250808 ความศรัทธา โดย ท่านสิริจันโท .docx

โฟลเดอร์2525 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข30 ธันวาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

ความศรัทธา โดย ท่านสิริจันโท

ความศรัทธา ณ พุทธสถานสันติอโศก โดย ท่านสิริจันโท เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2525

เราก็ได้ฟังพระสูตร ที่สืบต่อมาจากสลิตตสูตรและสารีบุตรสูตร สลิตตสูตรกับสารีปุตตสูตร ก็มีเนื้อความทำนองเดียวกัน คือ การที่จะชำระจิตให้ผ่องใส แม้เป็นผู้ที่ไม่ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่น เราก็จะมาฉลาดที่จะศึกษาในวาระจิตของตน ใดยการที่จะกำจัดสิ่งที่ครอบงำออกไปให้ได้ เริ่มตั้งแต่ อวิชชา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ตลอดไปจนกระทั่งถึงความโกรธ ความเศร้าหมอง ความมีกายอันปรารถนาแรงกล้า ความเป็นผู้เกียจคร้าน และเป็นผู้ที่มีจิตไม่ตั้งมั่น อันนี้ล้วนแต่เป็นมลทิน ที่เราจะต้องชำระออกไปจากจิตวิญญาณให้ได้ ดังที่ได้อธิบายขยายความไปแล้ว เมื่อเป็นผู้ที่ได้มีความเป็นอยู่อย่างมีจิตใจที่ตั้งมั่นอยู่แล้ว เราก็ไม่หยุดอยู่ในกุศลธรรม ในทิฐิสูตร ซึ่งเราได้ฟังผ่านไปแล้วนี้ ก็เป็นสูตรที่ย้ำเตือนอีก ถ้าแม้เราเป็น ผู้ที่เป็นอยู่โดยมาก โดยการที่จะไม่มีนิวรณ์ครอบงำแล้วก็ดี ไม่มีความโกรธ ไม่มีความเศร้าหมอง ไม่มีกายอันปรารถนาแรงกล้า ไม่มีความเกียจคร้าน ไม่มีจิตใจที่ไม่ตั้งมั่น อยู่โดยมากแล้วก็ดีนะ แต่ว่าเราก็ไม่ควรหยุดอยู่ในกุศลธรรม เพราะฉะนั้น ทิฐิสูตรนี่ จึงเป็นสูตรที่จะได้อาศัยใช้เป็นเครื่องตรวจสอบ ความเจริญในธรรมของเรา ท่านก็แยกไว้เป็น 6 หัวข้อ ว่า ความเจริญในธรรมของเรานี้ ก็ตรวจที่ศรัทธา มีศีล มีสุตะ มีจาคะ มีปัญญา และปฏิบัติประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วนี่ เราได้มีศรัทธาที่มั่นคงขึ้น หรือว่า กลับมีความศรัทธาที่เสื่อมถอยลงไป ศรัทธานี่มันจะเป็นศรัทธาที่มั่นคงได้ ก็ต่อเมื่องเราเป็นผู้ที่ได้ใช้ปัญญา ประกอบศรัทธานั้นๆ ไม่ใช่ศรัทธาอย่างงมงาย แล้วที่สำคัญก็คือ แม้จะใช้ปัญญาพิจารณาจนก

อ่านต่อ

ระทั่งเกิดความศรัทธาขึ้นแล้วก็ตาม ก็จะต้องไม่ไปศรัทธาติดยึด แต่เพียงแต่ตัวบุคคล การศรัทธาในตัวบุคคลนั้นเป็นความศรัทธาที่ยังไม่ตั้งมั่น เรียกว่าเป็นจรศรัทธา เพราะศรัทธาในบุคคล เออ มันมีส่วนในข้อบกพร่องอยู่ เพราะฉะนั้นในขณะที่เราเห็นแต่ส่วนดี เห็นแต่ส่วนที่เป็นภูมิธรรม เราก็อาจจะมีความศรัทธา แต่เมื่อจิตใจของเราถูกรบกวนด้วยกิเลส จนกระทั่งมันตกต่ำลง มีจิตที่มันไม่ดีไม่เจริญขึ้นแล้วนี่ ก็จะขี้มักเพ่งโทษ นี้เมื่อไปเห็นโทษเห็นข้อบกพร่องในบุคคลที่เราศรัทธานะ จิตใจเราก็เกิดความเสื่อมศรัทธาลงได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงแนะนำ สั่งสอน ให้เราเป็นผู้ที่มีความศรัทธาในธรรม อย่าไปศรัทธาในตัวบุคคลจนเลยเถิดเกินไป แม้เราจะมีตัวบุคคลที่เป็นสังฆรัตนะ เป็นที่พึ่งที่เราจะอาศัย เป็นกัลยาณมิตร เราก็จะต้องทำใจให้พร้อมในการที่จะรู้ความเป็นจริงแห่งนัยของธรรม ว่าในตัวบุคคลนั้นนะ ไม่มีบุคคลใดในโลกที่จะบริสุทธิ์บริบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ส่วนที่เป็นความบริสุทธิ์ ความบริบูรณ์ของท่าน ก็คือจิตอันสะอาดผ่องใส จิตที่ไร้ธุลีทุกข์ นั้นเป็นความบริสุทธิ์ในส่วนที่เป็นปรมัตถสัจจะ แต่ส่วนที่เป็นสมมุติสัจจะแล้ว มันก็ยังมีส่วนที่บกพร่อง แต่ว่าเรายกท่านไว้ในฐานะที่ท่านเป็นพระบรมศาสดา แม้ท่านจะมีส่วนบกพร่อง มันก็เป็นส่วนนิดส่วนน้อย ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว มันไม่ถึง สองเปอร์เซ็นต์ สามเปอร์เซ็นต์อะไรนี้ ส่วนใหญ่ที่เป็นคุณธรรมความดีของท่านมีมากเกินนะ ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าไม่มีข้อบกพร่องเลย ท่านก็มีข้อบกพร่องนะ แต่ว่าในข้อบกพร่องนั้นนะ เมื่อมาเทียบน้ำหนักดูส่วนที่เป็นคุณธรรมแล้วนี่ มันแทบจะไม่เหลือเศษอะไรเลย มันเป็นเพียงธุลีเล็กน้อย ที่มันตกค้างอยู่โดยวาสนาบารมีอะไรของท่าน มันก็น้อยนิดเต็มทน เราก็จะไม่ไปเพ่งโทษ ยิ่งเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมต่ำกว่าพระพุทธองค์นี่ ก็ย่อมเป็นธรรมดานะ จะต้องมีส่วนที่เป็นข้อบกพร่องบ้าง แม้เป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่ใช่เป็นคนที่จะพร้อมบริบูรณ์ไปทุกอย่าง ที่ยังมีข้อบกพร่อง ด้วยวาสนาบารมีอันละไม่ได้ ยังมีความที่ยังมีการกรรม วจีกรรม ยังไม่งามพร้อมอยู่บ้าง อย่างพระสารีบุตร ซึ่งเป็นอัครสาวกอย่างนี้นะ ท่านก็ยังมีข้อบกพร่องในด้านความสงบสำรวม เป็นสมณสารูป นี้ก็ยังมีอาการกระโดกกระเดกบ้าง บางทีเดินไปในสวนลับหูลับตาคนก็ไปผ่านท้องร่อง เอ้ย ไม่เสียเวลาเดินอ้อม กระโดดข้ามท้องร้องไปเลย อันนี้ก็มี พอดีมีคนเขามาเห็นเข้า คนนั้นก็ตั้งใจศรัทธาพระสารีบุตร เตรียมจะเอาผ้า เอาจีวรมาถวาย พอมาเห็นพระสารีบุตรกระโดดข้ามท้องร่อง ศรัทธาตกเลย ไม่เอาแล้ว พระอะไรกระโดดโลดเต้น ไม่มีความสำรวมเลย ความศรัทธาในตัวบุคคลมันจึงเสื่อมได้ เพราะเราเองก็ไปยึดติดเอา แต่ส่วนที่เป็นด้านดี ในขณะที่พบกันใหม่ๆ เห็นว่า โอย ท่านดี ท่านแสดงธรรมได้กระจะกระจ่าง มีสมณสารูปที่งามพร้อมนะ พบปะกันใหม่ผิวเผินนี่ มันก็มองเห็นแต่ส่วนที่ดี ทีนี้พออยู่คลุกคลีกันไปนานๆ ก็ได้เห็นข้อบกพร่อง เห็นข้อที่ยังไม่งามพร้อมในส่วนต่างๆ ถ้าความเจริญในธรรมในตัวเรายังไม่เจริญขึ้นนี่ มันก็จะเพ่งโทษ เพราะกิเลสคนมักมักจะพาลอยู่แล้ว พอจิตใจของเรามันมีอำนาจของราคะ โทสะ โมหะ มาครอบงำ ทำให้จิตเศร้าหมอง มันก็มักจะมีอคติ มีความเพ่งโทษแม้แต่ในบุคคลที่เราศรัทธา พอมาเห็นข้อบกพร่องอะไรนิดอะไรหน่อย มันก็จะเพ่งโทษอะไรทำให้ศรัทธาเราเสื่อมถอยลงไป เพราะฉะนั้นศรัทธาที่จะเป็น จากศรัทธาที่มั่นคงได้ ก็คือการศรัทธาใน ธรรม โดยแยกธรรมะออกจากตัวบุคคลให้ได้ ว่าในตัวบุคคลนะ มีทั้งส่วนที่เป็นกุศลธรรม และส่วนที่เป็นอกุศลธรรม เราจะต้องพยายามที่จะเฟ้นหาส่วนดี ส่วนที่เป็นกุศลธรรมจากตัวบุคคลให้ได้ แต่ในส่วนที่เป็นอกุศลธรรมนั้น เราก็อาศัยเป็นครูในด้านกลับ คือ ไม่ถือที่จะเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง แม้แต่บุคคลที่เราถือเป็นครูบาอาจารย์ก็ตาม ก็ไม่ใช่หมายความว่าเราจะปิดหูปิดตาไม่รับรู้ข้อบกพร่องของท่านนะ คนที่ยิ่งเป็นครูบาอาจารย์ของเรานี่ เรายิ่งจะต้องสามารถที่จะรับรู้ข้อบกพร่องของท่าน โดยที่ไม่มีจิตลบหลู่ดูแคลน เพราะเราต้องยอมรับความจริงว่า แม้บุคคลที่เป็นครูบาอาจารย์ของเราก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นบุคคลที่บริบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง 100 เปอร์เซ็นต์เต็มบริสุทธิ์ ไม่มี เพราะสมมุติสัจจะแล้ว มันไม่มีอะไรที่บริบูรณ์ ส่วนที่เป็นบริบูรณ์เป็นสัจธรรมสมบูรณ์ก็คือเป็นปรมัตถ์นะ เป็นส่วนของจิตวิญญาณของแต่ละคนที่สะอาดจากกิเลสได้ ความที่เป็นความสมบูรณ์มันมีแต่ในปรมัตถธรรม อันเป็นสัจธรรมสมบูรณ์ ส่วนสมมุติสัจจะ คืออาการแสดงออกทางกาย ทางวจี เป็นสัจธรรมสัมพัทธ์ไม่มีความสมบูรณ์ เมื่อมีสิ่งที่ออกมาแล้วมันก็มีทั้งด้านดีและด้านชั่ว มีทั้งด้านที่จะเป็นคุณประโยชน์และด้านที่จะเป็นโทษเป็นภัย มีทั้งสองด้าน อย่างขนาดพระพุทธเจ้าเองนี่ ธรรมเทศนาบางกัณฑ์ของท่าน ผู้ฟังแล้ว ถึงกับกระอักเลือดตายก็ยังมี ท่านแสดงธรรมอยู่กัณฑ์หนึ่ง มีผู้ฟังอยู่ 180 รูป พอแสดงจบแล้วปรากฎว่า บรรลุเป็นพระอรหันต์ไป 60 ลาสิกขาในขณะนั้นเลย 60 กระอักเลือดตายไปอีก 60 สามส่วนนี้ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ลาสึกไปเลย อีกส่วนหนึ่งก็กระอักเลือดตาย ถ้าดูอย่างโลกๆแล้ว โอ้โฮ พระพุทธเจ้านี่ทำไม อกุศลธรรมอะไรรุนแรงหนักหนา เบียดเบียนน้ำใจเขาถึงกับต้องอาเจียนเป็นโลหิตเลยอย่างนี้ ก็จะหาว่าพระพุทธเจ้านี่ใจร้าย ไปพูดเบียดเสียดทำร้ายจิตใจเขา จนกระทั่งทนไม่ได้ถึงกับกระอักเลือดตาย ก็จะเพ่งโทษพระพุทธเจ้าในแง่นั้น ว่า เออ ดูซิ ท่านแสดงธรรมมีบุคคลบรรลุอรหันต์เพียง 60 แต่คนต้องลาสึกไปตั้ง 60 ต้องอาเจียนเป็นโลหิตตั้ง 60 มันไม่คุ้ม มันก็เลยต้องเสียไปตั้ง 120 นะ ได้แค่ 60 แค่นั้นเอง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วก็แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ คนคิดตื้นๆก็จะไปคิดเพ่งโทษพระพุทธเจ้าอย่างนั้น แต่ว่าคนที่มีความลึกซึ้งในธรรม เป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่องของจิตวิญญาณแล้วจะรู้ว่าทั้ง 180 คน น่ะไม่มีใครเสีย ไม่มีใครขาดทุนเลย คนที่บรรลุเป็นอรหันต์ แน่นอนได้กำไรเต็มที่ ฟังธรรมแล้วก็เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง จนกระทั่งหลุดพ้นจากกิเลส ตัณหา อุปาทานโดยสิ้นเชิง ส่วนอีก 60 ที่ลาสึกออกไป ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ดี การที่ลาสึกออกไปก็หมายความว่า ได้เกิดมโนธรรมสำนึกขึ้นมาแล้ว เมื่อได้ฟังธรรมของพระ พุทธเจ้ามาแล้วก็มาตรวจดูตัวเอง เห็นว่า ยังไม่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะอยู่ในธรรมวินัยนี้ได้ เกิดความละอาย เกิดความเกรงกลัวต่อบาป ถ้าขืนอยู่ต่อไป เราก็คงที่จะสร้างหนี้ เป็นหนี้ก่อนข้าวชาวบ้านเขา เกิดมโนธรรมสำนึก มันจึงลาสึกออกไป เพราะรู้ตัวว่า ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะอยู่ในเพศของสมณะได้ เพราะฉะนั้นที่ลาสึกไปนั่นไม่ได้เป็นผลเสียหายอะไร เป็นผลดีแสดงว่า เออ เขาเริ่มรู้แล้วว่าพระธรรมวินัยนี่มีความลึกซึ้ง แล้วตัวเขาเองเขายังไม่สามารถที่จะทำให้เข้าถึงได้ ที่จะพอเหมาะพอสมในอันที่จะยังอยู่ในสมณเพศนี้ต่อไปได้ เขาก็ลาสึกออกไป ส่วนจิตวิญญาณนั้น มันไม่ได้เป็นเรื่องของความเสื่อมเสีย จิตวิญญาณที่เกิดมโนธรรมสำนึกที่สูงขึ้นด้วยซ้ำไป ไม่เป็นผู้ที่เป็นคนลวงโลก แล้วเมื่อรู้ตัวเองว่ายังไม่ได้เป็นสมณะ ก็ไม่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะ เราก็ลาสึกออกไป เขาก็ไม่เสียนะคนนี้ไม่ได้ตกต่ำ เอ คนที่ลาสึกออกไปนี่ไม่ได้ตกต่ำ เพราะจิตของเขาได้เกิดเทวธรรมขึ้นมาจริงๆ เกิดความละอาย เกิดความเกรงกลัวต่อบาป แล้วเขาก็รู้ตัวว่า ขืนอยู่ต่อไปก็จะก่อหนี้บาปหนี้เวรเพิ่มขึ้น เขาก็ไม่เอา ก็ลาสึกไป ไปกระทำความดีตามฐานะของคฤหัสถ์ ซึ่งไม่ต้องเป็นหนี้ก้อนข้าวชาวบ้านเขา เพราะฉะนั้นในด้านจิตวิญญาณแล้วจึงเป็นความเจริญขึ้น ไอ้มีเทวธรรมที่สูงขึ้น ไม่เป็นผู้ที่ลวงตนเอง ไม่เป็นผู้ที่ลวงโลก ทีสึกออกไป เอ ก็ไม่เสีย แม้กระทั่งที่กระอักเลือดตายไป 60 ก็ไม่ได้เสียอะไร ในทางด้านจิตวิญญาณ ถ้าหากว่าเราเชื่อ ในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดแล้วนี่ จิตวิญญาณของ 60 องค์ที่กระอักเลือดตายก็ไม่ได้เสื่อมต่ำลงเสีย เพราะว่าการที่คนจะฟังธรรมจนกระทั่งคับแค้นใจ ถึงกับอาเจียนเป็นโลหิตออกมาได้นี่ ก็ต้องหมายความว่า กระแสของธรรมะนั้นมันซึมซาบเข้าไปในจิตวิญญาณ จนกระทั่งมันบีบคั้นไอ้ส่วนที่ตัวเองเป็น ผู้ที่ยังไม่มีความดีงามพรั่งพร้อมอย่างนี้ มันก็เลยเกิดความบีบคั้นถึงกระทั่งต้องกระอักเลือดออกมานี่ ถึงกับกายต้องแตกไปอย่างนั้นนะ ในส่วนที่เป็นมโนธรรมแล้วมันเจริญขึ้น เช่นเดียวกับอีก 60 องค์ที่ลาสึกออกไปนั่นแหละแต่ทีนี้ 60 นี้ 60 องค์ที่กระอักเลือดตายนี่ มีมโนธรรมสำนึกอันแรงกล้า จนกระทั่งมันทนไม่ได้อกแตกตายไปเลย เพราะฉะนั้นในด้านจิตวิญญาณแล้วนี่ จึงไม่ใช่เป็นความเสื่อมต่ำอะไร แน่ใจได้เลยว่า 60 องค์ที่กระอักเลือดตายเพราะการฟังธรรมนี่ จะต้องมีที่ไปอันดีขึ้น เพราะว่าจิตของเขาได้เกิดแล้วจริง ได้เห็นภัย เห็นโทษใน เอ๊อ สิ่งที่เป็นกิเลสตัณหา อุปาทาน จนกระทั่งมันอัดอั้นตันใจ ถึงกับอาเจียนเป็นโลหิตออกมานี่ก็หมายความว่า มโนธรรมมันได้อุบัติขึ้นแล้วจริง เพราะฉะนั้นถ้าหากเข้าใจลึกซึ้งแล้วนี่ ธรรมะที่ท่านทรงแสดงกัณฑ์นี้ ไม่ได้มีผลเสียหายอะไรอย่างที่สายตาโลกๆเข้าใจ ถ้ามองอย่างคนโลกๆแล้วจะเห็นว่า โอ้โฮ พระพุทธเจ้านี่ รุนแรงเหลือเกิน แสดงธรรมเพียงแต่จะเอาพระอรหันต์ 60 รูป ก็ทำให้คนต้องสึกออกไปตั้ง 60 ทำให้คนต้องตายไปตั้ง 60 นะ ได้ผลแค่ 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ก็จะเพ่งโทษพระพุทธเจ้าได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรายังเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้รอบในส่วนสองนะ ยังไม่มีปรมัตถ์ที่สมบูรณ์พรั่งพร้อมจริงๆนะ มันก็จะมีอันตรายที่จะไปมุ่งมั่นศรัทธาแต่ในตัวบุคคล นี่ขนาดบคคลชั้นมหา- บุรุษนะ พระพุทธเจ้าเป็นมหาบุรุษ เป็นพระบรมศาสดา ก็ยังมีจุดที่จะให้เพ่งโทษได้ เพราะฉะนั้นจะกล่าวไปไยถึงอัครสาวกชั้นรองๆลงมา อริยสาวกชั้นรองๆลงมา ก็ย่อมจะต้องมีจุดที่จะให้เพ่งโทษหลายๆจุด เพราะฉะนั้น ศรัทธาที่จะมั่นคงได้ มันจึงต้องเป็นศรัทธาในธรรมที่เรารู้จักแยกแยะ ว่าส่วนใดเป็นกุศลส่วนใดเป็นอกุศล เราก็จะรู้ส่วนที่เป็นกุศลกับอกุศลทั้งสองส่วนในตัวบุคคล แม้บุคลที่เรานับถือเป็นครูบาอาจาย์ เราก็รู้ว่าท่านมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง อะไรที่เป็นจุดอ่อน เป็นวาสนาบารมีที่ยังละไม่ได้ เราก็รับรู้ความจริงอันนั้นนะ ก็เป็นครูในด้านกลับที่เราจะไม่เอาอย่าง ไม่ใช่ใครเป็นครูบาอาจารย์ แล้วเราต้องเอาอย่างไปทุกอย่างไปไม่ใช่นะ ต้องดูเยี่ยงที่ดี ดูส่วนที่เราจะมาใช้เป็นประโยชน์โดยตรง ส่วนใดที่เป็นข้อบกพร้องของท่านเราก็ยกไว้ ไม่มีจิตไปลบหลู่ดูแคลน เพราะว่าหักกลบลบหนี้กันแล้ว ส่วนที่เป็นคุณธรรมของท่าน มันล้ำกว่านะ มันมีเหนือกว่า มันไม่สามารถมาเทียบในส่วนบกพร่องของท่านได้ ทีนี้ถ้าหากว่า คนยังไม่มีความสุขุมลุ่มลึกเพียงพอ ก็มักจะดูส่วนที่เป็นเปลือกนอก ดูพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายนอก โดยหยั่งไม่ถึงเจตนาของท่าน ทีนี้เมื่อเห็นพฤติกรรมที่แสดงออกภายนอกแล้วมีส่วนเสีย ก็จะเกิดจิตเพ่งโทษ เกิดจิตที่มันลบหลู่ดูแคลน เราก็เสื่อมศรัทธาลงไปนะ พอเสื่อมศรัทธาลงแล้วนี่ ความที่จะขวนขวายในธรรมให้ยิ่งๆขึ้นมันก็ไม่มีกำลัง สังเกตดูได้พอจิตเราศรัทธาตกแล้วนี่ ไอ้กำลังในการที่จะลอละขัดเกลากิเลสมันก็เสื่อมถอยด้อยลงไปด้วย แล้วก็เลย ในที่สุดก็ต้องเวียนกลับไปสู่โลกียภูมิอย่างเก่านะ ไม่สามารถที่จะขึ้นสู่โลกุตรภูมิที่สูงขึ้นไปได้ บุญวิเศษพอมีพอได้พอเป็นมันก็เสื่อมต่ำลง เพราะฉะนั้น ศรัทธาอันแท้จริงที่เราจะต้องตรวจสอบดู ในตัวเองก็คือ ความศรัทธาในธรรม ที่เราได้ประพฤติปฏิบัติที่จนกระทั่งเกิดความเชื่อมั่น มีมรรค มีผลในตนที่ได้พิสูจน์แล้วจริงนะ เป็นความเชื่อมั่นในธรรม ที่เราได้ศึกษาในเชิงที่เป็นปริยัติธรรม เมื่อเข้าใจปริยัติธรรมในภาคทฤษฎีแล้ว เราก็เอามาประพฤติปฏิบัติ จนกระทั่งเกิดปฏิเวธ ปฏิเวธธรรมขึ้นในตนจริงๆ แล้วทีนี้ละความศรัทธา มันจะเป็นความศรัทธาที่เรียกว่า อาจารศรัทธา เป็นศรัทธาที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เป็นความเชื่อมั่น ไม่ใช่เป็นความเชื่อมั่นในสิ่งภายนอก ในบุคคลภายนอก แต่เป็นความเชื่อมั่นในธรรม อันเราได้ประพฤติ จนกระทั่งได้ผลสมควรแก่ธรรม ได้ประพฤติธรรมตามสมควรแก่ธรรม แล้วก็จะเกิดผลตามสมควรแก่ธรรมที่ได้ประพฤตินั้น เราเกิดความเชื่อมั่น เกิดความแน่ใจ เพราะฉะนั้นศรัทธาที่แท้จริง ไม่ได้ไปพิสูจน์ที่ใคร ต้องพิสูจน์ที่ตัวเอง เมืองเราเห็นในหลักการ ในกฎเกณฑ์ ที่จะเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ เราก็เอามาประพฤติปฏิบัติ จนกระทั่งได้เบาบางจางคลายจากความทุกข์ขึ้นมาได้จริงๆ นี่แหละคือศรัทธาที่แท้ เป็นศรัทธาที่แท้ เพราะฉะนั้นถามว่ามาศรัทธาอโศกเพราะอะไร ศรัทธาอโศกเพราะเราได้ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่มาศรัทธาอโศกเพราะว่า มาเห็นพระที่ปฏิบัติเคร่งครัด เห็น มาได้ฟังการแสดงธรรมของท่านที่กระจ่างชัดเจน นั่นจะไม่ได้ชื่อว่าเป็นศรัทธาที่แท้จริง คนที่มีศรัทธาที่แท้จริงจะต้องตอบว่า ไม่ใช่เอาแต่ตอบอย่างเดียวนะ ต้องมีความรู้สึกว่าที่เราศรัทธาในศาสนาก็เพราะว่าเราปฏิบัตินะ แล้วเราก็ได้เห็น ได้บรรลุธรรมตามสมควรแก่ธรรม การบรรลุธรรมตามสมควรแก่ธรรมนั้น ก็ยังศรัทธาให้เกิดขึ้น อย่างนี้ถึงชื่อว่าเป็นศรัทธาอันมั่นคงแท้ ฉะนั้นประการแรกที่เราจะต้องตรวจสอบว่า เรามีความเจริญในธรรมแค่ไหน ก็คือ ความเชื่อมั่นในการประพฤติปฏิบัติของเราว่า เรามีความแน่วแน่ มีความมั่นคง ในการที่จะทำกุศลธรรมให้ยิ่งๆขึ้นไปได้หรือไม่ หรือว่าศรัทธาของเราก็ยังขึ้นๆลงๆ เป็นศรัทธาหัวเต่า เดี๋ยวก็ยาว เดี๋ยวก็หด ยังงั้นยังใช้ไม่ได้นะ ศรัทธาชนิดนั้นเป็นศรัทธา ที่พระพุทธเจ้าเองท่านไม่สรรเสริญ เราก็ต้องพยายามที่จะทำศรัทธาของเราให้มั่นคงขึ้น ด้วยการประพฤติปฏิบัติ มีศีล ศีลที่ประพฤติปฏิบัติจนกระทั่งเป็นปกติแล้ว จึงจะเป็นศรัทธาที่แท้ ศรัทธาที่แท้จริงก็คือศีลที่ประพฤติปฏิบัติจนเข้าถึงจิต เกิดภาวะแห่งความเป็นปกติขึ้นที่จิตได้จริงๆ ได้ลดสิ่งที่เป็นบาปเป็นอกุศล ออกไปจากชีวิตเราจริงๆ แล้วเราก็เกิดความเชื่อมั่นในข้อวัตรปฏิบัติ อันเป็นไปเพื่อการชำระขัดเกลากิเลส ที่จะเพิ่มพูนข้อปฏิบัติให้สูงขึ้น เป็นอธิศีล เป็นอริยกันตศีล เป็นวิสุทธิศีล อันไม่มีที่สิ้นสุด ปกติภาวะที่เราได้จากการประพฤติปฏิบัตินี่แหละ คือตัวศรัทธาแท้ๆนะ ไม่ใช่เป็นศรัทธาที่สิ่งภายนอก ที่บุคคลภายนอก ที่อะไรต่ออะไร ที่มันอยู่นอกไปจากตัวเรา ไม่ใช่ มันเป็นความเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ใช่เป็นความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างชาวโลกๆ ในคนโลกๆเขาเชื่อมั่นในตัวเองก็คือ เชื่อมั่นในอัตตา ยิ่งเชื่อมั่นในตัวเองมากเท่าไรก็ยิ่งมีทิฐิมานะแรงกล้า ส่วนคนที่เชื่อมั่นในตัวเองด้วยการปฏิบัติธรรมแล้วนี่ จะเป็นคนที่สุขุม พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แล้วก็เอามาไตร่ตรอง เอามาตรวจสอบอยู่เสมอๆ ไม่ใช่ว่าเป็นคนที่ดึงดันเอาแต่ทิฐิของตนเองเป็นใหญ่ อย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเองในธรรม ยังไม่ได้เป็นผู้ที่มีศรัทธาแท้ ไอ้การที่เราไม่กล้าที่จะรับเอาความคิดเห็นของผู้อื่น มาพิจารณาไตร่ตรองนั่นแหละ คือ ความที่เรายังไม่เชื่อมั่น ต้องรีบปิดกั้นไว้ก่อน ต้องรีบปกป้องไว้ก่อน จะไป ยอมรับของผู้อื่นเขาเข้ามาไม่ได้ แสดงว่าลึกๆลงไปแล้ว จิตใจของเราก็ยังไม่มีความแน่ใจในการปฏิบัติของเรา เพราะฉะนั้นเราก็เลยยังไม่กล้า ที่จะรับเอาของผู้อื่นมาพิจารณา ด้วยจิตใจอันปราศจากอคติ มันยังมีความลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะโกรธ ลำเอียงเพราะไม่ชอบใจ ลำเอียงเพราะหลงใหล อะไรต่ออะไรต่างๆเหล่านี้ มันก็ยังมีอคติอยู่ในจิตใจอยู่ ไม่เป็นไปเพื่อที่จะเป็นผู้มีสัญชาติแห่งคนตรงอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นคนที่ประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ ก็จะได้เสริมสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองที่สูงขึ้น แต่เป็นความเชื่อมั่นในตัวเองที่เที่ยงธรรม ไม่ได้ว่าดึงดันเอาแต่ความเห็นของตนเป็นใหญ่ มีความเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น พร้อมที่จะน้อมรับมาสำรวจตรวจตราอยู่เสมอๆ ว่าเรายังมีจุดบกพร่องตรงไหนบ้าง แล้วเราก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา เมื่อตรวจพบว่าในจุดที่เราทำอยู่นี้ ยังเป็นความที่บกพร่องอยู่ มีผู้มาติเตียนเรา มีผู้มาชี้ขุมทรัพย์ให้แก่เรา เราก็ไม่ดึงดัน เปลี่ยนได้ แต่ไม่ใช่หมายความเป็นคนเหลาะแหละ อย่างบางคนอย่างนี้ไม่ได้ พอใครมาทักมาท้วงแล้ว จะไปปฏิบัติตามเขานี่ กลายเป็นว่า กลัวจะไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องทำตามเขาไป นั่นแหละคือทิฐิมานะอย่างชาวโลกๆ อย่าไปได้เข้าใจว่านั่นเป็นความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะว่าเชื่อมั่นในตัวเองจริงๆโดยธรรมแล้วนี่ ต้องพร้อมที่จะปรับปรุงตนอยู่เสมอ เป็นผู้ที่ไม่หยุดอยู่ในกุสลธรรม เมื่อได้ตรวจพบตนเองว่ายังมีข้อบกพร่องอันใด เราก็จะพากเพียรในการที่จะปรับปรุงตนให้มีความเจริญในธรรมยิ่งขึ้นอยู่ ยอมรับฟังผู้อื่นแล้วเอามาเปลี่ยนได้ ไม่กลัวจะต้องเสียเหลี่ยมว่า เอ้อ พอคนดน้นเขามาทักท้วง มาอะไร แล้วเราก็ไปปฏิบัติตามเขา แล้วเราก็จะเป็นผู้ที่สูญเสียความเป็นตัวเองไป จะต้องเอาตัว ไอ้ตัวนี่แหละ คือ อัตตาแท้ๆละ คือตัวอัตตาแท้ๆ ถ้าผู้ใดมีความเชื่อมั่นในลักษณะนี้มันก็จะทำให้เป็นผู้ที่อยู่อย่างเก่านะ เป็นผู้ที่ทรงอยู่อย่างนั้น ไม่มีความเจริญขึ้น แล้วมันก็จะเสื่อมลงไปด้วย ถ้าหากว่าเราไม่ได้มีการประพฤติปฏิบัติ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันดำเนินไปข้างหน้า กาลเวลาก็หมุนไป โลกก็หมุนไป แต่เราหยุดอยู่กับที่ ก็เท่ากับว่าเราถอยหลังไปเรื่อยนะแหละ แม้แต่ในเรื่องศรัทธา อันเป็นเบื้องต้นแห่งการที่จะมาตรวจสอบตัวเองนี่ เราก็ต้องตรวจสอบให้ชัดว่า ความศรัทธาของเราที่มีต่อธรรมะนี่ เราเป็นศรัทธาที่มั่นคงเพียงใด แล้วก็เป็นศรัทธาที่มีรากฐานมาจากอะไร ถ้าเป็นศรัทธาที่มีราก ฐานมาจากการประพฤติปฏิบัติ มันก็จะมีความมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ในตัวบุคคลที่เรายึดถือเป็นสรณะ ยังมีข้อบกพร่อง ยังมีจุดที่มีอันเป็นไปต่างๆนานา จิตใจของเราก็ไม่ท้อแท้ ไม่มีความที่จะเกิดวิปฏิสารอะไรมากมาย มันก็เป็นไปได้ด้วยดีว่า เออ มันไม่เที่ยง ตัวบุคคลนี่ก็ยังไม่เที่ยง แม้เป็นบุคคลที่เข้ามาในธรรมแล้ว แต่ เออ ด้วยการที่ยังสู้ต่อกับฤทธิ์แรงกิเลสยังไม่ได้ มันก็จะมีอันเป็นไปได้เหมือนกัน เราก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ความศรัทธาในธรรมไม่ได้เสื่อมถอยลงไปด้วย ไม่ได้มีความเสื่อม ไม่ได้มีความถอย เรายิ่งกลับตั้งใจว่า ดูซิ ขนาดผู้ที่มีความรู้ในธรรมตั้งมากๆแล้ว ก็ยังมีโอกาสพลาดพลั้งได้ เราก็ยิ่งจะต้องตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทยิ่งขึ้นไปอีก ต้องพยายามพากเพียร เตือนตนเอง ถ้าแม้ผู้ที่เรายึดถือเป็นพ่วงแพ บ่างคนอย่างนี้ นับถือพระองค์นั้นองค์นี้ เคารพพระองค์นั้นองค์นี้ พอท่านมีอันเป็นไป ต้องลาสึกสิกขาลาเพศออกไป จิตใจเราก็ตกเลย ไม่มีกำลังใจที่จะประพฤติ ปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆขึ้น นี่ก็แสดงว่า ศรัทธาของเรานี่ มันไม่ได้เป็นศรัทธาในธรรม ไปติดอยู่ที่ตัวบุคคล พอบุคคลมีอันเป็นไป เราก็พลอยมีอันเป็นไปด้วย อย่างนี้ยังไม่เป็นศรัทธาที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นนักปฏิบัติธรรมแล้วนี่ จะต้องไม่ไปพยายามที่จะไปติดยึดกับตัวบุคคลให้มากจนเกินไป ในบุคคลที่เรายึดถือเป็นกัลยาณมิตรนี่ ก็เพื่อที่จะอาศัย เป็นพ่วงแพในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งก็ต้องหมายความว่า เราก็ต้องหัดว่ายน้ำเกาะเกี่ยวไปอยู่เรื่อย ไม่งั้นเราก็ไม่มีวันที่จะเจริญในธรรมขึ้นมาได้ กลายเป็นไม้เถาที่ต้องอาศัยเกาะเกี่ยวผูกพันเรื่อยไป ศรัทธาก็เป็นศรัทธาที่มันยังไม่มั่นคงอยู่นั่นแหละ นี่ก็เป็นเรื่องของศรัทธาที่เราจะต้องตรวจสอบ ในเรื่องของศีลก็ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ศีลที่เราประพฤติปฏิบัตินี่ มันจะต้องเป็นไปเพื่อการชำระขัดเกลากิเลสออกไปจากจิตวิญญาณจริงๆ ไม่ใช่ประพฤติปฏิบัติแต่เพียงรูปแบบภายนอก อันยังไม่พ้นสีลัพพตปรามาส ต้องประพฤติปฏิบัติด้วยการเข้าถึงเจตนารมณ์ของศีลว่า เมื่อศีลที่เราประพฤติปฏิบัติด้วยดี แล้ว จะต้องยังจิตของเราให้ปกติภาวะที่สูงขึ้น มีศรัทธาที่มั่นคงขึ้น เป็นส่วนที่เป็นอธิศีล อันดับต่อไปก็คือ สุตะ สุตะนี่ก็คือ ความรู้ที่ได้จากการอ่าน การฟัง เราก็ต้องตรวจดูให้ชัดด้วยว่า แต่ก่อนแต่ไร เราเคยมีจิตใจยินดีในการฟังธรรม พอฟังธรรมแล้ว ก็ได้ยินได้ฟังในสิ่งแปลกสิ่งใหม่ แม้แต่สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว ก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ความสงสัยก็หมดไป มีสัมมาทิฐิที่เพิ่มพูนขึ้น เราก็มีความรื่นเริง เบิกบานในการฟังธรรม ทีนี้พอหลังจากที่ประพฤติปฏิบัติมานาน ได้ฟังธรรมมากๆเข้า เราเป็นผู้ที่เสื่อมลงในสุตะหรือไม่ เรายังมีความยินดี มีความรื่นเริงที่จะฟังธรรมเหมือนเดิมหรือไม่ หรือกลับกลายเป็นว่า เบื่อหน่ายในความซ้ำซาก ฟังธรรมแล้วก็มีมานทิฐิว่าเรารู้แล้ว เดี๋ยวท่านเทศน์อย่างนี้ เดี๋ยวก็ว่าไปอย่างนี้ รู้แล้วละน่า ท่านก็ต้องมาขัดเกลากิเลสเราอย่างเก่านั่นแหละ พูดไปพูดมา มันก็มีแต่เรื่อง ให้ลด ให้ละ ให้หน่าย ให้คลาย ไม่เห็นมีเรื่องอะไร เราก็เกิดจิตประมาท เกิดความชะล่าใจ มีทิฏฐิมานะ เข้าใจว่าเรารู้แล้วนะ แล้วเราก็ไม่มีโยนิโสมนสิการ ในการฟังธรรม นี่แสดงว่าสุตะเราเสื่อมต่ำลงไปแล้วนะ สุตะของเราเสื่อมลงไปแล้ว ต้องเทียบเคียงดูว่า ระยะใหม่ๆที่เราฟังธรรมนี่ เรามีฉันทะในการฟังอย่างไร เรายินดีที่จะได้ฟังธรรม ยินดีที่จะได้เสพธรรมะอย่างไร แล้วตอนนี้ทำไมจึงเกิดความเบื่อหน่ายในธรรม อย่างที่ได้บอกแล้วว่า คนที่จะมีความรื่นเริงอยู่ในธรรมตลอดเวลาได้ก็ต่อเมื่อ ภายในของเรานี่ มันเจริญอยู่เสมอ ได้ฟังธรรมทุกครั้งทุกที มันก็ได้เทียบเคียงกับสภาวะจิตที่เจริญขึ้น ด้วยกุศลธรรมอยู่เสมอๆ แม้ข้อธรรมะนั้นจะเป็นข้อเก่า เรื่องธรรมะนั้นจะเป็นเรื่องเก่าที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว แต่เราก็สามารถที่จะหยั่งเข้าถึงสภาวะอันลึกซึ้ง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีสภาพธรรมรองรับ เมื่อฟังธรรม เรื่องนี้ในครั้งก่อน กับมาฟังครั้งนี้ ความเข้าใจของเราก็แตกต่างกันไป มันมีความลึกซึ้งขึ้น เข้าใจแตกฉานเพิ่มขึ้น เพราะว่าเรามีเนื้อมีตัวของธรรมะ ซึ่งอยู่ภายในเป็นเครื่องรองรับ เพราะฉะนั้นฟังธรรมแม้แต่เรื่องเก่า สิ่งเก่าๆ หัวข้ออย่างเก่า แต่เราก็ได้พบสิ่งใหม่ในความเก่านะ ไม่ใช่ว่าฟังเรื่องเก่าซ้ำๆ แล้วก็เห็นอยู่อย่างเดิม ไม่ได้พบสิ่งแปลก สิ่งใหม่ ไม่ได้เห็นความใหม่ นั่นก็แสดงว่าเราไม่ได้ เจริญในธรรมขึ้น สุตะก็เลยเสื่อมลงไป มีจิตใจที่เบื่อหน่ายในการฟังธรรม อดทนต่อคำสอนได้ยาก อันตรายนะ พระพุทธเจ้าท่านเองท่านกล่าวไว้ในอันตรายของนักบวชใหม่ข้อแรกเล่ยนะว่า เป็นผู้ที่มีความเบื่อหน่ายในการฟังธรรม อดทนต่อคำสอนไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่จริงแล้วธรรมะไม่มีอะไรนะ มันก็มีแต่เรื่องที่จะให้ลด ให้ละ ให้หน่าย ให้คลาย จะมีหัวข้อ มีอุเทศมาแจกแจง ขยายความไปต่างๆนานา โดยสาระ และเป็นไปเพื่อความลด ละ หน่าย คลาย ทั้งสิ้น ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ที่ไม่เข้าใจแล้ว ก็จะไปหลงติดแต่ตัวภาษาบัญญัติ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน