นสพ.ข่าวอโศกเม.ย.-พ.ค.61 ฉบับที่486 508 Online.pdf

โฟลเดอร์หนังสือพิมพ์ข่าวอโศกรายปักษ์
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์4.55 MB
วันที่แก้ไข6 พฤศจิกายน 2567
รายละเอียดตลาดน้ำอาริยะบ้านราช

เนื้อหาในไฟล์

1ฉบับที่ ๔๘๖ (๕๐๘) ข่าวอโศกอ่านต่อหน้า๘ธรรมะพ่อท่าน : โอวาทจากพ่อครู...แด่ศิษย์เก่า น.๔ สกู๊ปพิเศษ : ๘๔ ปี ๔๘ พรรษา แห่งความสำ เร็จ น.๙ ฉบับที่ ๔๘๖(๕๐๘) รวมปักษ์เม.ย.-พ.ค. ๒๕๖๑อ่านต่อหน้า๖-๗งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ ๔๒อ่านต่อหน้า ๕ค่ายสร้าง“คนจน”สุขสำ ราญฯ พิธีรับกลดรุ่น “จนที่มีแบบ”ค่ายยอส.ตลาดอาริยะครั้งที่ ๓๙และตลาดน้ำ อาริยะครั้งที่ ๑ รวมปักษ์ เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๖๑2ทุกวันนี้ การจัดการศึกษา คนทั่วโลกเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้ว ว่าการจัดการศึกษาที่ถูกทาง จะต้องจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแต่นั่นแหละ เยาวชนที่เรียนจบระดับปริญญาตรีแล้วมีงานทำา พึ่งตัวเองได้น้อยกว่าคนที่เรียนจบแล้วตกงานรัฐบาลจึงพยายามส่งเสริมการเรียนในสายอาชีพหรืออาชีวะ ซึ่งมีตลาดแรงงานรองรับคนจบสายอาชีพเป็นจำานวนมากกว่าสายสามัญ เพื่อมิให้การเรียนสูญเปล่าดังกล่าว โดยเฉพาะงบประมาณในการจัดการศึกษา ที่ใช้ในแต่ละปีของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ถือว่ารัฐบาลให้งบด้านนี้เป็นจำานวนมากแต่สำาหรับชาวอโศกแล้ว จะมีปรัชญาการศึกษา คือ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชาคือ เน้นคุณธรรมเป็นหลักสำาคัญแต่พอเวลามีการประชุมส่วนใหญ่ ก็มักจะให้ความสำาคัญ ไม่ด้านวิชาการ ก็ด้านเป็นงานทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะการพัฒนาด้านงาน กับวิชาการนั้นดูจะง่ายกว่าศีลเด่น คงเพราะเป็นรูปธรรมที่คนทั่วไปยอมรับได้ โดยเฉพาะคนภายนอกมักจะวัดค่าการศึกษาเด็กว่าเจริญ ถ้าเก่งวิชาการ ส่วนชาวเราภายในส่วนมากก็จะดูว่าเด็กๆ ทำางานได้ดีไหม รับผิดชอบดีไหม ในทัศนะร้อยรู้ไม่สู้หนึ่งทำาน้อยนักที่จะมองและพูดด้านศีลเด่น จนทุกวันนี้ก็มีเสียงวิจารณ์จากสมณะและสิกขมาตุว่า เด็กนักเรียนทุกวันนี้ ดูจะศีลด้อยลงกว่าเดิมมากในการประชุมครูของชาวอโศก ที่เราเรียกกันว่าคุรุนั้น ก็ดูจะเริ่มแม่นเป้ามากขึ

อ่านต่อ

้น คือ เน้นพฤติกรรมด้านศีลเด่นเป็นหลัก เพราะเด็กมีศีลเด่น ก็จะส่งผลให้เกิดความเจริญ ด้านเป็นงาน กับชาญวิชาแต่ถ้าไปเน้นด้านเป็นงานหรือชาญวิชา ก็จะคล้ายกับคนนับถือพุทธศาสนาส่วนใหญ่ในโลก ที่เน้นเรื่องสมาธิ กับปัญญา ส่วนศีลนั้นมีการพูดถึงน้อยมาก หรือไม่พูดถึงเลย การพัฒนาคุณธรรมจึงเป็นไปได้ยาก! ยิ่งๆขึ้น จากเดิมที่ยากอยู่แล้ว เพราะถ้าพูดถึงศีลแล้ว ผู้ที่พูดก็จะต้องมีศีลด้วยจริงไหม? ลองสังเกตในที่ประชุมครูแต่ละที่ก็จะเข้าใจมากขึ้นเอง ว่าเด็กมีศีลด้อยหรือศีลเด่นเพราะเหตุใดพัฒนาศีลเด่นยากเพราะอะไร?๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดพบมาจากปัจจัยแฝงที่เรียกว่า “โฮโมซีสทีน” อีกตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาต...ปัจจุบันอัตราการเสียชีวิตของประชากรโลก เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่มีไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ เป็นต้น แต่น่าแปลกที่พบว่าประมาณ ๒๕-๓๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด มีไขมันในเลือดปกติ ความดันปกติ ไม่สูบบุหรี่ แสดงว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องมีปัจจัยเสี่ยงชนิดอื่นอีก ซึ่งต่อมาวงการแพทย์ทั่วโลกได้ค้นพบปัจจัยเสี่ยงชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า “สารโฮโมซีสทีน” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำาคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาตสารโฮโมซีสทีน คืออะไร โฮโมซีสทีนหรือโฮโมซิสเตอีน (Homocysteine) เกิดจากการเผาผลาญกรดอะมิโนจำาเป็นในร่างกาย ที่มีชื่อว่า เมทไธโอนิน (Methionine) สารชนิดนี้พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่ นม ชีส แป้งขาว อาหารบรรจุกระป๋อง และอาหารที่ผ่านกระบวนการดัดแปลงสูง ปกติร่างกายจะพยายามขจัด “สารโฮโมซีสทีน” ให้เป็น “สารซีสทีน” แทน ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อหลอดเลือดและร่างกายส่วนอื่นๆ (การกำาจัดโฮโมซิสทีนต้องใช้วิตามินบี๑๒) เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่รับประทานอาหารประเภทโปรตีนมากจนเกินไป ระดับของโฮโมซีสทีนในเลือดก็จะไม่สูง หรือถ้าเราไม่มีปัญหาเนื่องมาจากพันธุกรรมของครอบครัว ไม่มีความผิดปกติในเรื่องของการขาดวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน บี๖ บี๑๒ และกรดโฟลิก รวมถึงการไม่ดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟมากไป ก็จะไม่ทำาให้เกิดสารโฮโมซิสทีนในเลือดสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปเราจะไม่สามารถรู้ระดับของโฮโมซีสทีนในเลือดได้ จนกว่าจะเจาะตรวจเลือดออกมาวิเคราะห์ดูอันตรายอย่างไร ถ้ามีสารโฮโมซีสทีนในเลือดสูง สาเหตุที่ Homo-cysteine เพิ่มอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคเหล่านี้ เพราะ Homocysteine จะทำาให้ความหนืดของเกร็ดเลือดเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังพบว่า Homocysteine ที่เพิ่มขึ้นจะทำาให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่นอีกด้วย ดังนั้นถ้าสารโฮโมซีสทีนมีสูงขึ้นเกินกว่าระดับที่ควรจะเป็นก็จะทำาลายหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดขนาดเล็ก เช่น หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดที่อยู่ในสมอง โดยจะมีผลทำาให้หลอดเลือดที่กล่าวถึงมีโอกาสตีบและอุดตันได้ง่ายกว่าที่ระดับของโฮโมซีสทีนในเลือดปกติ เช่น กรณีที่หลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน ทำาให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นส่วนๆ หากหลอดเลือดสมองตีบ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาสมองฝ่อหรือโรคอัลไซเมอร์ และปลายประสาทเสื่อม รวมถึงอาจทำาให้ผู้ป่วยเกิดอัมพฤกษ์ – อัมพาตได้ วิธีการป้องกันไม่ให้สารโฮโมซีสทีนมีค่าสูงขึ้น ๑. กินวิตามินบี๑๒ เป็นประจำา หรือฉีดวิตามินบี๑๒ ในกรณีที่กระเพาะและลำาไส้ดูดซึมไม่ดี (เป็นโรคกระเพาะลำาไส้ หรือกระเพาะถูกตัดออกบางส่วน) ๒. กินอาการที่มีวิตามินบี๑๒ เป็นประจำา เช่น กระปิเจ ปลาร้าเจ เต้าเจี้ยว มิโสะ เทมเป้ ฯลฯ๓. ออกกำาลังกายเป็นประจำาสม่ำาเสมอ ดื่มน้ำาให้เพียงพอ เพื่อขับสารโฮโมซีสทีนออกมาทางปัสสาวะ ๔. สำาหรับผู้ที่เจาะเลือดแล้วมีค่า Homocysteine สูงกว่า ๑๕ ควรกินวิตามินบี๑๒ เป็นประจำาทุกวัน และควรได้รับการเลือดในอีก ๓ เดือน หลังจากการกินวิตามินบี๑๒ ทุกวัน๕. การทำาการสวนล้างลำาไส้เป็นประจำา อาจทำาให้แบคทีเรียที่ในลำาไส้เปลี่ยนแปลง อาจเป็นเหตุให้ขาดบี๑๒ ได้ แต่ข้อมูลนี้เป็นเพียงการสันนิษฐานยังไม่ได้มีการวิจัยยืนยันสำาหรับผู้ป่วยภาวะขาดวิตามินบี๑๒ ทั่วไป ผู้ใหญ่ควรรับประทานวันละ ๒๕-๒,๐๐๐ ไมโครกรัม เด็กควรรับประทานวันละประมาณ ๐.๕-๓ ไมโครกรัม อายุ ๑๓ ปีขึ้นไป ควรได้รับวิตามินบี๑๒ ประมาณ ๒.๔ ไมโครกรัม/วัน กรณีพวกเราที่ขาด ควรได้รับเสริมแบบผู้ที่มีภาวะขาดบี๑๒ คือ กินแบบสีแดง (๑๐๐ ไมโครกรัมต่อเม็ด) วันละ ๑-๒ เม็ดเป็นอย่างน้อย แต่ถ้าขาดมากก็กินมาก กินได้มากหลายเม็ดต่อวัน ในกรณีขาด แต่ผู้ไม่ขาดกินวันละเม็ดก็เพียงพอ เพราะต้องการต่อวันน้อยมาก.“โฮโมซีสทีน” อีกตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาต 3ฉบับที่ ๔๘๖ (๕๐๘) ข่าวอโศกวิธีทำาชั้นล่างสุด ขุดหลุมลึก ๒๐ ซม. กว้าง๒ เมตร นำาเศษอิฐหรือหินลงก่อนเพื่อเป็นฐาน โดยสลับก้อนเล็กใหญ่ให้เป็นโพรงเล็กๆให้อากาศถ่ายเทได้ชั้นที่ ๒ วางขอนไม้ใหญ่ๆที่เป็นไม้เนื้อแข็งจะอยู่ได้นาน อย่างไม้สน กถินเทพา ต้นมะพร้าว ถ้าใช้ไม้ที่ผุเร็ว ดินก็จะยุบเร็ว ช่องว่างระหว่างท่อนไม้ใหญ่ใส่กิ่งไม้เล็กๆลงไป จนได้ความสูงประมาณ ๑.๕๐-๒ เมตรชั้นที่ ๓ นำาใบไม้เศษวัชพืชต่างๆคลุมชั้นที่ ๔ เอาดินกลบให้หนาประมาณ ๑ คืบสามารถปลูกไม้ยืนต้นและพืชผักต่างๆได้ ในปีแรกจะยังไม่ได้ผล แต่หลังจากปีที่ ๒-๓ จะเริ่มได้ผลดี เพราะไม้จะเริ่มผุเป็นปุ๋ยอย่างดี และรากไม้จะแทงทะลุชั้นหินลงไป เพอร์มาคัลเจอร์จะอยู่ได้ถึง ๑๐-๑๕ ปี นับว่าได้ผลคุ้มค่าในการทำาขยะให้เป็นศูนย์แบบพึ่งตนเองได้.อีกทางเลือกในการกำาจัดขยะจากกิ่งไม้ ท่อนไม้ในสวน หรือตามบ้านเรือนโดยที่ไม่ต้องเผาให้เกิดมลพิษ ไม่เป็นภาระของเทศบาลในการกำาจัด การทำา “เพอร์มาคัลเจอร์” (Permaculture) จึงเป็นทางออกที่ประหยัดเงิน ประหยัดแรงงาน และยังได้พื้นที่ปลูกผักเพิ่มขึ้นอีกด้วยการทำาเพอร์มาคัลเจอร์อย่างง่ายๆ ถ่ายทอดโดยคุณคำานึง นวลมณีย์ กสิกรอารมณ์ดี ที่ผันตนเองจากนักการภารโรงมาเป็นกสิกร และได้ทดลองนวัตกรรมใหม่ๆด้วยตัวเองหลายอย่าง เช่น ปลูกผักในล้อยาง การปลูกผักแบบไฮโดรโปรนึง ฯลฯ จนเป็นกสิกรตัวอย่างของจ.สงขลา และทำาบ้านให้เป็นที่เรียนรู้เกษตรพอเพียง มีคนมาดูงานการปลูกผักไร้สารพิษปีละหลายพันคนการทำาเพอร์มาคัลเจอร์คือเกษตรที่ยั่งยืน หรือเกษตรเพื่อสุขภาพเป็นการปลูกแบบพอมีพอกิน ดังที่ในหลวงร.๙ ได้ตรัสแก่ปวงชนชาวไทย วัสดุที่ใช้ทำาเพอร์มาคัลเจอร์ก็เป็นสิ่งเหลือใช้ โดยไม่ต้องเผาทิ้งให้เกิดมลพิษ แต่เป็นการนำาวัสดุมาใช้อย่างคุ้มค่า เช่น เศษอิฐ เศษหิน ท่อนไม้ กิ่งไม้ เศษผักในครัวเรือน หรือเศษใบไม้คุณคำานึงได้ให้มุมมองว่า “ทำาไมในกองขยะต้นไม้ถึงขึ้นได้ดี ทั้งที่เราไม่ได้ใส่ปุ๋ย สังเกตจาก “ปลวก” ที่รู้จักทำาเพอร์มาคัลเจอร์เป็นเจ้าแรกของโลก ต้นไม้ที่ขึ้นตรงจอมปลวกก็งอกงามดี”“ผมมีที่ดินแปลงหนึ่ง พื้นที่ ๓ ไร่ มีกิ่งไม้และเศษไม้ที่ตัดทิ้งไว้ ๔๐ กว่าตัน ถ้าเผา ๑ ตัน จะได้ขี้เถ้า ๕๐ กก. เอาไปใช้ปลูกได้ ๓ ปีก็หมด แต่ถ้าเอาไปฝังใช้เวลา ๑๕ ปี จึงตัดสินใจเลือกการทำาเพอร์มาคัลเจอร์ใช้ปลูกพืชผักได้ถึง ๑๕ ปี จึงให้รถตักดินขุดหลุมลึก ๑ เมตร กว้าง ๔ เมตร ยาว ๑๐๐ กว่าเมตร เพื่อใช้ทำาเพอร์มาคัลเจอร์กิ่งไม้ ๔๐ ตัน สำาหรับปลูกไผ่ข้าวหลามให้ร่มเงา”ทำ เพอร์มาคัลเจอร์แบบง่ายๆชมคลิปทาง Youtube บุญนิยมทีวี : เพอร์มาคัลเจอร์ (Permaculture) โดย อ.คำานึง นวลมณีย์ รวมปักษ์ เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๖๑4 อย่างน้อย ผู้ที่ไม่ค่อยได้มาก็ดูโทรทัศน์ ฟังธรรม ได้ยินข่าว พวกเราให้สัญญาณว่าเราควรช่วย หมู่ต้องการ ก็จะมีปฏิภาณระลึกตัวเอง ก็จะได้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน เราจะสร้างสิ่งที่มนุษย์ต้องกิน อาศัย เลี้ยงชีวิต พืชพันธุ์ธัญญาหาร จะสร้างได้มากกว่านี้ เลี้ยงโลกอื่นได้มากกว่านี้ เรามีสิ่งเพียงพอ เราไม่เอาสิ่งที่สร้างได้กอบโกยแลกเปลี่ยนค้าขายให้เรารวย นี่พูดอย่างมีหลักฐานตรวจสอบได้นะ เราจะช่วยโลกอนุเคราะห์โลกด้วยสิ่งเหล่านี้ด้วยของจำาเป็น ไม่ต้องเอาแรงงาน แคลอรี่ไปคิดค้นอาวุธร้ายแรง เสียเวลาเต้นดีด เตะลูกบอลเพื่อจะเป็นแชมป์เปี้ยน ไปชกมวยเป็นนักแสดง ดาราใหญ่เหมือนนายโป๊บ เบลล่า อะไรอย่างนี้ มีอายุต่อไปจะเห็นว่าพวกเรามีมวลมากขึ้นในอนาคต ตอนนี้มีเท่านี้ก็จริง แต่ที่อื่นสร้างแบบนี้ไม่ได้ แม้แต่ทางศาสนาก็ต้องสร้างแบบนี้ แล้วมีคณะไหนที่สร้างได้แบบนี้ คณะธรรมกายสร้างได้มากกว่า แต่มันเหมือนอย่างนี้ไหม ก็ไม่เหมือน อย่างเขานั้นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรจะเป็น ธรรมะที่อาตมาพูดแค่นี้ เข้าใจซาบซึ้งและเป็นเหตุปัจจัยให้ตัวเองพัฒนาได้ จะมีไหมหนอ ...ไปทำา ...ไม่ถาม ก็ให้แต่ละคนให้คำาตอบกับตัวเอง ถามแต่เพียงว่า ควรมีไหม...ควรพ่อครูว่า...เมื่อเราเข้ามาสู่กระแสแล้ว เราควรไปให้ตลอด ขณะนี้นะ คน ๗ พันล้าน งานนี้มาฟังแค่นี้ คิดดูซิ ถึง ๗๐ คนไหม? ก็เห็นได้ว่าโลกมันก็ร้อนขึ้น ไม่ใช่ร้อนแค่อากาศ แต่ร้อนเรื่องของสังคม เรื่องของความเป็นอยู่โลกีย์ พวกเราจะมีภูมิคุ้มกันอย่างหนึ่ง มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี จิตวิญญาณเราเป็นประธาน ผู้ที่ได้เป็นอย่างนี้แล้วได้แล้ว อาตมาก็ขอสำาทับว่าอย่าไปประมาท พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่ายินดีในความเนิ่นช้า อย่าหลงระเริงยินดีในความเนิ่นช้า ปปัญจรามตาอาตมาพูดไปนี้ไม่ได้ประเหลาะหรือบังคับ ก็ให้รู้ด้วยปัญญาของตัวเอง อะไรเห็นควรหรือไม่เห็นควร สังคม ประเทศชาติ หรือโลกต้องการสังคมแบบนี้เพื่อกอบกู้มนุษยชาติ ลัทธิใดๆก็กู้ไม่ได้ กอบกู้ประเทศ กอบกู้มวลมนุษยชาติไม่ได้ มีลัทธินี้ ลัทธิของพุทธนี้เท่านี้ โลกุตระนี้ที่จะกอบกู้ช่วยเหลือได้จริง บริสุทธิ์สะอาด ลัทธิอื่นใดไม่มีบริสุทธิ์สะอาดไม่ได้จริงเหมือนเรา ถ้าพวกเราใช้ความเป็นจริงของตัวเอง ส่วนบารมีจะมาตอบแทนเราเอง เราไม่มีหน้าที่จัดสรร มันจะจัดสรรโดยสัจธรรมตามวิบากของแต่ละคน เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของสัจธรรม ไม่มีหน้าที่ของใครที่จะบันดาล มันจะจัดสรรไปตามหน้าที่สัจธรรม บวกลบคูณหารไปตามสัจธรรมเท่านี้ๆ มันจะเป็นไปตามธรรมเลย สัจธรรมไม่มีเบี้ยว ไม่มีโกง ไม่มีหลอกลวง สัจธรรมนี้ตรง ๑๐๐% เป็นจริงตามความเป็นจริง ก็ฝากไปคิด ฝากไปไตร่ตรอง หนึ่งเราอยากจะมาช่วยส่วนกลางหรือไม่ ก็ของตัวเองเป็นผู้ตัดสินใจ โดยความต้องการของสังคม ความต้องการของอาตมา ของหมู่กลุ่มเรา ไม่ต้องถามเลยว่าต้องการหรือไม่ ก็ต้องการแน่ เหลือแต่พวกเราจะมา เราทำานี้ช่วยโลกด้วย เราสัมพันธ์กับมนุษยชาติทุกด้าน ทั้งด้านศาสน์ กษัตริย์ สังคม ประเทศชาติ เอาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหลักในปัจจุบัน ไม่ใช่แบบเลือกตั้ง มาแบบปฏิวัติด้วย แต่สังคมประเทศสังคมโลกยอมรับ ที่ยอมรับไม่ใช่เพราะว่าพลเอกประยุทธ์ขู่ด้วยปรมาณูหรืออาวุธหรือเศรษฐกิจความรวย แต่เป็นเรื่องสัจจะการบริหารประเทศอย่างจริงใจ ต่างประเทศกำาลังมอง อีกหน่อยก็จะมาดูงานหรือมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นๆ พวกนักศึกษา พวกที่ใส่ใจศึกษาสังคมจะมา ไม่ได้ล่อด้วยโลกๆ ล่อด้วยความดัง สวย เด่น กีฬา นางงามการละเล่น ไม่ใช่เลย แต่เป็นเรื่องลึกซึ้ง เรื่องความเป็นอยู่สุขของสังคมมนุษยชาติ เรื่องซื่อสัตย์สุจริต มีน้ำาใจ นี่คือสัจจะของสังคมมนุษย์ ที่ต้องศึกษาให้ดี มนุษยชาติและโลกจะได้ประโยชน์ อยู่ภายนอกเลวกว่านี้ แต่มาอยู่ในนี้ต้องสังวรสำานึก ไม่เชื่อก็ลองทำาวิจัยดู คนมาที่นี่จะสำานึกว่าชีวิตดีเป็นแบบนี้ เป็นความซับซ้อน เราให้การศึกษาอบรม ให้สิ่งแวดล้อมที่ดีแล้วจะได้ ต้องมาบ่อยๆ มาอบรมโดยไม่รู้ตัว ได้ฝึกตนให้สังวร เขาต้องมารู้อะไรเพิ่มเติม เพราะเราให้ด้วยเจตนาดี วันนี้มีศิษย์เก่ามา นับยอดมา ๑๐๒ คน เกิน ๑๐๑ ก็ดีแล้ว ตอนนี้ก็มีตัวแสดงเป็นเครื่องชี้ที่สำาคัญ ดูจริงๆ แค่ ๙๕ นี้ก็ได้ เพราะลงบัญชีผิดก็ได้ ก็ไม่ว่าสรุปแล้วพวกเราศึกษาธรรมะก็จะเกิดการปัญญาซ้อนโดยอาตมาไม่ได้บอกชี้มาก แต่จะเกิดปัญญาด้วยตัวเอง จะรู้โลกียะกับโลกุตระ โลกียะที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ รำาลึกถึง สล่าปั๋น ดีไซน์เพื่อชีวิตสล่าปั๋น เป็นสล่า (ช่าง) แกะสลักฝีมือเยี่ยม เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วมาได้แกะสลักที่ลานนาอโศก เพื่อนำาไม้ที่แกะสลักไปติดที่ศาลางานปฐมอโศกยังรำาลึกถึงลุงปั๋นเสมอเมื่อเห็นภาพนั้น ขอให้ลุงพักผ่อนให้สบาย คงได้กลับมาร่วมงานกับพ่อครูอีก ยังจำาได้เมื่อก่อนเวลาพ่อครูมาลานนา จะเรียกลุงสล่า อย่างกันเองมากๆ พ่อครูเรียก ปั๋น ปั๋นมาดูตรงนี้หน่อย เช่นนี้เป็นต้น เวลาพ่อครูมาตรวจงานแกะ แล้วต้องการให้สล่าตกแต่งงานตรงไหน …ต้นกล้า (อ๋อย)ดีไซน์เพื่อชีวิตลุงปั๋นเป็นเด็กบ้านนอกทางภาคเหนือ พ่อแม่ทำาไร่ทำานา มีลูกหลายคนในวัยเด็ก ปั๋นมักใช้เวลาว่างจากการเรียนไปปักเบ็ดหาปลา แล้วนำาไปฝากญาติขายในตลาด ได้เงินมาก็แบ่งกันคนละครึ่งเงินที่หามาได้ปั๋นจะฝากย่าไว้โดยใส่ออมสินที่ทำาจากกระบอกไม้ไผ่ เมื่อเงินเต็ม ปั๋นก็จะผ่าออกแบ่งส่วนหนึ่งให้ย่าไว้ใช้ภายในบ้าน ที่เหลือเอาไปซื้อชุดนักเรียนไว้ใส่เอง ซึ่งในสมัยนั้นเสื้อราคาตัวละ ๑๐ บาทขณะนั้นปั๋นอายุเพียง ๙ ขวบ กำาลังเรียน ป.๓ เนื่องจากเป็นคนรักสะอาด ชอบความงามและความมีระเบียบ เมื่อได้ใส่ชุดนักเรียนใหม่ไปโรงเรียนจึงมีความสุขมาก แต่ก็สุขได้ไม่นาน เพราะเห็นเพื่อนร่วมชั้นที่ยากจนใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ มาโรงเรียน ปั๋นจึงเกิดความคิดว่าน่าจะหาเสื้อใหม่มาให้เพื่อนๆ บ้าง แต่นั้นมาปั๋นจึงตั้งหน้าตั้งตาหาเงินเพื่อซื้อเสื้อใหม่ให้เพื่อน และได้บอกเรื่องนี้ให้ย่ารู้ ย่าก็สนับสนุนเพราะย่าเองก็เป็นคนใจบุญ ย่าสอนให้ปั๋นไปวัดทุกวันพระ และห้ามปักเบ็ดในวันสำาคัญทางศาสนาโอวาทจากพ่อครู...แด่ศิษย์เก่าเมื่อได้เสื้อใหม่แล้ว ปั๋นยังคิดต่อว่าจะเอาไปให้เพื่อนอย่างไร ถ้าบอกว่าตนให้ เพื่อนคงอายและไม่กล้ารับไว้ ปั๋นจึงไปหาใบตองมาห่อเสื้อให้เรียบร้อย แทนใส่ถุงเหมือนสมัยนี้ แล้วเอาไปให้เพื่อน โดยบอกว่ากำานันฝากมาให้ เพื่อนที่ได้เสื้อใหม่ก็ดีใจมากปั๋นทำาอย่างนี้เรื่อยมาจนจบ ป.๔ หาเงินซื้อเสื้อใหม่ให้เพื่อนได้หลายคน นับเป็นความภูมิใจของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ได้ทำาสิ่งที่ยิ่งใหญ่และไม่ธรรมดา เพราะเป็นการกระทำาที่ไม่หวังผลตอบแทนหรือคำาชมเชยใดๆ ความสุขที่เห็นเพื่อนๆ ได้ใส่เสื้อใหม่เช่นเดียวกับตนนั้นคือรางวัลที่แท้จริงเมื่อปั๋นจบป.๔ ก็ตามพี่สาวไปอยู่ในเมือง ทำางานก่อสร้างอยู่ปีเดียวก็มาเรียนแกะสลักไม้ เพราะเคยเห็นคนแกะสลักพระพุทธรูปไม้ที่มีใบหน้ายิ้มละไม แล้วรู้สึกทึ่งและแปลกใจมากว่า ทำาไมช่างไม้ถึงได้เก่งกาจเสียเหลือเกิน ทำาให้ไม้เป็นท่อนยิ้มได้ปั๋นไปนั่งเฝ้าดูเขาแกะอยู่ ๗-๘ วัน อยากจับสิ่ว อยากเรียนรู้ และขอเขาทำา เขาก็ไม่ให้ จนเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมีพี่ชายเป็นช่างแกะสลักรู้เข้า จึงชวนไปเรียนกับพี่ชายเขาอยู่ ๑ ปี พอแกะสลักเลี้ยงชีพได้ ปั๋นแกะสลักได้ทุกอย่าง แล้วแต่ใครจะจ้างให้ทำาอะไร แต่ที่ถนัดและชอบมากคือแกะรูปช้างป่าและชาวเขาขณะทำางานรับจ้างอยู่นั้น ก็ได้รู้จักสำานักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องการให้ปั๋นทำางานให้ โดยให้ค่าแรง ๒๐๐ บาท แต่ปั๋นขอเพียง ๑๕๐ บาท ทั้งที่ไม่อยากคิดเงิน เพราะเป็นงานศาสนา แต่ปั๋นมีครอบครัวแล้วในตอนนั้น และมีลูกต้องส่งเสีย ๒ คนช่วงอยู่วัดนี้เองที่ปั๋นเริ่มใกล้ชิดศาสนา เข้าใจหลักปฏิบัติให้ลด ละ เลิก อบายมุขต่างๆ และหันมาฝึกใช้ชีวิตสมถะพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ให้โอวาทปิดประชุมสมาคมศิษย์เก่าสัมมาสิกขา ที่บ้านราชฯ๑๒ เมษายน ๒๕๖๑ชื่อ : มนตรี ดวงทรงอายุ : ๖๘ ปีภูมิลำ เนา : จ.ลำ ปางการศึกษา : ป.๔สถานภาพ : หย่าร้าง มีบุตร ๒ คน 5ฉบับที่ ๔๘๖ (๕๐๘) ข่าวอโศก งานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ ๔๒ จัดขึ้นที่บวรราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำาราบ จ.อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ ๕-๑๑ เมษายน ๒๕๖๑ เพื่อปลุกคนให้เป็นพระ มาฝึกลดละ กินน้อย ใช้น้อย และขยันให้มาก ด้วยการปฏิบัติศีล ๘ เป็นเบื้องต้นในปีนี้พ่อครูสมณะโพธิรักษ์เน้นอธิบายธรรมะเกี่ยวกับ การเพิ่มสัมประสิทธิ์ ในรายการทำาวัตรเช้าพ่อครูแสดงธรรมะหัวข้อ “ศีลเป็นตัวกำาหนดสมาธิ” เน้นการปฎิบัติธรรมเป็นลำาดับ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยการ ปฏิบัติธรรมแบบลืมตา เมื่อกระทบสัมผัสกับคน สัตว์ สิ่งของ ที่สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายหลังรายการทำาวัตรเช้ามีการประชุมต่างๆ เช่น ประชุมการศึกษาบุญนิยม พาณิชย์บุญนิยม และประชุมเตรียมงานตลาดอาริยะ เพื่อนำาเสนอและหาทิศทางในการพัฒนาสังคมของอโศกในทุกโอกาสก่อนที่จะกินอาหารกาย ก็ได้กินอาหารใจกันก่อน มีรายการธรรมะก่อนฉัน ที่ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุเกจิ ได้แสดงธรรมให้ผู้มาร่วมงานได้รับฟัง หลังทานข้าวแล้ว มีการพบท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุตามอัธยาศัย ซึ่งผู้มาร่วมงานสามารถเลือกได้โดยอิสระว่าจะพบนักบวชเพื่อสนทนาธรรม หรือฟังธรรมกับสมณะหรือสิกขมาตุรูปใด ณ จุดใด เพื่อหาหนทางในการดับทุกข์และเติมเต็มสัมมาทิฏฐิช่วงบ่ายมีการบูรณาการ ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา เป็นการลงงานในจุดต่างๆ ของบวรราชธานีอโศก ส่วนใหญ่จะเป็นงานด้านกสิกรรม เพื่อสร้างอาหารไร้สารพิษ และช่วยกันเตรียมงานตลาดอาริยะครั้งที่ ๓๙ ทำาให้ผู้ร่วมงานได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารไร้สารพิษ ด้านอาหารในงานปลุกเสกฯปีนี้ต่อยอดจากงานพุทธาฯ ที่เน้นเครื่องปรุงที่ไม่มีผงชูรสและบริวารของผงชูรส ใช้เครื่องปรุงที่ทำาเองในชุมชน หมักจากถั่ว มีทั้งนัตโตะจากศีรษะอโศก มิโซะจากวังน้ำาเขียว มีเต้าเจี้ยวจากบ้านราช ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินบี๑๒ ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีข้าวอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพพืชผักส่วนใหญ่ที่เป็นวัตถุดิบในการทำาอาหารได้มาจากชาวศีรษะอโศก ชาวศรีโคตรบูรณ์ และชาวบ้านราช ที่ช่วยกันปลูกก่อนเริ่มงานหลายเดือน ปลูกทั้งแตงโม แตงไทย และแตงกวาไร้สารพิษกว่า ๓๐ ตัน รวมทั้งพืชผักอีกหลายชนิดรายการภาคค่ำา มีรายการสัมภาษณ์ปฏิบัติกรชุด “บนเส้นทางของสัมมาทิฏฐิ” “การเพิ่มสัมประสิทธิ์ให้กับชีวิต” “สุขภาพดีไม่มีขาย” “มหันตภัยในขยะ” และรายการพิเศษ “๒ นาทีทองของเกจิ”ช่วงทำาวัตรเช้า ๒ วันสุดท้าย พ่อครูเมตตาตอบปัญหาชาวอโศกสูญเสียท่านสมณะ ๑ รูป ในวันเปิดงาน วันที่ ๕ เม.ย.๖๑ คือ หลวงพ่อถนอมคูณ คุณกิตตโณ ท่านมรณภาพด้วยโรคไตวาย ทั้งนี้ท่านได้รับการรักษาและฟอกไตมาเป็นเวลากว่า ๑๔ ปี พอใกล้จบงานปลุกเสกฯ ในวันที่ ๙ เม.ย. ๖๑ ได้สูญเสียพระอาคันตุกะไปอีก ๑ รูป คือ หลวงพ่อทิพย์ ทิวากโร ฟักเกตุ ท่านเป็นหลวงลุงของท่านสมณะถักบุญ อาจิตปุญโญ และเป็นพี่ชายของพ่อนิทัศน์ ฟักเกตุ ท่านมรณภาพเมื่อเวลา ๙.๓๐ น. ที่กุฏิหน้าแพโบสถ์ การมรณภาพของท่านเป็นการเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน เกิดขึ้นขณะนั่งคุยกับท่านสมณะฟ้ารู้ สมณะเลื่อนลิ่ว แล้วล้มฟุบลงไปเมื่อจบงานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธแล้ว ก็ต่อด้วยงานตลาดอาริยะครั้งที่ ๓๙ และตลาดน้ำา ครั้งที่ ๑ เป็นงานที่ชาวอโศกได้บำาเพ็ญทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ดั่งโอวาทประชุมของท่านสมณะเดินดิน ติกขวีโร ความว่า “งานที่เราทำาจะเป็นสะพานเชื่อมสิ่งที่พ่อครูกำาลังทำากับข้างนอก ฉะนั้น ให้เราทำาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้พลังแห่งความดีงามของพวกเราส่องแสงทอประกายให้มนุษยชาติสืบต่อไป”.งานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ ๔๒ รวมปักษ์ เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๖๑6ตลาดอาริยะครั้งที่ ๓๙ และตลาดน้ำ อาริยะครั้งที่ ๑ต่อจากหน้า ๑ในแผ่นดินนี้จะมีสักกี่ตลาด ที่เป็นตลาดที่มีแต่การ “ให้” และ “เสียสละ” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี มีการจัดตลาดอาริยะ ครั้งที่๓๙ และตลาดน้ำาอาริยะเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕ เมษายน ๒๕๖๑ นอกจากประชาชนทั่วไปจะได้จับจ่ายซื้อสินค้าคุณภาพดี ราคาถูก ต่ำากว่าทุนแล้ว ยังได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ จากทุกเพศทุกวัย นับเป็นปรากฎการณ์ที่ไร้ความทุกข์ มีแต่ความสุข เล่นสงกรานต์อย่างสนุกสุขได้เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านนักปฏิบัติธรรมถือศีล ๕ จนถึงศีลวินัยของนักบวช มีครบพุทธบริษัท ๔ (นักบวชชาย นักบวชหญิง อุบาสก อุบาสิกา) เป็นสังคมบวร ที่ไม่มีอบายมุข ไม่มีเหล้า ไม่มีบุหรี่ ไม่มีของมึนเมาและน้ำาอัดลมทุกชนิด อาหารเป็นอาหารมังสวิรัติไร้สารพิษ พืชผักเก็บสดจากสวนนำามาปรุงอาหาร ขายจานละบาทเดียว ซึ่งในยุคสมัยนี้ไม่รู้ว่าจะไปหาได้จาก ณ ที่แห่งใดเลยปีนี้มีประชาชนจำานวนมากบอกว่า ทำาไมปีนี้คนมาเยอะจัง เพราะเห็นได้จากเฮือนบวรบนพื้นที่ ๑๑ ไร่กว่าๆยังแน่นขนัดไปด้วยผู้คน จนอาคารบวรขนาดใหญ่ดูเล็กลงไปอาจจะเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจหรืออาจเป็นเพราะข่าวสารที่กระจายไปอย่างทั่วถึง ทั้งทางทีวีและทางออนไลน์หรือปากต่อปากก็เป็นได้ตัวเลขคร่าวๆจากฝ่ายจราจรแจ้งว่า ในวันที่ ๑๓ เม.ย. ซึ่งเป็นวันแรกของการจัดงานตลาดอาริยะ คาดว่ามีรถที่มาร่วมงานมากถึง ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ คัน เพราะรถติดยาวเหยียดตั้งแต่บ้านราชจนถึงโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ตลาดน้ำาอาริยะครั้งที่๑ นี้ ในยามเช้าสืบสานพุทธประเพณีการบิณฑบาต ด้วยการที่ท่านสมณะท่านสิกขมาตุบิณฑบาตทางเรือ ญาติธรรมและเด็กๆผู้มาร่วมงานได้รอใส่บาตรอยู่ริมน้ำา มีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายก๋วยเตี๋ยว เรือ ขายขนมไทยๆและขายผักผลไม้ไร้สารพิษ เป็นการคืนชีวิตให้แม่น้ำาอย่างง่ายงามในช่วงเย็นวันที่ ๑๔ เมษายน มีพิธีรดน้ำาดำาหัวผู้อายุยาวของชาวอโศก ตั้งแต่ ๗๐ ปีขึ้นไป ถึงวัย ๙๒ ปี ท่านเหล่านี้เป็นนักรบของชาวอโศก ที่บุกเบิกมาตั้งแต่ยุคที่ชาวอโศกยังไม่มีอะไรเลย กระทั่งมาสู่ยุคที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพรรณธัญญาหารและภูมิปัญญาแห่งการพึ่งตน จนเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นน้ำาใสไหลเย็นจากแม่น้ำามูนหมุนเวียนเป็นแก่ง เป็นน้ำาตก ๕ แห่ง ได้แก่ น้ำาตกผาแหงน น้ำาตกแมนน้ำาริน น้ำาตกหินน้ำาไหลและแก่งไทบ้าน พิเศษสุดๆปีนี้มีน้ำาโตน เป็นสายน้ำาที่ตกลงมาจากชั้นบนของน้ำาตกผาแหงน มีความสูงประมาณ ๒๕ เมตร ซึ่งผาแหงน ณ จุดชมวิว มีความสูง ๒๘ เมตร ผู้ใหญ่มานั่งมานอนให้น้ำาตกนวดให้ เด็กๆได้เล่นอย่างสนุกสนาน ทุกเพศทุกวัยสามารถมาใช้บริการได้ฟรี...ฟรีเป็นความกรุณาของพระโพธิสัตว์ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่เนรมิตอิฐ ดิน หิน ปูน ทราย น้ำา ไฟ ให้เป็นระบบนิเวศน์ ที่เอื้อประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ สร้างระบบนิเวศน์ที่เหมือนธรรมชาติ แต่อยู่เหนือธรรมชาติ ราชธานีอโศกจึงเป็นหมู่บ้านคนจนมหัศจรรย์ ที่เป็นหมู่บ้านที่ชาวชุมชนทุกคนไม่เป็นหนี้ใครสักบาท พึ่งพาตนเองได้ ทำาอยู่ทำากินจนพอ ส่วนเหลือก็สะพัด แจกจ่ายสู่สังคม ถือเป็นการให้ของขวัญแก่ประชาชนในเทศกาลปีใหม่ไทย ให้มาเล่นน้ำาใสๆ มากินอาหารไร้สารพิษ ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ได้ซึมซับวิถีชีวิตตามศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง “แบบคนจน” ขาดทุนของเราคือกำาไร มีจริง สัมผัสได้จริง ในสังคมบุญนิยมบวรราชธานีอโศก แผ่นดินพุทธแห่งนี้.ลูกหลานชาวอโศกได้แสดงความกตัญญูในพิธีรดน้ำาดำาหัวผู้อายุยาว ในวัย ๗๐ - ๙๒ ปี 7ฉบับที่ ๔๘๖ (๕๐๘) ข่าวอโศก“น้ำาโตน” สูง ๒๕ เมตร ไหลลงมาจากผาแหงน เปิดเป็นครั้งแรก ต้อนร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน