620405_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 43 บ้านราชฯ คนหมดตัวตนจะไม่หมดตัวตน.docx
เนื้อหาในไฟล์
620405_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 43 บ้านราชฯ คนหมดตัวตนจะไม่หมดตัวตน อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… http://www.boonniyom.net/45222.html อรหันต์จุดแรกคือ กิเลสของแต่ละคน ของเรามีกิเลสเท่าไหร่ เราทำกิเลสของเราดับตาย ไม่เกิดในจิตเราอีกเลยถาวรมั่นคงยั่งยืนนิรันดร ไม่มีอีกไม่เกิดอีกเลย นั่นก็คือจบ แค่นี้แหละในแต่ละคน ถ้าเรานึกว่าเราจบแล้ว พระอรหันต์ที่ยังไม่แน่แท้มีเศษธุลีเหลือ ยังมาเกิดแถมอยู่อีกๆ แต่ส่วนใหญ่ทำได้แล้ว อรหันต์ระดับต้นๆฆ่ากิเลสตายไปแต่มันยังมีตัวฟื้นจากสลบ หรือว่าตัวไม่รู้มันยังแอบอยู่หรือว่าจรมาใหม่ก็ตาม ทำให้หวั่นไหวอยู่มีกิเลสวอบแวบอยู่ เราก็ฆ่าอีก ทำอีก ทำไปจนกระทั่งมันมีอะไรที่จะอยู่ในโลก สัมผัสกับอะไรในโลกที่เรามีชีวิตอยู่ในชาตินี้ เราเกิดมาแล้วก็สัมผัสกับอะไรต่างๆเราก็รู้หน้าตาของกิเลส เราก็รู้ว่าเราทำให้กิเลสดับได้ สัมผัสแล้วกิเลสเกิดหน้าตาของกิเลสเป็นอย่างไร พอมันโผล่หน้ามาปั๊บ เราก็จัดการมันได้ กิเลสมันเข้ามาในจิตเราไม่ได้ อั้นนั่นแน่! กิเลสหาย สู้หน้าเราไม่ได้ กิเลสสู้หน้าเราไม่ได้ กิเลสมันแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จะเห็นกิเลสแสดงอยู่เต็มโลก พระอรหันต์เบื้องต้นก็เห็นกิเลสเท่าที่ตนเองจะเห็น กิเลสมันมีมากกว่าที่ตัวเองเห็น นอกนั้นมันไม่รู้ว่ามีกิเลสไม่เห็น ไม่เห็นก็แล้วไป ถ้าไม่เห็นเราก็มายึดถือ เราไม่รู้เราไม่สะดุ้งสะเทือนก็เหมือนไม่มี คนที่ไม่เห็นมันก็เหมือนไม่มี เพราะฉะนั้น ง่ายๆตื้นๆของพวกปฏิบัติธรรมก็คือไปดับหลับตาไม่เห็นเสีย ไม่เห็นก็นึกว่าไม่มี พอลืมตาขึ้นมามีเยอะแยะ แต่พอหลับตาก็ไม่เห็น หยุดได้ ลัทธิหลับตาเป็นอย่างนั้น แต่มันไม่อยู่เหนือ กิเลสมันดิ้นเพ่นพ่านอยู่ในโลก มันก็ดิ้นไปสิ แต่เราอยู่เหนือมันทำแบบเหนือ มัน
อ่านต่อ
มาแตะเรามันก็ผลอยออกไปเอง แตะเราไม่ได้เข้าใกล้เราไม่ได้ด้วย ให้มันไปแตะเถอะ แตะก็ผลอยไป เข้าผิวหนังเราไม่ได้เลย เข้าไปสู่จิตเราไม่ได้เลย กิเลส นั่นคือผู้หลุดพ้น นี่พูดภาษาไทยๆ เข้าใจง่ายๆ คนทำได้ก็ง่ายไง คนทำไม่ได้ก็ยากสิ แต่ทำได้แล้วง่ายจริงๆ ง่ายจนไม่ต้องทำ สำเร็จเรียบร้อยแล้วก็ไม่ต้องทำมันง่าย ง่ายจนไม่ต้องทำจนมีพลังภูมิคุ้มกัน อันอื่นมาแตะผลอย หรือเราลุยกับมันเลย สัมผัสทุกอย่างเราก็มีอำนาจอยู่เหนือมัน
สัจจะพวกนี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอามาอธิบายได้ชัดเจนที่สุด อาตมาชาตินี้เกิดมาแล้วทำงานมา จนกระทั่งถึงวันนี้ ก็พูดย้ำอีก มีคนมาซักถามว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นอรหันต์ โอ้โห ซาบซึ้งถึงทรวงในเลย อาตมานี่ตื่นโพลงเลย ชื่นใจเลย โอ้โห นี่มาถามเราได้ ว่าท่านรู้ได้ไงว่าท่านเป็นอรหันต์ ก็ทำไมจะไม่รู้ล่ะ อาตมามีอรหันต์อยู่ในกระเป๋านี่เต็มกระเป๋าเลย อรหันต์ของอาตมา ล้วงเข้าไปในกระเป๋าทีไรก็อรหันต์เราเต็มกระเป๋า ถ้ามาถามว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นอะไร มาถามเราได้เราก็ควักอรหันต์มาแจกให้ ก็นี่ไง เรามีเราเป็นจริงๆของเรา แล้วตัวเองไปเปิดดูสิ ก็อรหันต์ก็คือไม่มีไง เอ้า! ก็ไม่มี อาตมาไม่มีกิเลส แล้วกิเลสเป็นอย่างไรก็อธิบายกิเลสให้เขาฟัง ถ้าเขามีกิเลสอยู่ก็จะรู้ว่า อ๋อ อย่างนี้หรือกิเลส แล้วอย่างนี้แหละมันไม่มีในตัวเองก็เริ่มตั้งแต่ความเป็นสัตว์ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้อง เมื่อสัมผัสกับความเป็นสัตว์แล้วคุณก็ยังมีรักมีชังกับสัตว์นั้น จนกระทั่งถึงทำร้ายหรือว่ารักดูดดื่มเป็นเนื้อเดียวกับฉันเลย อาการอย่างนี้คุณมีไหม ต้องพูดกันจนรู้เรื่องว่าอาการอย่างนี้เรามี ถ้าคนที่พูดกันรู้เรื่องว่าอาการอย่างนี้ นั่นแหละ เราไม่มี แล้วเราไม่มีเป็นอย่างไร?คุณก็ต้องเอาของคุณออกเองให้ได้ล้างออกไปให้ได้จนกระทั่งจิตคุณไม่มีอาการอย่างนี้ ลองถามเขาดู อาการที่ไม่มีของคุณจะมีไหม? เช่น คุณไปเกี่ยวข้องกับไฟ คุณไปจับไฟนี่ร้อนไหม มันไหม้เลยนะ คุณก็ไม่อยากจับไฟ คุณมีไหม ตัวไม่มีตัวอยากจับไฟ มีแต่ตัวไม่อยากจับไฟ เพราะมันร้อนพอเจอไฟแล้วอย่าไปจับมันร้อน คุณก็ไม่มีความอยากจับไฟแล้ว แล้วตอนนี้คุณมีไหม คุณเจอไฟแล้วอยากจับไฟไหมตอนนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้ามันทุกข์มันร้อนเมื่อจับไฟแล้วมันทำให้เราไม่สบายเรารู้แล้ว แล้วคุณรู้ใช่ไหมไฟ คุณก็ไม่จับ ถ้าอะไรทำให้เราทุกข์ร้อนลำบาก เรารู้จริงชัด เราก็ไม่แตะไม่อยากได้ ฉันเดียวกันตัดกิเลสที่ทำให้เราทุกข์ ความทุกข์คือความไม่สบายมันร้อนเหมือนถูกไฟ เรารู้อย่างนั้นเลยชัดเจนอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้น จิตจริงมันก็ไม่อยากไม่มีไม่เอา จิตของคุณก็จริงน่ะ เจออีกเมื่อไหร่คุณก็ไม่เอา จนกระทั่งของพระพุทธเจ้าสอนซ้อนไปอีกว่า แม้เราไม่เอามันก็จะมาแตะเรามาจี้เรา เราก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้อยู่ยงคงกระพัน ไฟก็ไม่ไหม้ ไม่ยิงก็ไม่เข้า แทงก็ไม่เข้า ยิงก็ไม่ออก แทงไม่เข้า นี่มาสัมผัส แทงจึ๊กก็ไม่เข้า อยู่ยงคงกระพัน ยิงก็ไม่ออก มีพลังงานที่เป็นภูมิคุ้มกันมีพลังงานราศรีรังสี ที่เป็นบัฟเฟอร์ เป็น wall เป็นผนังกั้นหนา ยิงก็มาแตะแค่ผนัง แต่บัฟเฟอร์ กั้น ยิงไม่ถึงเรา เข้าไม่ถึงเรา แรงขนาดไหน คุณจะมีพลังงานสร้างสิ่งที่จะเข้ามาซัดเราขนาดไหน ทำไปเลย แล้วก็มีซับซ้อน ถ้าเป็นวัตถุธรรม สิ่งนี้เป็นอจินไตยที่อธิบายยาก วัตถุธรรมที่เลวร้ายกับคนที่เลวร้ายไม่เข้ามาใกล้ แม้แต่จะมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกัน อาตมาขอพูดให้ฟังแต่อย่าไปพูดต่อ ประเดี๋ยวจะเป็นการท้าทาย อาตมาว่าโดนัลด์ทรัมป์ ว่าทักษิณ ว่าธัมมชโย ก็ยังไม่รู้ว่าธัมมชโยตายหรือยัง ยังไม่เห็นตัว แต่ทักษิณยังเห็นแสดงออกมาอยู่ ธัมมชโยไม่แสดงตัว มี 2 นัย คนหนึ่งหนีเข้าสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าไปเลย อีกคนหนึ่งแสดงยั่วยวนให้เห็น ต่อให้พวกคุณเข้ามาเลยเขาก็จะไม่เกี่ยวกับอาตมา เพราะยังมีพลังงานในระดับที่เขาจะต้องจัดการก่อนที่จะมาถึงอาตมานี่อีกเยอะ อาตมาอยู่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นเขาจะต้องจัดการกับทางโน้นก่อนอีกเยอะ จึงไม่ถึงเราได้ง่าย เขาต้องผ่านกำแพงหยาบกลางมาอีก นี่เป็นสัจจะที่เป็นอจินไตย เป็นสัจจะความจริงที่เป็นอย่างที่ว่า ไม่โมเม หากไม่จริง อาตมาตายแหลกเป็นผุยผงแล้ว ขนาดนี้เขาไม่ไว้หน้าหรอก ที่อาตมาไปด่าไปว่าเขาก็ไม่ใช่ว่าสะใจอะไร อาตมาตำหนิ เพื่อให้คนรู้ข้อ ผิดข้อที่ไม่ดี ให้ผู้ที่ได้สัมผัสแล้วรู้ว่าเรามีอยู่อย่างนั้นบ้างหรือไม่ จะได้รู้ตัวว่าอย่างนี้เอง มันเป็นตระกูลหยาบแบบนี้ เราไม่มีอย่างหยาบใหญ่ แต่เรามีพอสมควรหรือเรามีละเอียดอีกอะไรอีก อะไรอีกเราก็อาจจะไม่มี แม้แต่ที่สุดนิดนึงน้อยนึง อากิญจัญฯคุณต้องรู้ แม้นิดนึงน้อยนึง ก็ไม่ให้มี จะมีนิดนึงน้อยหนึ่งคุณก็ต้องรู้ให้ได้ จนกระทั่งรู้ให้ได้แม้นิดนึงน้อย 1 ก็ไม่มี สมบูรณ์สุด ใช้พยัญชนะสื่อให้ฟัง ก็เป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ คือธาตุรู้ที่มีหน้าที่กำหนดหมายได้เก่งกำหนดรู้ได้เก่ง รู้เจาะไช ได้อย่างละเอียดลึกซึ้งแล้วสุดท้ายจริงๆ สัญญาเวทยิตังนิโรธังโหติ เอาความสัญญากำหนดรู้เวทนาละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนซ้ำแล้วซ้ำอีก อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ย้ำ จนได้ผลตกผลึกเป็นอดีตที่จริงลงไปอีก มีกาละเวลายังมีสิ่งเกี่ยวข้องอีกก็ตรวจสอบอีกทำอีกดูอีก มันก็ไม่มีไม่มีไม่มีไม่มี อดีตปัจจุบันอนาคตคุณ สูญๆๆๆ เวทนา 36 36 36 สั่งสมอดีต 36 แล้ว 36 อีก 36 * 36 ยกกำลัง จนกระทั่งเป็นก้อน 36 ของ 0 จนเท่ากับเอกภพ มาอีกเท่าไหร่ในอนาคต แต่ปัจจุบันมีฤทธิ์อำนาจมากทำศูนย์ได้หมด จนกระทั่งมาเจออย่างไรก็เป็นศูนย์หมด เพราะมันมีฤทธิ์มีอำนาจ ปัจจุบันจึงเป็นตัวจบ อนาคตยังไม่มา มาเมื่อไหร่ก็เป็น 0 ผ่านเราไปไม่ได้ เพราะว่าเรามีฐานอดีต ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นกองทัพใหญ่มาก ถ้าเราเข้าใจเวทนา 108 คือ 36 36 36 แล้วก็ทำได้จริง กิเลสจะมาอย่างหยาบกลางละเอียดมากเท่าไหร่เท่าที่โลกตอนนี้มี ในโลกนี้มีกิเลสอยู่เท่าไหร่เราก็ชนะหมดแล้วก็เป็นอรหันต์ได้ เมื่อเป็นอรหันต์แล้วก็ทำปรินิพพานเป็นปริโยสานให้ได้ แตกธาตุตัวเองก็เป็นอุตุนิยาม จะมีพีชนิยามนิดหน่อย นอกนั้นเป็นอุตุนิยาม จิตนิยามไม่เหลือ โลกจะมีอีกเท่าไหร่เราก็ไม่เหลือแล้วก็ศูนย์พระอรหันต์ก็รอด หมดทุกข์หมดโศกหมดตัวตนหมดทุกอย่าง แต่ถ้าคุณจะยังเป็นโพธิสัตว์ อรหันต์คุณก็ยังไม่ดับสูญ คุณเกิดอีกกี่ครั้งกี่รอบก็ตาม โลกที่ 1 2 3 จนถึงโลกที่ล้านๆๆ คุณก็ตามพิสูจน์ให้เป็น 0 ได้หมด จนกระทั่ง พอเสียที สัมมาสัมโพธิญาณสูงสุด ถึงอย่างไรเราก็รู้โลกหมด เกิดมาอีกกี่วัฏกัปป์ เราก็ทำจนแน่ใจแล้ว แน่ใจที่ 0 ไม่เปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนเป็นอื่นอีกเลยนี่คือตถตา แต่ถ้าเป็นของจริงที่เป็นเช่นนั้นด้วยอัตโนมัติเป็นเองแล้วต้องเป็นเช่นนั้นไม่มีแปรผันเป็นอื่นอีกเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” มันก็มีที่จบด้วยประการฉะนี้ อาตมาเป็นอรหันต์จนมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 นับไม่ถ้วนที่เป็นอรหันต์มาแล้ว ถึงเอามาพูดมายืนยัน เพราะฉะนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่าที่มี อาตมาก็ได้นำมาขยายความได้ให้คนอื่นเข้าใจตาม แล้วคนเข้าใจตามก็เอามาปฏิบัติได้จนกระทั่งมาเป็นมวล รวมกันอยู่อย่างนี้เป็นอาริยธรรม โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แล้วพวกเราก็มีอรหันต์ในสกิทาคามี อรหันต์ในอนาคามี อรหันต์ในอรหันต์ แต่พวกเราจะได้อรหันต์ในอรหันต์ยังไม่มากพอจนกล้าจะประกาศตนว่าเราเป็นอรหันต์เท่านั้นเอง เพราะเรารู้แล้วว่า อาจจะยังไม่แน่อย่าเพิ่งประกาศตัวนะเดี๋ยวหน้าแหกหมอไม่รับเย็บ เพราะมันไม่มีตัวตนแล้วจะไปอวดทำไม อวดแล้วตัวเองหน้าแหก คือตัวตนมี แล้วจะทำไปทำไมให้เขารู้ว่าเรามีตัวตนให้เขารู้ว่าเราไม่มีตัวตนดีกว่า เราไม่มีตัวตนได้ขนาดนี้แล้วอย่าไปอวดดีให้เขารู้ว่าเรามีตัวตน จะซวย เขาเข้าใจว่าเราไม่มีตัวตนก็พอแล้ว เราจะไปอวดตัวตนมากกว่าทั้งที่เรารู้ว่าเราอาจจะมีอีก เขามั่นใจว่าเราเป็นอนาคามีแต่แท้จริงเราเป็นอรหันต์ก็ไม่เป็นไร คนเขามั่นใจเขาเชื่อว่าเราเป็นแค่อนาคามีก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ตัวจริงเราเป็นอรหันต์ ใช่ไหม ก็อรหันต์จะไม่อวดอรหันต์ ฟังให้ดีนะ แต่อาตมาอวดอรหันต์ แล้วยืนยันย้ำกว่าอรหันต์ เพราะอาตมาเหนือชั้นกว่าอรหันต์ธรรมดา และผู้ที่ยังไม่ควรอวดอรหันต์หรือไม่กล้าอวดอรหันต์ แต่อาตมาเลยไปกว่านั้นหลายชั้นเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 คุณตามไม่ได้จุดสูงสุดของก้นหอยมันบนอยู่นะแต่มันละเอียดกว่าที่คุณจะรับได้คุณไม่มีภูมิที่จะรับได้ เหมือนกับเสียงมีหลายอย่างที่หูของคุณรับไม่ได้แต่หูของหมามันรับได้ หรือหูของผู้ที่มีความสามารถแม้กระทั่งทางไอทีเขารับเสียงพวกนี้ได้ แต่เสียงระดับนี้คนรับไม่ได้แต่สัตว์อีกหลายชนิดรับได้ จะบอกว่าสัตว์มันเก่งกว่าคนก็เปล่า อย่างนี้เป็นต้น สลับกลับไปกลับมา อะไรที่นอกขอบเขต บริบท เราก็เอาแต่บริบทในความเป็นคนมาพูด อยู่ในบริบทของความเป็นมนุษย์ก็จบแล้ว แม้แต่ในมนุษย์ร่วมกันคนละบริบทซ้อนร่วมกันอีก คุณก็เลือกมาในบริบทหนึ่งเอามาเปรียบเทียบกันมันก็ไม่ได้ เขาถึงพูดกันในแต่ละบริบท ผู้ที่สามารถรู้บริบทและอยู่เหนือบริบทได้มากบริบท เหนือบริบทที่ยิ่งใหญ่พิสดารได้เหนือกว่า ก็สามารถพูดแต่ละบริบทได้มากมาย ยังไม่ถึงเวลาไม่ต้องพูดหรอก อาตมายังไม่มีเวลาพูดในอีกหลายบริบทในหลายประเทศ ยังเข้ามาใกล้ราศีของอาตมาไม่ได้
_นักรบธรรมว่า ล้ำสมัยใสเสมอ พ่อครูว่า..คุณจะต่อไปอีกเท่าไหร่ก็ได้ ใช้ พยัญชนะไป อาตมาไม่ได้พูดเล่นว่าอาตมาเป็นอรหันต์ รู้จักความเป็นอรหันต์ แล้วพาคนมาเป็นอรหันต์มาเป็นอาริยะตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แล้วสูงกว่าอรหันต์เป็นอนุโพธิสัตว์ เป็นอนิยตะโพธิสัตว์ จนเป็นนิยตโพธิสัตว์ ส่วนมหาโพธิสัตว์นั้นอาตมายังไม่ถึงก็บอกความจริงไป แต่อาตมาก็มีภูมิไปเรื่อยๆ เหลื่อมเข้าไป โอเวอร์แลปเข้าไปสู่มหาโพธิสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่อาตมาไม่ตัดสินไม่ต้องอวดดี จะเป็น 8 ไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่ต้องอวดดี จนกว่าจะมีภูมิเต็มถ้วนระดับ 8 ก็มาประกาศ แต่อาตมาต้องรู้ตัวเองว่าเผื่อพอ ต้องมี 8 เข้าไปหา 9 นะ หากไม่มีเผื่อพอก็จะไม่เปิด 8 แม้อาตมาจะเปิด 8 อาตมาก็ไม่เปิด 100 อาตมาต้องยักไว้สัก 20% เปิดแค่ 80% ใครจะว่าอาตมาไม่เป็นระดับ 8 ก็ไม่เป็นไรนี่คือสัจจะที่เป็นจริง ถ้าเราไม่ต้องการไปอยากใหญ่อยากโตอะไร เอาความจริง คนไม่เชื่อง่ายๆหรอก คนไม่อยากอวดอยากใหญ่อยากโต คนโลกีย์จะไม่รู้ คนที่มีเชื้อโลกุตระก็จะเชื่อ คนที่เป็นอรหันต์ขึ้นไปแล้วจะเชื่ออาตมาไม่มีสงสัย เพราะว่ามันเต็มชัดครบ คนอย่างนี้เป็นอรหันต์ เราเป็นอรหันต์แล้วเราจึงรู้ความเป็นอย่างนี้ คนที่เป็นอย่างนี้ก็ไม่มีอยากอวดหรืออยากหลอกลวง ความต้องการอยากอวดเป็นสาเฐยจิต ที่เปิดอุปกิเลส สาเฐยจิต แล้วยังมี ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อีก ผู้ที่มีสภาวะจริงแม้แค่พูดพยัญชนะนำแค่นี้เขาก็จะรู้แม้เขาจะไม่ถึงทั้งหมด โดยเอาตัวเขาเองเป็นตัวพิสูจน์ ตัวเขาเองได้ขนาดนี้แล้วถ้าเขาเป็นพระอาริยะระดับเลยพระอรหันต์แล้วตัวเองก็จะรู้ดี เพราะว่ามีอรหันตผลแน่นอน คุณจะไม่กล้าอวดตัวเองเลย ภูมิที่คุณมี ถ้าคุณมีอรหันต์ในตัวเอง แม้แต่ในระดับอบายมุขก็ตาม คนที่อวดดีในระดับอบายมุขนั้นตกกระป๋องลงไปสู่อบายมุขเยอะแยะ แต่เป็นอรหันต์แล้วจะต้องมีการเผื่อไว้อีกเยอะ “ คนหมดตัวตนจะไม่หมดตัวตน ” ... อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… http://www.boonniyom.net/45222.html