250726 ล้างสมองโมฆบุรุษ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
250726 ล้างสมองโมฆบุรุษ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์
ล้างสมองโมฆบุรุษ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 26 กรกฏาคม 2525
และสามารถที่จะรู้ถึงกุศลธรรม อกุศลธรรมสูงสุด จับได้ถึงธรรมารมณ์ของเราอย่างชัดเจน แล้วก็แก้ไขปรับปรุงด้วยสัมมัปปธาน 4 ด้วยอิทธิบาท 4 สร้างอินทรีย์ 5 สร้างพละ 5 อย่างแท้จริง มีลักษณะของโพชฌงค์ 7 เดิน เป็นไปก้าวหน้า สั่งสม เกิดสติแข็งแรง มีธรรมวิจัยเฉียบขาด มีวิริยะตั้งมั่น เกิดปีติ เกิดปัสสัทธิ ไล่เรียงเป็นลำดับ เกิดสมาธิ และสุดท้ายถึงจุดที่สามารถสร้างอุเบกขา อันแข็งแรงเป็นที่อาศัย และรู้แจ้งว่ามันก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา ผู้ใดสามารถกระทำได้ เดินบทอยู่อย่างนี้อย่างแน่แท้ทุกเวลา เข้าใจอย่างชัดแจ้ง เป็นสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติทุกโอกาส มีนึกคิดอยู่ได้เป็นปกติ พ้นมิจฉาทิฏฐิ มีการพูดจาอยู่ได้เป็นปกติ พ้นมิจฉาทิฏฐิ มีการงานอยู่ได้เป็นปกติ พ้นมิจฉาทิฏฐิ มีอาชีพอันสูงสุด มีความขยันหมั่นเพียร มีอิทธิบาทแสดงถึงความเป็นอายุ อาชีพที่สร้างศาสนานั่นเองเป็นที่สุดแห่งผู้ที่ถึงที่สุด พยายามเป็นปกติ สติเป็นปกติ มีสมาธิตั้งมั่น มีญาณ มีวิมุตติเป็นที่สุด ผู้นั้นก็จะพิสูจน์ได้ถึงทฤษฎีของพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์เอง เรารักษาความเป็นระเบียบ ความเป็นกฎ เป็นหลัก เพื่อป้อง กันความเป็นโขลง หรือความเป็นอยู่ของเราด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นความฉลาดของมนุษย์ ที่เรามีรูปแบบ มีความพร้อมเพรียงมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ทำอะไรมีเหตุผล อย่างเราทำไมวิกัป เรามีเหตุผล เพื่อป้องกันบางสิ่งบางอย่าง เพื่อที่จะเป็นสิ่งที่จะเตือนใจ เป็นสภาพที่มีประโยชน์ ลงไปในสังคม ลงไปในหมู่กลุ่ม ทั้งเป็นประโยชน์ในหมู่ในกลุ่ม ทั้งป้องกันสิ่งที่ไม่เรียบร้อย ไม่ดี ข้างนอก ที่จะเข้ามาทำให้ข้างในนี้รวนเร หรือว่าเสื่อมโทรมล
อ่านต่อ
งไปได้ สิ่งอย่างนี้มีมาแต่ไหนแต่ไรสำหรับสัตว์โขลง แม้แต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน เขาก็มีจารีตประเพณี แบบอย่างที่เขากระทำอยู่ในหมู่ในกลุ่ม เพื่อประโยชน์ดังกล่าวนี้เราเป็นมนุษย์ เราต้องรู้ว่าสัตว์โขลง หรือผู้ที่อยู่กันเป็นหมู่ ต้องมีกฎ มีหลัก มี ระเบียบ และมีเหตุผลในกฎหลักเหล่านั้น ใช้ได้ แล้วเราก็เข้าใจให้ดี รักษาไว้ กระทำไว้ให้มันได้ตามความมุ่งหมาย ความพร้อมเพรียงของชนผู้เป็นหมู่ ย่อมไปถึงจุดสุดท้าย จุดปลาย จุดสำเร็จ จุดสบายนะ สามัคคีเป็นสุข สามัคคีเป็นพลัง สามัคคีเป็นความเจริญก้าวหน้า เราได้พิสูจน์ความเป็นสามัคคีกัน เพิ่มขึ้นทุกวัน อย่างงานสวนลุมฯ ที่ได้ผ่านไปใหม่ๆนี้ ก็เป็นงานที่แสดงถึงความพร้อมพรั่ง พร้อมเพรียงของเราเพิ่มขึ้นมากมาย และเป็นความมีศรัทธาและปัญญา ที่กระทำ ในสิ่งที่เราคิดว่าสมควร พิจารณา มั่นใจ แน่ใจแล้วเราก็จะกระทำสิ่งนั้น มั่นใจว่าเป็นกุศล เป็นสิ่งดี เป็นสิ่งที่จะดำเนินไป เรายังกุศลให้ถึงพร้อมด้วยตลอดเวลา ศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นศาสนาที่แก้ไขความบกพร่องของศาสนาเก่าๆ ที่มีศาสดาหรือว่ามีลัทธิอื่นๆทำเอาไว้แล้วดังกล่าว ที่เป็นฤาษีเดียรถีย์ ฤาษีเดียรถีย์ แก้ไขโมฆบุรุษไม่ออก พระพุทธเจ้าท่านตรัสคำว่าโมฆบุรุษ นี่มีความหมายนัยลึกซึ้ง คำว่าโมฆบุรุษ เป็นคำว่า ฤาษี เดียรถีย์ หรือ บอกเตือน ฤาษี เดียรถีย์ที่เขาปฏิบัติมาได้จุดสูงสุดจุดหนึ่งคือ เขาเป็นคนที่มักน้อยเหมือนกัน ฤาษีนี่มักน้อย บางฤาษีบางพวกมักน้อยยิ่งกว่าพุทธอีก คือเลยเถิดไปเป็นอัตตกิลมถานุโยค กิน อยู่ หลับ นอน ทรงชีวิตน้อยไป จนกระทังเหลือตัวตนที่น้อยเกินไป อยู่ในโลกอันมีประกอบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ เราก็จะมีความรู้เท่าทัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย และรู้เท่าทันสังขารทั้งหลายด้วย โลกต้องใช้สังขาร อย่างน้อยสังขารกายนี้ก็คือสังขารหนึ่ง ที่มันประชุมเป็น องค์ประกอบ แล้วก็ใช้มัน อาศัยมันพักพิง มีองค์ประกอบอื่นอีก เราต้องมีองค์ประกอบในการสังขาร สังขารบ้านเรือน สังขารเครื่องนุ่งห่ม สังขารไอ้โน่นไอ้นี่ อะไรที่พอเป็นพอไป เราต้องรู้เท่าทันสังขารแล้วไม่ติดสังขาร ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ท่านเข้าใจถึงเดียรถีย์ที่ได้มาทำ ทำมาก่อนพระพุทธเจ้าเกิด พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้เห็นแบบอย่างของคนอื่นทำมาแล้ว ท่านก็เห็นว่ามันไม่สิ้นสุด ในเรื่องจิตวิญญาณ มันมีภพ มันมีภวตัณหา พวกฤาษีนี้มักน้อยสันโดษ พอไม่แย่งชิง เขาสงบวิเวก ปวิเวกะ แต่ขาดวิริยารัมภะ ขาดอสังสัคคะ เขามีกถาวัตถุ 3 แต่เขาไม่มีกถาวัตถุ 5 เขาไม่มีกถาวัตถุ 10 นะ ไม่มีหลักการอันเป็นศีลเป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นวิมุตติ เป็นวิมุตติญาณทัสสนะแจ้งจัด โดยเฉพาะเขาไม่มีวิริยารัมภะ กลายเป็นคนเฉื่อย ขี้เกียจ และมีภพ และไม่รู้ว่าตัวมีภพนะ ภพถีนมิทธะ กับภพอุทธัจจะ เป็นภวตัณหา เขามี ไม่ทำงาน แล้วก็มองเมิน มองผิด เห็นว่าคนทำงานเป็นคนฟุ้งซ่าน คนทำงานนี่เป็นคนมี Concept มีสมาธิกับงาน เราเข้าใจ เราแยกงานออกกับกิเลส สิ่งที่เราทำงาน แล้วไม่มีมิจฉา พระพุทธเจ้าถึงได้พยายามละเอียดเด็ดขาด กระทำทฤษฎีออกมาเป็นมรรคองค์ 8 อันใดเป็นมิจฉา มีการงานทางกาย วจี มโน มีอาชีพ อันใดไม่มีมิจฉา อันนั้นไม่มีกิเลส ไม่เป็นบาป เป็น Concentrate เป็นสมาธิ เป็นจิตที่รู้จริง เป็นจริง ตามความเป็นจริงกับสิ่งนั้น แล้วก็กระทำการงานนั้นออกมา จิตอยู่กับงานที่ไม่มีกิเลส เป็นมิจฉาทั้งหลายแหล่ พ้นบาปพ้นกรรม และก็อยู่กับงาน คนที่นั่งอยู่กับภพ มีแต่ฟุ้งซ่านไปกับภพ คนที่นั่งอยู่เฉยๆ พวกฤาษี นี่ฟุ้งซ่านเก่ง คุณอย่านึกว่าคนทำงาน ฟุ้งซ่าน คนที่อยู่เฉยๆ นั่นแหละจอมฟุ้งซ่าน ฟังดีๆ แล้วคิดให้ลึกๆ คิดให้เห็น คนที่ไม่ทำงานนี่ฟุ้งซ่านเก่งที่สุด เพราะฉะนั้นทฤษฎีของพระพุทธเจ้า จึงมีการงานมรรคองค์ 8 นะ ถึงทำการงาน ทำการงานทางใจ เรียกว่าสังกัปปะ ทำการงานทางวาจา เรียกว่าวาจากรรม วจีกรรม ทำการงานทางการงาน ทางกาย ประกอบการงาน มีอาชีพเลย การงานที่ทำเป็นส่วนมากอย่างไรๆ ที่มันปกติ มันประกอบการที่เป็นไปด้วยเหตุปัจจัยที่เป็นการสร้างสรร โดยเฉพาะงานสืบสานศาสนา แล้วเราก็ได้ทำ เมื่อเราทำอย่างพอเหมาะพอสม เรียกว่าสัมมา มันก็ไม่มีกิเลส พระพุทธเจ้าแก้ไขมิจฉาทิฏฐิที่โมฆบุรุษ คำว่าโมฆบุรุษนี่ แสนแสบนะ โมฆบุรุษแปลว่า คนเกิดมาสูญเปล่า แปลว่าไม่มีดิบมีดี ในนัยที่ต้นตื้นที่สุด ก็คือโมฆบุรุษ ที่เรียกว่าไม่ทำดี สูญเปล่าความดี ไม่ทำดี แล้วแถมทำชั่วเสียด้วยนะ ทำความชั่วโดยเขาไม่รู้ว่าชั่ว เช่น คนนี่ ฆราวาสที่เป็นอยู่นี่ คฤหัสถ์นี่ เขาไม่รู้ว่าเขาทำชั่ว เขาแย่งชิงเบียดเบียน เป็นมิจฉาชีพ เป็นมิจฉากัมมันตะ เป็นมิจฉาวาจา เป็นมิจฉาสังกัปปะอยู่ เขาไม่รู้ เขาไม่เข้าใจจริงๆนะ เป็นไปเพื่อกามอยู่ ตะลอนๆ เขาก็ไม่รู้ว่านั่นบาป เป็นไปเพื่อพยาบาทอยู่ เขาก็ไม่รู้ว่านั่นบาป เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนอยู่ เขาก็ไม่รู้ว่าบาป สังกัปปะของเขาบาปอยู่ตลอดเวลา วาจาเขาก็ไม่รู้ บางทีโกหกด้วย เขาก็ไม่รู้ ส่อเสียด ทะเลาะเบาะแว้ง ทำให้ทะเลาะกันเขาก็ไม่รู้ หรือว่าพูดไปพูดมาก็เป็นหยาบเป็นคายขนาดไหน ไม่รู้ หยาบ คาย ประเภทชุบน้ำผึ้งนี่เยอะ ในกรุงนี่ เป็นความหยาบคายที่ชุบน้ำผึ้ง แต่ข้าง นอกชุบน้ำผึ้งนะ ภาษานี่อย่างนี้ก็เยอะ วาจาเพ้อเจ้อไร้คุณค่ามากมาย โดยเฉพาะทุกวันนี้มีนักวิชาการมากเหลือเกิน แต่นักวิชาการเหล่านั้น รับรองได้ว่าเป็นนักวิชาการเพ้อเจ้อกว่า 70 % เพราะวาจาที่เขาสอนก็ดี เขากล่าวก็ดี เขาอภิปรายก็ดี เขาทำอะไรต่ออะไร พูดอยู่ก็ดี วาจาเหล่านั้นไม่มี วาจาเหล่านั้นไม่ได้กระทำ เป็นคำพูดเปล่าที่หว่านลงไปอยู่ในสังคมเฉยๆ เยอะมากหลาย อยู่ในสภา อยู่ในสังคม มีในชมรม อยู่ในอะไร พูดกันมาก แต่ไม่ฝึกขึ้นมา ไม่ทำขึ้นมาตามทฤษฎีนั้นมากกว่า พูดมากกว่าทำนี่ พวกเพ้อเจ้อลักษณะหนึ่งนะ เขาทำการงานอยู่ ก็เป็นไปเพื่อกาม เป็นไปเพื่อปาณาติบาต เป็นไปเพื่ออทินนาทาน เป็นไปเพื่อกาเมสุมิจฉาจารอยู่ตลอด อาชีพนั้นน่ะ เดี๋ยวนี้มันรุนแรง โหดร้าย เป็นมิจฉาชีพ จนกระทั่งขั้นกุหนา อย่างซ่อนเร้นนะ เป็นมิจฉาชีพ เป็นทุจริตหยาบ เป็นทุจริตหยาบเลย เรียกว่าเบียดเบียนกันอย่างหนักอยู่ เอาเปรียบเอารัดอยู่อย่างสำคัญ แล้วเขาก็แก้วิธีการที่จะเอาเปรียบเอารัดนะ ลปนา คำพูดนี้ตลบตะแลง หลอกลวง โกหก ตอแหลกันอยู่อย่างหนัก เขาไม่เข้าใจละเอียดลึกซึ้งในมิจฉาเหล่านี้ เขาจึงทำมิจฉาเหล่านี้ จึงเป็นบาปอยู่กันมากหลายจริงๆนะ เพราะฉะนั้นพวกนี้จึงเป็นโมฆบุรุษ ประเภทที่ไม่ได้อะไร ดีไม่ดี มีแต่ชั่ว สร้างชั่ว สร้างบาป สร้างกรรม สร้างเวรให้แก่ตัวเอง นี่เป็นโมฆบุรุษประเภทที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้หมาย เพราะว่ามันเป็นสัจจะมันอยู่ เขาไม่รู้ มันก็ต้องเป็นบาปนั่นแหละ ทีนี้พวกเราศึกษาแล้วนี่ซิ เป็นฤาษีเดียรถีย์ มาศึกษาแล้วก็ไม่เบียดเบียนเขา ไม่ไปทำละ เอากามเขาก็พยายามลด พยาบาทก็พยายามลด เบียดเบียนก็พยายามลด อยู่ปลีกเร้น ไม่ไปเที่ยววุ่นวายอะไรกับใคร ไม่ทำอะไร พูดอย่างนี้ก็ไม่พูด ทำก็ไม่ทำ เพราะว่าถ้าตัดขาดมาแล้ว ก็ไม่ได้ก่อกรรมอะไร เขาก็ถือว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นชั่วก็น้อย เขาไม่ทำชั่ว ไม่ทำเลย ถ้าถือว่าโมฆบุรุษก็คือ ชั่วก็ไม่ทำ ดีก็ไม่ทำ วันๆหนึ่งก็ได้แต่นั่ง กิน นอน เหม่อลอย ถ้ามันเหม่อลอยเขาก็รู้ในภพบ้างว่ามันฟุ้งซ่าน มันถีนมิทธะ แต่เขาก็ไม่เข้าใจลึกซึ้งในถีนมิทธะ ไม่เข้าใจลึกซึ้งในฟุ้งซ่านเพียงพอ เขาก็ไม่เข้าใจในภวตัณหาพอเพียง จึงเป็นอัตตภาพ เป็นอัตตภาพ เป็นภวภพอยู่ แล้วก็เสพภวภพเขานั่นน่ะ เขาถือว่าก็เขาไม่ได้ไปทำอะไรใคร นี่คนก็คน สัตว์ก็สัตว์ เขาไม่ได้ไปยุ่ง ไปเกี่ยวอะไร เขาก็ทำอยู่ของเขาเฉยๆ กลายเป็นคนไม่ทำชั่ว และก็ไม่ทำดีอะไร จุดนี้โมฆบุรุษ 100% เลย พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่าโมฆบุรุษ ที่ท่านมาสอนศาสนา ท่านว่าภิกษุที่ไม่เจริญอยู่ คนไหนทำผิดมานี่ท่านว่าโมฆบุรุษทุกคน คำว่าโมฆบุรุษจึงไม่ได้หมายความว่า ไม่ทำชั่วเท่านั้น แม้ไม่ทำดีก็โมฆบุรุษ ฟังซ้อนให้ดีนะ เพราะ ฉะนั้นภิกษุที่ไปทำมานี่ ท่านบอกเลยโมฆบุรุษ ทั้งๆที่ภิกษุบางองค์ดีมาแล้ว ตั้งหลายต่อหลายท่านเป็นฐีติบุคคล เป็นบุคคลที่หยุดแล้ว ตั้งอยู่ ไม่เจริญ พอทำผิดอะไรมา ท่านก็ว่าโมฆบุรุษทั้งนั้น ในพระไตรปิฎก อ่านดูดีๆ เยอะแยะนะ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านเห็นจุดบกพร่องเหล่านี้ของเดียรถีย์มาก ท่านจึงแก้ไขอย่างสำคัญ ก็คือ แก้เดียรถีย์ที่เป็นโมฆบุรุษอย่างนี้เอง ไอ้ทำชั่วของฆราวาส คฤหัสถ์นั้น แล้วก็ไม่ทำดีนั้นนะ มันเป็นของตายอยู่แล้ว ของธรรมดา ช่วยเขาไม่ได้ทีเดียวหรอก แต่ต้องช่วยกันขึ้นมานั่นแหละ ให้ทำดี เราก็บอกชั่วเขาแล้วให้เขาปรับปรุง แต่ทีนี้ฤาษีเดียรถีย์ ที่ต้องการสิ่งสูงสุดแล้วนี่ เสร็จแล้วเขาก็ไม่แก้ไขจุดนี้ ทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านไปสอน จะไปแก้ไขลัทธิไม่ได้หรอก ไปแก้ไขลัทธิ ของเขาเชื่อ เขาศรัทธา เขาเลื่อมใส เขาแน่ใจปักมั่นแล้ว ช่วยไม่ได้ ท่านก็ต้องตั้งลัทธิใหม่ แก้ไขใช้ทฤษฎีใหม่ แก้ไขโมฆบุรุษอย่างนี้ เพราะฉะนั้น โมฆบุรุษที่เกิดมาไม่ทำชั่วและไม่ทำดีนี้แหละ เป็นตัวที่ถูกพระพุทธเจ้าท่านกล่าวประนามว่าโมฆบุรุษ โมฆบุรุษ ดุด่าอยู่ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะพ้นโมฆบุรุษได้ก็คือ ไม่ทำชั่วแต่ทำดี ทฤษฎีของพระ พุทธเจ้าก็เลยเป็นทฤษฎี สัพพปาปัสสะ อะกรณัง ไม่ทำชั่ว ไม่ทำบาปทั้งปวง แล้วก็ทำดี กุสสลัสสูปสัมปทา ทำดีแล้วแก้โมฆบุรุษ นี่เป็นทฤษฎีของพระพุทธเจ้าอย่างชัดแจ้ง ตายตัวนะ ไม่ทำบาปทั้งปวงเหมือนเดียรถีย์เลย มักน้อย สันโดษด้วย สงบ รำงับ คำว่าสงบนี่ สงบอย่างชัดแจ้ง สงบอย่างรู้เลยว่า สงบจากกิเลสทั้งปวง พ้นมิจฉาทิฏฐิทั้งปวง พ้นมิจฉาทุกอย่างหมด มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ พ้นหมด มิจฉาสมาธิ ก็พ้นมิจฉาญาณะก็พ้น คำว่าญาณะ นี่เป็นญาณ มิจฉาญาณะ ก็คือเข้าใจอย่างฤาษีเข้าใจ ไม่เข้าใจอย่างนั้นแล้ว เกิดเห็นแจ้ง สัมมาทิฏฐิก่อน ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ เห็นเหมือนกัน ฤาษีเขาเห็นในเรื่องของยิฏฐัง พิธี ยัญพิธี ฤาษีเขาเห็นเรื่องสังเวย พระพุทธเจ้าเห็นและรู้ว่าอะไรมีอะไร อะไรไม่มี อะไรมีสภาวะจริง อะไรไม่มีสภาวะจริง รู้ความจริงตามความเป็นจริง ดังที่ได้อธิบายมาแล้วถึงมิจฉา 10 ประการ รู้ เข้าใจเรื่องกรรม รู้เรื่องกรรม เข้าใจโลกนี้โลกหน้า รู้จริงโลกนี้ โลกหน้า สมบูรณ์ พูนสุข ถูกต้อง ไม่มีตกต่ำ ไม่ว่าโลกนี้ ไม่ว่าโลกหน้า รู้จักพ่อ รู้จักแม่ รู้สึกการเกิดอย่างลึกซึ้ง ยังเป็นผู้ที่ก่อเกิด รู้โอปปาติกะ และทำสมณะให้เป็นสมณะ เป็นผู้ที่มีปัจเจกสัจจะ มีความจริงอยู่ที่ตนทุกอย่าง เป็นความจริงอยู่ที่ตน บรรเทาทุกข์ได้ รู้จักความพ้นทุกข์ได้ อยู่ที่ตนอย่างแท้จริงนะ พระพุทธเจ้าได้แก้ไขปมประเด็น ของโมฆบุรุษนี้ออกมาอย่างชัดแจ้ง ด้วยหลักโอวาทปาติโมกข์ ที่สอนพระภิกษุ สอนพระอรหันต์ สอนใครทุกอย่างเป็นหลักตาย เป็นหลักทฤษฎีของพระพุทธเจ้า คือไม่ทำชั่วและก็ไม่ใช่ไม่ทำดี อยู่เฉยๆ หารูอยู่ หาถ้ำ หาเขาอยู่ อย่างฤาษีอยู่นู้น ขึ้นไปอยู่บนภูเขาหิมพานต์โน่นแน่ะ ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือกับใครๆ ไม่ใช่เลย พระพุทธเจ้าถึงได้สอนบอกว่า โอ้ เราต้องการไม่คลุกคลีด้วยคนนั้นคือไม่คลุกคลีด้วยพาล ท่านก็สอนเป็นหลักแรกเลย อเสวนา จ พาลานัง สมณา นัญจะ ทัสสนัง บัณฑิตา นัญจะ เสวนา คบกับผู้รู้ คบกับบัณฑิต คบกับผู้คนที่บรรลุแล้ว เป็นผู้ที่มีปัญญา เป็นผู้ที่มีมรรค มีผล แล้วมีมิตรดี เพื่อนดี สหายดี เกื้อกูลกัน เพราะเป็นมนุษย์โขลง มนุษย์ที่อยู่ด้วยกลุ่มด้วยหมู่ เพราะฉะนั้นกลุ่มหมู่ก็จะต้องคัดเลือก อย่างเรามีศีล เรามีธรรม เรามีกติกา เรามีระเบียบ เรามีกฎ มีหลัก มีวินัย ก็อยู่ด้วยหมู่ที่มีหลัก มีกฎ มีวินัย เกื้อกูลกัน เอื้อเฟื้อกัน ทำอะไรต่ออะไรสอดคล้องกัน เสมอเรื่อยไปนะ อย่างนี้จะเจริญ อย่างนี้ก็มีสังฆมณฑล มีกลุ่มของศาสนา มีบริษัท มีพุทธบริษัทที่จะสืบสานศาสนาไปได้อย่างดี รู้จักฐานะ มีฐานานุฐานะ มีระเบียบ มีกฎนะ มีขั้นมีตอน มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มีสูง กลาง ต่ำ มีเรียบร้อย ทำให้ได้จนบริสุทธิ์ ถึงจิตรอบ เป็นสจิตตปริโยทปนัง ทำอย่างปฎิบัติแล้วเข้าถึงจิต รู้จิตเป็นปรมัตถ์ ซึ่งท่านสอนปรมัตถ์ที่อภิธรรมดึงเอาเรื่อง ของปรมัตถ์ขึ้นมาพูดนั้นน่ะ เยอะแยะมากมาย ถึงจิตเลยจริงๆนะ ละเอียดลออ อันใดเป็นอกุศลขั้นหยาบ อกุศลขั้นกลาง อกุศลขั้นละเอียด รู้แม้กระทั่งรูปภพ อรูปภพ ในภวภพ แทรกซอนอย่างชัดเจน ถึงที่จนถึงสุญภาพ ถึงสูญ ถึงจุดอนัตตาอย่างแท้จริง นี่เป็นสภาพหมดภพ ติดหมด ติดภพ มันเป็นรสอร่อยนะ ในภพนี่โต่งไปในทางอัตภาพ และเสร็จแล้วก็เสพภพ เลยกลายเป็นคนโมฆบุรุษอยู่นั่นเอง ฟังให้ดี พยายามแก้ไขความรู้พวกนี้ที่เรารู้ผิดๆ เพี้ยนๆ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะว่ามันมาก่อน อาตมานี่มาในตอน อาตมามาสิ่งที่เขาสอนกันมาก่อน ที่มันเพี้ยนแล้ว มันก็เพี้ยนแล้วมานานมาก เพี้ยนกันมาแล้ว และอาตมาก็มาแก้ไข ฟังไปอย่าเพิ่งเชื่อ อาตมาไปพิสูจน์นะ ถ้าจะทำแค่เดียรถีย์ ฤาษี เถียรถีย์ อาตมาเอง อาตมาสอนนี่นะจบ แล้วก็ปล่อยไว้นานแล้ว มากมาย จะมีคนเกลื่อนป่า จะมีพวกพระเกจิอาจารย์ของเราไปหาถ้ำ หาเขา สร้างวัง สร้างเวียงอยู่เหมือนยังกับสายที่นั่งหลับตา ที่พาทำนั่น สายที่หลับตาพาทำ ไปนั่งเวียงนั่งวังอะไรนั่น ไม่มีมรรคองค์ 8 ที่แท้ ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นด้วยซ้ำไปนะ ถ้ายังมีความรู้ในมรรคองค์ 8 ที่ถูกต้องบ้าง ก็ยังลึกละเอียดได้กว่านั้น และจะไม่โลภโมโทสันกว่านั้นด้วย อาตมาสอนพวกคุณขนาดนี้นี่ ปล่อยพวกคุณไปเป็นฤาษีนี่ พวกคุณจะเป็นฤาษีที่งามกว่าฤาษีที่เขาไป ไม่ได้ลึกละเอียดในกาม ไม่ลึกละเอียดในอะไร เขาจะสร้างโรงไฟ เรือนไฟยิ่งกว่าพวกคุณ พวกคุณถึงแม้จะไปก่อไปสร้างอะไรก็จะมีโรงไฟ เรือนไฟที่น้อยกว่า ถ้าจะเป็นฤาษีออกไปในทางป่าเขาบ้าง ถ้าจะไปเป็นฤาษี เป็นผู้ที่สร้างอะไรอยู่ในเมืองก็ตาม ก็จะยังเป็นผู้ที่จะสร้างเรือนไฟไม่ประเจิดประเจ้อ เป็นมุข 4 ด้าน อยู่ในทาง 4 แพร่ง เหมือนพวกที่เขาตั้งโรงหล่ออะไรกันมากมายเกินไปนัก แต่กระนั้นก็ตาม เราก็รู้ขั้นตอนว่า ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ดีสุด ยังเป็นความเสื่อมของทางศาสนา ความเสื่อมของภิกษุอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ถึงจุดสุดยอดนะ ศาสนาพระพุทธเจ้า ท่านอธิบายในความเป็นภิกษุสูงสุดยอดนั้นไว้มากมายจุดเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเราเข้าใจโมฆบุรุษนี้ให้ลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าแก้ไขว่า เราไม่ใช่ว่าเป็นคนเกิดมาแล้วไม่ทำดี และก็ไม่ทำชั่ว ไม่ใช่ ศาสนาพระพระพุทธเจ้า ไม่ทำชั่วแล้วก็ต้องทำดีด้วย ทำดีอย่างปราศจากตัวตน เรียกว่าสจิตตปริโยทปนัง จิตบริสุทธิ์ไม่เหลืออัตภาพ ไม่ว่าจะเป็นอัตภาพในภวภพ ติดภพ ติดประเภทที่เป็นอัสสาทะขั้นภวตัณหา ไม่ใช่เรื่องเล่นนะคุณ คุณจะเข้าใจสิ่งนี้ได้ดีอย่างชัดแจ้ง พระพุทธเจ้าท่านยืนยันตรัสเอาไว้นะ เราจะขับ เราจะมีอาริยมรรคอันบริสุทธิ์ได้ ก็เพราะขับสิ่ง 5 อย่างนี้ออกไป นิทรา การนอนเป็นรส แล้วเราก็ติดรสการนอน เราก็ไม่ค่อยจะ ถ้าเผื่อว่าผู้ใดเบาบางในเรื่องกาม ในเรื่องพยาบาทแล้ว ก็เอนเอียงเข้าข้างฤาษี คือจะมีภวตัณหาจัดขึ้นมา ก็เป็นการหยุด การเฉย การว่าง เป็นของอร่อย เป็นอัสสาทะ เป็นรสนิยมของฤาษีนะ ก็จะเสพนิทรา เสพตันทิ ความขี้เกียจ เสพย์วิชัมภิกา หรือ วิขัมหิต วิขัมหิตา คือความขี้เกียจจนบิดกาย ขี้เกียจจนขึ้นขน เอาอีกอันหนึ่ง ขี้เกียจจนลากหางนะ นี่เป็นคำขยาย เป็นคำคุณวิเศษ คุณวิเศษที่ขยายความขี้เกียจ คือจนขึ้นขน จนบิดกาย จนลากหางอะไรพวกนี้ เป็นคำขยายให้เห็นว่ามันเป็นเดรัจฉานแล้ว มันเป็นสัตว์เลื้อยคลานแล้ว ตอยๆอยู่นั้นแล้ว ไม่ต้องไปอันอะไรหรอก แกรกๆ ลากหาง แกรกๆ อยู่นั้นน่ะ ไปไหนก็เห็นร่วงกราวเลยว่าความขี้เกียจมันขึ้นเป็นขน จนกระทั่งมันขึ้นเป็นโลหะ พอลุกทีดังกรุ๊งกริ๊ง กราว แกรก กราก เลย คือความขี้เกียจมันก่อภพ ก่อภูมิ สั่งสมจนกระทั่งกลายเป็น แหม นี่ฟังให้ดีนะ ฟังให้ คือพยายามที่จะใช้ภาษา ที่จะใช้อะไรที่มันสร้างอะไรขึ้นมาให้คุณได้รู้สึกตัว ได้เข้าใจ คือมันทำอะไร ไม่ทำงาน ไม่มีความดำริริเริ่ม ไม่มีสังกัปปะอะไร จะตักกะ วิตักกะ สังกัปปะอะไรให้เป็นเรื่อง เป็นดำริ เป็นริเริ่ม เป็นดำริ ชอบคิด ชอบริเริ่ม ชอบมีการรู้จักก่อจักสร้าง วันหนึ่งคืนหนึ่งผ่านไปเราควรทำอะไร มีอะไรดี มีอะไรเป็นกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม ไม่เลย อยู่เฉย เฉื่อย มันก็เสพคุ้น ก็เคยชินในสิ่งอย่างนั้นน่ะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ติดนิทราติดขี้เกียจ ก็ติดไปนะ วิชัมภิกา จนกระทั่งกลายเป็นอย่างนั้นหนักเลย ทีนี้คนที่ไม่ติดขี้เกียจ ก็ไปติดความไม่ยินดี ก็ไปหลบ กลายเป็นสภาพที่หลบ นี่พระพุทธเจ้าท่านแก้ฤาษีแท้ๆนะ อาริยมรรคองค์ 8 นี่จะบริสุทธิ์ได้ ก็เพราะการขับ 5 อย่างนี้ นิทรา ตันทิ วิชัมภิกา อรติ และภัตตสัมมัตโท ถ้ากินอิ่มๆ แล้วก็ไม่ค่อยอยากจะทำงานอีกเหมือนกันแหละนะ ก็ขี้เกียจอืดอาด จะหาแต่ที่หลบที่นอน ที่เลี่ยง และทำงานไปก็นั่งหลับด้วย ถ้ากินอิ่มมากๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะพลังงานภายในมันจะต้องย่อย ทีนี้พลังงานภายในต้องย่อย มันก็ดึงเอาพลังงานไปทำงาน พอดึงเอาพลังงานไปทำงาน พลังงานนอกก็น้อยลงๆ เราก็ไม่สามารถที่จะดึงเอาพลังงานมาใช้นอกได้มาก ก็เลยกลายเป็นขี้เกียจ กำลังภายในมันมีจริง ที่มันดึงเอาไปนะ เพราะฉะนั้นกินมากเกินไป มันก็จะเป็นความจำเป็นของข้างในเขา ถ้าไม่เช่นนั้นเขาก็อืด เขาก็ไม่ย่อย เขาก็จะลำบาก นี่มันเป็นการต่อสู้ระหว่างสรีระของตนเอง เพราะฉะนั้นก็การกินจึงประมาณให้พอดี พระสารีบุตรท่านสอนบอกว่า กินนี่กินยังไง กินให้ประมาณเกือบจะอิ่ม ถ้าอีกสัก 5 คำจะอิ่มนี่ หยุด กินไปแล้วนี่อีกสัก 5 คำ นี่จะอิ่ม หยุด นี่ ท่านพูด พระสารีบุตร ท่านสอนนะ นี่มีคำสอน ท่านก็สอนอย่างนี้ กินประมาณให้ดี ถ้าเราว่าจะอิ่มแล้ว แหม อีกสัก 5 คำนี่ กำลังอิ่มพอดีเลย หยุด นั่นล่ะ กำลังงาม เราก็กินน้ำกินท่า กินโน่นกินนี่แล้วพอดีเลยนะ ให้ลดลงไปในทางมักน้อยไว้นิดหนึ่งนะ ระวัง อย่าให้สุขภาพร่างกายเราเสียหาย ต้องแข็งแรง ปราดเปรียว สมบูรณ์ ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่ซูบไม่ผอม ไม่โทรม แคล่วคล่อง แล้วก็ทำงาน ยิ่งทำงานกล้ามเนื้อก็ยิ่งได้ฝึกได้เพียรเหมือนนักวิ่ง เหมือนนักยกน้ำหนัก นักทำการงาน ก็จะแคล่วคล่อง ฝีมืออะไรก็ยังชำนาญ เก่งอยู่ สัมมากัมมันตะ เป็นสัมมาอาชีวะ สร้างสรรอยู่ เพราะฉะนั้นหลักการของพระพุทธเจ้า จึงเป็นหลักการที่ไม่ได้ทำให้มนุษย์ลดความเก่งเลย ไม่ใช่ลดความเก่ง ไม่ลดความเก่งเลย มนุษย์จะมีความเก่งอยู่ มีความชำนาญ มีเทคนิค มีวิชาการ มีฝีมือ มีความสามารถอะไรก็ทำ ผู้ใดอยู่ในฐานะไหน ก็ทำตามฐานะนั้น มีวินัย มีกฎ มีระเบียบ ไม่ต้องไปทำเกินกฎ เกิน ระเบียบ เกินวินัยอะไรไปเท่านั้นเอง วินัยที่เราเรียนกันนี่ มีวิภังค์ต่างๆ มีอะไรต่ออะไรต่างๆ ที่ผู้ขยายความแล้วก็เอาผสมลงไป มีอาคม โดยเฉพาะคำอาคมนี่คือสิ่งที่ผู้ที่เขียนเติมมา อาคมคือสิ่งที่ไม่ใช่อนุศาสนี อนุศาสนีกับอาณาเป็นของศาสดา อาคมเป็นสิ่งที่เติมมา อาคมเป็นสิ่งที่เพิ่มมานะ เพราะฉะนั้น เพิ่มมาแล้วก็ขยายความกัน ในวินัยที่มีอาคม มีวิภังค์ มีอะไรต่ออะไร วิเคราะห์ วิจัยต่างๆ นานาเยอะ ในพระวินัยนี่ เสร็จแล้วเราถัวไปหมดเลย เอาความเห็นของอาคม เอาความเห็นของวิภังค์ต่างๆ มาเป็น...ถึงว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนหมด ที่จริงไม่ใช่นะ ไม่ใช่ แต่เสร็จเราก็เรียนวินัยกันประเภทที่เรียกว่าเอาตามความเห็นของยุคของสมัย วินัยมีความจำเป็นที่ว่าอาจารย์จะต้องสร้างอาคม สร้างวิภังค์อะไรต่างๆ เข้ามาใส่ประกอบ เพราะว่ามันตามยุคตามสมัยที่มีเหตุปัจจัยไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นจะต้องมีอาคม มีแน่ ศาสนาไม่มีอาคมไม่ได้ ศาสนามีอนุสาสนี มีอาณาอนุสาสนี มีอาคม มีเลขะ ไม่มีอาคมต่อไม่ได้ ศาสนาต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาคมก็ต้องเข้าใจตามยุค ตามกาล ตามเวลา ตามเหตุปัจจัยไปให้ชัดเจน เราจะไปยึดมั่นถือมั่นตามของเก่าของเดิม ของนั่นของนี่อยู่ตามที่เขาเป็นไปอย่างนั้นอยู่ทีเดียวไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านตราขึ้น แต่ว่าก็อาศัยคำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ก็อาศัยมหาปเทส นะ เมื่อเป็นสิ่งควรเราก็เอา ยังไม่ใช่สิ่งควรเราก็ไม่เอา เลิกเสีย อันใดที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เราก็ไม่ได้ไปทำผิดอะไร เราไม่ได้ไปเพิกถอนของพระพุทธเจ้านะ แล้วเราก็ไม่ได้ไปตั้งให้มันเป็นสิ่งที่จะต้องเอายังงี้ตายตัว เป็นแต่เพียงสร้างอาคมขึ้นมาใช้เท่านั้นเอง จึงมีสิ่งอย่างนี้ช่วยเหลือศาสนาอยู่อย่างแน่แท้นะ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่แก้ไขภพ โดยการทำสัมมาอาริยมรรคให้บริสุทธิ์ ให้ได้นะ ใน 5 ประการนี้เป็นเรื่องของตกภพทั้งสิ้น เป็นภวตัณหานะ ตั้งแต่นิทรา ตันทิ วิ ชัมภิกา อรติ และภัตตสัมมัตโท อรติ นี่เป็นตัวที่ละเอียด คนจะรู้ตัวว่าเราเองนี่ เราเกิดไม่ยินดีแล้ว ไม่ค่อย ไม่พอใจ ไม่ยินดีแล้ว ยาก กว่าจะรู้ได้ง่าย มันมีนิดละเอียดอ่อนเหลือเกิน เป็นอรูปราคะ และเป็นสภาพที่มันจะเรียกว่าอรูปราคะ ก็คือความพอใจตน อัตตาเหลือตัวตนอยู่ แล้วก็ไม่พอ ไม่สมใจในตัวตน ก็เลยเกิดการไม่ชอบใจ อรติน่ะ เกิดสภาพกิเลสตัวไม่ ถ้าจะแปลโดยพยัญชนะ อรตินี่เป็นกิเลส รตจิ รโตนี่ เป็นตัวกิเลส อรตินี่ กิเลสตัวไม่ นี่มันตั้งขึ้นมา มันผลัก มันปฏิเสธ ทั้งๆที่มันควรทำ ทั้งๆที่มันควรสัมพันธ์ ทั้งๆที่มันควรเป็นไป แต่เอาตนนี่แหละเข้ามาตัดสิน ตนไม่ชอบ ตนไม่ยินดี ตนไม่สมกับสิ่งที่ตนเอง เสวยพัก พิงอาศัยยึดอยู่ ก็เลยไม่มีตัวเกื้อกูล ไม่มีตัวฉันทะ วิริยะ จิตตะอะไรนะ และก็ไม่ได้ไตร่ตรองให้ละเอียดลออ ไม่มีวิมังสา ไม่ได้พิจารณากันอย่างถึงจุด ถึงที่ ก็เลยเกิดการสูญเปล่า เกิดการไม่เป็นกุสลสูปสัมปทาเกิด ไม่ยังกุศลให้ถึงพร้อม เกิดไม่อุปการะ ไม่มี ดูตัวอุปการะ ตัวสุดท้ายของนิวรณ์ คือนิวรณ์ตัวที่ 8 ตัวกุศล เป็นตัวอุปการะ กลายเป็นอกุศล เป็นตัวไม่อุปการะ เพราะเรามีตัวอรติ เป็นอันตราย ปามุชชะ ไม่มี จิตใจของเราทำให้เป็นปามุชชะ เป็นอภิปโมทยัง ยังเป็นตัวเบิกบานร่าเริง แม้ในสิ่งควร เราไม่มีนะ เพราะเราไม่ไตร่ตรองอย่างละเอียด เพราะเราเอง เรายังบกพร่องในวิชชา หรือในภูมิรู้นะ จึงแก้ไขตัวนี้ไม่ตก ฉะนั้นผู้ใดที่รู้อาหาร ถ้าภัตตสัมมัตโท ก็เคยอธิบายถึงเรื่องอาหาร 4 แน่ะ อธิบายถึงอาหาร 4 อย่าว่าแต่อาหารที่เป็นคำข้าว ข้าวสุก ขนมสด เป็นอาหารเป็นกวฬิงกราหารเลย กินข้าวไปแล้วมากเกินไป มันก็แน่นอนนะ หิวเกินไปก็ไร้แรง กินมากเกินไปก็ไร้งาน กินมากเกินไปก็เฉื่อย กินมากเกินไปก็เป็นพิษน่ะ เพราะฉะนั้นเรากินแต่พอดี พอเหมาะ สัมมา เมื่ออาหาร กวฬิงกราหาร จัดแจง ปรับปรุง เรียนรู้ด้วยดีแล้ว มันก็หมดปัญหา อาหารของเราก็พอเหมาะพอดีแล้ว ในเรื่องของกวฬิงกราหาร อาหารอื่นๆตั้งแต่ผัสสาหาร เราก็ต้องเรียนรู้ ถ้าเราเอง เราเรียน มีความรู้ในปฏิจจสมุปบาท เราก็จะพอใจที่จะเรียนในผัสสาหาร แต่ถ้าเราไม่มีความรู้ในปฏิจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive