430710 ลดอัตตาสลายทิฐิจนสูญสิ้นอบรมสมณะเถระ .docx
เนื้อหาในไฟล์
TCT0136.TAP ลดอัตตาสลายทิฐิจนสูญสิ้นอบรมสมณะเถระ 10/07/2543 #
ลดอัตตา สลายทิฐิจนสูญสิ้น
โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ในการอบรมสมณะเถระ ครั้งที่ 2/2543 ณ พุทธสถานปฐมอโศก เมื่อ วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม 2543
การทำสัมมนากันอย่างนี้นี่นะ นี่แหละเป็นอปริหานิยธรรม คือธรรมะอันไม่ เสื่อม ที่ว่าเป็นธรรมะอันไม่เสื่อมนี้ อันนี้นี่ ได้วิเคราะห์วิจัยเรื่องบทบาทการทำงานที่ผ่าน มา ได้ตรวจสอบอารมณ์ ตรวจสอบพฤติกรรมของแต่ละบุคคล แล้วเราก็ได้มา วิเคราะห์วิจัยกันท้วงติงกันอะไรต่ออะไรกันพวกนี้นี่ นี่แหละคือมหาปวารณาที่แท้จริง เป็นมหาปวารณา คือ ทุกคนท้วงติงกันได้ ทุกคนว่ากันได้ จะว่ากันลึกๆขนาดไหนก็ได้ ว่า ด้วยความจริงใจ ว่าออกมาแล้วก็เอามาวิเคราะห์วิจัยกันบ้าง สำหรับผู้ที่ถูกว่า ถูกตินั้นน่ะ ที่ถูกที่ควรแล้วนั่นน่ะ มหาปวารณาคือยอมให้ติ ติ ผิดติถูกรับหมด ติผิดก้ไม่ต้องแย้ง ไม่ต้องเถียง คำว่าผิดว่าถูกคือเรา ในโลกนี้ไม่มีความผิด ไม่มีความถูก ความผิดความถูกไม่มีในสากลโลก มันผิดอยู่ที่เรายึด เพราะฉะนั้นถ้าอะไร เรายึดว่าถูก คนนั้นกำลังผิด ย้ำอีกที ขณะใดที่เรากำลังยึดว่าถูก นั่นแหละคือผิด เรานั่น แหละคือผู้ผิด ผิดที่เรายึดว่าถูก ความถูกความผิดไม่มีในโลกนี้ ไปอ่านบทที่เอามาคัดลอก ลงในหนังสือถอดรหัสนั่นมีบทที่ท่านตรัสเรื่องความจริง ความไม่จริง สัจจะมี สัจจะไม่มี อะไรนี่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อันนั้น ไปอ่านดูเถอะ ทีนี้ความผิดความถูกอย่ที่ไหน ถ้าไม่มีความผิดความถูก ความถูกอย่ที่ความ สามัคคี อยู่ที่ความลงตัว อยู่ที่ความไม่มีทุกข์ อยู่ที่ความไม่เกิดความเดือดร้อน อยู่ที่ความ สงบ นั่นคือความถูก เราอยู่คนเดียว ถ้าเราจะบ้า เราก็ไม่สงบคนเดียว ถ้าเราสงบ เราก็ถูก ต้องคน
อ่านต่อ
เดียว 2 คน ถ้าเกิดความไม่สงบก็ผิด ถ้าเกิดความสงบ เกิดความสามัคคี เกิด ความเกื้อกูลกันดีก็ถูก อยู่ 5 คน อยู่ 10 คน อยู่ 100 คน ถ้าเกิดความสงบได้นั่นคือถูก ฟังให้ดีเลย เพราะฉะนั้น ถ้าสรุปแล้ว ความผิดความถูกอยู่ที่ไหน ความผิดความถูกอยู่ที่ ความเป็นสันติ อยู่ที่ความดีงาม อยู่ที่ความอบอุ่น อยู่ที่กุศลทั้งหมด นี่คือความผิดความถูก ความผิดความถูกเป็นสมมติสัจจะ เพราะฉะนั้น โดยปรมัตถสัจจะนั้น เดี๋ยวจะได้กล่าวอีกที หนึ่ง โดยสมมติสัจจะนั้น ความผิดความถูกมี เพราะฉะนั้นความถูกต้องที่กล่าวแล้ว ความถูกต้องอยู่ที่ความสงบ อยู่ที่ความเรียบร้อย อยู่ที่ความสวยงาม อยู่ที่ความเป็นกุศล อยู่ที่ ความเป็นคุณงามความดี เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ ประโยชน์ที่ว่านี้คือความเสียสละ ประโยชน์นี้ไม่ใช่ตัวเราได้ ตัวเราได้ ทีนี้เข้าไปหาปรมัตถ์ ปรมัตถสัจจะ ความถูกต้องอยู่ ที่ไหน ความถูกต้องตัวเราได้คือ ตัวเราเสีย ตัวเราละตัวตน นั่นคือความถูกต้อง เพราะฉะนั้น ถ้าแม้ว่าเราเอง เราถูกคนว่า ถูกคนกระหน่ำย่ำยีถูกคนข่ม เราหยุดได้ เราเงียบได้ ไม่มีตัวตนได้ นั่นแหละถูก ถ้ายังแย้งอยู่ เราถูก ผิดทันที ถ้า เราแย้งอยู่ แม้เราจะแน่ใจว่าเหตุผลหรือเรื่องราวอะไรก็แล้วแต่มันถูก แต่ถ้าเราแย้งทันที นั่นแหละคืออัตตายังอยู่ ถ้าเราไม่แย้ง ว า ง ไม่มีตัวตนเลย เออ เขาถูกก็ถูกไป จบ สูญ นั่นคือถูกของปรมัตถ์ แม้เขาจะกระหน่ำย่ำยี แม้เขาจะว่าผิด แม้เขาจะถล่มทลายเรา ยังไง ใส่ความโกหกมดเท็จตอแหลยังไงก็ช่าง ถ้าเราสงบที่ตน อัตตาของเราได้ นั่นแหละ เราถูก ถ้าเราแย้งขึ้นมาผิดทันที นี่คือปรมัตถสัจจะ ปรมัตถสัจจะอยู่ที่สูญ ปรมัตถสัจจะอยู่ที่ความหมดอัตตา ไม่มีเอาตัวตนเข้าไปรับอะไรเลย รู้ อ๋อ! เขาว่าผิดก็ผิด ส่วนจะผิดจะถูกอย่างไรนั้น ยกขึ้นไปหาสมมติสัจจะอีกทีหนึ่ง สมมติสัจจะนั้น ถ้าจะสงบที่สุด ก็คือความสมดุล ความลงตัว ไม่มีความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง สงบอยู่ได้ คนมากๆคน ความคิดมากๆ ความยึดถือมากๆ ความยึดถือนั้นน่ะจะไม่ให้มันเรียบร้อยราบรื่น สงบ หยุด หมดเลยทุกคน มันไม่มีหรอก แต่มันลงตัวได้ มันนิ่มนวลได้มันไปได้แล้ว หมายความว่า ผลักดันให้เดินไปในทิศทางที่เป็นทิฐิสามัญตา หรือเป็นศีลสามัญตาได้นั้นลงตัวที่สุด อดไม่ ค่อยได้ ยึดว่าถูกว่าดี เข้าใจความถูกต้องให้จริงอย่างที่ว่านี้ โดยสมมติแล้วมีถูกมีผิด โดยเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น ถ้าแม้ว่าเราจะปรับ สมมติสัจจะแต่ละที่ที่ทำงานที่มีบทบาท มีการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น เป็นงานเป็นการ เป็นอะไรก็ตาม ถูกผิด มันไม่ได้อยู่ที่อย่างนี้มันดีกว่า ไม่ใช่ ถ้าเราดีกว่า เราเห็นว่าดี กว่าคนนี้ เราคนเดียวเห็นว่าดีกว่า หมู่อีกทั้งหมด 10 คน ว่าดี 10 คนถูก เราไม่ดีกว่า นั่นคือสมมติสัจจะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่มีดีไม่มีชั่ว ดีถูกอยู่ที่สงบ อยู่ที่การดำเนินไปได้อย่าง เรียบร้อยราบรื่น เพราะฉะนั้น แม้เราจะเห็นถูกอย่างที่ผมเคยพูดว่าผมเองผมเห็นว่าอย่างนี้ถูก แต่ผมก็ต้องยอมให้หมู่ เพราะหมู่จะเอาอย่างนี้ นั่นคือหมู่ นั่นแหละถูกแล้ว แม้เราจะเห็น ว่านี่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม เราต้องหยุด เราต้องสงบ สงบแล้ววางใจด้วยไม่ใช่ยึด ไม่ได้ หรอก ถ้าได้ทีเมื่อไรเราก็จะเอาที่เรายึดถือนี่แหละ ตามความเห็นของเราจะเอาออกมา ดันให้มันชนะ ในโอกาสใดโอกาสหนึ่งให้ได้ ไม่ใช่ วางเลย เลิกเลย แล้วก็ดำเนินไป แล้วจะเกิดเป็นผลของมันเองบทบาทของมันเอง เพราะว่าองค์ประกอบของแต่ละกาละ ทุกคนทำงานด้วยพลังงานจิตและพลังงานที่สร้างสรร มันเป็นพลังของโลก พลังของดินน้ำลม ไฟมี พลังงานของจิตของคนประกอบพฤติกรรมเข้าไป ตอกลงไปก็เป็นพลังงานตอก ขุดก็เป็นพลังงานขุด ออกแรงดันก็เป็นพลังงานดัน มันก็จะก่อกันไปทั้งหมดเลย เมื่อส่วนรวมเห็นร่วมกันว่าอย่างนี้ดี แล้วพลังนั้นเป็นพลังรวมลงไปเลย แล้ว มันก็จะทำเป็นผล เหมาะสมตามกาละ ผลจะเกิดเหมาะสมตามกาละไปทุกที เพราะฉะนั้นพลังสามัคคี พลังรวมนี่จึงเป็นพลังของโลก เป็นพลังของทุกอย่าง แม้ทุกวันนี้คนฉลาดขึ้นๆ ก็จริง ประชาธิปไตยนั้นฉลาดอยู่แล้ว เอามวลส่วนใหญ่เป็น ส่วนถูกต้อง แล้วมวลส่วนใหญ่ที่ถูกต้องก็ต้องเป็นมวลส่วนใหญ่ของผู้ฉลาดด้วย ไม่ใช่เอาคนที่ กิเลสมาก มาเป็นมวล ถ้าเอามวลของผู้ที่กิเลสมากมาเป็นมวล แน่นอน ส่วนมากคือคน กิเลสมากก็แพ้อีก เพราะฉะนั้นต้องคัด มีส่วนซ้อนอยู่อีกอันหนึ่ง จึงต้องรู้จักปราชญ์หรือบัณ ฑิตที่จะประชุมกันที่จะคุยกันที่จะตกลงกันก็จะต้องเอาคนที่มีภูมิหรือมีกิเลสน้อยหน่อย หรือไม่มี กิเลสมาเป็นหลักฐาน แล้วเอามวลส่วนใหญ่ตัดตัวตนไปเลย ในสภาพของสัจธรรมตัดตัวตน ทำงานรวมกันเป็นหมู่เป็นมวลนี่แหละ ทุกอย่างจะดำเนินไปตลอดกาลนาน ถ้าเผด็จการ แล้ว ถ้าคนที่เผด็จการจอมเผด็จการนั้นตายลง ทุกอย่างก็ไม่มีใครมีความมั่นใจ และไม่มี ใครเป็นหลัก พระพุทธเจ้าถึงไม่เอา อย่างนั้นจึงนำธรรมะหรือหลักธรรมวินัยเอามวล เอาหมู่ ไม่เอาใครเป็นเอก ท่านเป็นผู้วางรากฐาน ท่านมีเอกสิทธิ์ในการทำอะไรที่ เหมือนเผด็จการได้ ท่านรู้รอบทุกอย่าง เพราะฉะนั้นยกให้พระพุทธเจ้าองค์เดียว ที่ เราทำกันอยู่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเอาผมเป็นหลัก เอาหมู่มวลเป็นหลัก ผมอาจจะทำ ตอนแรกๆ ในการทำระเบียบแบบแผนอะไรออกมา ระเบียบของอโศก คล้ายๆของ พระพุทธเจ้าบ้าง แต่ไม่ได้นอกเหนือ ทุกอย่างทำในแวดวงเป็นธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ได้ทำเป็นระเบียบอะไรต่ออะไรออกมานั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ระเบียบวินัยที่ทำไว้แล้วนั้น หมู่มวลทึ่เป็นปราชญ์หรือเป็นผู้รู้ที่เรายอมรับกันแล้ว เมื่อประชุมกันแล้วเห็นว่าควรแก้ไข ก็แก้ได้ ระเบียบวินัยที่ทำไว้แล้วก็ตาม ที่ผมเป็นคนคิดเสียส่วนใหญ่ แล้วตราออกมา แล้วพวกเราจะแก้ไขใน อนาคตก็แก้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นที่เราทำๆกันอยู่นี่ก็ขอให้ทราบถึงสัจจะ 2 สภาพที่ได้พูดไปแล้ว ให้ชัดเจน แล้วเราจะได้ถอดตัวตนอัตตา ที่ประชุมกันมีประเด็นที่บอกให้ระวัง อย่าให้ไปหลงงาน อย่าไปเอางานเป็น ความถูกความผิดมากเกินไปนัก ให้ตรวจอัตตาของตัวเอง ตรวจสังกัปปะของตัวเอง ตรวจ จิตของตัวเอง เราลดละของตัวเองให้เป็นประโยชน์ตน ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า "อย่าไปหลงประโยชน์ท่าน ประโยชน์อื่นแม้มาก โดยทำลายประโยชน์ตน" อันนี้ก็จะต้องทำ ให้มันสำคัญ ถ้าเรายังมีเศษของอัตตามากหรือน้อย มันจะดัน มันจะดันจริงๆเลย มันมี ตัวอัตตาตัวนี้อยู่เยอะ มันมีและเป็นวาสนาด้วย ทั้งบางอย่างออกมาในสภาพบทบาทลีลา พฤติกรรม อันนี้ให้พยายามระวังและปรับให้ดีๆ โดยเฉพาะชอบทำงานด้วย เพราะฉะนั้นมันจะไปยึดงานเป็นหลัก และยิ่งเสริมอัตตา งานกับอัตตานี่ กัมมรามตา อารามตา แปล ว่า ความหลง หลงงาน ไปยินดีในงาน อาราม แปลว่ายินดี คือหลงชอบมันนั่นแหละ หลงชอบงาน เพราะฉะนั้นการหลงชอบงานนี่แหละทำให้เกิดอัตตาเสริม งานก็คืองาน จะ ขยันงานไม่มีเสียหาย ขยันงานโดยสติสัมปชัญญะ ปัญญา มันดีแล้วละ งานอันไหนควรก็ว่า กันไป แต่ไม่ใช่ไปหลงงาน แล้วก็ไปยึดงาน แล้วหนักเข้าเอาอัตตาไปยึดงาน 1. จะเอา ให้ได้ให้สำเร็จ 2. งานที่ทำฉันจะต้องเห็นอย่างนี้แหละ ฉันเห็นอย่างนี้มันถูก 2 ประเด็นใหญ่ๆ 1.