ซึมเศร้า depression.docx
เนื้อหาในไฟล์
ซึมเศร้า depression ชนิด ไบโพล่า
รู้จักโรคซึมเศร้า ไบโพล่า โรคที่กำลังรุมเร้าคนไทย และผู้นำไทย....เรานำโรคนี้มาเรียนรู้กัน เพราะเพื่อจะได้ป้องกันตนเองไม่ให้ป่วยเป็นโรคนี้ และหาทางช่วยเพื่อร่วมชาติที่กำลังเจ็บป่วยจากโรคซึมเศร้า ไบโพล่า
หลายคน ไม่เคยคิดเลยว่า โรคนี้จะเป็นในครอบครัวของตน ,เอก ผู้จัดการธนาคารอนาคตไกลกล่าวกับหมอว่า "ผมมีความรู้สึกว่า ตนเอง สามารถทำอะไรทุกอย่างบนโลกนี้ได้ และกำลังจะมีเงินเป็นล้าน ๆ บาท หรือ ๒.๒ล้านๆบาท " ญาติของเอก กล่าวกับผมว่า "เขามีพฤติกรรมแปลก ๆ กลางคืนไม่นอน วาดฝัน และโทรหาคนโน้นคนนี้ (เพื่อสั่งการให้ทำตามที่ตนคิด) และเสนอโปรเจคที่ไม่มีทางเป็นไปได้อาทิเช่น การแบ่งแยกประเทศ ตั้งประเทศล้านนาเป็นต้น " แต่ต่อมาอีก เดือน หมอก็ทราบข่าวร้ายว่า หลังจากเริ่มเก็บตัวไม่ทำอะไร เอก กระโดดตึกตาย นี่คือลักษณะเฉพาะของโรคซึมเศร้าชนิด ไบโพล่า
เมื่อวานก่อน เป็นวันที่ผมดูข่าวด้วยความสลด เพราะมีแต่ข่าวการฆ่าตัวตาย ของชาวนา และที่สำคัญคือ บางครั้ง คนที่ตายไม่ได้ทำผิดอะไร แต่กลับทำให้ครอบครัวต้องลำบากหรือตายตามกันไปด้วย และ เขาอาจป่วยในโรคที่สังคมต้องช่วยกันเยียวยา โรคนั้นคือภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้าที่จะพูดกันวันนี้ เป็นโรคที่พบได้บ่อย เรียกกันในการแพทย์ว่า ไบโพล่า (bipolar หมายถึง สองขั้ว)หรือ แมนิค ดีเพรสซิฟ(manic-depressive disorder)
โรคไบโพล่า เป็นภาวะผิดปกติของสารสื่อประสาทสมองและเป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรง ที่มีการรักษาได้ คนไข้จะมีการเปลี่ยนแปลงภาวะอารมณ์ พลังงาน และความคิด จากด้านหนึ่งคือพลังความคิดมากและรู้สึกตนเองว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่(หรือที่เรียกว่า แมเนีย mania) และเปลี่ยนกลับมาเป็นซึมเศร้า ท้อแท้ ไม่ทำอะไร อยากตาย รู้สึกว่าไร้ค่า(ซึมเศร้า
อ่านต่อ
depression) ได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งการเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็วรุนแรง และส่วนใหญ่ จะมีช่วงที่คนไข้ปกติ
บางครั้งคนไข้จะมีโรคทางกายร่วม เช่น ธัยรอยด์ทำงานเกิน เป็นต้น ผู้ที่จะทราบว่าผู้ป่วยเป็น ที่ดีที่สุดคือญาติ ผู้ร่วมงาน หรือในระยะแรกคือตัวคุณเอง ลองถามตัวเองว่า
บางครั้งเรารู้สึกตัวเองว่าอยู่สูงสุดในโลก มีพลังทำอะไรทุกอย่าง หัวคิดแล่น สร้างสรร ไม่ต้องนอน ความต้องการทางเพศเพิ่ม รู้สึกอยู่ไม่สุขต้องหาอะไรทำ รู้สึกบ้า ไม่สามารถใจจดจ่อกับอะไรเป็นเวลานาน พูดเร็ว บางครั้งหยุดไม่ได้ ใช้จ่ายเงินมือเติบในสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือสิ่งของราคาแพง เพื่อนบอกว่า ทะเลาะ พูดเสียงดัง อารมณ์แปรปรวน
ถ้ามี คุณกำลังอยู่ในขั้นของแมเนีย และในบางครั้ง พอสักพัก
กลับเปลี่ยนเป็นไม่มีพลัง เศร้าตลอดเวลา เดียวดาย ไม่อยากทำอะไรในสิ่งที่เคยอยากทำ นอนไม่หลับ เพลียมาก อยากนอนตลอด ไม่อยากกินอะไร ปวดเมื่อยเนื้อตัว อยากอยู่คนเดียวหรือไม่อยากอยู่บนโลก ไม่มีความต้องการทางเพศ ลืมง่าย ไม่มีสมาธิ กลัว หงุดหงิดง่าย ไม่อยากเป็นตัวเอง หรือไม่ คุณกำลังอยู่ในขั้น ซึมเศร้า ถ้ามีสลับกัน คุณกำลังเข้าข่ายโรคไบโพล่า รีบปรึกษาแพทย์
โรคซึมเศร้า จาก ไทยเฮลท์ เอนไซโคลปีเดีย
พึงระลึกไว้เสมอว่า โรคนี้ต้องให้สังคมและคนใกล้ชิดช่วยจะดีที่สุด รักษาให้หายได้เหมือนคนปกติ และเขาก็ไม่ใช่คนบ้า แต่เป็นคนป่วยหนัก ที่ต้องการรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ
รู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ รู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย
ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกำลังเป็นโรคซึมเศร้า แต่ถ้าเป็นมามากกว่า ๒ ปี นั้น อาจรักษาได้ยากมาก หรือรักษาไม่ได้เลย เพราะว่ามีความยึดติดในสุขหรืออำนาจวาสนาจอมปลอมมากเกินกว่าจะถอนตัวได้...
โรคซึมเศร้าเป็นโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตของคนเราเหมือนกับโรคทางกายอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นนั้นจะเป็นคนอ่อนแอ ล้มเหลว หรือไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง เกิดได้ทั้งมีสาเหตุ เช่น การสูญเสีย การหย่าร้าง ความผิดหวัง และเกิดได้เองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาหายได้ด้วยการใช้ยา การรักษาทางจิตใจ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน
สาเหตุของโรคซึมเศร้า
หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในญาติของท่าน ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน ปัจจัยที่กระตุ้นให้คนที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ มีโอกาสเกิดอาการก็คือ ความเครียด แต่ทั้งนี้คนที่ไม่มีญาติเคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ มักพบว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีความผิดปกติของระดับสารเคมี ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลย์ของอารมณ์
สภาพจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดูก็เป็นปัจจัยที่เสี่ยงอีกประการหนึ่ง ต่อการเกิดโรคซึมเศร้าเช่นกัน คนที่ขาดความภูมิใจในตนเองมองตนเอง และโลกที่เขาอยู่ในแง่ลบตลอดเวลา หรือเครียดง่าย เมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น
นอกจากนี้ หากชีวิตพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ ต้องเจ็บป่วยเรื้อรัง ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงใน ทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้ ส าเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม ทางสภาพจิตใจ ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย
การรักษา ก่อนอื่นเลยต้องทำให้เขาได้รู้ตัวเองว่า เขาเป็นโรคซึมเศร้าเแบบไบโพล่าอยู่....แต่ในกรณีที่พิเศษที่เขาหลงว่าตนเองไม่ได้ป่วยเอามากๆและป่วยกันเป็นหมู่คณะเป็นพรรคเลย เขาย่อมมีวิธีการในการปกป้องตนเอง และคนรอบข้าง ด้วยการหนีปัญหา และให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่เปิดช่องโทรทัศน์ที่ให้ข้อมูลด้านลบของตนเองและพรรคพวก ก็ต้องใช้วิธีการที่กระชับพื้นที่ โดยอาจต้องใช้คนเป็นล้านคน ไปตะโกนบอกเขา หรือว่าไปเป่านกหวีด แต่อย่าทำร้ายพวกเขา เพราะพวกเขาน่าสงสาร ให้รวมกันไปเพื่อช่วยพวกเขาให้รู้ตัวว่าเป็นโรคไบโพล่า
โรคซึมเศร้า สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการรักษาทางจิตใจ และการรักษาด้วยยาหลายชนิด โดยที่แต่ละคนอาจตอบสนอง ต่อการรักษาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องการการรักษาหลายอย่างร่วมกัน การรับประทานยาจะทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว
ในขณะที่การรักษาทางจิตใจจะช่วยให้คุณเหมือนมี "ภูมิคุ้มกัน" สามารถต่อสู้กับปัญหาที่จะย่างกรายเข้ามาได้ดีกว่าเดิม ส่วนใหญ่แล้วการรักษาโรคซึมเศร้าไม่จำเป็นต้องมา นอนรักษาในโรงพยาบาลแต่อย่างไร แต่ในบางรายอาจต้องหาที่รักษาที่ไกลมากหน่อยจากสถานที่เดิม เช่นมอนเตรเนโกร หรือดูไบ แต่โปรดระมัดระวังอัลกออีดะด้วย...
เมื่ออาการของโรครุนแรง จนอาจมีอันตรายจากการพยายามฆ่าตัวตาย หรือผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจให้การรักษาด้วยไฟฟ้า แต่จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น
ยารักษาโรคซึมเศร้า ทำให้เกิดผลข้างเคียงมาก...ยังไม่พูดถึงตอนนี้....
การรักษาทางจิตใจ
มีวิธีรักษาทางจิตใจอยู่หลายรูปแบบ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจเป็นการ"พูดคุย"กับจิตแพทย์ 10 ถึง 20 ครั้ง (แต่ถ้าเอาแต่โทรศัพท์หาคนที่เป็นไบโพล่าเหมือนกันก็คงหายยาก แถมอาจกำเริบได้มากขึ้นกว่าเดิมอีก) อันจะช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมองกับแพทย์ การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับความพอใจหรือความสุขจากการกระทำของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนำไปสู่ความซึมเศร้าด้วย
การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษารูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิดความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับตนเอง
ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นำมารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก
โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกำเริบซ้ำๆ จะต้องการการรักษาด้วยยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด
จะช่วยรักษาตนเองได้อย่างไร
การป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามักจะทำให้คุณรู้สึกเพลีย รู้สึกไร้ค่า เหมือนช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่มีความหวัง ความคิดในแง่ลบกับตนเองในแบบนี้ มักจะทำให้ผู้ป่วยบางคนท้อถอยและยอมแพ้ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบว่า ความคิดหรือความรู้สึก เหล่านี้เป็นเพียงแค่อาการของโรค มิได้สะท้อนเรื่องจริงในชีวิตของคุณอย่างถูกต้องแต่อย่างใด ความคิดเหล่านี้จะค่อยๆหมดไปเมื่อเริ่มต้นการรักษาไปสักระยะหนึ่ง
ในระหว่างนี้คุณควรจะ
อย่านำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทำที่สำคัญกว่าก่อน แล้วทำให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกำลังสร้างความล้มเหลว ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่น ลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษาคนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนจนกว่าอาการป่วยของคุณจะดีขึ้น อย่าหวังว่าจะหายจากอาการซึมเศร้าแบบ "ลัดนิ้วมือเดียว" เพราะเป็นไปได้ยาก จงพยายามช่วยตนเองให้มากที่สุด โดยไม่โทษตนเองว่า ที่ไม่หายเพราะตนเองไม่พยายามหรือไม่ดีพอ พึงระลึกว่า จะไม่ยอมรับความคิดในแง่ร้าย บอกตนเองว่ามันเป็นสวนหนึ่งของอาการของโรค และจะหายไปเมื่ออาการของโรคดีขึ้น
ครอบครัวและเพื่อนก็ช่วยได้
จากการที่โรคทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้า หมดหวัง คุณอาจต้องการหรือต้องพึ่งความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้าง อย่างไรก็ตาม เป็นการยากที่คนไม่เคยป่วยด้วยโรคนี้ จะเข้าใจผลของการเป็นโรคซึมเศร้า พวกเขาอาจพูดหรือแสดงท่าทีที่ทำให้คุณรู้สึกเสียใจ โดยที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจ คุณอาจส่งคำแนะนำเล่มนี้ ให้คนที่คุณอยากให้เขาเข้าใจที่สุดอ่านดู เผื่อเขาจะได้เข้าใจ และช่วยเหลือคุณได้บ้าง
วิธีช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือ ช่วยให้เขาได้รับการตรวจวินิจฉัย และรักษาที่ถูกต้องจากจิตแพทย์ ทั้งยังอาจช่วยให้กำลังใจเขา ให้เขาร่วมมือกับแผนการรักษาจนกว่าอาการจะทุเลา ในครั้งแรก เราอาจจะต้องเป็นผู้ช่วยนัดเหมายจิตแพทย์ให้ และไปตรวจพร้อมกับเขา แล้วช่วยติดตามว่า ผู้ป่วยได้กินยาตามที่แพทย์สั่งมาหรือไม่
ลำดับถัดมาคือ การช่วยเหลือทางจิตใจ อันได้แก่การแสดงความเข้าใจ ความอดทน ความเอาใจใส่และให้กกำลังใจ แก่ผู้ป่วยโดยการดึงผู้ป่วยเข้ามาร่วมวงสนทนาและเป็นผู้ฟังที่ดี อย่ามองข้ามคำพูดที่ว่า อยากตายหรืออยากฆ่าตัวตาย ควรรีบแจังให้จิตแพทย์ทราบ
พยายามชวนผู้ป่วยไปเดินเล่น เปลี่ยนสถานที่ ชมภาพยนต์หรือเข้ากิจกรรมต่างๆ ควรแสดงความตั้งใจจริงที่เราอยากให้เขาไปหากตอนแรกเขาปฏิเสธ อาจต้องคะยั้นคะยอให้เขาทำกิจกรรมที่เขาชอบและเพลิดเพลิน เช่น งานอดิเรก กีฬา ศาสนาหรือสมาคมต่างๆ แต่ไม่ต้องรีบบังคับผู้ป่วยรับที่จะทำหรือเข้าร่วมกิจกรรมมากๆ และเร็วเกินควร แม้ผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องการสิ่งที่มาจรรโลงใจแต่การคาดหวังกับเขามากเกินไปจะยิ่งทำให้เขารู้สึกล้มเหลว
อย่ากล่าวโทษผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคซึมเศร้าว่า แกล้งป่วย หรือเกลียดคร้าน หรือคาดคั้นให้หายซึมเศร้าในพริบตา ในที่สุดแล้วผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปกติ จงระลึกถึงความจริงข้อนี้และให้ความมั่นใจกับผู้ป่วยเช่นกันว่าด้วยการช่วยเหลือและการรักษา เขาจะหายจากโรคนี้แน่นอน