240818-B ธรรมที่เป็นประโยชน์อย่างใหญ่ ตอน2-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ028.txt
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปเป็นการอบรมทำวัตรเย็นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมพุทธศักราช 2524 โดยพ่อท่านพระโพธิรักษ์นราธิวาสด้วยธรรมะที่ก่อให้เกิดประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์นั้นยังมีอีกอยู่สองสามหมวด 2 3 วรรคที่เราจะต้องฟังไปดูซึ่งลักษณะเหตุปัจจัยที่เป็นก่อให้เกิดประโยชน์หรือเหตุปัจจัยที่ไม่ก่อที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แล้วก็ฟังไปแล้วก็จะได้จับอันใดอันใดในส่วนที่เราฟังไปแล้ว รู้ตัวว่าเหตุนี้เราสำคัญนี่เราขาดตกบกพร่องเหตุนี้เราขาดประโยชน์เพราะเหตุอย่างนี้เหตุอันนี้พอมาถึงคำนี้บทนี้อธิบายนี้เออใช่ให้เข้าเหตุนี้อันนี้เราก็จะได้รู้ความบกพร่องเราก็จะได้เห็นแง่มุมนี้เราไม่มีไม่เคยทำหรือว่าเราทำอะไรให้แต่ว่าเราไม่เอาจริงเอาจังแต่ถ้าทีมมันมีเหตุมีปัจจัยที่มีลักษณะมีความเห็นเลยฉันจะมีมีบรรยายเห็นเป็นความสำคัญอันนี้บางอันเราก็ฟังแล้วเราก็เอ๊ะอันนี้เราไม่เคยทำเลยนะเหตุปัจจัยอย่างนี้เราไม่เคยได้ทดสอบเลยอะไรอย่างนี้เป็นต้นเราก็จะได้ทดสอบเราก็จะได้ เอานำมาทดมาฝึกมาปรือมาทำดูเพราะบางทีธรรมะเราไม่เจริญไม่เกิดประโยชน์เราก็จะได้รู้ว่าอ๋ออันนี้เองมันไม่ทำให้เราเกิดไม่ทำให้เราเป็นมันคงจะขาดอันนี้ละมั้งนี่เป็นต้นถ้าเราต่อไปดูถ้าเราไม่ทบทวนอันเก่าที่มีตั้งแต่อะไรต่ออะไรเมื่อวานนี้มาว่าต่อไปเลยว่าด้วยธรรมที่กรอบให้เกิดประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์ทั้งหลายเราไม่เล่นไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคายดูเกิดภิกษุทั้งหลาย ใส่ใจโดยไม่แยบคายย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรอันนึงการใส่ใจโดยไม่แยบคายการใส่ใจโดยไม่แยกขายภาษาเกาหลีก็ว่าโยนิโสมนสิการคณะกรรมการการใส่ใจแต่ไม่แยบคายก็โยนิโสไม่แยกขายแต่เราก็ได้พูดผ่านพูดอธิบายอะไรกันมาไม่ใช่น้อยแล้วก็ขอผ่านไปก่อนเดี๋ยวจะอธิบายต่อไปดู
อ่านต่อ
ก็ได้ที่สุดทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไร การใส่ใจโดยแยบคายดูกรภิกษุทั้งหลายการใส่ใจโดยแยบคายย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรถ้าตอบไปอีกอันนี้มันก็แก้กันกับเมื่อกี้นี้เองดูที่สุดทั้งหลายเราย่อมไม่แรงเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรเหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัวละพิษทั้งหลายความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัวย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่แล้วก็ต่ออีกนะกลับกันดึกทั้งหลายเราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไร เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัวดูกำลังที่สุดทั้งหลายความเป็นผู้รู้สึกตัวย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ความเป็นผู้รู้สึกตัวก็สัมปชัญญะไม่รู้สึกตัวความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัวก็อาจสัมปชัญญะสัมปชัญญะมันต่อจากสติสัมปชัญญะปัญญาหาเป็นผู้ที่มีความระลึกรู้ตัวรู้ตัวแล้วมันก็มีการวิจัยขึ้นอีกชั้นหนึ่งต่อมาพอมีการวิจัยชั้นหนึ่งต่อมามันก็เป็นสติสัมปชัญญะคือได้รู้ตัวในขณะที่รู้ตัวก็รู้อยู่ว่าเราอยู่ในอย่างไรอะไรอะไรยังไง แล้วทีนี้ก็สำคัญเกิดความสัมพันธ์เกิดการสัมผัสสัมพันธ์ขึ้นกับสิ่งที่เราจะเกี่ยวข้องขึ้นมาก็เป็นสภาพสัมปชัญญะและเราก็รู้สึกตามที่ความสัมผัสนั้นเกิดตามที่ความสัมพันธ์นั้นเกิดเรียกว่าพระปัจเจกเป็นความรู้สึกตัวและกระทบทางตาเป็นรูปทั้งกระทบทางหูเป็นเสียงและกระทบทางจมูกเป็นกลิ่นกระทบทางลิ้นเป็นรสกระทบทางกายเป็นสัมผัสอะไรขึ้นมาเนี่ยเราก็ชักรู้สึกตัวแม้แต่กระทบทางใจกระทั่งใจเราก็รู้สึกตัวขึ้นมาเรามีธาตุรู้ตัวหนึ่งรู้ตัวอยู่รู้อยู่ว่าเรามีสติรู้เราเป็นคนรู้รู้ตัวอยู่เราไม่ได้มีอาการตกต่ำในเป็นตัวสติ มีการตื่นโพรงเต็มอยู่เราเรียกว่าสติจากสติแล้วเราก็รู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็นสัมปชัญญะตัวสัมปชัญญะนี่เป็นตัว 70 โดยตรงเป็นตัวจิตโดยตรงที่จะมาทำการรู้ความรู้รู้ตัวถ้ารู้ตัวทั่วพร้อมท่านก็เรียกสติทวนมันรอบมันชวนไปส่วนมากเวทีโดยเป็นความรู้ที่นี้ก็ได้รู้อะไรมากขึ้นรู้ทั่วพร้อมไปพร้อมสรรพแต่ว่าปฏิสังข์ประกอบการรู้รอบเป็นความรู้ตัวรู้อะไรต่อไปถ้าเราเป็นผู้ที่รู้แล้วก็มีเหตุมีผลมีความลึกซึ้งความเข้าใจอยู่ในตัวอะไรต่ออะไรขึ้นมาอีก ก็เป็นปัญญาเป็นปัญญาเรียกว่าสติสัมปชัญญะปัญญาเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์อย่างใหญ่ก็จะต้องรู้ตัวสิ่งเหล่านั้นด้วยเป็นความรู้สึกตัวเป็นผู้ที่รู้ว่าเราเกี่ยวข้องกับอะไรต่ออะไรยังไงสำคัญลงไปเรื่องปัญญาพระพุทธเจ้าท่านก็บอกมาอย่างนั้นแล้วสำคัญแล้วว่าความมีปัญญาเป็นของเลิศเลิศกว่าความเจริญทั้งหลายหมดความเจริญอันอื่นก็ไม่มีข้าวเพราะฉะนั้นมันเป็นความเลิศแล้วก็อย่าให้เสื่อมด้วยเพราะมันมีปัญญามันก็มาประกอบกันและสัมปชัญญะเมื่อมีสัมปชัญญะรู้ตัวแล้ว ติดต่อสิ่งที่เกี่ยวข้องบางทีเรารู้สึกตัวนะเรามีสติรู้นะสติของเรารู้ตัวทั่วพร้อมอยู่แต่ว่าเราไม่เกิดการเกี่ยวข้องเราไม่รู้สึกตัวเราไม่เคยต่อสัมผัสเรารู้สึกตัวเราตื่นมาตื่นเต้นแต่สัมผัสเราปล่อยเราไม่รับขึ้นมาแล้วมาเกี่ยวข้องเพราะฉะนั้นเราจะทำประโยชน์อะไรกับอันอื่นที่มันเกี่ยวเนื่องออกไปกับเราแล้วถ้าเราไม่รู้กับความเกี่ยวข้องมันไม่เป็นประโยชน์อะไรนักหนาเนี่ยเป็นต้นว่าเช่นเราฟังธรรมแล้วตื่นนะจริงๆเราตื่นฟังธรรมแต่เราไม่รับความสัมผัสรับรู้มาหูได้ยินก็ไม่ค่อยรับเข้ามาเกี่ยวข้องไม่สัมผัสมาไม่รู้สึกกับอันนั้นการกระทบ ด้านการเป็นเรื่องอันนั้นเราไม่รับรู้สึกมาเราไม่รับเก็บเรื่องมาเราไม่มีสัมปชัญญะรับสัมพันธ์มามันไม่ได้อะไรเรานั่งฟังไปก็ฟังไปเข้าหูแล้วก็ตกเข้าหูแล้วก็ตกแต่รู้สึกตัวไม่ตกไม่ดีไม่เป็นอะไรไปหรอกมีสติเต็มแต่ไม่ใส่ใจไม่ใส่ใจโดยแยบคายไม่มานะสิทธิ์การไม่มานะ 19 แล้วก็ไม่มีความละเอียดละออแยบคายด้วยแล้วราคาความละเอียดละออแยกคลายแล้วก็ยิ่งขาดความรู้สึกตัวอีกก็ไปกันใหญ่เลยไม่เจริญด้วยประการทั้งปวงเพราะถ้าผู้ใดมีความรู้สึกตัวรับรู้รับสัมผัสสัมผัสอยู่กับอะไรต่ออะไรอยู่ในการที่เราจะเกี่ยวข้องประโยชน์ เกิดในวาระนั้นวาระนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไรไม่ว่าเราจะฟังไม่ว่าเราจะพูดไม่ว่าเราจะทำงานร่วมกันไม่ว่าเราจะทำกิจอะไรอยู่ก็แล้วแต่แม้ไม่ออกข้างนอกตัวก็คิดที่เรารู้สึกตัวอยู่กับจิตที่เรากำลังทำสัมพันธ์เช่นว่าเรานั่งทำใจโตสมถะเราก็รู้สึกตัวอยู่ว่าเรากำลังสัมพันธ์กับอะไรอยู่ตอนนี้ข้างนอกกายนอกกายกายในกายเราแค่นี้เราอยู่ที่เราเนี่ยเราสำคัญอยู่กับลมหายใจสักพันอยู่กับอะไรก็เป็นตัวรู้สึกรู้สึกตัวอยู่ว่าเราทำกับอะไรอยู่มันถึงจะเกิดประโยชน์ถ้าต่อมาเราพิสูจน์ทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไร เกินความเป็นผู้มีมิตรชั่วโดยการพิสูจน์ทั้งหลายความเป็นผู้มีมิตรชั่วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรต่อไปซึ่งเราก็ฟังฟังดูแล้วเราก็เข้าใจอยู่ดีน่ะเราภิกษุทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดีโดยที่สุดทั้งหลายความเป็นผู้มีมิตรดีย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่แล้วความเป็นผู้มีมิตรชั่วก็แน่นอนละความเป็นผู้มีมิตรดีก็เสริมหนุนไปอีกพระพุทธเจ้าจึงยืนยันว่าท่านไม่เล็งเห็นอะไรเลยว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรา มีประโยชน์อะไรต่ออะไรมากมายได้ประโยชน์อย่างไรตามสำนวนบาลีบาลีแปลดื้อๆมันมีประโยชน์มากมีพระคุณค่าเหลือหลายอะไรเนี่ยเรียกว่าประโยชน์และมีประโยชน์ใหญ่แปลเป็นมาหัดโตจากคำตรงๆกับมหาโทว่าใหญ่ก็เลยแปลกันมาเป็นประโยชน์ใหญ่ฟังแล้วมันก็เออจะบอกว่าประโยชน์มากประโยชน์หลายประโยชน์สูงประโยชน์เกินค่าอะไรไปอีกหรือสูงค่าอะไรมันก็อธิบายได้ทั้งนั้นในลักษณะคำว่าโตนั้นก็ความสำคัญอันนี้ก็เราได้ฟังได้ยามกันมาหลายนานแล้วว่าไอ้เรื่องมีมิตรดีเพื่อนดีไซน์ดีครบหมู่ครบบัณฑิตกัลยาณมิตรต่างๆเพื่อที่เราจะช่วยอุ้มชูกันช่วยเหลือ Profile กัน แม้แต่จะเป็นมิตรดีในเชิงที่ว่าเป็นทุกข์เคร่งเป็นเจตนาดีอยู่ภายในแต่ว่าเป็นคนเคร่งๆเป็นคนที่ค่อนข้างจะจริงจังอาจเป็นคนที่แก่ศีลแก่ธรรมเห็นผู้อื่นเห็นเพื่อนเห็นฝูงเขาย่อหย่อนเห็นเขาละเมิดโน่นนี่ได้กับเพลงคนนี้ดูที่นอนและเสื่อมดูที่นี่ไม่เอาจริงเอาจังอ่าไม่เคร่งเยอะแยะอันนั้นรวมแล้วตอนนี้เป็นคนเพ่งอยู่อย่างนี้ก็ตามคนพวกนั้นก็อดไม่ได้ที่ถึงเวลามองด้วยสายตาก็มองทำความสะอาดแม้บางที ไม่มองสายตาเปล่าหรอกสัตว์ออกมาเลยพูดชัดแต่คำพูดออกมาเลยก็ว่าก็กล่าวก็อะไรแม้เป็นกิริยาท่าทางก็เอาด้วยประกอบการเป็นมิตรอยู่ด้วยกันการกระทำเพ่งแล้วก็ชี้ว่ากล่าวกราบเป็นดุเป็นเคร่งอย่างนี้เราก็ต้องเข้าใจถึงลักษณะคำว่าเจตนาเขาก็ดีนะยิ่งเขาเป็นคนที่ทำได้แล้วถึงแม้ทำไม่ได้ก็ตามก็สั่งทำไม่ได้ก็เหอะแต่เขาเจตนาถูกเขาก็กำลังเพ่งเพียรอยู่แม้จะยังไม่ได้ยังไม่ดีก็ตามแต่ก็เจตนาถูกว่าการที่อยู่กับศีลอยู่กับธรรมอยู่กับหลักการต่างๆมีกรรมฐานก็ดีมีแต่บาปก็ดีมีกฎมีหลักมีระเบียบอะไรก็ดีซึ่งจะ เครื่องขัดเกลาเป็นมาตรการที่จะทำให้เราสูงขึ้นมีผู้คอยรักษาดูแลระมัดระวังสิ่งเหล่านี้ให้แล้วก็ทวงคอยทักคอยตามคอยช่วยคอยกราดว่างั้นเถอะค่อยแก้ไขปราบอยู่อย่างนี้ก็เป็นความมีมิตรดีเพื่อนดีสหายดีเป็นมิตรดีเพื่อนดีสหายดีที่เราจะต้องรู้ในกุศลเจตนาให้ดีอย่าเพิ่งไปรีบกระทบสัมผัสโกรธแหมก็ตราบชั่วเราแล้วเขาโอกาสเราแล้วอย่าเพิ่งไปมีผลสะท้อนปฏิฆะไม่ชอบใจโกรธแม้จะเป็นอาวุโสแม้จะเป็นรุ่นน้องมาใหม่เด็กกว่าอะไรก็ตามคำประกาศเอาก็อย่าเป็นอันขาดควรจะได้รับฟังควรจะได้ พิจารณาว่านี่เขาถูกหรือผิดถ้าเขากราดมาถูกแล้วไม่หวั่นรุ่นน้องไม่ว่ารุ่นเล็กไม่ว่าอะไรและก็มันน่าขอบคุณเขานะเขารักษาผลประโยชน์ให้เราเขารักษาผลประโยชน์ให้เราเขาไม่อยากให้เสื่อมก็เป็นผู้ที่เป็นมิตรดีเพื่อนดีสหายดีนะเป็นกัลยาณมิตรแต่การแสดงออกในรูปประท้วงในรูปที่จะรักษาผลประโยชน์ให้เราในรูปที่จะให้ระมัดระวังอย่างเคร่งขึ้นไปอะไรขึ้นไปในรูปดุว่าปราชญ์อะไรก็ตามใจมันไม่ใช่ความเสียหายนะมันเป็นว่าสนามบารมีมันเป็นความเคยชินมันเป็นความเคยชินเป็นลักษณะบุคลิกมันเป็นเรื่องที่เขาเห็นว่ากิริยาอย่างนี้ทำอย่างนี้เป็นการ ความช่วยเหลือก็ขึ้นมาได้เขาเข้าใจว่าอันนี้เป็นผลที่จะทำให้คนพูดที่ดีรับคำตู่ท้วงได้รับคำบอกเตือนจะได้ปรับปรุงตัวขึ้นมาไวเร็วเค้าเห็นว่ามันเป็นผลดีเขาก็ทำตามที่เขาคิดเขานึกด้วยจิตก็คงการให้มันเป็นขึ้นมาที่จริงเป็นเจตนาดีส่วนมากส่วนมากก็มีเหมือนกันบางคนเนี่ยอยากแบ่งมีมานะอยากจะสอนเขาอยากจะมีอำนาจอยากจะนั่นแหละอยากจะแบ่งให้อยากจะได้กล่าวได้กล่าวได้ว่าคนนั้นคนนี้เขาอยากใหญ่หน่อยก็อาจจะมีเป็นกิเลสเป็นอุปกิเลสของผู้ว่านั้นบ้างก็มีเหมือนกัน และส่วนใหญ่แล้วจะมักจะเป็นเจตนาดีส่วนใหญ่มักจะเป็นเจตนาดีเมื่ออยู่ด้วยกันอะไรด้วยกันก็รักษาผลประโยชน์ให้แก่กันและกันเพราะอันนี้ของพวกเราและพยายามมีสติสัมปชัญญะให้มากๆเพราะว่าเราเองเราก็คิดมักจะมีกิเลสโดยมีกิเลสใครมาว่าแล้วก็ไม่เคยได้แล้วใครมาทวงมันจริงมันกล่าวมากล่าวอยากให้ใครมาทวงยิ่งรุ่นน้องรุ่นหลังแล้วก็มันถือตัวถือตนอะไรเนี่ยอันนี้แหละประวัติๆมีสติสัมปชัญญะแล้วก็รับรู้ไว้เป็นปัญญาเป็นความรู้ให้ชัดๆจึงแจ้งอย่างนี้เมื่อมีสติสัมปชัญญะปัญญาที่เรารู้อยู่แล้วมันก็จะเข้ามาร่วมทำงานให้เราปรับปรุงตนถ้าเราไม่มีสัมปชัญญะมันจะต่อมหาปัญญาก็ไม่ได้ แต่ถ้าเรามีสัมปชัญญะแล้วมันก็จะต่อมหาปัญญาเพราะฉะนั้นสัญญาแล้วก็จะปัญญาที่เรามีความรู้ที่เรามีมันก็จะออกมาสัมพันธ์ทีเดียวจริงด้วยเราควรจะทำอย่างนี้ควรจะเป็นอย่างนี้อะไรต่างๆพวกนี้มันจะขึ้นมาทำให้เราดำเนินบทบาทไปแก้ไขปรับปรุงอะไรอะไรต่างๆดีขึ้นเพราะการมีมิตรดีเพื่อนดีสหายดีนี้นัยยะต่างๆได้อธิบายได้บรรยายให้ฟังมากหลายนะว่ามันเป็นเรื่องที่ได้กำไรถ้าเรามีมิตรดีเพื่อนดีสหายดีทั้งกลุ่มทั้งชูทั้งนำทั้งพาน้ำมันแวดล้อมไปหลากหลายประการทีเดียวเราจะทำประโยชน์ให้แก่ตนก็ตามหรือสร้างสรรค์กับประโยชน์กับผู้อื่นก็ตาม การมีมิตรมีมวลมีพลังเป็นพลังหมู่พลังเสริมหนุนกันเนี่ยมันสร้างประโยชน์อะไรก็ได้มากทั้งนั้นแหละแม้ประโยชน์ตนการมีมิตรที่ถูกต้องเป็นมิตรที่ดีให้กับมิตรที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยนัยยะดังกล่าวนี้มันเป็นเรื่องดีแน่ดังพระพุทธเจ้าเสด็จตรัสกับพระเมฆิยะเลยว่าเรานี่แหละแล้วถ้าเกิดจากคนอื่นด้วยในสูตรอื่นที่บอกว่าเราเป็นมิตรดีเพื่อนดีกว่าท่านจะตัดกับภิกษุทั้งหมดเลยเรานี่แหละเป็นมิตรดีเพื่อนดีสหายเธอของเธอทั้งหลายจากที่สุดทั้งหมดก็มีบางส่วนต่างๆเลยกับพระเมฆิยะท่านก็ยืนยันว่าเรานี่แหละเป็นมิตรดีเพื่อนดีสหายดีของเธอคือมันจะเป็นประโยชน์อย่างแน่คอยดูแลเพราะว่าท่านเองท่านมีภูมิมีปัญญาคอย ปกป้องคุ้มครองอะไรด้วยแล้วก็ได้พูดไปแล้วแม้แต่เพื่อนกัลยาณมิตรที่จะอ่อนกว่าก็ตามอาจจะประเด็นนั้นเรื่องนั้นของเขาเด่นนะเรื่องอื่นเขาอาจจะอ่อนๆอาจจะยังไม่เก่งไม่สูงอะไรมากเราเป็นผู้สูงแล้วเราได้ธรรมะภูมิสูงแล้วแต่พอดีไอ้จุดนี้ของเรานี่อ่อนแล้วคนนั้นเขาก็เก่งเขาก็รู้เท่าทันวัยด้วยดีด้วยเขาก็อาจจะให้แก่เราก็ได้ช่วยเหลือ Profile เราก็ได้เพราะงั้นก็ขอให้มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวเสมอว่าเราไม่ควรจะไปถือสาหรือว่ามีควรจะเสียประโยชน์ในเรื่องอย่างนี้แล้วเราก็จะได้เป็นผู้ที่สบายๆใครจะด่าจะว่าใครจะทวงจะ ชี้จุดตำหนิติเตียนเจ้าของอะไรก็ได้เราก็สบายทั้งสิ้นถ้าเผื่อว่าเราเองได้ฝึกปรือขึ้นไปดูก็แล้วไปสู่ทั้งหลายเราย่อมเป็นเล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรเหมือนกับเหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆการไม่ประกอบกุศลธรรมออกทั้งสองอย่างเลย 1 เหมือนการประกอบอกุศลธรรมหนึ่งๆการไม่ประกอบกุศลธรรมโดยปกติทั้งหลายการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆการไม่ประกอบกุศลธรรมย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรก็แน่นอนละนะเราก็ฟังดูก็มันก็ดูง่ายแต่ในความลึกซึ้งในความ ท้ายข้อนี้เป็นเรื่องของเป็นข้อสุดท้ายของหมวดหมวดนี้แล้วก็ยังมีอันสุดท้ายอีกอันนึงก็ว่าดูก็ได้ที่สุดทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรเหมือนการประกอบกุศลธรรมเนืองๆการไม่ประกอบอกุศลธรรมดูดทั้งหลายการประกอบกุศลธรรมเนืองๆการไม่ประกอบกุศลธรรมย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรก็ไม่ต้องอธิบายมากก็คงจะได้ข้อสำคัญเราจะต้องมีปัญญารู้ว่ากุศลคืออะไรอกุศลคืออะไรซึ่งเป็นเรื่องยอดเรื่องเยี่ยมเป็นพระอภิธรรมกุ ธรรมะกุสลาธรรมคืออะไรกุสลาธัมมาอะกุสะลาธัมมาอะไรคืออะไรมันจะต้องมีปัญญายิ่งรู้ยิ่งรู้ยิ่งจริงจริงเอาไปในเรื่องอื่นๆต่อไปนะจะมีเรื่องอะไรตายพิสดารที่ควรควรฟังในที่นี้ก็ชัดๆอยู่แล้วแล้วเราก็ได้พูดผ่านพูดอะไรมาบ้างแล้วในเรื่องต่างๆเหล่านี้แม้กระทั่งมาถึงกุศลธรรมก็ตามต่อไปก็ว่าด้วยธรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์นี้อีกแหละหมดต่อมาหมวดที่ 10 ยกกำลังภิกษุทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็น ไปเพื่อไม่ใช่ประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนความประมาทตอนนี้เจาะลึกลงไปอีกว่าเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในซึ่งอาตมาก็ได้เจาะลงไปเรื่อยๆอยู่เสมอแล้วเพราะเหตุใดชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรเหมือนความประมาทโดยพระภิกษุทั้งหลายความประมาทย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรแม้จะยิ่งลึกซึ้งเข้าไปอีกทีนี้ชี้แจงถึงเหตุภายในเข้าไปลึกเข้าไปอีกท่านก็ยิงยืนยันบอกว่านี่แหละไอ้ตัวประมาทนี่แหละยิ่งลึกยิ่งเจาะเข้าไปก็ยิ่งจะเห็นจะเจอตัวนี้ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างยิ่งยิ่งจะละเอียดแล้วก็ ไม่มีความเราไม่มีความแยบคายไม่มีความเอาใจใส่และเราเองก็กลายเป็นผู้ประมาทไปด้วยเสร็จเลยไม่ได้จะเข้าไปถึงนายภายในไม่ได้อะต่อมาดูกันที่สุดทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรเหมือนความไม่ประมาทโดยการรับพิษทั้งหลายความไม่ประมาทย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรก็ขอตอบไปเลยนะเราพิสูจน์ทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรเหมือน ความเป็นผู้เกียจคร้านก็ซ้ำความประมาทความเกียจคร้านที่สุดทั้งหลายความเป็นผู้เกียจคร้านย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรต่อไปอีกนี่ก็จะลักษณะคล้ายกันคือเหมือนกันหมดก่อนแต่ตอนนี้เจาะลึกลงไปอีกทีนึงเดือนตุลาคมทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรเหมือนการปรารภความเพียรดูกำลังที่สุดทั้งหลายการปรารภความเพียรย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรต่อไปอีกโดยที่สุดทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ โบสถ์อย่างใหญ่เหมือนความเป็นผู้มักมากเมื่อวานนี้เราก็ได้ทวนมาแล้วพวกนี้ดูก็คือทั้งหลายความเป็นผู้มักมากย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรต่อไปสิน่ะไปเรื่อยๆก่อนอันนี้ทวนไปอีกมากมาดูกันแล้วภิกษุทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนความเป็นผู้มักน้อยโดยที่สุดทั้งหลายความเป็นผู้มักน้อยย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรถ้าเป็นมักมากก็มิใช่ประโยชน์อย่างไรต่อไปดูการพิสูจน์ทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อที่ใช้ประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษดูกำลังพิสูจน์ทั้งหลายความเป็นผู้ไม่สันโดษย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรอ่ะดูกรภิกษุทั้งหลายต่อไปอีกเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรเหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคายโดยการที่สุดทั้งหลายการใส่ใจโดยไม่แยบคายย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่พอพูดมาตรงพูดมาถึงตรงนี้แล้วก็เราก็จะต้องสะดุ้งสะเทือนบ้างตอนนี้เราใส่ใจโดยแยบคายหรือเปล่าโยนิโสมนสิการหรือเปล่าหรือว่ากำลังร่องๆผีลงไปดึงลงไป ฟุ้งซ่านไปบ้างอะไรงี้มันก็ไม่ใช่แล้วภิกษุทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรเหมือนการใส่ใจโดยแยบคายดูกรภิกษุทั้งหลายการใส่ใจโดยแยบคายย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรต่อไปอีกก็มันเหมือนกับที่เราผ่านมาเมื่อกี้แหละดูการภิกษุทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัวดูดทั้งหลายทั้งหลายความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัวย่อมเป็นไปเพื่อมิติ ดูก็ได้พิสูจน์ทั้งหลายเพราะชี้แจงเหตุถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรเหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัวโดยพิสูตรทั้งหลายความเป็นผู้รู้สึกตัวย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรต่อมาอีกก็เหมือนกันแต่เมื่อกี้นี้ที่ผ่านมาหนูก็รับพิษทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุผลภายนอกอันนี้เพราะชี้แจงถึงเหตุผลภายนอกเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรเหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่วตอนนี้เป็นเหตุภายนอก มิตรชั่วทั้งหลายความเป็นผู้มีมิตรชั่วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ดูที่สุดทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายนอกเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดีดูการพิสูจน์ทั้งหลายความเป็นผู้มีมิตรดีย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรและก็อันสุดท้ายก็เหมือนกับเมื่อกี้แหละดูการพิสูจน์ทั้งหลายเพราะชี้แจงที่เหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนการประกอบอกุศลธรรม 11 การไม่ประกอบ ดูอะไรที่สุดทั้งหลายการประกอบอกุศลธรรมเนืองเนืองการไม่ประกอบกุศลธรรมย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างไรโดยการที่สุดทั้งหลายเพราะชี้แจงถึงเหตุภายในเราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรเหมือนการประกอบกุศลธรรมเนืองๆการไม่ประกอบอกุศลธรรมรูปและภิกษุทั้งหลายการประกอบกุศลธรรม 1 เมืองการไม่ประกอบอกุศลธรรมย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไรอันนี้ก็จะไม่อธิบายส่วนนี้เพราะว่าเราได้อธิบายกันมาพอสมควรและระดับอธิบายแวดล้อมกันพิสดารเยอะแล้วทีนี้ หมวดต่อมาอันนี้จะเปลี่ยนเรื่องไปบ้างแล้วตอนนี้จะต่อกันนี่แหละแต่เปลี่ยนเรื่องแล้วหน่อยนึงน่ะว่าด้วยธรรมะเป็นความเสื่อมและเหตุมั่นคงแห่งศาสนาอดดูกำลังพิสูจน์ทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญเพื่อความอันตรธานแห่งสัจธรรมเหมือนความประมาทดูคือทั้งหลายความประมาทย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญเพื่อความอันตรายทานแห่งสัจธรรมขึ้นต้นเหมือนกันกับส่วนที่มาหมวดที่มากล่าวเมื่อกี้นี้ทุกความประมาทเนี่ยมันเป็นตัวหลักอย่าว่าแต่เป็นไปไม่ใช่ประโยชน์อย่างใหญ่เลย ทำให้พระสัจธรรมทำให้พระสัจธรรมเสื่อมสูญไปได้ด้วยโรคอะไรที่สุดทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่นในเมื่อกี้ความเสื่อมตอนนี้เป็นไปเพื่อความดำรงมั่นเพื่อความไม่เสื่อมสูญเพื่อความไม่อันตรายทานแห่งศรัทธาธรรมเหมือนความไม่ประมาทโดยการรับภิกษุทั้งหลายความไม่ประมาทย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่นเพื่อความไม่เสื่อมสูญเพื่อความไม่อันตรายทานแห่งสัจธรรมแล้วเขาก็อยากจะขอย้ำอีกทีนึงนะไอ้เรื่องความประมาทหรือไม่ประมาทเนี่ยมันเป็นเรื่องใหญ่นะเราชิน เรานึกว่าเราเนี่ยเก่งและเราไม่ไม่ต้องคิดมากเราไม่ต้องระมัดระวังเราไม่ต้องกรองเราไม่ต้องยับยั้งไอ้ตัวนี้แหละคือความประมาทนะเราควรจะได้สะดุดยับยั้งกลองลองไปเรื่อยๆพยายามยับยั้งไว้ก่อนว่าเอ๊ะนี่ถ้ามันจะเสี่ยงประมาทนี่มันคือเป็นความเสี่ยงหรือเป็นความที่ไม่สมเหตุสมผลยังไม่สมประกอบยังไม่แน่มั่นยังไม่แน่ใจยังไม่มั่นใจยังไม่ครบครันแล้วเราก็ยังอุตส่าห์จะทำไปหรือว่าตัดสินไปอย่างนี้เลยว่าเราประมาทที่ว่าไม่ประมาทก็คือว่าเราเองเราจะต้องไตร่ตรองเราจะต้องรู้ตัวทันทีว่าในกรรมที่เราจะ ทำออกไปไม่ว่าจะพูดไม่ว่าจะกระทำกายกรรมหรือกำลังนึกคิดอยู่เนี่ยเราจะต้องเห็นว่ากรรมที่เราจะออกไปเนี่ยจะต้องเป็นกรรมที่แน่ๆเลยถ้ายิ่ง 100% แล้วก็ต้องรู้เท่าทันวันนี้แน่หรือเปล่านี่แน่นะเด็ดขาดจริงๆนะนี่ประกอบไปด้วยผลประกอบไปด้วยประโยชน์ครบครันเหตุองค์ประกอบอะไรทั้งเหตุทั้งผลอะไรพร้อมดีนะสมบูรณ์นะถ้าสมบูรณ์แล้วกรรมนั้นเกิดขึ้นไปอย่างนี้มันจะเป็นความไม่ประมาทเป็นความไม่ประมาททีนี้บางทีเราก็รู้สึกตัวดับตรอมรู้พอรู้แล้วคำกริยาทั้งกายทั้งวจีแต่อันนี้มันไม่ค่อยแน่ใจนะจะพูดออกไปจะดีหรือจะทำลง จะดีหรือชั่วๆมันๆอยู่ได้มั่งสักครึ่งนึง 50% มันไม่ค่อยจะเต็มที่นะมันไม่ค่อยจะมั่นคงพวกนี้ถ้าเราอยากจะเสี่ยงทำไปอันนี้ก็จะต้องหาเหตุหาปัจจัยให้ตัวเองอย่างไม่ใช่น้อยถ้ายังทำอยู่ 50% นี่เราก็ยังเสี่ยงๆอย่างที่เสี่ยงถ้ายิ่งเราต้องเราไตร่ตรองพิจารณาแล้วบอกโอ้ยมันไม่พร้อมเลยไม่ถึง 50% ด้วยอย่าทำเลยอยากปล่อยปล่อยออกไปเลยไม่ว่ากายกรรมไม่ว่าวจีกรรมมันเป็นความประมาทโดยแท้มันเสี่ยงมันเสี่ยงมันไม่เข้าท่าเลยมันไม่ครบคันมันมันขาดๆบินๆมันไม่เป็น จะไปหาอะไรหวังอะไรมาเติมมาบวกทั้งๆที่เราเองก็ไม่แน่ไม่แน่เซียงเซียงบารมีอะไรอย่างนี้ถ้าอย่างนี้เราทำไว้เสมอๆแล้วไตร่ตรองเราไม่ทำอะไรเสี่ยงเราจะต้องทำสิ่งที่แน่วแน่ว่าเรามันเป็นไปได้นะสอบได้นะแม่ 60% ก็ยังต้องบางทีเรายังต้องระงับเลยมันไม่เห็นผลสูงในเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มันเป็นเรื่องสำคัญมันยังแค่เป็นไปมันจะอาจจะรอบๆมันอาจจะเป็นไปได้แค่ 60% ถ้า 60% แล้วก็ไม่คุ้มก็เลือกยิ่งใหญ่นี่เลยอย่าทำดีกว่าด้วยซ้ำไปเพราะไม่ 890 สำหรับเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรื่องที่สำคัญแล้วนะเราก็อย่าทำถ้าเรื่องที่มันเป็นไปอย่างสำคัญแล้ว 80 90 100 แล้วก็นั่นแหละเป็นเรื่องที่ถือว่าไม่เสี่ยงไม่ประมาทไม่เป็นไปเพื่อประมาทมีลักษณะของการประมาทหรือไม่ประมาทเราก็จะต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองพิจารณาดูอย่างที่ยกตัวอย่างให้ฟังมันถึงจะทำอะไรต่ออะไรได้ผลสูงได้ประโยชน์สูงแม้แต่ในเรื่องศาสนาในเรื่องสัทธรรมอย่าเสี่ยงอย่าประมาทพระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่ามันจะเป็นไปเพื่อความทำลายนะเพื่อถ้าเผื่อว่าเป็นไปอย่างไม่ประมาทและเราก็ดีจะเกิดความดำรงมั่นความไม่เสื่อมสูญความไม่อันตรายที่สุดทั้งหลายเราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อความเสื่อม [ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] ไม่เกี่ยวกันตรงไหนอ่ะช่วยผมคิดหน่อยสิผมคิดว่ายังไม่คิดไม่ออกตอนนี้หาพระพุทธเจ้าตรัสไม่จริงมั้งคุณน่ะพอเห็นไหมเล่าเออก็ยังดีนะนี่ผมก็ยังไม่ได้คิดนะเนี่ยผมว่าผมยังไม่เห็นตอนนี้ผมยังไม่คิดเดี๋ยวผมจะไปยังไม่ได้คิดผมสั้นไว้การคิดไว้ ไม่ปรากฏไม่เป็นไป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive