630810_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 3.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข7 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

630810_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 3

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1yeNwwzYKofAsqVApaK3fMQNHJ1X88yL-aftxKMnFPNg/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/19Ozms8nnxCTS3UkJ_Ajp2t3Fpu9IhYkz/view?usp=sharing

ยูทูปที่ https://youtu.be/m3NQnYEr-cg

สู่แดนธรรม... วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก รายการวันนี้มีพี่น้องจากทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมรายการออนไลน์กัน พ่อครูว่า…10 ส.ค.2563

_คอยใคร : กราบเคารพพ่อครูครับ วันนี้ช่วงเช้าผมฟังท่านเสีย ppงศีลพูดว่า ท่านได้สีวาดภาพจากโยมมาถวาย เป็นสีที่ดีมาก ราคาแพง ท่านก็เลยไม่กล้าจะใช้ ยังเก็บไว้อยู่ ผมจึงส่งเมสเสจไปทางรายการว่า " พ่อครูบอก เห็นมะม่วงก็คือมะม่วง เห็นสีแพงก็คือสี ใช้ไปเถอะครับท่าน" ผมจึงอยากถามพ่อครูว่า ผมใช้คำพูดวาจาจาบจ้วงล่วงเกิน สมณะผู้ใหญ่ไหมครับ ผู้ที่เป็นสมณะรูปแรกของชาวอโศก ถ้าจาบจ้วงล่วงเกิน ผมขอกราบขออภัยท่านเสียงศีลมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ด้วยตัวผมนับถือท่านมานานแล้ว และติดตามชมคลิปเก่าๆเรื่อง จุลินทรีย์ต่างๆ การทำเกษตรที่เนินพอกินทุกคลิป เท่าที่จะหาชมได้ เป็นแนวทางมาปรับใช้ในไร่สวนของผมครับ ขอกราบพ่อครูชี้แนะผมด้วยครับ ด้วยปัญญาทางธรรมอันน้อยนิดของผม ว่าผิดไหมที่พูดไปแบบนั้นครับ นี้เป็นเมสเสจเดียวในหนึ่งอาทิตย์ ตามที่ผมเคยสัญญาไว้ครับ กราบขอบพระคุณพ่อครูเป็นอย่างสูงครับ พ่อครูว่า…ท่านเสียงศีลเป็นสมณะรูปแรกที่อาตมาบวชให้ แต่สมณะที่รองจากอาตมาก็มีหลายรูป เช่นท่านเดินดิน ท่านบินบนก็ยังอยู่ ก็ใช้ได้ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ไม่ได้ละลาบละล้วงอะไร เป็นสามัญ ไม่ได้ติดยึดความสูงส่งที่จะต้องใช้คำคารวะนอบ

อ่านต่อ

น้อมอะไรหรอก

_สมณะใต้ดาว . ฝากให้พ่อครูฯ ช่วยอธิบาย "ว่าด้วยสมัญญาแห่งภิกษุ" ด้วยครับ กราบมนัสการ สาธุ (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มหาอัสสปุรสูตร ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์) พ่อครูว่า...อาตมาก็มาเปิดดูแล้ว ก็อ่านดูคร่าวๆไม่ได้เตรียมมาก่อนนะ เปิดดูหน่อยๆ เห็นแล้วก็เข้าใจแล้วล่ะ คือในมหาอัสสปุรสูตร ท่านก็ไล่เรียงความเป็นสมณะว่าวิธีจะเป็นสมณะนั้นจะเกิดในสภาพ จะเป็นสภาพอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ท่านก็เรียงลำดับไป จนกระทั่งครบบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ในหลายพระสูตรมากมาย สรุปแล้วก็คือ มันมีที่พวกเรา ชาวอโศก อาตมาเองอาตมามาเน้นไม่หลับตาปฏิบัติ ไม่ออกป่าเขาถ้ำ แต่ทีนี้มันมีอยู่ประเด็นหนึ่งใน มหาอัสสปุรสูตร คือพอมาถึงข้อ 469 กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอย่างไร? ท่านได้ไล่เรียงมาตั้งแต่สำรวมอินทรีย์มา มีการปฏิบัติเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วก็สำรวมอินทรีย์ โดยเฉพาะเน้น อปัณกธรรม 3 สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะแล้วก็มี หิริ โอตัปปะ ตามจรณะ 15 จริงๆในจรณะ 15 ไปออกป่าไม่มี แต่ในอันนี้มีมาคั่นในข้อที่ 469 ที่อาตมาบอกไปดังกล่าวว่ากิจที่ควรทำให้ยิ่งๆไปเป็นอย่างไร

อานิสงส์ 4 ข้อของการนั่งหลับตาสมถะ [469] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ถ้ำ ซอกเขา ป่าช้า ป่าชัฏที่แจ้ง ลอมฟาง. เธอกลับจากบิณฑบาต ในการภายหลังแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. เธอละความเพ่งเล็งในโลกแล้ว มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้. ละความประทุษร้ายคือพยาบาทแล้ว ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้.ละถีนมิทธะได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความสำคัญ หมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้. ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้. ละวิจิกิจฉาได้แล้วเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้. พ่อครูว่า...การนั่งสมาธินั้นมันก็เป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอุปการะอย่างยิ่ง ผู้ที่ปฏิบัติสายปัญญาวิมุติโดยตรง ไม่ปฏิบัตินั่งหลับตาสมาธิ แต่ปฏิบัติเรียนรู้กิเลสโดยตรง มีคำว่ากาย คู่มาตลอดเวลา มีภายนอกตลอด จะบรรลุอรหันต์ได้เป็นปัญญาวิมุตได้เลย แต่ถ้าหากว่าเราจะให้พร้อมทั้ง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติสมบูรณ์แบบ แม้ในปัญญาวิมุติ ก็มีคำที่ทำให้สงสัยกันอยู่ว่าถ้าเผื่อว่ามันไม่สมบูรณ์นี้ น เหวะ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มีประเด็นนี้อยู่ตรงนั้น หมายความว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมันก็เป็นความหมายทั้งสภาพกาย ต้องมีทั้งภายนอกและภายใน วิโมกข์ 8 สายหลับตา เขาจะเข้าใจว่าวิโมกข์ 8 เป็นการนั่งหลับตา ซึ่งจริงๆแล้ววิโมกข์ 8 ไม่ได้เป็นการนั่งหลับตา ในวิโมกข์ 8 ต้องมีทั้งภายนอกและภายใน อัชฌัตตัง แปลว่า ภายนอก คำว่าไม่ทิ้งภายนอกแม้แต่ในอานาปานสติสูตร แม้คุณจะนั่งหลับตาอยู่ก็ไม่ทิ้งภายนอก ไม่ทิ้งลมหายใจ ถือว่าคุณจะต้องมีสติสัมปชัญญะรู้จักภายนอกอยู่เต็ม ความละเอียดของลมเข้าลมออกภายนอกภายใน ถ้าไม่มีสติแล้วรู้ความละเอียดของลมออกลมเข้าลมสั้นลมยาว เข้าสั้นออกยาวอะไรพวกนี้เข้าสั้นออกสั้นพวกนี้ คุณจะไม่มีการกำหนดโดยไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีการกําหนดหมายรู้ชัดเจนเข้าสู่สัมปชัญญะ มีการกำหนดเข้าไปรู้รายละเอียดแจกแจงคุณจะไม่ตื่นเต็ม ไม่เป็นชาคริยา เพราะฉะนั้นจะต้องตื่นเต็ม จากนอกไปใน แต่คนเข้าใจอานาปานสติผิดไปตรงที่ไม่มีใครบอก เข้าไปอยู่ในภพแล้วก็เกิดภาพข้างใน สภาพข้างในมันจึงไม่เกิดความเป็นครบบริบูรณ์ของความจริง สัจจะบริบูรณ์ไม่ครบความจริงสัจจะบริบูรณ์ เป็นสัจจะที่สำเร็จด้วยจิตเท่านั้นเกิดด้วยจิตเท่านั้นจึงเป็นอัตภาพ จิตที่มันมีสำเร็จแต่ภายในจิตเท่านั้นมันเป็นอัตตา มันไม่มีกาย กายกับอัตตา เป็นภาวะคู่ที่จะแยกกันไม่ได้ ขาดกันไม่ได้ หากขาดภายนอกไม่มีกาย ไม่มีภายนอก 5 ทวาร มันบกพร่องหรือว่ารู้ไม่ครบ ท่านไม่ถือว่าเป็นความสมบูรณ์ คุณจะนั่งหลับตาตรวจสอบเตวิชโชความละเอียดของธรรมะต่างๆโดยไม่มีภายนอกเลย คุณไม่ได้มีความรู้สึกทั้งภายนอกเลย ตัดเข้าไปอยู่ในภพเลยนะ เป็นภายใน แล้วก็เรียนรู้ธรรมะต่างๆละเอียดพิจารณารายละเอียด ถ้านั่งหลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์ภายในแล้ว จะได้ประโยชน์ 1. ได้พักผ่อน 2. ได้ศึกษาจิตศึกษาธรรมะต่างๆละเอียดลออพิจารณาต่างๆได้ 3. เตวิชโช ตรวจสอบบัญชีสิ่งที่เราปฏิบัติมาแล้ว มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ตรวจสอบว่าเราปฏิบัติได้มรรคผลมาอย่างไร แค่ไหน จบหรือยังถึงอาสวะสิ้นกันหรือยัง ก็ทบทวนลงบัญชี นี่คือเตวิชโช 4. สร้างพลังจิตอย่างเก่งเลย อันนี้นอกรีตของพระพุทธเจ้าแต่ทำได้จริง เอาจิตไปเล่นฤทธิ์เดช เล่นอิทธิปาฏิหาริย์ เล่นอาเทสนาปาฏิหาริย์ได้ เราไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปได้เป็นความจริงชนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่ใช่อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เป็นปาฏิหาริย์นอกรีตที่ไม่พาบรรลุ ดีไม่ดีพาให้หลงติดยึดออกนอกทางไม่บรรลุนิพพาน มันจะเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์กับอิทธิปาฏิหาริย์ จะเป็นเรื่องฉุดดึงให้เรายิ่งไม่บรรลุธรรม หรือไม่ก็บรรลุธรรมช้า เพราะฉะนั้นก็ควรจะปฏิบัติธรรมให้บรรลุอรหัตผลก่อน จบแล้วมาเป็นโพธิสัตว์ คุณอยากจะเพิ่มอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสสนาปาฏิหาริย์ มันต้องทำอยู่แล้ว เป็นโพธิสัตว์ต้องทำอยู่แล้ว มันจะได้เอง ได้แล้วก็ทำได้ง่ายด้วย ทำได้แล้วไม่หลงไม่ได้เอาสิ่งเหล่านี้ไปทำให้แปดเปื้อน ธรรมะที่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ธรรมะที่จะไปสู่นิพพานให้เสียหายด้วย เพราะฉะนั้นจึงเป็นหลักประกัน ว่าต้องเอาอนุสาสนีปาฏิหาริย์ให้ได้ก่อน เอาอรหันต์ให้ได้ก่อน คนที่ไม่เข้าใจอย่างอาตมาพูดนี้เขาก็จะไปเอาฤทธิ์เดชก่อนเอาอนุสาสนีปาฏิหาริย์ก่อน คนพวกนี้นานช้ามาก ดีไม่ดีไม่สำเร็จด้วยเลย เพราะว่าอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์มันเป็นโลกียะ ดีไม่ดีแค่พระโสดาบันยังไม่ได้เลย ไปหลงแค่อาเทสนาปาฏิหาริย์อิทธิปาฏิหาริย์ คุณจะหลงวนเวียนอยู่ในโลกีย์อีกนานนับชาติ ไม่มีหลักประกันเลย ถ้าเผื่อว่ายังไม่มี อัญญธาตุ ไม่มีโลกุตระธรรมที่จิตเข้ากระแสเป็นพระโสดาบัน เป็นองค์ธรรมที่ เรียกว่า สมณะที่1 สามัญที่ถามมานี่ ไม่เป็นหลักประกันอันนี้ไม่ได้เลย สรุปตรงนี้ก่อนเข้าเป้า ตรงนี้มันเป็นเครื่องอลังการ ถ้าจะเอาแต่อรหันต์มีปัญญาวิมุติไม่ต้องเอาอันนี้เลย ได้ แต่ถ้าคุณจะเอาให้บริบูรณ์เลย คุณก็ต้องนั่งด้วย อย่างอาตมานั่งมาจน อาตมารู้เข้าใจ แต่อาตมามีภาระที่ต้องปลูกฝังอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ในยุคนี้ไม่เป็นยุคที่จะต้องใช้อาเทศนาปาฏิหาริย์อิทธิปาฏิหาริย์ คุณใช้แค่ตลับเล็กนี่ก็ได้แล้วเก่ง ใช้ทางวัตถุวิทยาศาสตร์นี่ ไม่ต้องเสียเวลาเลย ไม่ต้อง เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้นะ มหาปเทส ยุคกาล ว่ายุคกาลใดควรจะใช้อะไร ในยุคนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเสียเวลากับสิ่งเหล่านั้น แต่ถ้าเราจะต้องไปปฏิบัติ คุณรู้ให้สัมมาทิฏฐิแล้วคุณก็ฝึกเอา ได้แล้วยิ่งจะเป็นโพธิสัตว์ที่ต้องทำ แต่ถ้าไม่ไปคิดจะเป็นโพธิสัตว์แล้วก็ไม่ต้องหรอก เอาพระอรหันต์แล้วพาสชั้นไปเลย ได้เร็วด้วยสบายด้วยไม่ต้องเป็นภาระ ทำให้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์นั้นเหน็ดเหนื่อยนะ เหน็ดเหนื่อยกว่าเป็นพระอรหันต์แบบธรรมดา ต้องอุตสาหะ วิริยะ มากเลย กว่าจะมีจิตสงบถึงขั้นที่จะทำพลังงานที่จะเอาไปใช้ในอิทธิปาฏิหาริย์พวกนี้อาเทสนาปาฏิหาริย์พวกนี้มาก จะหนักไปทางเจโต _สู่แดนธรรม…

_ในปางฝัน...ขออนุญาตรายงานความเคลื่อนไหวของชมร.เชียงใหม่ ช่วงนี้เปิดให้บริการลูกค้าแบบ New Normal ลูกค้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

โพธิสัตว์เกิดมาใหม่ต้องเกิดด้วยกิเลสลิงลมอมข้าวพอง _พุทธพิมพ์ไพร...เมื่อเช้าได้มีกระดาษแผ่นน้อย เขียนมาว่า ตัวของผมต้องขอขอบพระคุณผู้ที่มีจิตเมตตา ช่วยเอาของที่พอจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วยกัน ยามยากแค้นก็ยังพอมีน้ำมนต์ มาชะโลมให้หายคลายร้อน พอจะประทังให้อยู่และสู้ต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ผมเป็นตัวแทนขอกราบงามๆผู้ใจบุญทั้งหลายครับ โลกนี้ยังมีคนดีเลิศเหลืออยู่ (ขอให้เจริญด้วยบุญและบารมีสูงยิ่งๆขึ้นไป) พ่อครูว่า...อันนี้เป็นกุศล ใครจะชมหรือไม่ชมก็ไม่เป็นไร ถ้าหากว่าทำแล้วใครไม่ชมไม่เอาอย่างนี้ไม่ดี ถ้าหากอาตมาทำงานเอาแต่คำชมป่านนี้หยุดไปนานแล้ว ไปอาศัยแต่คำชม เรื่องคำชม คำสรรเสริญเราก็เอาคำตรัสของพระพุทธเจ้าอธิบายกันแล้วว่ามันเป็นคำต่ำ คำชมนี่ มันทำให้หลงเหลิงเป็นความเสื่อม ท่านตรัสไว้ใน จูฬวิยูหสูตร คำชมนี่แหละท่านตำหนิและคำตำหนิและท่านสรรเสริญ ข้อสำคัญต้องเกิดปัญญารู้ให้ชัดเจนที่จะต้องรู้ความจริงว่ามันคืออะไรให้แม่น แม่นแล้วอันนี้เป็นตัวจบ สัญญายนิจจานิ ที่จะนับเป็นสัจจะอีกที พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัจจะเป็นหนึ่งเดียว และหนึ่งเดียวที่ว่านี่คืออะไรในโลก สัจจะในโลกนี้คืออะไร พระพุทธเจ้าก็ตีหัวเข้าบ้านเลย สัจจะที่เป็นหนึ่งเดียวในโลกนั่นคือ ความละหน่ายคลาย ความทำให้กิเลสหายไปให้หมด สรุปก็คือทำนิพพานให้ได้ นี่คือถือเป็นสัจจะ นอกนั้นไม่ถือว่าเป็นนิพพาน เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว ความเที่ยงในโลกนี้มีไหม มี นิพพานเท่านั้นเที่ยง นอกจากนิพพานแล้วไม่มีอะไรเที่ยง จบตรงนี้เลย แล้วเที่ยงของนิพพานคืออะไร ที่จะต้องชัดเจนลึกซึ้งคือกิเลสของคุณตายแล้ว ตายนิรันดร ตายแล้วไม่เกิดอีก นี่คือเที่ยง กิเลสของคุณต้องตายไม่เกิดอีกจริงๆเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) _สู่แดนธรรม..ถ้าไม่เที่ยงแต่กิเลสเกิดอีกก็ไม่ถือว่าเที่ยงใช่ไหมครับ จะเกิดอย่างอ่อนๆก็ถือว่าเกิดยังไม่เป็นวิมุตที่แท้ เป็นวิมุติใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ใช่ พระโพธิสัตว์นี้จะเปิดความลับให้ฟัง กิเลสหมดแล้ว แต่เวลาจะมาเกิดอีกก็ต้องฟื้นมาเกิดใช่ไหม มันก็จะต้องมีกิเลสความเกิดขึ้นมาให้เราเอง เพราะฉะนั้นวิบากที่ตามจิตอารมณ์มามันจะกลับมา หนึ่งเป็นลิงลมอมข้าวพอง 2 เป็นวิบากที่จะมาทวงถาม ตามฐานะบุคคล ตามแต่บารมีของบุคคล อันนี้แหละที่อธิบายนี้เป็นเรื่องเป็นวิสัยของพุทธะ ของโพธิสัตวภูมิ ซึ่งเป็นวิสัยที่ยาก ที่จะเข้าใจหรือเดาได้ เดาไม่ได้เป็นอจินไตย เป็นโพธิสัตว์เหมือนจะกลับไปกลับมา เพราะฉะนั้นโพธิสัตว์จึงเข้าใจในความเป็นสิริมหามายา มีทั้งความมีและความไม่มี ทั้งความเที่ยงและความไม่เที่ยง เราจะรู้ว่าความเที่ยงกับสิ่งที่เราอาศัย บางทีเราก็จะต้อง เออ มันยังอยู่ในสัญญาก็มีจำได้ มันหมดแล้วแต่จิตมันยังมีสัญญาหลอนเราอยู่ตลอดเวลา มันจึงยากที่ กว่าจะคมแม่นชัดเป็นสัญญยนิจจานิ กำหนดแม่นคมชัดว่า อันนี้แท้แน่นอนตรงเป๊ง นิจจานิ เป็นการกำหนดที่ไม่มีผิดพลาด อันนี้ทั้งนั้นแหละ ที่เป็นสิ่งที่นับว่าเป็นสัจจะหนึ่งเดียวของพระพุทธเจ้า วันนี้ก็ขยายความอันนี้ไปอีกเยอะ อยู่ใน จูฬสุญญตสูตร ทั้งที่ของพระพุทธเจ้าตรัสและที่ขยายความไว้ สรุปแล้วก็ได้ความว่าอย่างที่อาตมาสรุป

อุปัชฌาย์คืออะไร _ด.ญ.ใสกลางเพ็ญ โพธิ์ใบ (ดญ.น้ำมนต์) ถามมา บอกว่า ...อุปัชฌาย์คืออะไรคะ ? พ่อครูว่า...สมณะท่านเรียกอุปัชฌาย์ มีท่านเดินดิน, ท่านบินบน, ท่านซาบซึ้งเป็นอุปัชฌาย์ ก็เห็นสมณะเรียกแทนที่จะเรียกว่าภันเต ก็เรียกเป็นอุปัชฌาย์ หรือว่านับถือเป็น อุปัชฌาย์ แม้ไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์โดยตรงแต่นับถือก็เรียกได้ อุปัชฌาย์ก็คือเป็นเหมือนพ่อ สัทธิวิหาริกก็คือลูกก็ได้ อุปัชฌาย์คืออะไร? อุปัชฌาย์ คือผู้ที่มีคุณธรรม เป็นภิกษุ เป็นพระ เป็นสมณะ เป็นผู้ที่บรรลุธรรม ถ้ายังไม่เป็นผู้บรรลุธรรมแล้วมาเป็นอุปัชฌาย์ทำพิธีรับบวชอย่างทุกวันนี้ อุปัชฌาย์นั้นเป็นผู้ที่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นอีกได้ เพราะฉะนั้นผู้อื่นจะมาบวช ก็รับเป็นผู้ที่จะเลี้ยงดูแลปกครองสั่งสอน เหมือนพ่อ ก็รับเลี้ยงลูก _สู่แดนธรรม ผมเคยได้ยินคำว่า อุปัชฌาย์เป็ด อุปัชฌาย์ไก่ พ่อครูว่า...ไก่นี่ออกไข่แล้วฟักไข่เลี้ยงลูกจนโต แต่เป็ดนี่เอาไข่แล้วไม่เลี้ยงลูก แต่เป็ดที่มันยังไม่เสียนิสัย มันยังมีเป็ดอยู่ 2 ประเภท เป็ดที่ไม่เสียนิสัยมันก็ฟักไข่เลี้ยงลูก แต่คนเอาเป็ดมาเลี้ยงกินไข่ ฟักไข่ เมื่อไข่ออกมาก็เอาไข่มันไปจนเป็ดลืมเลยว่าต้องฟักไข่ เพราะฉะนั้นเป็ดที่เลี้ยงกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเป็ดนิสัยเสีย และใครไปเอาไข่มันไปหมดไม่ให้มันฟัง หรือจะพักก็เอาไปฟักเองไม่ให้เป็ดมันฟัก เป็ดก็เลยลืมสัญชาตญาณตัวเองที่จะต้องฟักไข่ เลยได้แต่ไข่อย่างเดียว ไข่ให้มากๆ เหมือนยังกับ CP เลี้ยงไก่ฟักไข่ไม่เป็น เอาไปฟักแบบวิทยาศาสตร์หมด ไก่มีหน้าที่ไข่อย่างเดียว แล้วก็เร่งให้มันไข่เกิน หลอกให้มันมีกลางวันสองกลางวันสองกลางคืน เปิดไฟดับไฟเอา เป็ดมันก็เลยเร่งธรรมชาติในตัวมันให้มีไข่วันนึง 2 ใบ เป็ดเลยเป็นอุปัชฌาย์เป็ด ก็ไม่เลี้ยงดูลูกศิษย์เลย แต่ อุปัชฌาย์ไก่นี่เลี้ยงดูลูกศิษย์ _สมณะเดินดิน...ตอนเกิดเรื่องปี 2532 ที่เรามีคดีกับเถรสมาคม เขากล่าวโทษว่ามีความผิดเพราะบวชให้สมณะ 33 รูปในช่วงนั้น อย่างพวกอาตมาบวชมาจากสำนักอื่น เขาเข้าใจว่าอุปัชฌาย์เป็นผู้บวชให้กับพระซึ่งเป็นความเข้าใจผิดในประเทศไทยที่มีมายาวนาน แต่จริงๆแล้วผู้ที่จะทำให้กุละบุตรที่ขอบวชนี้เป็นพระได้ จะต้องอยู่ที่สงฆ์ คุณสมบัตินั้นจะต้องมีพระสงฆ์ครบ 20 รูปหรือไม่ ถ้าพระสงฆ์ไม่ครบ 20 รูปก็ไม่สามารถเป็นพระได้ แต่ความรู้ของเมืองไทยไปเข้าใจว่าจะบวชหรือไม่บวชได้ขึ้นอยู่ที่อุปัชฌาย์ เพราะฉะนั้นพระที่มานั่งร่วมพิธี เขาเรียกว่าพระอันดับ คอยรับเงินเฉยๆ ไม่ต้องพูดอะไร ไม่มีบทบาทอะไร แต่จริงๆแล้วความสำคัญอยู่ที่พระอันดับ อันนี้เป็นการให้ความรู้กับชาวพุทธ ว่าจริงๆการจะเป็นพระได้หรือไม่ได้ อยู่ที่คณะสงฆ์เป็นสำคัญ ถ้าคณะสงฆ์ไม่ครบเรียกว่าวิบัติ ก็จะไม่ได้เป็นพระ แต่ถ้าอุปัชฌาย์วิบัติ ในพระไตรปิฎกมีผู้นำสัตว์เป็นเดรัจฉานคือหาไม่ได้ก็เลยเอาลิงเอาอะไรมา ก็ยังบวชได้ อยู่ที่สงฆ์ พ่อครูว่า..อยู่ที่พระสงฆ์ไม่ใช่อยู่ที่อุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ก็มีน้ำใจช่วยเหลือเฟือฟายผู้เข้ามาบวชก็นำเข้ามา อุปัชฌาย์ถือว่าเป็นผู้นำเข้าหมู่สงฆ์ หมู่สงฆ์จะซักไซ้ไล่เรียง ถ้าเห็นว่าเหมาะสมก็ยอมรับให้เป็นภิกษุได้สำเร็จเป็นพระภิกษุด้วยหมู่สงฆ์ ไม่ใช่ไปเข้าใจผิด พระพุทธเจ้าท่านบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นคำตรัสของท่านว่าจงมาเป็นพระสงฆ์ได้ มีอยู่องค์เดียวคือพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา นอกนั้นพระสงฆ์อื่นใดจะบวชด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ทำไม่ได้ จะต้องมีหมู่สงฆ์เป็นผู้ที่อนุมัติให้มาเป็นพระสงฆ์ได้ นี่คือความผิดเพี้ยนหลงมีมานะอัตตาหลงยึดถืออุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์เองก็มาถึงขั้นขนาดเป็นปุถุชน ก็เลยหลงตัวเองฮุบเอาอำนาจ ตอนแรกก็อาจจะรู้ตอนหลังก็อาจจะเลอะเลือน ก็เลยถือว่าอุปชฌาย์เป็นผู้สำเร็จให้บวชได้ นอกนั้นเป็นพระอันดับมาประดับฉากเฉยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เพราะฉะนั้น อาตมานี่ ขออธิบายซ้อน โดยความจริงที่อาตมาเป็นมาอาตมาบรรลุธรรมมาตั้งแต่ก่อนบวชด้วยซ้ำ ก่อนบวช อาตมาก็เป็นพระอรหันต์แล้ว พอมาทำงาน ก็ทำไม่ผิดอาบัติอะไรหรอก ในพระธรรมวินัย มันจะรู้อยู่ว่าเราไม่ทำ แม้เราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ยิ่งถ้าเป็นโพธิสัตว์อย่างอาตมา อาตมาทำนานาสังวาสตั้งแต่ พ.ศ. 2518 อาตมาก็ไม่รู้มาก่อน แต่มันเป็นไปโดยธรรม อย่างนี้เป็นต้น หลายอย่างอาตมาทำแบบไม่ประสีประสาอะไรหรอก แม้แต่ไม่ต้องเอาอะไรมาก สาธารณโภคีนี้อาตมาไม่ประสีประสาไม่รู้เรื่อง แต่ทำไปแล้ว พวกเรามาปฏิบัติธรรมก็เป็นเองเป็นอย่างนี้ไปจนกระทั่งเกิด นี่มันสาธารณโภคีเลย ตั้งแต่รวมเป็นหมู่กลุ่ม ตั้งแต่สังคมปฐมอโศกเป็นชุมชนแรกเลย ก็เป็นสาธารณโภคีตั้งแต่โน่นจนถึงบัดนี้เลย ซึ่งตอนนี้ถึงบอกว่ามันเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นของมันเอง มันจะต้องมีเหตุปัจจัยครบตรงนี้ จึงเป็นเรื่องยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มันลอกเลียนกันไม่ได้ ทำเป็นแบบเสแสร้งไม่ได้ จริง จะปลอมได้บ้าง แต่ไม่นานหรอก ได้ชั่วคราว เดี๋ยวก็หมดความอดทน หมดความกดข่ม หมดเสแสร้งดราม่า ก็จะกลับไปสู่สัญชาตญาณเดิมของตัวเอง แต่ถ้ามันจริงมันไม่เปลี่ยนแปลง

