่านอื่น ประกอบกับผมเองได้มีส่วนในการลงนามคัดค้านอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ร่วมกับประชาชนคนอื่นต่อองค์การสหประชาชาติมาแล้ว อีกทั้งยังมีฐานะในการเป็นประธานกองทัพธรรมมูลนิธิซึ่งเป็นองค์กรที่เข้า ร่วมการชุมนุมครั้งนี้ร่วมกับกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณอย่างเต็มตัว เมื่อถึงเวลาวิกฤติเช่นนี้ผมจึงไม่สามารถที่จะอยู่นิ่งเฉยได้ ประกอบกับได้รับคำปรึกษาจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองซึ่งมีส่วนร่วมและมี ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ผมจึงเห็นว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีความคุ้มค่าสำหรับตัวผมเอง ผมจึงขอเป็นคนหนึ่งร่วมกับพี่น้องประชาชนประกาศยืนยันอีกครั้งว่าผมจะไม่รับ อำนาจศาลโลกไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร และผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศรวมถึงพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยร่วมกันเคลื่อนไหวประกาศไม่รับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และคัดการการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ และร่วมกันปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตามคุณสนธิ ลิ้มทองกุลได้แจ้งผมมาโดยตลอดว่า หากผมออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องใดก็จะออกมาเคลื่อนไหวร่วมด้วยอย่างถึงที่สุด รวมถึงเรื่องนี้ แม้จะเป็นพันธะสัญญาใจในฐานะกัลยาณมิตรที่มีต่อกันมานานแล้ว แต่ผมเห็นว่ายังมีความจำเป็นทางกลยุทธ์ที่ต้องมีหนทางสำรองเอาไว้ในยาม วิกฤติเพื่อบรรลุเป้าหมายการปฏิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริง จึงได้ขอร้องให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ยังไม่ต้องออกมาเคลื่อนไหวขึ้นเวทีในเวลานี้เพื่อประโยชน์ทางยุทธวิธี คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จึงได้รับปากและมอบหมายให้สื่อในเครือ เอเอสทีวี ดำเนินการสนับสนุนการเคลื่อนไหวให้กับผมและคณะในเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง จึงเรียนมาเพื่อทราบ ด้วยจิตคารวะ พลตรี จำลอง ศรีเมือง