590603_สกู๊ปอโศกรำลึก ๒๕๕๙ จิตว่างจากอัตตามานะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590603_สกู๊ปอโศกรำลึก ๒๕๕๙ จิตว่างจากอัตตามานะ ขณะใด จิตของเราทนไม่ได้ ต่อสภาพที่เราไม่เห็นดีด้วย ขณะนั้นแล คือมานะ คืออัตตา คือกิเลสของเรา กำลังมีบทบาท มีชีวิตชีวา มีการเกิดอยู่ในตัวเราแท้ๆ ซึ่งมันพร้อม ที่จะเจริญ พัฒนาเป็น อรติ ปฏิฆะ อุปนาหะโกธ พยาบาท ถัมภะ แล้วสะสมให้ โทสมูล ใหญ่ ยิ่งขึ้นๆ (ถาม อาบุษดี …..เวลาเราเกิดกิเลสมานะอัตตา เรามีอาการอย่างไร มีตัวอย่างประกอบด้วย…) (ถาม ป้าวนิดา….…..เวลาเราเกิดกิเลสมานะอัตตา เรามีอาการอย่างไร มีตัวอย่างประกอบด้วย…) ขณะที่กิเลสคือมานะ คืออัตตา กำลังมีบทบาท มีชีวิตชีวา โดยเฉพาะ ทนไม่ได้ ในขณะที่สภาพนั้นๆ สิ่งนั้นๆ กำลังกระทบ สัมผัสอยู่ หรือ กำลังแวดล้อมเราอยู่ ซึ่งเป็นสิ่ง เป็นสถานที่ เราไม่เห็นด้วย เราไม่เห็นดี (ถาม อาบุษดี ….เมื่อท่านอยู่ในการตัดสินใจที่ท่านไม่เห็นดีด้วย เช่นในที่ประชุม ท่านมีมานะอัตตา ท่านทำใจในใจอย่างไร) (ถาม ป้าวนิดา ….เมื่อท่านอยู่ในการตัดสินใจที่ท่านไม่เห็นดีด้วยเช่น ในที่ประชุม ท่านมีมานะอัตตา ท่านทำใจในใจอย่างไร) ขณะใดที่จิตใจของเราทนได้ วางเฉยได้ ปลอดโปร่ง เย็นสบายได้ ต่อสภาพที่เราไม่เห็นดีด้วย ขณะนั้นแล คือ เรากำลังจิตว่างจาก อัตตา – มานะ เป็นผู้ทนได้ดี หรือยิ่งเห็นชัดว่า ไม่ได้ทนอะไรเลย แม้ขณะนั้น จะกำลังถูก กระทบกระแทก สัมผัสอยู่ หรือกำลังแวดล้อมเราอยู่ ด้วยสิ่ง ด้วยสภาพ ที่เราไม่เห็นด้วย ไม่เห็นดี นั่นเอง ดังนั้น ทำอย่างไร เราจะมีสติแววไว รู้ตัวเราได้ทันการ ในขณะที่ มีอาการต้องทน จนที่สุด ทนไม่ได้นั้นๆ รู้เท่าทันแม้ขณะ มันเริ่มเกิด อย่างอ่อนแผ่วแรกโผล่ แล้วสร้างอิทธิวิธี ที่เราสามารถมี จัดการอย่าให้ จิตใจเรา “ทนไม่ได้” หรือทำให้ไม่ต้องทน คือ พยายามแก้ไขตน ให้จิต ว่างจากกิเล
อ่านต่อ
สนั้นๆ จนเป็นผู้รับรู้ และรู้ชัด อยู่กับสถานการณ์ กับขณะนั้นได้ อย่างไม่ได้ทนอะไรเลย ให้ได้นั่นเอง