561116_รายการสงครามสังคมฯ ที่เวทีผ่านฟ้าฯโดยพ่อครูเรื่อง ผู้รับใช้โลกจริงๆคืออย่างไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561116 รายการสงครามสังคมฯ ที่เวทีผ่านฟ้าฯ โดยพ่อครูเรื่อง ผู้รับใช้โลกจริงๆ คืออย่างไร?
วันนี้วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2556 ที่เวทีผ่านฟ้าฯ พ่อครูว่า...วันพรุ่งนี้ก็วันลอยกระทงแล้ว พวกเราที่ได้มาทำงานใช้ชีวิต มาทำประโยชน์ มั่นใจว่าเป็นการสร้างประโยชน์แก่โลก ที่พูดเช่นนั้นก็คือ มันเป็นงานอันยิ่งใหญ่ มันเหมือนไม่ค่อยมีอะไร ข้างนอกเขาก็ไม่เห็นว่าไม่มีอะไรสำคัญ ไม่มีค่าอะไร อาตมารู้สึกนะ เขาออกจะลบหลู่ๆ ซึ่งวัดจากกระแสของสื่อสารมวลชน เรามาชุมนุมขนาดนี้ เป็นงานระดับประเทศ และระดับโลก เพราะเป็นการปฏิวัติที่จะสะเทือนไปทั่วโลก การสื่อสารมวลชนเขาก็เก็บข้อมูลไป การปฏิวัติมันต้องสนุกตื่นเต้น ที่ผ่านฟ้าลีลาศ ที่ กปท. และกองทัพธรรมนี่นะ จะรู้สึกว่า ยิ่งสื่อสารเขาไม่ให้ความสนใจ เขาอาจว่าเราหลงยุค ไม่เข้าท่าเลย อันนี้แหละมันเป็นเครื่องแสดงวัดภูมิธรรม ความรู้ของมนุษยชาติ เขาอาจเห็นว่าเราหลงตน หลงยุค หลงความรู้ความจริงก็แล้วแต่ เขาอาจ มอง ว่าเราใช้คำว่าปฏิวัติ เพื่อล่อให้เกิดปฏิวัติรัฐประหาร คือการใช้กำลัง โดยเฉพาะให้กำลังทหารออกมา ซึ่งเราใช้คำแสลงว่า exercise ออกมาปราบปรามการชุมนุมให้ราบคาบไป ซึ่งอย่างนั้นเรายืนยันว่าไม่ต้องการ แม้งานนี้เราจะไม่ชนะอย่างที่เขาคาดหวังหรือพวกเราคาดหวังกัน ว่าจะได้อย่างนั้นแหละ หรือคนทั้งโลกมองว่าเราพ่ายแพ้กลับไป หน้าแหกหน้าแตกก็แล้วแต่ ที่เราได้ทำกันตลอดเวลา ตั้งแต่ครั้งชุมนุม เสธ.อ้าย หรือตอนข้างทำเนียบที่คุณปรีชานำไป อาตมามองในแนวลึกของเนื้อหา อาตมาว่าเราได้สร้างขนบจารีตของการเมืองว่า ถ้าจะชุมนุมประท้วงแล้ว เราทำเป็นตัวอย่างของการชุมนุมอย่างสวยสดงดงามมีเนื้อหา พวกเราเองก็พัฒนาเข้าใจในความรู้ พฤติกรรม ในการสร้างประชาธิปไตยอีกแบบ มันล้ำยุค มันเลยพ้น
อ่านต่อ
ขีดที่เขาเข้าใจแล้ว เราชุมนุมอย่างสวยงาม ประท้วงตามหลักรัฐธรรมนูญ มาทำหน้าที่อย่างสวยงาม สงบสันติ ไม่มีอาวุธ บอกความรู้ความจริง ให้ชัดว่า ความถูกความผิดคืออย่างไร ทั้งทฤษฏี หลักฐาน สิ่งปรากฏจริงเป็นจริงหลักฐานอย่างไร แล้วเราก็เลือกข้างอย่างไร ความเป็นกลางต้องเข้าข้างคนดี เรามีส่วนในสังคมก็ต้องเข้าข้างคนดี ให้คนดีพลังงานความดีเจริญพอกเพิ่ม พัฒนาทวีคูณไปเรื่อยๆ เป็นการต่อสู้ทางสัจธรรม มวลมนุษย์นั้นมีทั้งรูปธรรม นามธรรม แม้แต่ความเป็นกลางที่เราทำมาตลอด พวกเราเข้าใจความเป็นกลางยิ่งขึ้นๆ สิ่งเหล่านี้เป็นการพัฒนามนุษย์สังคม ไม่ได้พัฒนาเฉพาะความคิด หรือทำๆๆ อย่างไม่มีหลักฐานอ้างอิง หรือลึกลับอธิบายไม่ค่อยได้ แต่ก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงมีผลเกิดผลดีก็มีด้วย มีผลพัฒนาก้าวหน้าแต่อธิบายไม่ได้ เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ ศาสนาพุทธชี้ชัดเจน ขออภัยต่อผู้ที่ต้องถูกกระทบ ที่อาตมาไปตำหนิว่าอันนี้ผิด แล้วเขาก็เข้าใจผิดว่าสิ่งนี้ถูกมาก อันนี้อาจโกรธเคืองกัน ยิ่งลูกศิษย์ที่เขานับถือว่าเป็นอรหันต์ ซึ่งที่จริงผู้ที่เป็นลูกศิษย์อรหันต์ก็ไม่น่าจะโกรธ หรือโกรธน้อย แต่ถ้าเขายิ่งโกรธนี่ยืนยันว่าเขาอรหันต์เก๊ ทางสำนักไหนที่เขาแน่จริงว่าอาจารย์เป็นอรหันต์แล้วก็ไม่โกรธหรอก แต่ถ้าโกรธก็ไม่ใช่ของจริง เพราะอาตมาพูดนี่ไม่ได้โกรธเกลียดนะ แต่ที่ต้องพูดคือฤาษีนี่ไม่ได้มีโลกุตระแต่มีคุณธรรมมักน้อย สันโดษ ไม่มีโกรธเช่น เขาได้นิโรธหลับตาดับปี๋ได้นาน 7 วันหรือเกินกว่า เขามีนิโรธแบบนี้ จนกระทั่งเอาไปใส่กล่องฝังดิน เขาเรียกว่าพรหมลูกฟัก ไม่รู้เรื่องว่าใครจะทำอะไรกับเขา ใส่กล่องฝังดิน เขาใช้พลังงานน้อยมาก ใกล้เคียงคนตาย แต่ยังไม่ตาย มีเคยอ่านว่าอยู่ได้ 21 วัน ไม่ตาย คนก็ทึ่งก็ยอมรับสิ ว่าเป็นคุณวิเศษ เพราะลักษ ณ ะเช่นนี้ไม่ได้ยืนยันอรหันต์ของพุทธ แต่มันแสดงความเก่ง ทำได้ยากจริง ไม่ธรรมดา อาตมาเคยฝึกบ้างอย่างเนสัสชิ คือนอนไม่เอาหลังแตะพื้นหรือนั่งหลับ อาตมานอนเป็นสองหรือสามเดือนก็เคยทำ มันพักในนิโรธ แต่ต้องฝึกตลอด แต่ทุกวันนี้ทำไม่ได้ การเข้านิโรธแบบนั้นไม่ใช่ของพุทธ มันได้แค่ความสงบ ถ้าดับนิ่งปี๋ไปเรียกว่า สุภกิณหพรหม แล้วเขาเข้าใจอย่างนี้ว่าคือนิโรธ นี่คือความน่าสงสาร มันเป็นเพียงเจโตสมถะเท่านั้น ไม่ใช่ธรรมะเหนือโลก อาตมาเคยยืนยันว่า บุคคลมี 4 ประเภท ผู้ได้แต่เจโตสมถะไม่ได้โลกุตระ ได้โลกุตระแต่ไม่ได้เจโตสมถะ ได้ทั้งสองอย่าง ทั้งเจโตสมถะและโลกุตระ อย่างอาตมาทำเป็นทั้งสองอย่าง ไม่ได้ทั้งสองอย่างเลย ความสงบของพุทธคือ รู้จักตัวกิเลสแล้วทำให้กิเลสมันหยุดบทบาทเช่น เราอยากได้ดอกจำปาอันนี้ เราชอบเราติดดอกไม้นี้พอเราล้างกิเลสชอบไปแล้ว พอเห็นดอกไม้นี้เราก็รู้ว่าคนนิยมคนชอบอย่างนี้ แต่เวทนาอารมณ์ที่มีชอบหรือไม่ชอบนั้นไม่มี เราอ่านแล้วจิตมันไม่เกิดทั้งชอบและไม่ชอบ จิตมันอุเบกขา แต่รู้ทุกอย่างเลย รู้ว่าเขาสมมุตินี้ว่าสวย เราก็เคยคิดในสมมุตินี้ ให้เราเป็นกรรมการตัดสินความสวยเราก็ทำได้นะ แต่ใจเราไม่ได้ยินดียินร้าย เราอ่านอาการนั้นออกเลย อาการอารมณ์ในเวทนานั้นอ่านให้ออก เวทนาในเวทนา หรือความรู้สึกในความรู้สึก หรืออารมณ์ในอารมณ์ รู้ว่าดอกนี้มันมีสัดส่วน กลิ่น รูปอย่างไร เราก็อ่านว่าอารมณ์ชื่นใจชอบใจมันเป็นอีกอันหนึ่งนะ เราปฏิบัติจนอารมณ์ชื่นชอบนี้หายไปหมดเลย มีแต่อารมณ์รู้ความจร ิ งตามจริง ของสมมุติที่เขารู้กัน ว่าอันนี้สวย อันนี้เหม็น อันนี้น่ามีน่าได้น่าเป็น ได้สมบัติวัตถุที่เขาได้กัน แต่ก่อนเราก็อยากได้ ได้แล้วอยากได้อีก แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้อยากได้แล้ว ได้มาก็ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่ผลักไม่ดูด นี่คืออารมณ์นิโรธ อารมณ์สมถะ ปัสสัทธิ สงบคือจิตรำงับ ถ้าทำกิเลสตัวนี้ให้สงบ ให้ดับสนิท ไม่กลับกำเริบ ไม่ต้องหลับตา ทำได้ตลอดเวลา ไม่ต้องไปสะกดจิต แต่เป็นอรหันต์ได้ จิตสงบรำงับได้ คือ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จิตสั่งสมคุณสมบัติของนิโรธแล้ว ลืมตากิเลสก็ดับ ไม่ใช่อย่างที่ไปดับหลับตา อสัญญีหรือวิสัญญี ดับทั้งสัญญาและเวทนาเลย ตัวธาตุรู้จากสัญญา เราปฏิบัติไปก็จะเจริญเป็นปัญญา เมื่อสัมผัสเมื่อไหร่เราก็ทำได้เรียกว่ามีวสี จิตมีความแน่วแน่แนบแน่น ควบแน่น อัปปนา (แน่วแน่) พยัปปนา (แนบแน่น) เจตโสอภินิโรปนา (ปักมั่น) ของพุทธดับอกุศลจิต แต่เหลือกุศลจิต สามารถปรุงแต่งได้ สามารถมีอภิสังขารได้ มีปุญญาภิสังขาร ปุญญาภิ สังขารคือปรุงให้กิเลสลดได้ ในสังกัปปะ ท่านแจกเป็น 7 ขั้นตอน หรือ 7 เจตสิก มีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ที่เป็นภาคปัญญา ส่วนภาคสงบระงับ ตัวดับกิเลสคือ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา และก็มีวจีสังขาร ที่เป็นตัวปรุงแต่งสำเร็จแล้วในใจ เราจะอ่าน แต่ละเจตสิกออก แล้วเราจะเข้าใจสังขาร ระหว่าง ตากระทบรูป มีภาพมีรูป ก็เกิดการรู้ ก็ประชุมสภาพรู้เข้าไปข้างใน เป็นองค์ประชุมเรียกว่ากาย ซึ่งไม่ได้แปลว่าร่างนะ คนไทยไม่สัมมาทิฏฐิ แม้ศึกษาคำว่ากายผิดก็ไม่สามารถเป็นอรหันต์ได้ ไม่สามารถสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะสิ้นอาสวะได้ อัชฌัตตัง อรูป สัญญี เอโก พหิ ทธ ารูปานิ ปัสสติ เป็นองค์ประกอบจากภายนอกไปถึงภายใน จนกระทั่งถึงอรูปด้วย เหลือที่ว่าเป็นอรูป แม้กระทบรูปอยู่ แต่ไม่กิเลสเกิด รู้ว่ารูปกายของจิต แต่มีรูปกายของอกุศลในจิตเราก็แยกออก เรียกว่า กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แล้วกำจัดให้ถูกตัวตนที่ต้องกำจัด เมื่อเข้าใจสัญญาไม่ได้ กายก็ไม่ได้ องค์ประชุมที่เกิด จากตา เข้ามาภายในก็ยังไม่ได้หลับตา ปิดหูนะ แล้วต้องรู้การเกิดหรือชาติของจิตกุศล อกุศลออก เราก็กำจัดแต่อกุศล ในบ้านนี้มีโจร เวลาจะฆ่าโจร คุณอย่าฆ่าคนทั้งหมดในบ้าน ต้องฆ่าแต่โจร จับโจรให้ได้ก่อน อย่าผิดนะ ถ้าฆ่าผิดตัวก็บาปตายเลย หรือฆ่าผิดก็ไปฆ่าจิตดีซะ หรือฆ่าไปหมดเลยทั้งจิตดีจิตชั่วแล้วก็ดับหมดเลย อย่างนี้ไม่ใช่นิโรธพุทธ พุทธต้องรู้สักกายะ รู้กายในกาย ที่เข้ามาหานาม ผ่านรูปแล้ว ลึกจากกายเข้ามาก็เป็นความรู้สึกหรืออารมณ์ เป็นเวทนาในเวทนา อารมณ์ชื่นชอบหรือชังนี่แหละคือสมุทัยที่ต้องกำจัดให้ถูก และวิธีกำจัดต้องกำจัดให้ถูกต้อง ไม่ใช่มีแต่การกดข่ม แต่มีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย เราก็ต้องรู้จักความไม่เที่ยง ยิ่งไปยึดว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด ไม่ให้หายไปหรืออยากได้ใหม่ แต่ของพระพุทธเจ้าให้ลดลงๆๆ มันก็สำเร็จแม้สัมผัสก็ไม่ได้มีดูดผลัก ถ้าฆ่าตัววุ่นวายแทรกแทรงได้ จิตที่ดีก็ทำงานได้อย่างเต็มที่ไม่มีตัวอกุศลมาต้านทาน ทำสงบคือสงบตรงกิเลสดับ จิตยิ่งแข็งแรงมีพลังมีประสิทธิภาพ รู้ได้ดี รู้ได้อย่างแข็งแรง เป็นจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นจักขุมาปรินิพพุโพติ ก็ขอเข้ามาผนวกประยุกต์เข้ามาในธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าปฏิบัติได้ถูกตรง จะได้เจโตสมถะด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่อาตมาเจตนาให้ได้ โลกุตระให้ได้ ความสงบแบบพุทธคือจิตดับกิเลส ไม่ใช่ไปหลงแสงสว่างอาภัสราหรือไปหลงดับอย่าง สุภกิณหะ ตราบในยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากอรหันต์ จะมีการบรรลุเป็นขั้นตอน จะมีคุณสมบัติวิเศษจริง แม้มีลาภยศสรรเสริญก็มีได้ไว้อาศัย ส่วนความสุขนั้นเป็นสุขอย่างโลกุตระ ส่วนความสงบที่ไปติดอร่อยในภพนั้นของพุทธไม่ใช่ แต่สงบของพุทธคือสงบจากกิเลสไม่ได้มีอารมณ์สุขอย่างโลกๆ ของพุทธนี้ไม่ติดยึดในสุขทุกข์ กิเลสดับแล้วมันก็ไม่มีในจิตแล้ว จะว่าติดไหม กิเลสดับมันก็กลางๆเฉยๆ มันไม่ได้ทำพิษอะไรกับเรา ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว รู้ว่าอะไรไม่ดีเราก็ไม่ควรไปเกี่ยวข้อง ถ้ามีประโยชน์แล้วเรามีความถนัด มีจริตหรือประสาทที่รับชนิดนี้ชนิดนี้ไม่รับ ทุกวันนี้เช่นภูมิแพ้ อาตมาไม่รับสิ่งนี้ อันนี้สัมผัสเกี่ยวข้องได้ดี ถ้ามีแต่ประสาทมันก็จะมีแต่ภูมิแพ้ ถ้าล้างกิเลสในจิตได้ก็จะมีแต่ประสาท แต่ถ้ามีกิเลสด้วยจะเป็นพิษทั้งจิตและประสาท แต่ถ้าล้างจิตได้ ก็จะแก้ได้ทั้งประสาทและจิต ใครแก้ได้แต่ประสาทก็ยังมีภูมิแพ้อยู่ ใครแก้กิเลสได้ ก็ไม่มีภูมิแพ้ต่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกีย์ แม้เขาจะมีโลกธรรมมาแรงอย่างไร ก็เป็นแค่ของอาศัย เป็นของใช้ ธนบัตรเงินทองก็ใช้เหมือนโต๊ะเก้าอี้ อย่างนี้เขาว่าเหมาะดี รูปร่างอย่างไร ใช้ดีอย่างไร เราก็รู้ ถ้าเราไม่ติดไม่มีอุปาทานไปยึดติด เราศึกษาแล้วไม่ยึดติด เราก็เอาแต่แก่นแท้ ไม่เปลืองผลาญ ไม่ทำลาย ไม่ยุ่งยาก เอาแต่แก่นแท้ ที่จะต้องสวยงาม ต้องหอม ต้องเข้ารูปรอยเราไม่ติดยึดแล้ว แต่ถ้าติดมันก็จะยาก ไม่ถูกปาก ไม่ถูกหูไปหมด อย่างนี้คือคนทุภระ แต่เราเข้าหาเนื้อหาสาระแก่นแท้ คนนี้จึงอยู่ในโลกอย่างเรียบง่ายสบาย ไม่ต้องเปลืองผลาญ เราก็มีเวลามีแรงงานความคิดไปทำช่วยโลกมาก แต่ก่อนเราก็ติดยึดมากมาย นิยมตามแฟชั่น ถูกหลอกให้เขาจูงจมูกมากมาย เคยถูกหลอกมากันหมดแล้ว ที่อธิบายให้ฟังเป็นสัจจะความจริงพิสูจน์ได้ เป็นความรู้ความจริงอันประเสริฐ คนเข้าใจก็จะปลดปล่อยปลงวางสิ่งไร้สาระ รู้จักแก่นสาร รู้จักวิมุติ คือผู้มีสาระ มีฉันทะเป็นมูล ยินดีในการไม่ติดยึดโลกธรรม แม้เรามี เราขยันทำก็มีลาภโดยธรรม อาตมาสาธยายธรรมก็เป็นการสร้างความรู้ ในโลกเขาจ่ายค่าบรรยายแพงนะ คนที่สามารถเข้าใจและปล่อยวางสิ่งควรทิ้งแล้วจะมีพลังงานสูงเพราะเอาความสูญเสียของข้าคืนมาได้เยอะเลย ความสูญเสียที่ไม่ควรเสีย แทรกซ้อนในโลก คือ 1 . เวลา อาตมาเคยเสียเวลาไปตามจีบผู้หญิง เสียเวลาจริงๆ เลย เสียการงาน เสียสิ่งควรทำ เปล่าประโยชน์ไปเยอะเลย 2 . ทุนรอน 3 . แรงงาน เราไม่สูญเสียเราก็ได้กลับมาเยอะ คนนี้ก็ประหยัดละล้างความที่ต้องเปลืองผลาญได้เยอะ ไม่ต้องไปเสียเวลาแรงงานทุนรอนไปกับเขา เขาร้องรำที่ไหนเราก็ไม่ได้ไปกับเขา เขาล่าลาภยศสรรเสริญที่ไหนไปที่นั่น ต้องเหาะไปหายศที่ต่างประเทศก็ทำ อยากดังก็ไปหาทางให้มันดัง ไม่ต้องแล้วไม่ต้องไปล่าลาภยศ เป็นของโดยธรรม อย่างอาตมาไม่ต้องล่าก็มีตามธรรม ไม่ต้องไปอยากได้สรรเสริญก็มีสรรเสริญ แต่สุขสงบโดยธรรม มีวูปสโมสุข หรือปรมังสุขัง คือมันยิ่งกว่าสุข สุขอย่างไม่มีกิเลสกวน เราเอาเวลาแรงงานไปสร้างสรรสิ่งมีประโยชน์ได้ แต่ก่อนเราถูกหลอกให้เสียไปมากเลย คนเสียเวลาทุนรอนแรงงานกับโลกีย์ยังโง่อยู่ แต่คนหลุดพ้นมาอย่างชาวอโศก มีไม่มาก แต่ทำงานในระดับที่เคียงข้างโลกีย์ได้ อย่างแข็งแรงด้วย เพราะไม่สูญเสียไปกับโลกียะเขา ชาวอโศกเป็นอาริยะเยอะ ไม่ต้องไปแสวงหาสุขโลกีย์ อย่างงานภูเขาทองถ้าคนมีกิเลสก็แอบไป คนศึกษาจะอ่านใจตนเป็น จะเป็นคนมีประโยชน์ต่อสังคม อยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ สุขกับเขาแต่ก็ไม่ติด ทำงานกับสังคม เป็นประโยชน์ต่อมวลมหาชน พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัปปายะ เขาทำอย่างบรรลุธรรม ก็ทำอย่างสบาย ร่าเริงเบิกบานไม่เศร้า ไม่ร่าซ่าแบบโลกีย์ เป็นพุทธะ เบิกบาน แจ่มใส กระทบอย่างไรก็เบิกบานไม่มีใจหม่นหมอง ไม่ต้องพูดเลยว่าโศกปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ เป็นสัจจะผู้ใดได้ก็เป็นปัจจัตตังของตนเอง คนเหล่านี้พิสูจน์แล้วมาทำงานกี่เดือนกี่วันมันก็เฉย 300 กว่าวันมันก็เฉย มีอีกมันมาอีก แล้วเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ช่วยโลก...จบ