จะต้องเอาให้สำเร็จให้ได้ โดยไม่คิดถึงสิ่งแวดล้อม ไม่คิดถึงพลังงาน รวม ไม่คิดถึงใจคนอื่น จะเอาให้ได้ คนอื่นแย้งไว้ก่อนก็ไม่ฟังเสียงอะไร 2. งานนี้อย่า แก้ไขนะ อย่างนี้ถูกที่สุดแล้ว ต้องทำอย่างนี้ อย่างอื่นไม่ได้ ต้องอย่างนี้ กำหนด spec เลย อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ก็ไม่ดี มันก็เป็นอัตตาเข้าไปปนอัตตาเข้าไปใส่ทั้งนั้นเลย ถ้าเราเอง มีคุณงามความดี เป็นที่เคารพนับถือ เป็นที่ยอมรับ เราจะแสดง อิทธิพลในการที่จะแสดงอัตตา แสดงอิทธิพลแห่งอัตตา งานนี้จะเอาให้สำเร็จ คุณก็ต้อง ยอมตามเรา เอาอย่างนี้แหละ spec อย่างนี้ ต้องอย่างนี้ อย่างอื่นไม่เอา อย่างอื่นไม่ ได้นะ ใครอย่ามาออกความเห็น อย่างอื่นไม่เอา เขาก็ต้องยอมเอง ถ้าเรายิ่งมีอำนาจ ถ้าเรายิ่งมีเป็นที่ยอมรับนับถือ อันนี้มันจะหลอกเรา เราเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นผู้ที่เขาเคารพนับถือมากๆ แล้ว เราก็จะหลงตัวเอง มันเผลอที่จะเอาตามที่เราต้องการอัตตามันจะโผล่ ฟังคงรู้เรื่องนะ ก็เขาให้นี่ เขาให้ เขายอมให้นี่ อัตตาก็จะโผล่ ต้องเอาให้ได้ ต้องเอาอย่างนี้ กำหนด spec ด้วย แล้วก็จะต้องเอาให้สำเร็จให้ได้ด้วย มันก็สำเร็จ แต่ถ้าเรายังไม่สำเร็จ คือเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ อัตตามันก็โผล่ อัตตามันก็โตด้วย เพราะฉะนั้นคนที่เป็น เสขบุคคลอยู่ อย่าเลย ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ ยังไม่ใช่อรหันต์ ยังไม่ใช่อเสขะ อย่าเลย ตรงนี้นี่ แล้วเรายิ่งมีคุณงามความดี เราเป็นเสขบุคคล เราเป็นโสดา เป็นสกิทา เป็นอนาคา แล้วมีคุณงามความดีเยอะทุกที คนจะยอมรับนับถือขึ้นไปเรื่อยๆแหละ เป็นผู้ที่มี อาริยคุณสูงขึ้นๆ จนกระทั่งถึงขนาดเป็นอนาคามีอยู่แล้วนี่ นี่ต้องระวังอัตตามานะ ระวัง ให้มากเลย ไม่เช่นนั้นมันจะเหลือเศษ ธุลีละออง มันจะเล่นเล่ห์ มันจะยืดเยื้อ มันจะเสริม ปริมาณ เสริมความเข้มข้น เป็นอัตตามานะมากขึ้นเรื่อย มันจะได้ง่าย เพราะเขายอมให้ เมื่อเขายอมให้ เราก็ได้ที แล้วเราก็สมอัตตาของเรา อัตตาของเราก็โตขึ้นเรื่อย เพราะฉะนั้น อันนี้ เราเป็นเสขบุคคลต้องระมัดระวังเอาปรุะโยชน์ตนก่อน เอาเถอะนะ มันไม่ได้ดังใจนี้ มันไม่ต้องเสร็จเดี๋ยวนี้ มันไม่ได้ดังนี้ก็ด้วยกัน มันไม่ เสร็จเดี๋ยวนี้ก็เป็นไรไปละ ถ้าไม่เสร็จเดี๋ยวนี้ก็ด้วยกัน ต้องขรุๆขระๆไปด้วยกัน ก็เขา มาห้ามมากั้นทำไมละ มวลส่วนรวมเขาบอกว่าไม่น่ะ ส่วนรวมอย่าเพิ่ง ไม่เอาก็ไม่ เอาซิ ขรุขระไปด้วยกัน อีหลุกขลุกขลิกไปด้วยกันก็ว่ากันไปซิ หรือว่าอย่างนี้ spec นี้จะเอาอย่างนี้ เราก็ไม่ต้อง ไม่ต้องก็เอาอย่างที่เขาว่ากัน ก็ว่าไป มันดีเท่าไร แม้เราจะ ถูกต้องว่า spec อย่างที่เราว่านี่ดีที่สุดแล้วก็ตาม ก็เท่านี้แหละ นั่นคือมันได้ตามบุญบารมี อีกนัยหนึ่งคือจะได้ตามบุญบารมี มันไม่ได้ดีกว่านี้ มันได้เท่านี้แหละ บุญบารมีเราก็เท่านี้ แหละ อย่างนี้ เป็นต้น มันจะเป็นอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้น เราอย่าไปยึดอารมณ์ อย่าไปยึดจิตวิญญาณของเรา จิตวิญญาณ ของเรามันมุ่งอย่างนี้ มันเอาอย่างนี้ ก็เอาเลย นั่นแหละคือตัวอัตตา เพราะฉะนั้นก็ขอ เตือนไว้ ถ้าเผื่อว่าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์นี่ อย่าเสียท่าให้เกิดอัตตาเลย สั่งสมลงไปที ละเล็กละน้อยก็ตาม ยิ่งทีละมากๆก็แน่นอน ก็ไม่ควรอย่างยิ่งแหละ อย่าเลย ให้มันหมดเสีย ก่อนแล้ว เมื่อเป็นผู้ไม่มีอัตตาแล้วจริง ทีนี้เราจะรู้เลยว่า อ๋อ! มันอย่างนี้เอง แล้วมันก็ จะไม่เกิดความน่าเกลียด คนก็จะไม่รู้สึกสะดุดว่าเราจะต้องมี แหม จะเอาชนะคะคาน อย่างโน้นอย่างนี้ เอาแต่ใจตนเองอย่างโน้นอย่างนี้ มันจะไม่เลย เพราะเมื่อไม่มี มันก็ จะไม่ แต่ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราไม่สังวรตอนเป็นเสขะนี่ คนที่ยังไม่เป็นเสขะยังไม่รู้ เรื่องหรอกที่พุดนี่ ที่เราพูดกันนี่นะ เขาจะไม่รู้ว่าอัตตามันเกิดเมื่อไร ยิ่งหยาบๆอยู่เขา ยังไม่รู้ ไม่รู้ตัวหรอก อีโต่โด่เด่อะไรอย่างนั้นน่ะ ก็ไม่รู้ ไม่รู้ตัวเลย โธ่! น่าสงสาร พูดไปน้ำลายกระเด็น หมากเหมิก เทศน์ก็นั่น ใครมาหามาอะไรว่ากันไปเลอะๆเทอะๆ พูด ไปก็อ้างอิงแล้ว ธรรมะต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ต้องธรรมะ ธรรมะเป็นอย่างนี้ เอา ธรรมะมาใส่ความเห็นของตัวตลอดเวลา ต้องอยู่กับธรรมะ มันต้องเป็นอย่างนี้ ต้องอย่าง นี้ๆ เอาอัตตาเข้าไปใส่ภาษา ธรรมะต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเดินตามธรรมะซิ เอาความ เห็นของตัวออกไป แล้วก็บอกว่านี่คือธรรมะ ต้องเดินตามธรรมะซิ เป็นโวหารตลอดเวลา เลย พูดเอามาทวนดูได้ ไปใหญ่แล้วตอนนี้ แต่ก่อนนี้ยึดหลักการ ยึดหลักสภา ยึดหลักอะไร ไม่ แล้ว ตอนนี้เละหมดเลย เอาแต่เรื่องลาภ ยศ เอาแต่เรื่องโลกีย์อะไร แล้วก็ไม่รู้ตัว ถ้าเราเข้าใจสัจธรรมลึกแล้วเราก็จะเห็น พฤติกรรมก็ส่อได้ โดยเฉพาะ พฤติกรรมที่มันย้ำหลายๆครั้งหลายๆ คราวส่ออะไรต่ออะไรไว้ อีกอย่างก็จะชัดว่า อ้อ! นี่อสัจธรรมเป็นสิ่งที่โมเมอะไรไปเรื่อยๆ ถ้าจิตวิญญาณของเรานี่สะอาดขึ้นๆ มันจะเกิดปัญญาที่จริง เกิดปัญญาที่จะรู้ว่า สัจจะในโลกถูกผิดเป็นสมมติสัจจะ คือ มวล ไม่ใช่ตัวตน จริงๆแล้วปรมัตถสัจจะ จริงๆก็ถูก ต้องคือหมดตัวตน มันคืออันเดียวกัน ถ้าจะว่าไป เพราะฉะนั้น ขณะที่เรายังไม่เป็น พระอรหันต์ ต้องอย่าให้เหลืออัตตา อย่าพร่าประโยชน์ตน เพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก จริงๆ นั่นคือสัจจะ เพราะฉะนั้นสัจจะอยู่ที่ไหน อยู่ที่สูญ สัจจะอยู่ที่สูญ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ นี่เป็นนเนื้อหาของสัจธรรมที่ให้พวกเราได้ฟังได้เข้าใจ ได้รับรู้ ทีนี้ที่พวกเราได้ทำๆ กันอยู่ ดีมากแล้วละ ดีมากแล้ว แล้วต่อไปในอนาคต พวกเราก็จะได้มีจารีตประเพณีอย่างนี้ ขวนขวายกันขึ้นมาก็อนุโมทนา พยายามทำ มันจะเกิดการกระทบกันอยู่ตามประสาที่เรายังมีส่วนเหลือ จะเป็นใครเกิดอารมณ์ เกิดอาการ เกิดอะไรขึ้นมาก็สำนึกสังวร พยายามลดอัตตากันจริงๆ นี่ทำไป มีเหตุการณ์ นี่แหละ คือโจทย์แท้ เหตุปัจจัยแท้ ทำอะไรต่ออะไรกันไปกันมานี่ มีทั้งเวลาที่เราทำงานก็จะเผลอ อะไรๆออกมาเรื่อย แล้วเราก็ต้องทบทวน พยายามใช้เตวิชโชให้มากๆ หน่อย เตวิชโช คือ ตรวจตราตัวเอง บุพเพนิวาสานุสติ วันที่แล้วผ่านมา อาทิตย์ที่แล้วผ่านมา เดือนที่แล้วผ่านมาตรวจสอบดู อ้อ! อารมณ์เราดีๆ ตรวจสอบตัวเอง ดีๆ มัสมีวาระบางทีก็เอียงเข้าข้างตัวเองในขณะที่ยึดมากๆ ยึดงาน ยึดกิจ ยึดนั่นยึดนี่ ตอนที่ยึดมากๆ นี่โมหะ มันมัว มันหลงผิด มันจะไม่ชัดหรอก พอเราวางๆหน่อยแล้วมา ทบทวนแล้วมันจะอ้อ! ตอนที่เรายึดมากๆ ถึงทบทวนยังไง มันก็ไปเห็นแง่ที่เรายึดนั่นถูก พอเรานานๆไปความยึดมันคลายไป มันค่อยๆวาง ค่อยๆไม่เอาแล้ว ค่อยๆวางๆๆ มา ทบทวนทีหลัง อ๋อ! มันจะชัด มันจะกระจ่างขึ้น มันจะเห็นนี่ อ้อ! เราเอาแต่ใจเราเข้าไป ถม มันจะถูกอย่างนั้น แต่แท้จริงมันมากไป มันแรงไป มันจะเห็น เพราะแะนั้นการทบทวนเสมอ เตวิชโช ทบทวนเสมอ ตรวจตราพฤติกรรม หรือกิจกรรมอะไรที่เราทำผ่านมาๆ มีการกระทบสัมผัสกันเกี่ยวข้องกันกับใคร บทบาท เรื่องราวอะไรต่ออะไรขึ้นมา รู้เหตุ รู้นิทาน รู้สมุทัยทั้งหมด แล้วจะเข้าใจ จะเห็นว่าอัน นี้มันมากไป อันนี้มันน้อยไป อันนี้เอาเราเข้าไปเป็นใหญ่ มากไป สำคัญตรงที่เอาเราเป็น ใหญ่มากไป นี่แหละ มันเป็นอัตตา เอาตัวเราเป็นใหญ่มากเกินไป มันเสียสมดุล แม้ว่าเรา จะมีสิทธิ์มีเอกสิทธิ์ มีอำนาจ มีที่เขายกให้ เราจะเห็นได้ว่าเราเองเป็นสมณะแล้วนี่ ฆราวาสเขาจะยกให้หมด เราก็ สร้างประเพณีจารีต เป็นขั้นตอนอย่างนี้ดีแล้ว ฆราวาสเขายอมให้ดีแล้ว แต่นั่นแหละ ระวังอัตตาจะเกิดเมื่อเขายอมให้ เราจะต้องอาศัยความละเอียดลออ อาศัยภูมิปัญญาของ เราอย่างมาก เพื่อที่จะลดอัตตา ไม่ใช่ย่ามใจจนอัตตาโตใหญ่แล้วไม่มีทางบรรลุ ยิ่งไปกัน ใหญ่เลย อันนั้นเสียหาย ซวยมหาศาลไปเอง เพราะฉะนั้น เราจะทำงานต่อไป เป็นทีมอย่างนี้ดีแล้ว ผมอยู่ผมก็พยายามที่ จะทำให้ แต่มีส่วนผมคล้ายกับว่า ในปางนี้เกิดมาไม่มีใครนำ ผมมานำ แต่ผมไม่ใช่ พระพุทธเจ้าทีเดียว ผมก็มีส่วนหนึ่งแบบเอาอย่างลอกเลียนล้อเลียนพระพุทธเจ้าบ้าง ผมก็ รู้สึกตัวเองว่าบางทีมันรู้สึกมากไปหน่อย ไม่ดีมากไปหน่อย ไปลอกเลียน หรือว่าทำอย่าง พระพุทธเจ้า เห็นช้างขี้ขี้ตามช้างอย่างที่ว่านี้ ผมใช้อยู่บ้าง พวกคุณก็คงจะพอมองออก ใช้ อยู่บ้างก็รู้สึกไม่ดี ผมไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่เราก็สำนึกของเรา ผมก็สำนึกของผม ทีนี้พวกเรานี่เป็นสาวกภูมิ อย่าใช้เลย ไม่ใช่ปัจเจกภูมิ ใช้ไม่ได้ ไม่ถูก ต้อง ใช้มวลหมู่อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ว่า จงเอาธรรมวินัยเป็นศาสดา เอาธรรมวินัยเป็น เอก อย่าเอาผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเอกเลยที่จะอยู่รอดไปอีกนานนั้น ธรรมะอันนี้คือของอโศกอันนี้แหละ ธรรมะในแนวนี้แหละจะอยู่ไปได้นานนั้นอยู่ที่ความสามัคคี อยู่ที่ความไม่สังฆเภท อยู่ที่ ความไม่แตกแยกกัน แตกแยกกัน ยิ่งแตกแยกเป็นเสี่ยงๆๆๆออกไป 100 เสี่ยง มี 100 ก๊ก นั่นยิ่งบรรลัยทันที แม้จะแตกแค่ 2 เสี่ยงก็ตาม ถ้า 2 เสี่ยงนั้นไม่เป็นอย่างพอๆกันเลย นะ กลายเป็น 2 ค่าย 2 ก๊ก ก็ไม่เท่าไร เช่นว่ามีมวลอยู่ 100 แตกออกไปส่วนหนึ่ง 40 อีกส่วนหนึ่ง 60 อย่างนี้บรรลัย จะถือว่า 60 นั้นถูกต้อง 40 ไม่ถูกต้อง แต่มันก็โอ้โฮ! เป็นสองเสี่ยงที่ใหญ่พอๆกัน อย่างนี้บรรลัย แต่ถ้าเผื่อว่ามี 100 แตกเป็น 2 เสี่ยง แยก ออกไปแค่ 5 อีก 95 ก็อยู่ อย่างนี้ไม่เป็นไร 5 นั้นไปไม่รอดหรอก ในเรื่องของสาวก ภูมิไม่มีปัญหา ไปไม่รอด 5 ไปไม่รอด แต่ในปัจเจกภูมิหรือในฐานะที่ผมทำนี่ ผมบอกพวกคุณได้ว่า ผมแยกออกมาแค่ 20 กว่ารูปเอง ต่อพระ 2-3 แสน ถ้าไม่ใช่ปัจเจกภูมิอยู่ไม่รอดหรอก ไปไม่ได้ นั่นใน ฐานะของปัจเจกภูมิ เหมือนกับช้างมาตังคะนี่ ออกมาจากหมู่แล้วก็มาตั้งก๊กได้ ไปรอด เพราะเป็นช้างมาตังคะ เป็นช้างเอก เป็นผู้ที่มีภูมิธรรมจริง เพราะฉะนั้นอันนี้ลอกเลียนไม่ ได้ อย่าหลงตัวเป็นอันขาดเลยว่าเราไม่ใช่ปัจเจก เราเป็นแค่สาวกภูมิ อย่าลอกเลียนเลย มันบาปอนันตริยกรรม มันสังฆเภท บาปอนันตริยกรรม แล้วมันก็เลวร้าย นอกจากไปไม่รอด แล้วมันสร้างวิบากกรรมให้แก่ตัวเอง เป็นอนันตริยกรรม ไม่เข้าท่า สังวรไว้ให้มากๆ ค่อยๆบอกกันไป มหาเถระบอกสู่เถระ เถระบอกสู่มัชฌิมะอะไรก็ค่อยๆว่ากันไป ค่อยๆบอก กันไป ถ่ายทอดกันไปให้เข้าใจให้ดีๆ เราประชุมกันน้อยคนนี่ โดยที่มีภูมิอยู่ไล่เลี่ยกันนี่ มัน เข้าใจกันได้ละเอียด เข้าใจได้ดี แล้วก็ไม่มีอะไรแย้ง ไม่มีอะไรอะไรงง พลังงานที่ เกิด แม้แต่นั่งอยู่ด้วยกันนี่นะ ถ้าพูดไปแล้วมีพลังงานของความคิดแต่ละคนนี่ เกิดขัดแย้ง ขึ้นมาหรือไม่เข้าใจกันขึ้นมานี่ พลังสงบ พลังอบอุ่น พลังที่เป็นสามัคคีธรรมนี่ พลังงานนี่นะ มันมีนะ มันมีทันที ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเกิด เกิดทันทีเลย เราพูดอยู่คนเดียว อาจไม่มีอะไรเกิดเท่าไร เราพูดกันหลายคน หลาย ความคิด หลายโรงงาน แต่ละโรงงานรับพั้บไปปรุงปั๊บ มีผล solve ออกมาเหมือนเครื่อง คิดเลข คิดปั๊บๆๆ มี solve มีคำตอบมาปั๊บ ก็เป็นพลังงานของคำตอบ ถ้าเป็นพลังงาน ของคำตอบที่ขัดแย้งกันเยอะแยะเลย ขัดแย้งกัน 10 คนมีขัดแย้งกันถึง 9 คน ออกมานี่ ตอนนั้นจะเกิดภาวะไม่สงบ ภาวะพลังงานจะรู้สึกร้อน จะรู้สึกปะทะ นี่เป็นนามธรรมนะ ไม่ ใช่ตัวตนบุคคล มันเป็นจริงๆ แล้วเครื่องคิดของทุกๆคน คอมพิวเตอร์ของแต่ละคน มันทำ งานทันที แล้วออกมาเป็นพลังงานทันที พลังงานความคิด แต่ถ้าเผื่อว่าพลังงานนี้ออกไปปั๊บ ทั้ง 10 คน 20 คน หรือ 100 คน โอ้! เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อบอุ่น เย็นสงบ สดชื่น ไม่มีพลังงานที่วิกลวิการอะไรเกิดในตอนนั้น เลย ไม่มีมลพิษอะไรเลย อันนี้เป็นเรื่องของนามธรรม เพราะฉะนั้นในตัวบุคคลนั้นสร้าง พลังงานนามธรรมอยู่ตลอดเวลา เราศึกษาดีๆ เราจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราจะเห็น เราจะสังเกตได้ด้วยจากพลังงานที่ไม่เห็นตัวนี่แหละ มันจะมีญาณพอรู้ไปเรื่อยๆ โดย อัตโนมัติก็พอเป็นไป เราจะรู้จะเข้าใจ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจสัจธรรมพวกนี้ดีขึ้น แล้วก็พากเพียรขึ้น ผมเอง อายุยาว อายุมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็อย่างที่ว่านี่ ปีนี้นี่ ไม่น่าเชื่อ ผมเองยังนึก อาจจะหลง ตัวเองว่าแข็งแรงๆ ตลอดมาก็ปากแข็ง พวกคุณก็คงเห็น พอมาปีนี้นี่ โอ๊ย! มันบอก ผม ทิ้งทางร่างกายมากเกินไปอย่างที่เห็นนั่น จนกระทั่งมันไม่ยอมแล้ว ร่างกายมันก็เป็นพลัง งาน มันเหมือนโรงงาน มันก็ทำงานของมันเหมือนเครื่องกลที่มีลูกเบี้ยว ลูกกลม มี ข้อเหวี่ยง มีลูกสูบ มีอะไรต่ออะไร แล้วมันก็ทำงาน ก็เป็นดินน้ำลมไฟ ดินน้ำลมไฟทำงานมี ส่วนนั้นส่วนนี้ มันไม่เกิดสมดุล เราไปเอาพลังงานเหมือนคุณขับรถเร่งเครื่องรถของคุณ เครื่องไม่ค่อยดี คุณก็ไปเร่งเกินขอบขีด มันร้อนหมด หม้อก็ระเบิด วาล์วก็ไหม้ ลูกสูบก็แตก มันก็เป็นจริงๆ มันไม่มีปัญหาหรอก โดยเราไม่คำนึง เรานึกว่าเราแน่ อยู่อย่างนั้น ขนาดนั้น ไม่เจียมตัว ไม่ประมาณตัว ทิ้งมันเลย ไม่นึกอันนั้นเอาแต่ใจของเราเป็นเอกไป มันพัง เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็รู้สึกตัวแล้วว่า ไม่ได้หรอก จะเอาแต่ใจออกไป ไม่เอา กายเลย โดยที่ลืม มุ่งไปแต่สิ่งที่เราจะทำตามจิต ทำตามใจเราทางด้านนี้ไม่ได้ ผมว่าผม ไม่ได้อีนังขังขอบกับกายเท่าไหร่จริงๆ มีแต่คนมาพยายาม ผมก็ต้านไว้เรื่อย ให้บำรุง ไอ้โน่นไอ้นี่ พยายามต้าน เสร็จแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จำนน ดีที่ผมก็ยังไม่ดึงดัน มีอัตตามาก จำนนเขา เขาดันมากๆก็ยอม ทั้งๆที่ตัวเองก็บ่นๆๆอย่างที่เห็นนั่นแหละ แต่ เขาก็ทำ ผมไม่รู้บางอย่างดี บางอย่างไม่ดีอะไรก็ไม่รู้ แต่ก็คงมีส่วนดีอยู่หลาย บังคับให้ ทำอย่างนั้น มันก็ ให้กินอย่างนี้ ให้ใช้อย่างโน้น ให้ออกอาการอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ ก็ดู ดีก็ช่วยกันไป ทีนี้ ต่อไปในอนาคตนี่ ที่เราจะเป็นไป ตอนนี้ ผมว่า กระแสของสังคมกับพวก เรานี่ดีขึ้นมากพอสมควร ก็ยังไม่มากเท่าไร แต่ดูดีพอสมควรขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราจะมีงานหนัก ยิ่งกระแสมันดีขึ้น เราจะงานหนัก จริงๆ เราเป็นหมาหัวเน่ามา ตอนแรกๆ นั่นน่ะ มันดีแล้วที่เป็นหมาหัวเน่า เขาไม่ดูดำดูดี เขาตีทิ้งเรา พวกนี้บ้าๆบอๆ ช่างหัวมันเถอะ อย่างนี้ เป็นต้น เราก็ได้สุ้มทำ นั่นแหละ เวลานั้น วาระอย่างนั้นเราได้สุ้มสร้าง ได้สุ้มสร้างสุ้มทำ เพราะว่าเขาตีทิ้งเรา เขาดู ถูก มันไม่มีท่าอะไรหรอก มันทำอะไรไม่ได้เรื่องหรอกตามประสาคนบ้าง เราก็เลยได้ซุ่ม ทำ ไม่มาเอาถ่าน ไม่มาเจ้าจี้เจ้าการ ปล่อยให้เราทำ เราก็ได้สุ้มทำมาตลอดพอสมควร ไม่ต้องลงใต้ดิน เขาก็ไม่มาแล เราไม่ต้องลงใต้ดิน ไม่ต้องทำปกปิดอะไร เราก็ทำเต็มที่ เปิดๆ เปิดอยู่บนดินนี่แหละ ไม่ต้องลงใต้ดินเลย เขาก็ไม่แล เพราะเขาตีทิ้ง อันนี้ก็ว่ากัน ไปแล้วมันก็เป็นองค์ประกอบของสัจธรรมอันหนึ่ง หรือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ผมเคยพูด ถ้าพูดไปแล้วมันไม่ดี ไม่ดีตรงที่ว่าผมแกล้ง ฟังแล้วดูเหมือนว่าผมแกล้งทำให้ขี้เหร่เหมือน ว่า เราเหมือนเจ้าเงาะ ทำตัวเหมือนไอ้เงาะให้คนเกลียดคนชัง นั่นมันคนบ้า ซึ่งมันไม่ดี หรอก มันแกล้งทำ แต่มันก็ต้องทำ หรือเหตุปัจจัยที่จริงตามสัจจะ มันจะต้องลงตัวเป็นอย่าง นั้น ไม่มีใครไปทำ แต่ทุกอย่างต้องเหมือนบันดาล เหมือนพรหมลิขิต เหมือนกับอะไรที่จะ เป็นเหตุปัจจัยจะต้องเป็นอย่างนั้นด้วย จริงๆผมก็มีเจตนาอยู่ในใจด้วยบ้างแล้วอย่างอื่นก็ ผสมโรง อย่างอื่นก็มาประสมโรงไปด้วย ให้มันเป็นแบบนี้ มันก็ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้น เราจะต้องถูกติงอย่างนั้น จะต้องถูกว่าอย่างนี้ ในสัจจะอันลึกๆแล้วมันเป็นปร