15 บทที่ 8 ใจเพชร น 561-638.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที 8 สํานวนแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ การแพทย์วิถีพุทธ เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพแบบพึ#งตนแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพื#อให้เข้าถึงมวลมนุษยชาติในมิติกว้างในการดูแลสุขภาพเบื,องต้น เพื#อให้เหมาะกับคนทุกชนชาติทุกฐานจิตทุกฐานะ ทุกอาชีพ สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ โดยดําเนินการภายใต้สโลแกน “หมอที#ดีที#สุดในโลกคือตัวคุณเอง” และ “ศูนย์บาทรักษาทุกโรค” สําหรับการแพทย์วิถีพุทธนั,น เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการแพทย์วิถีธรรม สู่ความเป็นพุทธะในมิติที#ลึกยิ#งขึ,น เหมาะสําหรับผู้ที#ต้องการเรียนรู้ฝึกฝนจนเข้าถึงวิชชาแห่งพุทธะ ที#มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างสุขภาวะที#ดีของตน ทั,งในด้านสุขภาพกาย ใจ มิตรสหายที#ดี สังคมและสิ#งแวดล้อมที#ดี และช่วยเหลือเกื,อกูลมนุษยชาติให้มีสุขภาวะที#ดีไปพร้อม ๆ กัน ด้วยสภาวะจิตที#ดีงามและผาสุกอย่างยั#งยืน ซึ#งผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ ที#มีความศรัทธาต่อหลักการแพทย์วิถีพุทธ เมื#อได้ปฏิบัติตามและได้พบเห็นว่า ตนเองมีความผาสุกขึ,นได้จริง จากการได้ปฏิบัติตามกระบวนการสร้างจิตอาสาแพทย์ วิถีพุทธเพื#อมวลมนุษยชาติ จากการฟังสิ#งที#ผู้วิจัยได้เพียรนําเสนอผ่านการบรรยายของผู้วิจัย การอ่านจากการเขียนหนังสือ วารสารแผ่นพับ ที#เป็นสื#อสิ#งพิมพ์ต่าง ๆ และการดูภาพและฟังเสียงจากสื#อออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ (เช่น ยูทูป เอ็มพีสาม ซีดีและดีวีดี เฟสบุ๊คและไลน์ เป็นต้น) พร้อมกับการได้ร่วมบําเพ็ญบุญกุศลช่วยเหลือมวลมนุษยชาติในที#ต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา 20 ปี ตั,งแต่ปี พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ. 2558 จึงได้มาร่วมปฏิบัติพัฒนาฝึกฝนตน เพื#อก้าวสู่ความเป็นพุทธะ ด้วยการปฏิบัติอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จนเกิดจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพิ#มมากขึ,นในที#ต่าง ๆ ทั#วประเทศและต่างประเทศ จนเกิดเป็นเครือข่ายจิตอาสาแพทย์วิถีพ
อ่านต่อ
ุทธแห่งประเทศไทย และจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเครือข่ายอเมริกา รวมถึงกระจายอยู่ตามประเทศต่าง ๆ กว่า 10 ประเทศ ได้แก่ ลาว พม่า มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ จีน ใต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมัน อังกฤษ ฝรั#งเศส สเปน เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย แอฟริกา และแคนาดา เป็นต้น หนึ#งในยุทธศาสตร์หรือนโยบายการแพทย์วิถีพุทธ คือ ยุทธศาสตร์ผีเสื,อขยับปีก คือ จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ แต่ละคนที#อยู่ในแต่ละที#แต่แห่ง ติดต่อสื#อสารส่งสัญญาณให้กัน แล้วลงมือปฏิบัติการดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีพุทธที#ตนเอง และทํากิจกรรมช่วยเหลือมนุษยชาติ พร้อมกับทําการสื#อสารในกลุ่มและต่อสาธารณะทุกรูปแบบ เช่น จัดค่ายอบรมสุขภาพ การแนะนําแบบปากต่อปาก หนังสือ วารสาร แผ่นพับ ดีวีดี วีซีดี เอ็มพี 3 โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ยูทูฟ เพสบุ๊ค 562 ไลน์ เป็นต้น โดยลงมือปฏิบัติสิ#งที#ดีงามดังกล่าว พร้อม ๆ กัน อย่างเต็มที#ตามความสามารถและองค์ประกอบของแต่ละคน ซึ#งเป็นนโยบายที#สัมพันธ์กับทฤษฎีไร้ระเบียบ ทฤษฎีไร้ระเบียบ มาจาก Chaos theory ซึ#งแปลเป็นไทยแล้วใช้ต่างกันหลายคํา อาทิ ทฤษฎีความโกลาหล ทฤษฎีความอลวน หรือบางทีก็เรียกทับศัพท์ว่า ทฤษฎีเคออส “ผีเสื,อขยับปีกทําให้เกิดพายุ” มาจาก “Butterfly effect” ซึ#งศาสตราจารย์เอ็ดเวิร์ด ลอเร้นซ์ (Edward Lorenz) ค้นพบโดยบังเอิญ จากการเฝ้าดูตัวเลขการจําลองทางอุตุนิยมวิทยาที#ทีการปรับเปลี#ยนทุก 0.0000001 สร้างให้เกิดความคลาดเคลื#อนที#คาดไม่ถึง เขาค้นพบว่าความคลาดเคลื#อนเพียงน้อยนิดก่อให้เกิด การเปลี#ยนแปลงอย่างมหาศาลทางอุตุนิยมวิทยา และในแต่ละครั,งผลลัพธ์ไม่เหมือนเดิมเลย เมื#อพล็อตกราฟออกมาจะเป็นรูปร่างคล้ายผีเสื,อ และเขานําไปอธิบายว่า แม้กระทั,งผีเสื,อตัวเล็ก ๆ กระพือปีกเบา ๆ ที#บราซิล อาจส่งผลกระเทือนถึงเท็กซัสได้ ซึ#งเป็นที#มาของวลีก้องโลก “ผีเสื,อขยับปีกทําให้เกิดพายุ” และต่อมามีคนขยายความว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ซึ#งขณะนั,น ยังไม่ได้ตั,งเป็นทฤษฎีอะไร ผู้ที#บัญญัติคําว่า Chaos theory คือ เจมส์ เอ ยอร์ค (James A.Yorke) ทฤษฎีเคออส อธิบายถึงปรากฏการณ์ในธรรมชาติที#ดูเหมือนสะเปสะปะไร้ระเบียบ แต่แท้จริงแล้ว มันมีระเบียบของมันอยู่ภายในนั,น นัยยะเดียวกันเมื#อผีเสื,อแห่งธรรมขยับปีก หมายถึง บุคคลที#มีความดีงาม เริ#มทําสิ#งที#ดีงาม และสื#อสารไปตามช่องทางต่าง ๆ จะเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ที#มีจิตใจที#ดีงาม ขยับปีกตาม คือ ทําความดีตามเหตุปัจจัยที#แต่ละคนจะพึงทําได้ และสื#อสารไปตามช่องทางต่าง ๆ เป็นการส่งสัญญาณต่อเนื#องไปเรื#อย ๆ ทําให้คนดีรับสัญญาณได้และทําความดีต่อเนื#องไปเรื#อย ๆ เป็นพายุแห่งความดีที#ช่วยพัดพาความทุกข์ความเดือดร้อน ออกจากชีวิตของมนุษยชาติ ชีวิตทีพอเพียงเรียบง่าย ร่างกายทีแข็งแรง จิตใจทีดีงาม และจิตใจทีเป็นสุข ในมนาปทายีสูตร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะอุคคเทพบุตรด้วยพระคาถาความว่า ผู้ให้ของที#พอใจย่อมได้ของที#พอใจ ผู้ให้ของที#เลิศย่อมได้ของที#เลิศ ผู้ให้ของที#ดีย่อมได้ของที#ดี และผู้ให้ของที#ประเสริฐย่อมเข้าถึงสถานที#ประเสริฐ นรชนใดให้ของที#เลิศให้ของที#ดีและให้ของที#ประเสริฐ นรชนนั,น จะบังเกิด ณ ที#ใด ๆ ย่อมมีอายุยืนมียศดังนี,ฯ (องฺ.ปfฺจก.22/44) และพระพุทธเจ้าตรัสความสําคัญของการแบ่งปันว่า “ที#พึ#งของสัตว์ทั,งปวงยิ#งไปกว่าทานไม่มี” (ขุ.ชา.28/1,073) โดยดํารงชีวิตอย่างประหยัดเรียบง่าย ดังในจัตตาริสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั,งหลาย ปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ 4 อย่างนี, 4 อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั,งหลาย บรรดาจีวร ผ้าบังสุกุล น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ บรรดาโภชนะ คําข้าวที#ได้ด้วยปลีแข้ง น้อย หาได้ง่ายและ 563 ไม่มีโทษ บรรดาเสนาสนะ โคนไม้ น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ บรรดาเภสัช มูตรเน่า น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ... ดูกรภิกษุทั,งหลาย เรากล่าวธรรมอย่างใดอย่างหนึ#ง ของภิกษุซึ#งเป็นผู้สันโดษ ด้วยปัจจัยที#น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ว่าเป็นองค์แห่งความเป็นสมณะฯ ความคับแค้นแห่งจิต ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สันโดษ ด้วยปัจจัยน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ เพราะปรารภเสนาสนะ จีวรปานะและโภชนะ ทิศของเธอชื#อว่าไม่กระทบกระเทือน ภิกษุผู้สันโดษ ไม่ประมาทยึดเหนี#ยวเอาไว้ได้ ซึ#งธรรมอันสมควรแก่ธรรมที#พระตถาคตตรัสบอกแล้วแก่เธอ (ขุ.สุ. 25/281) การดํารงชีวิตอย่างพอเพียงเรียบง่ายและแบ่งปันเกื,อกูลกันนั,น สอดคล้องกับพระราชดํารัส ในหลวงว่า “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนําก็แนะนําได้ ต้องทําแบบ “คนจน” เราไม่เป็นประเทศรํ#ารวยเรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที#ก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั,น ที#เป็นประเทศที#มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหาร แบบเรียกว่าแบบ “คนจน” แบบไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอย่างมีสามัคคีนี#แหละ คือ เมตตากันก็จะอยู่ได้ตลอดไป คนที#ทํางานตามวิชาการ จะต้องดูตํารา เมื#อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั,น เขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทําอย่างไร ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตํารา ปิดตําราแล้ว ไม่รู้จะทําอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ#มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง แต่ถ้าเราใช้ ตําราแบบ “คนจน” ใช้ความอะลุ่มอล่วยกัน ตํารานั,นไม่จบ เราจะก้าวหน้าเรื#อย ๆ” (พระราชดํารัส 8 สิงหาคม 2534) จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าและในหลวง ทรงพบว่า การแก้ปัญหาหรือพัฒนาที#ก้าวหน้าที#สุดนั,น ต้องกระทําอย่างประหยัดที#สุดคือใช้เงินหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้น้อยที#สุด (ทําแบบคนจน) แต่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีเมตตา คือ ปรารถนาดีแบ่งปันเกื,อกูลช่วยเหลือกัน จะนําประโยชน์สุขสูงสุด มาสู่ตนเองและผู้อื#น ผู้วิจัยพบว่า ทุกวันนี,การบริการสุขภาพโดยส่วนใหญ่กลายเป็น “ธุรกิจ” ที#ผู้ใช้บริการ ส่วนใหญ่จะเดือดร้อน เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพ จึงสร้างยุทธศาสตร์ในการช่วยเหลือแก้ไขความเดือดร้อน ด้วยการพัฒนาจิตวิญญาณของผู้ให้บริการสุขภาพให้เป็นนักเสียสละเปลี#ยนจากการทํา “ธุรกิจ” บนความเดือดร้อนของประชาชน ให้เป็น “ธุรบุญ” คือ แบ่งปันช่วยเหลือเกื,อกูลกันโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ผู้ให้ก็ได้บุญกุศล ส่วนผู้รับการแบ่งปันก็ได้ความผาสุก แล้วเกิดจิตวิญญาณที#ต้องการเกื,อกูลผู้อื#นต่อไป ทําให้มนุษยชาติมีที#พึ#งและได้คนซื#อสัตย์เสียสละ มาเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ ที#มีความศรัทธาต่อหลักการแพทย์วิถีพุทธ เมื#อได้ฟังสัจธรรมที#สื#อโดยผู้วิจัยว่า ผู้ที#ถึงสัจจะว่าชีวิตจะมั#นคงผาสุกได้อย่างไร จึงเลือกที#จะจนอย่างขยัน ทําภาระหน้าที#การงานที#มีคุณค่าประโยชน์สุดฝีมือ โดยทําในขีดที#หนักเหนื#อยอย่างพอดีที#จะไม่เบียดเบียนไม่ทรมานตน 564 ได้ผลผลิตเท่าไหร่ ก็ฝึกกินน้อยใช้น้อยที#สุดเท่าที#พอดีแข็งแรงที#สุด ไม่ใช้ในสิ#งที#เป็นภัยและ สิ#งที#ไม่จําเป็น แต่ใช้ในสิ#งที#เป็นประโยชน์และสิ#งที#จําเป็นเท่านั,น อะไรที#จําเป็นที#เราพึ#งตนเองได้ ทําเองได้ก็ทําเอง ส่วนที#ต้องเก็บไว้ก็เก็บไว้แต่น้อยที#สุด เท่าที#พอดีที#จะดําเนินกิจกรรมการงานไปได้ โดยไม่ลําบากไม่ฝืดเคืองเกินไป ไม่เบียดเบียนไม่ทรมานตน คือไม่ขาดแคลนและไม่มากเกิน จนเป็นภาระเป็นภัย ที#เหลือสละออกไปฝากไว้เป็นธนาคารบุญกุศล ผู้ที#เข้าใจและเชื#อมั#นในสัจธรรมดังกล่าว ก็จะมาร่วมเสียสละบําเพ็ญบุญกุศลกับทีมแพทย์วิถีพุทธ เป็นหนึ#งในผีเสื,อแห่งความดีงาม ที#ร่วมขยับปีกขับเคลื#อนเกื,อกูลมนุษยชาติไป พร้อม ๆ กับการสร้างความเป็นพุทธะในตน ด้วยการปรับสมดุลร้อนเย็น ละบาป บําเพ็ญกุศล ทําจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดี สร้างสังคมและสิ#งแวดล้อมที#ดี ผู้วิจัยได้ใช้ยุทธศาสตร์จัดทํา “คําคมเพชรจากใจเพชร” เพื#อเสริมกําลังใจและพัฒนาความดีงามในจิตวิญญาณให้กับจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ผู้เข้าค่ายสุขภาพ และผู้สนใจทั#วไป เพื#อพัฒนาความเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื#น ผู้เบิกบาน ให้กับทุกจิตวิญญาณ ตั,งแต่ปี พ.ศ. 2538 จนถึงปัจจุบัน คือ ปี พ.ศ. 2558 โดยได้สรุปเนื,อหาของ “คําคมเพชรจากใจเพชร” ตามลําดับตั,งแต่ปี พ.ศ. 2538 ถึง พ.ศ. 2558 รวมจํานวน 823 สํานวน ดังที#จะได้นําเสนอบางส่วนในบทนี, และบันทึกบางส่วนใน ภาคผนวก ฑ. “คําคมเพชรจากใจเพชร” ที#ได้แนบมาพร้อมนี, คําคมเพชรจากใจเพชร “คําคม” “สํานวน” และ “คําสอน” ตามแนวทางแพทย์วิถีพุทธ มีความสําคัญ คือ เป็นถ้อยคําเนื,อหาสาระที#หลักแหลมเฉียบคม ชวนให้คิด มีพลังในการกระทบกระแทกกระเทือน ทะลุทะลวงจิตวิญญาณให้ตื#นรู้ ในการกําจัดทุกข์กําจัดชั#ว สร้างดีสร้างประโยชน์สุขที#แท้จริงอย่างยั#งยืน “คําคมเพชรจากใจเพชร” เป็น “คําคม” หรือ “สํานวน” หรือ “คําสอน” ที#จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธได้รวบรวมจากที#ผู้วิจัยได้ถ่ายทอดและสื#อให้กับจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ผู้เข้าค่ายสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ และผู้สนใจทั#วไป ในการบรรยายอบรมในค่ายอบรมสุขภาพแพทย์วิถีพุทธ ค่ายแฟนพันธุ์แท้แพทย์วิถีพุทธ ค่ายพระไตรปิฎกแพทย์วิถีพุทธ การประชุมกิจกรรมการงานของเครือข่ายแพทย์วิถีพุทธ และการประชุมกิจกรรมการงานต่าง ๆ ทั,งการประชุมเตรียมงาน ก่อนและหลังเสร็จการทํากิจกรรมงาน ที#เรียก “การประชุมเตวิชโช” การปรึกษาหารือกิจกรรมการงานในโอกาสต่าง ๆ การพูดคุยสื#อสารในทุกช่องทาง แบบปากต่อปาก หนังสือ วารสาร 565 แผ่นพับ ดีวีดี วีซีดี เอ็มพี 3 โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ยูทูฟ เพสบุ๊ค ไลน์ เป็นต้น ตั,งแต่ปี พ.ศ. 2538-2558 เพื#อใช้พัฒนาจิตวิญญาณความเป็นพุทธะของจิตอาสา ซึ#งเก็บรวบรวมโดยจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ดังนี, “บททบทวนธรรม เพือการสร้างจิตวิญญาณทีผาสุกทีสุดในโลก” (ใจเพชร กล้าจน 27 มกราคม 2558) 1. เรื#องการเข้าใจผิดของเรากับผู้อื#น เราต้องระลึกรู้ว่า มันคือวิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา แก้ไขได้ด้วยการทําดีไม่มีถือสาไปเรื#อย ๆ แล้ววันใดวันหนึ#งข้างหน้า ในชาตินี,หรือชาติหน้าหรือชาติอื#น ๆ สืบไป ความเข้าใจผิดนั,นก็จะหมดไปเอง 2. เราต้องรู้ว่าแต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน เราจึงควรประมาณการกระทําให้เหมาะสมกับฐานจิตของเรา และฐานจิตของผู้อื#น “คิดดี พูดดี ทําดีไว้ก่อน” ดีที#สุด 3. การกระทําเดียวกัน มีเหตุผลในการกระทํากว่าล้านเหตุผล ต้องระวัง “อคติหรือความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที#ผิดของเรา” 4. สิ#งที#เราได้รับ คือสิ#งที#เราทํามา ไม่มีสิ#งใดที#เราได้รับ โดยที#เราไม่เคยทํามา 5. ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื#น แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจตนเอง 6. เมื#อเกิดสิ#งเลวร้ายกับเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ เพราะเราเคยทําเช่นนั,นมามากกว่านั,น เมื#อได้รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ,น 7. เรามีหน้าที#ทําแต่ละสิ#งแต่ละอย่าง ให้อยู่ในสภาพที#ดีที#สุด เท่าที#จะพึงทําได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที#ทุกสิ#งทุกอย่างจะดับไปเท่านั,น 8. เราทําดีด้วยการช่วยไม่ให้คนอื#นทําผิดได้ “ก็ช่วย” แล้ว “วาง” ให้เป็นไปตามวิบากดีของเขา “ช่วยไม่ได้” ก็ “วาง” ให้เป็นไปตามวิบากร้ายของเขา เมื#อเขาเห็นทุกข์จนเกินทน จึงจะเห็นธรรม แล้วจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์ 9. สิงทีมองไม่เห็น ทีทําหน้าทีสร้างสิงทีมองเห็น และสิงทีเป็นอยู่ทุกอย่างในชีวิต ของคน คือ พลังวิบากดีร้ายทีเกิดจากการกระทําทางกาย หรือวาจาหรือใจของผู้นั3น ในอดีตชาติและชาตินี3สังเคราะห์กันอย่างละหนึงส่วน 10. เมื#อเกิดสิ#งเลวร้ายกับเรา โลกนี,ไม่มีใครผิดต่อเรา เราเท่านั,นที#ผิดต่อเรา คนอื#นที#ทํา ไม่ดีนั,น เขาผิดต่อตัวเขาเองเท่านั,น และเขาก็ต้องได้รับวิบากร้ายนั,นเอง เขาจึงไม่ได้ผิดต่อเรา แต่เขานั,นผิดต่อตัวเขาเอง ถ้าเรายังเห็นว่าคนที#ทําไม่ดีกับเรา เป็นคนผิดต่อเรา แสดงว่าเรานั#นแหล่ะผิด อย่าโทษใครในโลกใบนี, ผู้ใดที#โทษผู้อื#นว่าผิดต่อตัวเรา จะไม่มีทางบรรลุธรรม นี#คือคนที#ไม่ยอมรับความจริง เพราะไม่เข้าใจเรื#อง “กรรม” อย่างแจ่มแจ้งว่า “ทุกสิงทุกอย่างทีทุกคนได้รับ ล้วนเกิดจากการกระทําของตนเองเท่านั3น เมือรับผลดีร้ายจากการกระทําแล้ว ผลนั3นก็จบดับไป และสุดท้าย 566 เมือปรินิพพาน ทุกคนก็ต้องสูญจากทั3งดีและร้ายไป ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร เพราะสุดท้ายทุกสิงทุกอย่างก็ต้องดับไป จึงไม่ต้องยึดมันถือมัน ไม่ต้องทุกข์กับอะไร” 11. การได้พบกับเหตุการณ์ที#ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั#งใจเรา เป็นสุดยอดแห่งเครื#องมืออันลํ,าค่า ที#ทําให้ได้ฝึกล้างกิเลส คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั#นถือมั#นในใจเรา และ ทําให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา 12. ถ้าใครมีปัญหาหรือความเจ็บป่วยในชีวิต ให้ทําความดี 4 อย่างนี, ด้วยความยินดี จะช่วยให้ปัญหาหรือความเจ็บป่วย ลดลงได้เร็ว 12.1 สํานึกผิด หรือยอมรับผิด 12.2 ขอโทษ หรือขออโหสิกรรม 12.3 ตั,งจิตหยุดสิ#งที#ไม่ดีอันนั,น 12.4 ตั,งจิตทําความดีให้มาก ๆ คือ ลดกิเลสให้มาก ๆ เกื,อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มาก ๆ 13. หลักการทําดีอย่างมีสุข 6 ข้อ 13.1 รู้ว่าอะไรดีที#สุด 13.2 ปรารถนาให้เกิดสิ#งที#ดีที#สุด 13.3 ลงมือทําให้ดีที#สุด 13.4 ยินดีเมื#อได้ทําให้ดีที#สุดแล้ว 13.5 ไม่ติดไม่ยึดมั#นถือมั#นในสิ#งที#ดีที#สุด 13.6 นั#นแหล่ะคือสิ#งที#ดีที#สุด 14. ทําดีให้มาก ๆ เพื#อจะให้ดีชิงออกฤทธิoแทนร้าย ที#เราเคยพลาดทํามาในชาตินี,หรือชาติก่อน ๆ จะได้มีดีไว้ใช้ในปัจจุบันและอนาคต ในชาตินี,และชาติอื#น ๆ สืบไป 15. ยึดอาศัย “ดี” ที#สามารถทําให้เกิดขึ,นได้จริง” “นั,นดี” แต่ยึดมั#นถือมั#นว่า ต้องเกิด “ดี” ดั#งใจหมาย ทั,ง ๆ ที#องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั,น “ไม่สามารถทําให้ดีนั,นเกิดขึ,นได้จริง” “นั,นไม่ดี” 16. จงทําดีเต็มที เหนือยเต็มที สุขเต็มที ไม่มีอะไรคาใจ ไม่เอาอะไร คือสุดยอดแห่ง“ความอิมเอิบเบิกบานแจ่มใส” วาทะแห่งปี เย่ เย่ เย่ !!! ดีใจจัง ไม่ได้ดังใจ (วิบากหมด กิเลสตาย กุศลได้) แย่ แย่ แย่ !!! ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ (วิบากเพิม กิเลสพอก งอกอกุศล) เย่ เย่ เย่ !!! ไม่หวันไหว ใจเป็นสุข 567 หากผู้ใด ได้พยายามทบทวนธรรมอย่างเข้าใจความหมายเนื,อหาสาระให้ได้ทุกวัน พิจารณาทบทวนซํ,า ๆ จากคําเดิม ๆ ทบทวนทุก ๆ วัน แล้วจะพบกับปาฎิหาริย์ คือ ผู้ทบทวนธรรมจะมีปัญญามากขึ,นทุกวัน ๆ มากขึ,นกว่าภาษาที#เราทบทวน จะมีญาณปัญญามากขึ,น โดยเฉพาะอย่างยิ#งในวันใดที#ผู้ใดทุกข์ ด้วยอะไรก็แล้วแต่ ธรรมะนี,คือปัญญาดับทุกข์ นี,คือคาถาดับทุกข์ วันใดที#ทุกข์ การได้ทบทวนธรรม โดยพยายามทําความเข้าใจความหมายที#ถูกต้องในบททบทวนธรรมนี, ให้เข้าไปในจิต ทบทวนหัวข้อแล้ว พยายามทําความเข้าใจว่าหมายถึงอะไร มีเนื,อหาอย่างไร การทบทวนทั3งหมดนี3ซํ3า ๆ จะสามารถทําลายกิเลสความติดยึดทีเป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ นี#คือ ปัญญาที#ใช้ในการพัฒนาจิตวิญญาณของจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื#อมวลมนุษยชาติ ปัญญา ในพุทธธรรม หมายถึง ความรู้ทั#ว ปรีชาหยั#งรู้เหตุผล ความรู้เข้าใจชัดเจน ความรู้เข้าใจหยั#งแยกได้ในเหตุผล ดีชั#ว คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที#จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดําเนินการให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา ความรอบรู้ในสังขารมองเห็นตามเป็นจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนฉลาดกล่าวว่า ปัญญาแลประเสริฐสูงสุด (ขุ.ชา.27/ 2468) โอวาทปาฏิโมกข์เป็นหลักคําสอนสําคัญของพระพุทธศาสนา หรือคําสอนอันเป็นหัวใจสําคัญของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ 3 คาถากึ#ง ที#พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ที#ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันมาฆบูชา ได้แก่ การไม่ทําบาปทั,งปวง การทํากุศลให้ถึงพร้อม การชําระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ธรรมทั,ง 3 อย่างนี,เป็นคําสอนของพระพุทธเจ้าทั,งหลาย (ที.ม.10/ 54) ดูกรภิกษุทั,งหลาย เราไม่กล่าวความที#กรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนา ที#บุคคลทําแล้ว สะสมแล้วจะสิ,นสุดไป เพราะมิได้เสวยผล แต่กรรมนั,นแล จะให้ผลในทิฏฐธรรมเทียว หรือในภพถัดไป หรือในภพอื#นสืบ ๆ ไป (อภิ.ก.37/1698) กรรมชั#วอันบุคคลทําด้วยตนเองแล้ว จักเศร้าหมองด้วยตนเอง กรรมชั#วอันบุคคล ไม่ทําด้วยตนเองแล้ว ย่อมบริสุทธิoด้วยตนเอง ความบริสุทธิo ความไม่บริสุทธิo เฉพาะตน ผู้อื#นจะช่วยชําระผู้อื#นให้บริสุทธิoหาได้ไม่ (ขุ.จู.30/219) ในหลวงตรัสว่า “แม้ปัจจุบันโลกเราจะวิวัฒนาการก้าวหน้าไปเพียงใดก็ตาม แต่ปัญหาต่าง ๆ ก็มิได้เปลี#ยนแปลงไป เพียงแต่มีตัวอย่างทั,งดีและไม่ดีปรากฏ ให้เห็นเด่นชัดมากกว่าแต่ก่อน ดังนั,นบุคคลผู้สามารถประคับประคองตนให้อยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข จึงต้องมีความเข้มแข็งยิ#งขึ,น ที#จะยึดมั#นปฏิบัติมั#นตามแบบอย่างที#พิจารณารู้ชัดด้วยปัญญาแล้วว่าเป็นทาง 568 แห่งความดี ความเจริญ ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้มัวเมา หลงผิดไปในทางเสื#อมเสีย พร้อมกันนั,นก็ต้องมีสติกํากับอยู่ตลอดเวลาที#จะไม่ให้ประพฤติปฏิบัติผิดพลาด ด้วยความประมาทพลั,งเผลอ เหตุนี,การแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม นอกจากจะมุ่งสงเคราะห์ทางด้านฐานะความเป็นอยู่แล้ว จึงควรได้พัฒนาบุคคลเป็นข้อใหญ่ด้วย เพราะถ้าบุคคลซึ#งเป็นองค์ประกอบสําคัญของสังคม มีความเข้มแข็งและมีสติปัญญาที#จะพิจารณาเลือกเฟ้นสิ#งที#ควรและไม่ควรปฏิบัติ ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม ก็จะบรรเทาลง และสังคมส่วนรวมย่อมจะมีโอกาสพัฒนาให้ก้าวหน้าได้โดยไม่ยากนัก” (พระราชดํารัส วันที# 25 เมษายน 2539) “ความสุขความเจริญอันแท้จริงอันควรหวังนั,น เกิดขึ,นได้จากการกระทําและการประพฤติ ที#เป็นธรรม มีลักษณะสร้างสรรค์ คืออํานวยผลที#เป็นประโยชน์ทั,งแก่ตัว แก่ผู้อื#น ตลอดถึงประเทศชาติโดยส่วนรวมด้วย” (พระบรมราโชวาท วันที# 12 กรกฎาคม 2518) จากคําสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์และปรัชญาเศรฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่า การจะสร้างสังคมประเทศชาติให้เจริญเป็นอยู่ผาสุกด้วยกันทุกฝ่ายนั,น การพัฒนาจิตวิญญาณให้ดีงามและผาสุกที#สุดในโลก จึงเป็นสิ#งที#ทุกคนในโลกจะต้องเรียนรู้และได้พัฒนาตนเป็นอันดับแรก การพิจารณาตามหลัก “ทบทวนธรรม เพื#อการพัฒนาจิตวิญญาณเพื#อความผาสุกที#สุดในโลก” เป็นผลจากจากการปฏิบัติธรรมของผู้วิจัย ตลอดระยะเวลา 20 ปี อย่างรู้เพียรรู้พัก ทําให้ได้ “บททบทวนธรรม เพื#อการพัฒนาจิตวิญญาณที#ผาสุกที#สุดในโลก” ที#แสดงได้ชัดเจนกับทุกกรรมกิริยาอาการทางกายวาจาใจในทุก ๆ คํา ทุก ๆ ประโยค ที#ได้สื#อออกมาในบททบทวนธรรม ให้มีการกระทําที#สมบูรณ์ได้ตั,งแต่กายวาใจไปจนถึงใจในระดับจิตวิญญาณที#เป็นพลังชีวิตที#ละเอียดที#สุด เป็นสิ#งที#ผู้วิจัยได้ถ่ายทอดให้กับหมู่กลุ่มจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ได้นําไปใช้ในการพัฒนาฝึกฝนต่อยอดสู่ความเป็นพุทธะ เป็นจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธของแต่ละท่าน รวมถึงการได้นําไปใช้เผยแพร่เกื,อกูลประโยชน์ให้กับประชาชนผู้สนใจทั#วไป หากถ้าใครทําได้ถึงจิตอย่างเข้าใจแตกฉานในทุกคําทุกประโยค ในเรื#องกรรม ทั,งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างแจ่มแจ้งถึงระดับ “ปฏิจจสมุปบาท” (การอาศัยกันและกันเกิดขึ,น ความเป็นเหตุปัจจัยสืบเนื#องกันเป็นไปตามลําดับ) ของกรรมดีกรรมชั#วที#สั#งสมเป็นพลังสร้างผล คือวิบากดีวิบากชั#ว จนเข้าใจอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าตัวปีศาจร้าย (กิเลสมาร) ทั,งของเราทั,งของผู้อื#น มันทําอะไรมาบ้าง จึงทําให้เกิดปัญหานั,น ๆ และเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า ในขณะที#มีสติจับอาการและความคิดของปีศาจ (กิเลสมาร) โลภโกรธหลงตัวนั,น ๆ ได้ การพิจารณาโทษของปีศาจ (กิเลสมาร) ร้ายตัวนั,น ประโยชน์ของการไม่มีปีศาจ (กิเลสมาร) ร้ายตัวนั,น พิจารณาซํ,าแล้วซํ,าอีกให้มาก ๆ จะเกิดเป็นญาณที#สร้างพลังฌาณที#ทําลายปีศาจ (กิเลสมาร) ร้ายตัวนั,นได้ เป็นการสร้างพลังแห่ง 569 พุทธะขึ,นมาในชีวิต เป็นธรรมะแห่งพุทธะที#มีคุณค่ามหาศาลยิ#งใหญ่ที#สุดในชีวิตของผู้นั,น ธรรมะดังกล่าวจะเข้าไปเติมพลังในจิตวิญญาณของผู้นั,นแทนปีศาจร้าย ธรรมะจะเข้าไปคุ้มครอง เข้าไปดําเนินการ เข้าไปดูแลชีวิตของผู้นั,น ไม่ให้ปีศาจร้ายใด ๆ เข้าไปทําร้ายหรือทําความเสียหายต่อชีวิตของผู้นั,นได้อีก ผู้นั,นก็จะไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุขกับปัญญาที#มากขึ,น ๆ เท่านั,น จึงเป็นความผาสุกที#สุดในโลก ตราบปรินิพพาน คําว่า “ทําดีให้ดีทีสุด” ลึกซึ,งในระดับต่าง ๆ มี “ดีธรรมดา” คือ “ ดีกุศล” กับ ดีที#มีคุณค่าประเสริฐสูงสุด คือ “ดีบุญ” เราต้องทํา “ดีกุศล” ทําเต็มที# เท่าที#เราทําได้ และ “ดีบุญ” ก็ทําสุดหัวใจ ดีบุญ คือ ดีทําลายปีศาจกิเลสเหตุแห่งทุกข์ในตน ส่วนดีกุศลคือการช่วยเหลือผู้อืน ทําดีให้ดีทีสุด ทําดีให้มาก ๆ ทําดีเต็มที คนที#ทําดีเต็มที#ที#สมบูรณ์ มีสองมิติ ซึ#งสามารถทําให้เกิดขึ,นในเวลาเดียวกันได้ คือพยายามทําให้ดีที#สุดทั,งบุญทั,งกุศล ได้แก่ ชีวิตเรากินน้อยใช้น้อยที#สุด เท่าที#พอดีที#สุด ทําไปพร้อมกับทําลายกิเลสกาม (ความติดยึดในการเสพ รูป รส กลิ#น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ ที#เป็นภัย) เราควรเสพแต่สิ#งที#เป็นประโยชน์แท้ แล้วที#เหลือก็ทําประโยชน์ให้กับโลกให้ได้มากที#สุด ด้วยความมุ่งมั#นจริงใจสุขใจ ทําไปพร้อม ๆ กับทําลายกิเลสอัตตา (การเสพความยึดมั#นถือมั#นว่า ถ้าดีเกิดดังใจหมายจะเป็นสุข แต่ถ้าดีไม่เกิดดังใจหมายจะเป็นทุกข์) ถ้าทําลายกิเลสอัตตาได้จะเกิดสภาพ คือ ถ้าได้พยายามทําดีอย่างเต็มที#ในขีดที#ไม่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื#นแล้ว ดีจะเกิดหรือไม่เกิดดังใจหมาย ใจก็เป็นสุขได้ ทําดีเต็มที#เป็นอย่างนี, ดีทั,งต่อตนเองต่อผู้อื#นวินาทีเดียวกันเลย การทําดีแท้ คือ การกินน้อยใช้น้อยที#สุด แต่ทําประโยชน์ให้กับโลกสูงที#สุด ด้วยใจที#เป็นสุข กินน้อยใช้น้อยที#สุดที#เข้าหลักพระพุทธเจ้า คือ กินวันละมื3อ ไม่มากไป ไม่น้อยไป มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี “ทรมาน” ต้องให้พอดีที#สุดที#จะแข็งแรงที#สุด ทําดีเต็มที#เลย (ส่วนท่านที#กินวันละมื,อยังไม่ได้ ก็ลดมากินน้อยมื,อที#สุดเท่าที#พอดีสบายและกําลังเต็มที#สุด) ใช้สิ#งต่าง ๆ เพื#อตนให้น้อยที#สุดในขีดที#มีศักยภาพสูงสุด ที#เหลือก็เป็นประโยชน์โลก มีประโยชน์อะไรช่วยเต็มที#สุดหัวใจเลย เหนื#อยเต็มที#เลย เหนื#อยนี#ก็อยู่ในขีดที#ไม่ทรมานตัวเองเกินไป “ตั,งตนอยู่ในความลําบาก กุศลธรรมเจริญยิ#ง” ทําเต็มที#ให้หนัก ให้เหนื#อย แต่อย่าให้ป่วย อย่าให้ทรมานตัวเองเกินไป นั,นจะเป็นจุดที#แกร่งและมีคุณค่าสูงสุดของคน “สุขเต็มที” อิทธิบาท ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หนึ#งในองค์ของโพธิปักขิยธรรมที#เป็น 37 องค์แห่งการตรัสรู้ สุขเต็มที#เลย อิทธิบาท ความพอใจ เป็นความสุข พอใจทํา เมื#อควรทํา (เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื#น) พอใจวางเมื#อควรวาง (เห็นว่าเมื#อจะเกิดสภาพที#เป็นโทษต่อตนเองหรือผู้อื#น) วางได้ ก็ไม่มีอะไรคาใจ อย่าให้เหลืออะไรคาใจ ยังมีความไม่สบายใจอยู่ แปลว่า ยังมีกิเลสอยู่ ก็ล้างกิเลสออก ไม่มีอะไรคาใจ ทําเต็มที#แล้ว ผล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive