561119_สงครามสังคมฯโดยพ่อครู อ.ปราโมทย์ เรื่อง สุญญากาศทางการเมืองได้เกิดแล้ว.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561119 สงครามสังคมฯโดยพ่อครู อ าจารย์ ปราโมท เรื่อง สุญญากาศทางการเมืองได้เกิดแล้ว
วันนี้วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ที่เวทีผ่านฟ้าฯ เรื่องที่จะพูดนี้เป็นเพื่องพหุชนสุขายะ การเมืองก็เป็นงานเพื่อประชาชน อีกฝ่ายหนึ่งเขาก็ว่าเขาเป็นประชาธิปไตยแล้วว่าเราเป็นเผด็จการ ต่างคนต่างตู่กันไป อาจเป็นความเข้าใจเขาจริงๆ ก็ได้ ค น เราก็โง่เท่าที่ตนโง่ ฉลาดเท่าที่ตนฉลาด ส่วนคนที่ฉลาดแต่เพื่อตัวตนเขาอาจแฝงอยู่นิดว่า เขาทำเพื่อคนส่วนใหญ่แต่เขาเองก็ได้บ้าง มีร้อยก็ให้ประชาชน 80 เขาเอาแค่ 20 ก็เป็นได้ หรือบางคนเอาไว้ 40 ให้ประชาชน 60 ก็เป็นได้ สัจธรรมมีหลายชั้นมาก ชาวอโศกเป็นลูกพระพุทธเจ้า เราก็อาศัยพึ่งกันกินกันใช้ เราพึ่งกันได้ เหลือก็ให้ส่วนรวม ใจเราบริสุทธิ์ไม่เห็นแก่ตัว ศาสนาพุทธให้อ่านใจตนว่ามีกิเลสไหมอย่างไร ตั้งแต่การกระทบทวารทั้ง 6 ในรูป 28 ซึ่งมีมหาภูตรูป 4 และมีอุปาทายรูปอีก 24 สูงสุดคือ ความว่างเป็นอากา ส ธาตุ หมดตัวหมดตนหมดเนื้อหมดตัวเป็นอากาสธาตุ และก็มีวิญญัติรูปอีก 2 เป็นการเคลื่อนไหว ทางกายเรียกว่ากายวิญญัติ ทางวจีเรียกว่า วจีวิญญัติ มีการแสดงออกเป็นอิตถีภาวะและปุริสภาวะ และก็มีวิการรูปอีก 5 มีลหุตา ที่พวกเราทำได้นี่ขอบคุณมากทำได้อย่างสงบเรียบร้อย แม้แต่ฝ่ายแดงเขาก็ว่าสงบสันติอหิงสา ใครปฏิบัติผิดพลาดเป็นแพ้ มุทุตา แปลว่าจิตหัวอ่อน ปัญญาแววไว เจโตก็แววไว เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง อภิมหาปรมานิจจัง มีอุปจยะ คือเจริญขึ้น และมีความต่อเนื่องเป็นสันตติ และมีชรตา คือ ความเสื่อม ก็มีปัญญารู้ว่าจะเอาอย่างเกิดหรือจะเอาเสื่อม ทำได้ถูกหมดเลย มันเสื่อมเพราะเราทำให้เสื่อม แล้วก็มี อนิจจตา ทุกอย่างในมหาจักรวาลนั้นไม่เที่ยง สิ่งเที่ยงแท้อย่างเดียวในมหาจักรวาลคือ นิพพาน มีคุณสมบัติ นิจจัง(เ
อ่านต่อ
ที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ขณะนี้ท่านผู้รู้หลายท่านบอก....หลายคนจำนนว่า เขาไม่มีทางออก ส่วนอาตมาก็คุยกับเทวดา(ต้องเข้าใจว่าเทวดาคืออะไร) เทวดาที่คุยกับอาตมาไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้า เทวดคือ จิตที่ดีของตนเองนั่นเอง และได้คำตอบว่า...ทางออกมี ปัจจุบันก็ทำได้ ทางออกคือ ตุลาการภิวัฒน์และประชาภิวัฒน์ ก็ใจเย็นๆ มันเป็นบุญบาปของประเทศด้วย ให้ตุลาการท่านตัดสิน ท่านช่วยมาตั้งแต่สมัยสมชาย และสมัคร เชื่อท่านเถอะ เราก็รอตุลาการภิวัฒน์ แล้วประชาภิวัฒน์เราต้องช่วยตนเอง เรามาตัดสินกันด้วยความถูกต้องกับมวลประชาชน สิ่งถูกต้องคือ องค์รัฏฐาธิปัตย์เป็นหนึ่งเดียวกับพระมหากษัตริย์ ตุลาการคือ ตัวแทนกษัตริย์ ประชาชนเลือกนายกฯทางตรงหรืออ้อม และตุลาการก็ทำให้เกิดเป็นประชาธิปไตยสองขา ถ้าเผื่อว่าตุลาการก็ทำได้ดี ประชาชนก็มาทำหน้าที่ ออกมาชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ไม่มีอาวุธ ถ้าออกมากันมืดฟ้ามัวดินมีประสิทธิภาพคุณภาพและปริมาณครบสมบูรณ์ ทางคุณค่าความดีงามถูกต้องเรายกให้ตุลาการตัดสิน ส่วนปริมาณออกมากันให้มากสักล้านเสียง ถ้าออกมาล้านเสียงจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ประชาชนชนะแน่ เชื่อว่าฝ่ายโน้นก็ต้องยอม เพราะยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ยุคฟ้าบ่กั้น ก็จะจบอย่างสวยงาม หวังลึกๆ ว่า ประเทศไทยจะเป็น A Best model ได้ น่าจะเป็นครั้งที่เป็น Final ล่าสุดก็เห็นว่าสงบได้ อย่างตอนข้างทำเนียบ แม้กดดันเราไม่ให้กินข้าวกินน้ำ พล.อ.ปรีชา ก็พาเราออกมาได้สงบ จนเกิดเป็นอีกแห่งหนึ่งขึ้นครบ 3 เส้า มันครบแล้วนะ ทั้งปัญญาความรู้ทั้งจิตใจที่แข็งแกร่งแกล้วกล้า นี่คือ ทางออกที่ชัดเจน นี่คือความสุจริตของสังคมมนุษยชาติ ก็ขอพูดความจริงว่า จริงๆ แล้วประชาชนคนไทยในประเทศทำให้ฝ่ายทักษิณที่เขาซื่อเขาก็เข้าใจว่าทักษิณถูกต้อง และเขาก็ว่าเราผิด แต่เราก็เห็นกันตรงกันข้าม นอกจากคนรู้ว่าทักษิณผิดแต่หลงในลาภยศสรรเสริญ เป็นเจตนาเลยก็บาปใครบาปมัน
พวกเราก็เห็นว่าทักษิณผิด แต่ว่าไม่ใช่ทักษิณผิดคนเดียว แต่ คนไทยทุกคนที่ปล่อยปละละเลยให้ทักษิณเหลิง ใช้ความร่ำรวยทำร้ายชาติไทยให้ตกทุกข์ได้ยาก คุกคามประเทศอยู่ ก็เป็นคนผิดด้วย บางคนอาจมีบัลลังก์รองรับ แต่คนส่วนใหญ่เดือดร้อน ความผิดไม่ใช่อยู่ที่ทักษิณคนเดียวแต่อยู่ที่คนไทยที่เฉยเมยปล่อยให้ทักษิณเป็นเสือติดปีก ใช้พลังฤทธิ์ตามที่เขาทำได้ จนเขาบอกว่าสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น ประชาชนที่ปล่อยให้ทักษิณหลงเหลิงไม่ออกมาช่วยกันต้องรับผิดชอบนะ ถ้าออกมา 35 ล้านไม่ชนะตัดคออาตมาได้เลย หรือถ้ามาล้านหนึ่งแล้วทางโน้นยังหน้าด้านไม่ยอมก็ต้องยอมมันล่ะ คนปล่อยปละละเลยถือว่ามีความผิด ถือว่าปล่อยให้เสือติดปีก อาละวาดใหญ่โต คนไทยที่ปล่อยปละละเลยไปแล้ว ณ วินาทีนี้ ออกมาแก้ไขบาปเถอะ มาช่วยกันยับยั้งไม่ให้เกิดความเดือดร้อนมากกว่านี้เถอะ พลังอธิปไตยของปวงชนอยู่ที่ประชาชนออกมาแสดงคะแนนเสียงมืดฟ้ามัวดิน ถ้าไม่ออกมากันให้มืดฟ้ามัวดิน ไทยถูกผีร้ายกลืนกินสิ้นชาติแน่ๆ ออกมาแสดงมวลเท่าที่จะมากได้ เป็น sovereign power ความถูกต้องกับความจริงเป็นสิ่งเดียวกัน จะเป็นสยามเทวธิราชิทธิสมบูรณ์เลย จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างความจริงกับความถูกต้อง เรายืนยันอยู่กับสองสิ่งนี้ ฝ่ายแดงก็ทำไปสิ ไม่ต้องไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญท่าน ฝ่ายแดงก็จะออกมากดดันศาล ดาวแดงก็มาป้องกันศาล ไม่ได้ไปกดดันนิ่งสนิท ขอบคุณเขาจริงๆ ที่จริงต้องเป็นหน้าที่ตำรวจ เมืองไทยมีความพิกลพิการด้านนี้ แต่ท่านก็รู้ตัวมากขึ้น เชื่อว่าท่านจะทำดียิ่งขึ้น ขอร้องกลุ่มแดงอย่าไปกดดันศาล และพวกดาวแดงที่ไปอยู่เขาก็เป็นนักสู้ ไม่อยากให้เผชิญหน้ากัน ดาวแดงเขาทำหน้าที่ของเขามานานแล้ว กินนอนอยู่ที่นั่น
ประเทศไทยอาตมามองเห็นว่ามีพัฒนาการทุกด้าน ฝ่ายที่ผิดก็พัฒนา ฝ่ายถูกต้องก็มีเมตตา มีคนเสนอว่าขอให้ใช้คำว่ามวลมหาประชาชนแทนพลังประชาชนก็เป็นเรื่องดี มวลมหาประชาชนก็ไม่ดูเป็น Force แม้อยู่คนละฝ่ายก็ทำหน้าที่ ต่างคนต่างแย่งประชาธิปไตย แต่ว่าอยู่ในประเทศเดียวกัน แต่ความเห็นต่างกันได้ เป็นนานาสังวาส เขาเชื่อว่าเขาเป็นประชาธิปไตยถูกต้องแต่เราก็เห็นว่ามันไม่ใช่ อย่างในสภาเป็นต้น มีผู้รู้มาสาธยายกันมากมายว่าอะไรผิดอะไรถูก พระพุทธเจ้าท่านให้อิสระ ให้ฟังความสองข้าง ไม่ครอบงำทางความคิด เช่นดูหลายๆ ช่องอย่าดูช่องเดียว เห็นทั่วแล้วตัดสินใจเลือกว่าฝ่ายไหนที่คุณเห็นว่าถูกต้อง คุณต้องตัดสินเอง อย่าไปตกเป็นเหยื่อถูกครอบงำทางความคิด เป็นทาสทางโลกธรรม คุณก็ตัดสินเอง ฝ่ายไหนดีเป็นธรรมวาที ฝ่ายไหนเป็นอธรรมวาทีก็ไม่ต้องไปร่วมด้วย พระพุทธเจ้าท่านให้ไม่คบคนพาล ท่านให้เข้าข้างคนดี ให้มองอย่างมีปัญญาปาสาโท รวมแล้วส่วนถูกใครมีมากกว่า แล้วสังคมก็จะอยู่อย่างกุศลถูกต้อง ถ้าฝ่ายมีปัญญากุศลไม่เข้าข้างใครเลย แล้วฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายรังแก ก็คนเลวก็ต้องรังแกคนดีสิ จะไปได้อย่างไร เราก็ต้องเข้าข้างคนดีสิให้คนดีมีมากคนเลวจะได้ไม่กล้ารังแก อย่างสิงโตสู้หมู่ฝูงความป่าไม่ได้ สรุปลงตรงที่ว่า ถ้าสิ่งที่หนึ่งก็ต้องมีสอง แต่ 1 กับ 0 คือ 10 ก็คือรอบใหม่ ถ้าเริ่มมี คำว่ามีนี่ ไม่มีอะไรเลยที่จะนิ่งสูญ หนึ่งก็ต้องมีสอง สองก็ต้องมีสาม ท่านพุทธทาสว่า อย่าเอาจำนวนมากเป็นใหญ่ต้องเอาความถูกต้องเป็นใหญ่ สรุปแล้วความไม่มีคือนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเริ่มมีแล้ว ก็จะต่อเนื่องไป ต่อไปขอให้ อ าจารย์ ปราโมทย์ นาครทรรพ บรรยายต่อ
_ อ าจารย์ ปราโมทย์ นาครทรรพ... . จอห์นล็อคว่าไว้....อำนาจพิเศษของฝ่ายบริหารเป็นอำนาจที่จำกัด ในสังคมที่มีพระมหากษัตริย์จะมีอำนาจมากกว่าฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นทฤษฏีที่ตั้งขึ้นพิเศษ เป็นอำนาจที่เป็นกฎหมายธรรมชาติ แม้ไม่มีบทบัญญัติหรือขัดกับกฏมายก็ทำได้ มีถ้อยคำนี้อยู่ในหนังสือที่จะได้จัดพิมพ์ต่อไป สถาบันกษัตริย์ก็มาจากประชาชน มีสถานะไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และนั่งอยู่ในดวงใจของทุกคน สิ่งที่กษัตริย์ทำนี้แม้ไม่มีในกฏหมายก็จะถือว่าทำเพื่อส่วนรวมแน่นอน พ่อครูถามว่า เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าที่ประชาชน สงฆ์ยกให้ท่าน หรืออรหันต์ท่านมีสติวินัย ไม่มีการทำผิด ไม่ใช่อภิสิทธิ์ แต่เป็นสัจจะ
_ อ าจารย์ ปราโมทย์ว่า....พระมหากษัตริย์มีอำนาจพิเศษเช่น การให้อภัยโทษเป็นต้น ท่านสามารถทำได้ ถ้าทักษิณมารับผิดแล้วขอพระราชทานอภัยโทษก็ทำได้ เรื่องศาลรัฐธรรมนูญ.....ลึกๆ ก็รู้ว่าธรรมะต้องชนะ กฏหมายต้องชนะ แต่ว่าฝ่ายตรงข้ามก็ยกอ้าง แถ ไปได้ เขาไม่ประสงค์ที่จะรับผิด สิ่งที่อยากจะกล่าวเตือนไปในหมู่ สส. และ สว. ที่โง่เขลาเบาปัญญาที่ไม่รู้จักอำนาจอธิปไตยและศาล อย่างศาลต่างประเทศก็พิจารณาไม่อยู่ภายใต้พระปรมาภิไธยก็เหนือชั้นอยู่แล้ว ปธน. อเมริกาที่ได้รับการเลือกตั้ง ชนะเกือบทุกรัฐ มีอำนาจมากและประสพผลสำเร็จยิ่งใหญ่ผูกมิตรกับจีน แต่ว่าได้ทำผิดเล็กน้อยปล่อยให้คนของตนไปลักลอบเอาข้อมูลของคนอื่น และศาลก็สอบสวนจนสาวถึง ปธน. จนต้องลาออกจากตำแหน่ง เขามีสำนึกและความรู้ คณะของ ปธน. ที่ต้องพากันไปติดคุก ปธน. ต้องลาออกเพื่อให้รอง ปธน. ที่ขึ้นมาเป็น ปธน. มาอภัยโทษ ปล่อยให้คนรับใช้ตนเองต้องติดคุก เขาติดคุกด้วยสองข้อหา คือให้การโกหกปกปิด และเรียกมาให้การแล้วไม่มา มีกฏหมายที่มีโทษที่เรียกว่าการขัดขวางขบวนการยุติธรรม ซึ่งบ้านเรามีคนที่คิดจะไม่ทำตามที่ศาลตัดสินก็ขอเตือนฝากไปไว้ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่การกระทำหรือกฏหมายใดกระทำขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งรุ่นของผมนี่เป็นรุ่นที่ 4 ตอนที่ผมได้รับแต่งตั้ง ซึ่งเมืองไทยได้มอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ คณะของผมเรียกว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญ ส่วนคณะต่อมาชื่อว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง ดร. กมลทอง ธรรมชาติที่ได้ตัดสินให้ทักษิณพ้นผิดคดีซุกหุ้น ในสมัยที่ผมเป็นศาลรัฐธรรมนูญปรากฏว่าไม่มีสักคดีที่ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่เหมือนสมัยนี้ เมื่อก่อนเมื่อมีข้อสงสัย ก็ส่งข่าวกันแล้วก็มาอธิบายกัน ทุกคนก็เข้าใจและยอมต่อกฏหมาย แต่คนเหล่านี้คงไม่เหลือแล้ว ในสมัยนั้น พล.ต.ท. ทักษิณ เป็นตำรวจที่ฝักใฝ่การเมืองคอยติดตามผู้ใหญ่แค่นั้น เรื่องที่เป็นเรื่องพิพาทนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มีคณะบุคคลกระทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ แล้วก็ต้องอธิบายถึงรัฐธรรมนูญอีกสักนิด รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่ตัวหนังสือบนกระดาษ แต่ที่จริง รัฐธรรมนูญมีองค์ประกอบ 3 อย่างและสิ่งที่อ่อนแอสุดคืออักษรที่เขียนไว้ เพราะไม่ว่าสมัยเผด็จการใดก็ยังมีการเขียนรัฐธรรมนูญเป็นรายลักษณ์อักษรไว้เช่นกัน เป็นสิ่งสำคัญอันดับสาม แต่สิ่งที่สำคัญที่เป็นองค์ประกอบคือ กฏหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเขียนก็ได้ไม่เขียนก็ได้ ในอังกฤษไม่ต้องเขียน ส่วนอันที่ 3 คือการบรรจุหลักของรัฐธรรมนูญ หลักที่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นแม่บทว่าต้องกำกับว่าจะต้องเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรนั่นแหละ อะไรๆ ก็ 3 เหมือนไตรภาคีของเราที่มี 3 และรัตนตรัย ก็มี 3 รัฐธรรมนูญเป็นหนังสือค้ำประกันสิทธิเสรีภาพอำนาจของประชาชนที่มีอำนาจยิ่งใหญ่เหมือนดินฟ้ามหาสมุทร ถ้าประชาชนไม่พอใจก็เหมือนฟ้าผ่า จะมีเขียนไว้หรือไม่ก็ผ่าได้ ใครจะมาสั่นคลอนไม่ได้ แต่ประชาชนต่างใหญ่กันใช้สิทธิ์ของตนก็จะทำให้คนอื่นลำบาก ก็เลยต้องหาตัวแทนมาทำงานก็คือ รัฐบาล และรัฐธรรมนูญต้องมีหนังสือจำกัดอำนาจของรัฐบาล โดยต้องบอกว่า รัฐบาลต้องมีอำนาจเฉพาะเท่าที่ประชาชนกำหนดให้ ถ้าจะไปทำนอกเหนือจากที่กำหนด ต้องมาขออนุญาตจากประชาชนเป็นครั้งคราวไป ประเทศที่ใหญ่โตอย่างอเมริกาก็ต้องมาขอร้องให้สภาหรือประชาชนตัดสินว่าจะอนุมัติงบฯ ไหม แต่รัฐสภาไทยนั้นเป็นรัฐสภานรกจรกเปรต สับปลับ นึกจะทำอะไรก็ทำ ได้รับคำสั่งมาก็ทำเลย ตอแหลได้ทันที
อันที่ 3 นี้สำคัญต้องมีบทถ่วงดุลอำนาจให้สมดุล เพื่อให้ข้อที่ 1 และ 2 เป็นความจริงขึ้นมา การใช้อำนาจอธิปไตยต้องมีระบบราชการที่ซื่อสัตย์สุจริตและเป็นกลางแต่ของไทยเราไม่เป็นกลาง มีวันนี้เพราะพี่ให้ เขาสั่งไม่ให้ส่งข้าวน้ำ เยี่ยวขี้อย่างนี้ใช้อำนาจขู่เข็ญตำรวจผู้น้อย นี่คือ การใช้อำนาจผิดรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น มาถึงการที่จะตีความการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งกฏหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายลักษณะพิเศษ มีหน้าที่พิทักษ์เสรีภาพของประชาชนอันยิ่งใหญ่ จะมาจำกัดหรือใช้กฏหมายเล็กน้อยใดๆ มาจำกัดสิทธิ์ประชาชนไม่ให้ออกมาแสดงสิทธิ์อำนาจอธิปไตยไม่ได้ เมืองไทยชอบต่อสู้โดยวาทะกรรม เช่น ว่าจะตัดสินโดยนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ อันนี้เป็นวาจาสับปลับ ไม่มีวิชานิติศาสตร์รัฐศาสตร์ที่ไหนเขาสอนกัน ที่แท้จริงคือสองวิชานี้มีแม่เหมือนกันคือ สิทธิเสรีภาพและความผาสุกของปวงชนเป็นที่ตั้ง เราจะมาเห็นแก่พี่น้องเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงที่มีจำนวนมากกว่าไม่ได้ ต้องใช้หลักของความถูกต้อง กฏหมายมีหลักอยู่สองอย่าง คือ กฏหมา ย อาญา ต้องพิจารณาตามองค์ประกอบ แต่ยังมีกฏหมายอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ความผิดอันเกิดจากการกระทำสิ่งที่กฏหมายห้าม อันนี้ไม่ต้องไปดูว่าบกพร่องโดยสุจริตทุจริต หรือไม่ต้องไปพิจารณาว่าเขาเลือกมาด้วยคะแนนเสียง 15 ล้านไม่ได้ ผิดก็ต้องผิด ซุกหุ้นก็ต้องออก เป็นต้น เด็ดขาดมากในกฏหมายนี้ เป็น ความผิดอันเกิดจากการกระทำสิ่งที่กฏหมายห้าม ถ้าใช้กฏหมายนี้ก็จะเด็ดขาด แต่ถ้าท่านไม่ใช่ แต่เป็นมาตรา 68 มาตรา 68 (วรรคหนึ่ง) "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม รัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ... มิได้" มาตรา 68 (วรรคสอง) "ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทําดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิก การกระทําดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดําเนินคดีอาญาต่อผู้กระทําการดังกล่าว” ถ้าผู้ฟ้อง ก็ได้อ้างไปถึงตัวคณะที่ทำผิดอยู่บ่อยครั้งแต่ไม่เข็ดหลาบ ก็ต้องรับโทษอีก เท่าที่กฏหมายกำหนด ที่จริงน่าจะรับมากกว่าเพราะทำผิดไม่เข็ดหลาบเสียที แต่ถ้าการตีความของรัฐธรรมนูญอยู่เหนือกฏหมายทั่วไป สามารถตีความโดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แล้วเรามาดูว่าอะไรเป็นเจตนารมย์ที่ยิ่งใหญ่เรียงกันมา ถ้าจำเพาะก็ต้องไปดูในรายงานที่คณะร่างรัฐธรรมนูญเขามี หรือเอาแบบอย่างความคิดของปวงชนมาเป็นหลักก็ได้อนุโลมคือ เอาอย่างขนบธรรมเนียมหรือมีศาลตัดสินไว้ก่อนนี้หรือใกล้เคียง พ่อครูว่า...เสื้อแดงประกาศแล้วว่าเขาไม่ยอมรับศาลรัฐธรรมนูญ และสภาฯด้วยพรรคเพื่อไทยด้วยไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
_ อ าจารย์ ปราโมทย์ว่า....นี่เป็นความผิดต้องติดคุก ศาลเรียกแล้วไม่ไป อย่างปธน.นิกสันของอเมริกาเป็นต้น แล้วที่เขาขัดขวางไม่ให้ศาลทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ นี่คือรัฐบาลได้ทำผิด ไม่มีสิทธิ์ในการบริหารต่อ เกิดส ุ ญญากาศทางการเมืองแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงลงมาทำการเมืองได้เต็มที่ พวกเราต้องมาแสดงให้เห็นว่าเกิดสูญญากาศโดยการมารวมกันเพื่อทำหน้าที่ สรุปว่าเมื่อเราได้ทำการปฏิวัติโดย พล.อ.ปรีชา ปฏิวัติโดยประชาชนในวันที่ 11 พ.ย. 56 เวลา 15 . 30 น. เป็นการทำจริง ไม่ได้เป็นเรื่องเล่นเรามีนิตินัยและรูปธรรมชัดเจน แล้วมีคนถามต่อว่า การปฏิรูปจะเป็นอย่างไร อย่าดูถูกคนไทย คนไทยต้องปฏิรูปเป็นแน่ มีคนส่งมาว่าให้แผ่เมตตาให้คนทำชั่วมากๆ...พ่อครูว่า ผู้ทำผิดทำเลวนั้นน่าสงสาร ส่วนคนดีนั้นเขาทำดีอยู่แล้วไม่ต้องไปสงสาร แต่คนชั่วเราต้องช่วยเขา ต้องว่าตำหนิลูกที่ชั่วมากกว่าลูกที่ดี ลูกที่ดีจะไปยกมากก็ไม่ได้จะไปทับถมข่มคนชั่วมากไป ลูกชั่วจะแย่ เราเมตตาเขา...ขอให้ทุกคนว่า “ ถ้าไม่ออกมากันให้มืดฟ้ามัวดิน ไทยถูกผีร้ายกลืนกินสิ้นชาติแน่ๆ” ...จบ