_สู่แดนธรรม..อย่างที่พ่อท่านสร้างลูกๆ แม้อยู่แดนไกล พ่อครูไม่เคยไปเยี่ยมชมเลย แต่ผมดูหน้าจอ เขาพร้อมมาพบพ่อท่าน _ศาลีอโศก...เสียงไม่ออก

_ของเพื่อนน้องภูมิพุทธ วาฬเกยตื้นริมมูล...คืนนี้จันทร์นวลผ่องมองแล้วคิดถึงแต่เธอ คืนจันทร์ โลโซ ลมเจ้าขาพัดพาเธอมาได้ไหม ว่าเมื่อไหร่เขาจะได้เจอเธออีกครั้ง ลมเจ้าเอ๋ย นี่คือลมกะลา สัญญาณต่อไปนี้เป็นเวลา 10:00 น 0 วินาที เมื่อไหร่บนหน้าปัดวิทยุจะมีวิทยุชุมชน บวร ราชธานีอโศกริมแม่น้ำมูล พ่อครู รอร้อรอ เบื่อ Goodtime radio มีแต่เพลงเพิ่มกิเลสฟังทุกวันเลย (พ่อครูว่า...แล้วฟังทำไม)

_ส.ลือคม...ก็เมื่อกี้ก็ตามหาว่าใครจะเป็นผู้ที่สอบถาม ก็ยังไม่มีใคร ผมเลยขอเป็นตัวแทน คือ ผมก็ระลึกถึงตัวเองที่มาพบพ่อท่าน ครั้งแรกผมก็รู้สึก หากเรากลับไปอยู่ข้างนอกก็คงจะกลับเข้ามายากจึงตัดสินใจเข้ามา ผมก็พิสูจน์ตอนแรกก็ไม่มั่นใจ แต่พอยิ่งอยู่ไปผมก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น ผมรู้สึกเข้ามาในช่วงที่ทุกสิ่งทุกอย่างแข็งแรง พี่ๆเพื่อนๆก็แข็งแรง ผมก็อาศัยหมู่กลุ่มพาตัวเองมาจนถึงวันนี้ วันนี้ผมระลึกได้ว่า ได้ดีเพราะหมู่กลุ่มพานำ ผมอาจไม่ได้ตั้งใจว่าต้องมาอยู่ที่นี่ มาอยู่แล้วก็เลยต้องมาเป็นพี่ ก็เลยต้องแข็งแรง วันนี้ผมก็รู้สึกเลยว่า เราเหมือนกับมีอะไรขับดันจูงนำ ให้ตัวเองต้องทำหน้าที่ ไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้มันจะใช่ไหม แต่ผมมั่นใจว่าที่ทำมายิ่งมั่นใจ ผมได้ประโยชน์มาก พ่อครูว่า... ถูกต้องจะเป็นเช่นนี้อย่างที่คุณว่า มันยิ่งมันใจมันยิ่งชัดเจน ไม่มีการถอยไปไหนเลย อย่างที่พูดมานี้อย่างที่ท่านลือคมพูดนี้ แม้แต่บางทีรู้สึกว่าเรายังไม่แข็งแรง แต่มั่นใจว่าไม่ไป ถ้าไปแล้วเราจะแย่แล้วก็อยู่จนกระทั่งยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้น นั่นคือสภาพจริง จึงมั่นใจมากยิ่งขึ้น มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆเลยเพราะความรู้สึกกับความจริงที่จะรู้ความจริงขึ้นไป มันจะสนับสนุนกันทั้งความรู้และความจริงจะทำให้ความมั่นคงแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงเป็นหนึ่งเป็นสัจจะที่เป็นหนึ่งได้ อย่างแท้จริง _สู่แดนธรรม.. _บวร..อ.หมอเขียว ทางภูผาฟ้าน้ำ (เสียงไม่ดี) จึงผ่านไปก่อน

ศรัทธาอย่างไรไม่ให้เป็นความหลงผิด _จ๋อม น้อมผ่องพุทธ...คำถามมีช่วงนี้จะมีสภาวะคือเหมือนจะมีความยึดความหลงแต่มีศรัทธา เวลาคนพูดถึง พระพุทธเจ้า พวธ. ก็รู้สึกไม่ชอบใจ เราจะปฏิบัติธรรมอย่างไรเพื่อให้ศรัทธาเต็มรอบเต็มเปี่ยมเต็มร้อย ศรัทธานั้นจะไม่เป็นความหลงในองค์กรที่เราศรัทธาอยู่ และพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า..ต้องทำปัญญาให้แจ้งให้ชัด ศรัทธาคือความเชื่อถือ นับถือ ยึดถือ ไปถึงขั้นนั้นเลย ส่วนปัญญานั้น เป็นความรู้เป็นความเข้าใจ เราจึงต้องเพิ่มความรู้ความเข้าใจ เพราะฉะนั้นตัวเราเองมันไปรู้สึกว่าเราเองรู้ตัวดีมีปฏิภาณดีบอกว่า เราไปทำอย่างนั้นไปนึกคิดอย่างนั้น เราไปไม่ชอบใจใครเขามาตำหนิ ละลาบละล้วง รู้สึกอาการอารมณ์เราไม่ดี รู้ก็ดีแล้ว ก็ดูให้ได้ว่าเขาเองมีภูมิปัญญาเท่านั้น เรานึกถึงอย่างนี้สิ เหมือนเด็กเขาไม่เดียงสาเวลามาทำอะไรกับเรา มาทุบตีเราด้วยซ้ำ เราก็ไม่ได้ถือสา เขาไม่รู้เขาก็ทำไปตามประสาของเขา เราต้องกำหนดชัดเจนให้รู้ว่า อันนี้เขาเป็นเช่นนี้ เขาไม่รู้ จุดสำคัญก็คือเขาไม่รู้ เราจะไปลงโทษคนไม่รู้ เราก็เป็นคนโง่นะ เราไปลงโทษคนไม่รู้ไปถือสาคนไม่รู้ นอกจากคุณจะช่วยเขา เขาจะตำหนิเขาจะว่าอะไรเขาก็ว่าไป แต่ใจของเราอย่าไป โทษเขา อย่าไปข่มเขา อย่าไปเกลียดเขา มันต้องสงสารเขาต้องเห็นใจเขาให้มาก ในผู้ที่เขายังไม่เข้าใจมาละลาบละล้วงเรา มาทำการละเมิดเรา ทำความไม่ดีไม่งามกับเราหรือสิ่งที่เรารักเรานับถือ เราก็จะต้องให้อภัยเขา ต้องดูว่าเขาเอง คือเราจะรู้ไม่ยากหรอกที่คนเขาไม่เข้าใจเรา เขามาว่าพวกเรามาละเมิดพวกเรา ละลาบละล้วงพวกเราอะไรต่างๆนานาพวกนี้รู้ไม่ยากหรอก เราก็ต้องอย่าไปมีจิตใจไปถือสาเป็นต้น อันนั้นมันคือตัวเอง ใครแตะต้องไม่ได้ ใครมาว่าไม่ได้ ใครมาลดความจริงของเรา เราจริงอย่างนี้เราสูงอย่างนี้ เราเป็นอย่างนี้ใครมาลบหลู่ เราก็ไม่ได้อะไรอย่างนี้ นั่นแหละคือการถือดีถือตัว อย่าไปติดใจอย่านั้นเลยมันยังเป็นอัตตา เป็นอุปกิเลส ถือดีถือตัวเป็นมานะอติมานะ มันไม่เข้าท่า _สู่แดนธรรม..เราจะใช้หลักจรณะ 15 ได้ไหม พ่อครูว่า...มันเป็นปัจจัยเกื้อกูลกันระหว่าง สัทธินทรีย์กับปัญญินทรีย์ มันจะเกื้อกูลช่วยเหลือกันตลอดเวลาเลย ศรัทธากับปัญญาเป็นคู่หูที่แยกกันไม่ได้เลย ศรัทธาจะมีข้อด้อยกว่าปัญญา อันนี้เป็นข้อด้อยที่ไม่ได้ไป ข่มสายศรัทธานะ แต่สัจจะมันเป็นเช่นนี้ สัทธานุสารีกับธัมมานุสารี อาตมาให้ข้อสังเกตว่าทำไมท่านไม่เรียกว่าปัญญานุสารี แต่ปัญญาจะไปเรียกเอาตอนเป็นปัญญาวิมุติ นอกนั้นแม้แต่ทิฏฐิปัตตะ ท่านก็ใช้ความจริงของปัญญาคือความรู้ เป็นความรู้ความเห็นความเข้าใจ ไปจากธัมมานุสารี ทิฏฐิปัตตะ ก็คือหยั่งถึงความเห็น ปัตตะ แปลว่าบรรลุ แล้วก็ข้ามไปเป็นปัญญาวิมุต ก็มี 3 ขั้น ธัมมานุสารี ทิฏฐิปัตตะ และปัญญาวิมุติ ส่วนสัทธานุสารีไปเป็น สัทธาวิมุติ ต่อให้เข้าใจว่าตัวเองวิมุติได้วิมุติดับได้ เป็นวิธีแบบสมถะ ดับได้แต่ยังไม่ครบ 2 อย่าง ไม่มีจิตไม่มีกาย ไม่สัมผัสด้วยกายครบทวารทั้ง 6 พระพุทธเจ้าท่านไม่ถือว่าเป็นความจริง มันเปลี่ยนแปลงได้มันเสื่อมลงได้ ต้องครบทั้ง 2 ด้าน เพราะฉะนั้น จึงมีคำบอกว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ผู้ที่จะเป็นกายสักขี ผ่านจากสัทธาวิมุตแล้วจะเป็นกายสักขี จะแสดงจะเห็นแต่ภายนอก แต่จิตตัวนี้ยังไม่พ้นอาสวะสิ้น อาสวะบางอย่างลดได้ละได้ ยังไม่ถือว่าแน่นอน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นท่านจึงยังไม่ยอมรับว่าอย่างนี้ ก็เป็นผู้ที่ เป็นคนดีระดับหนึ่ง เป็นคนที่บรรลุในระดับหนึ่งแต่ยังจะวนเวียน ยังไม่ถือว่าเป็นพระอรหันต์ ท่านใช้คำว่าอรหันต์เลย กายสักขี ยังไม่เรียกเป็นอรหันต์ แต่ปัญญาวิมุติเรียกเป็นอรหันต์ได้ พ้นอาสวะได้ ส่วนจะสูงไปถึงการพ้นอนุสัยก็เคยอธิบายไปแล้ว _สู่แดนธรรม...จะขอรายงานสิ่งที่อ.หมอเขียวพูด แต่ไม่ได้ยินชัด...มีนศ.ป.เอก มรภ.เชียงใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง จะขอมาดูงานภูผา เพราะเท่าที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีของจริงให้ดูจะมาในวันที่ 29 เดือนสิงหาคมนี้ พ่อครูว่า...ก็ยินดีต้อนรับ ก็จัดการโควิดให้ดีหน่อย ระมัดระวังอย่าประมาทเท่านั้นเอง

_ผู้สังเกตการณ์...เด็กประถมเปลี่ยนชั่วโมงเรียน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน