640101 ธรรมะรับอรุณปีใหม่โดยพ่อครู งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 8_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

640101 ธรรมะรับอรุณปีใหม่โดยพ่อครู งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 8 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1YQV2YeS3uLJwQJahdkbVgb4oRHE3NKAMYxLzcbmq2NI/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/10u1ZFUU1OnXCfAxwrfMbImFujwNJiJzp/view?usp=sharing

ยูทูปที่ https://www.youtube.com/watch?v=jC6-hk9zvIE พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เจริญธรรมทุกคน

วัยและวัน ผันผ่าน เมื่อวานแล้ว แก้วกาญจน์ พานพบ ครบไหม หอบขยะ สะสมสร้าง หนทางใด ฝ่าโพยภัย อุปสรรค ทั้งหนักเบา

ถึงวันนี้ เต็มสุข หรือทุกข์โศก โลกเจริญ เพลินชบ้า ประสาเขา แต่เราตื่น คืนสุข ทุกข์บรรเทา เบาเบิกบาน นิพพานแท้ แน่หรือยัง

1 ม.ค. 2564 เวลา 04.18 น. โดย สไมย์ จำปาแพง

พรปีใหม่ ๒๕๖๔

อันพรใด ไม่เลิศล้ำ สำคัญกว่า พรทั้งห้า อันพาให้ ไร้สังสารฯ พรของพุทธ สุดล้ำค่า พานิพพาน เกิดด้วยกรรม มิใช่การ บนบานเลย

อายุจักเพิ่มขึ้น เกินขัย อิทธิบาทนั้นปัจจัย เหตุเอื้อ เรี่ยวแรงบ่แพ้วัย สาวหนุ่ม มหาภูตจักอะเคื้อ หากเว้น มังสาหาร ผู้เจริญสูงสุดนั้น อรหันต์ วรรณะเก้ายืนยัน สภาพไซร้ ศีลเฟืองจักรสำคัญ ตัวขับ จรณะสิบห้าให้ เคลื่อนพร้อม มรรคผล สุขแท้จักเกิดด้วย ไฟฌาน ยามผัสสะรอนราญ อย่าไร้ มโนปวิจารณ์ เพ่งขจัด ทั้งทุกข์แลสุขไซร้ ยกเว้น อุเปกขา โภคะจักพรั่งพร้อม ไพบูลย์ พรหมวิหารสี่มูล เหตุให้ จริยะน่าเทิดทูน นบกราบ พฤติภาพบ่เคลือบไคล้ แปดเปื้อน สาเปกโข วิมุตินั้นเปรียบได้ ด้วยพลัง อำนาจลดล้างสัง โยชน์ให้ สูญสิ้นหมดความยัง เหลืออยู่ นี่แหละพรห้าไซร้ ประเสริฐล้ำ ควรแสวง

อโ

อ่านต่อ

ศก สัมปวังโก ๓๑ ธ.ค. ๒๕๖๓

พ่อครูว่า…เราก็มาเริ่มวันใหม่ที่มากันแต่เช้า _sms มุ่ง ตรงธรรม : ผู้ที่ไม่เห็นและแยกแยะอาการจิต ไม่ออกว่าอะไรเป็นกุศล อกุศล ย่อมเสพกามโดยไม่รู้โทษ เพราะยังแยกโทษในภายในไม่ออก จึงเป็นผู้ศีลพร่อง กล่าวได้ว่าบุคคลจำพวกนี้ยังไม่เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นภายในเป็นแน่ครับ จึงไม่อาจลดกามได้เป็นแน่ ยังห่างไกลสัมมาทิฏฐิแบบพุทธแท้ๆครับ บุคคลผู้แยกสังขารจิตได้ มีภูมิรู้แยกธรรมส่วนดีส่วนเลวได้ ย่อมเป็นผู้ควบคุมกายไม่ให้ทำสิ่งชั่วได้ เห็นกรรมกิริยาจิต จึงรู้เห็นถูกเห็นในใจตน น้อมสาธุในธรรมครับ กระผมพบเจออโศกมา 5 ปี 8 เดือน ขาดสิ้นกิเลสอบายในความหยาบใหญ่ทั้งปวง จิตกระผมพ้นแล้วถึงจิตวิญญาณ พ่อครูว่า…นี่ก็ปฏิบัติธรรมไม่เลอะเทอะ ปฏิบัติจิตปฏิบัติธรรม อ่านจิตอ่านเวทนาอ่านจิตเจตสิกต่างๆ ของตนได้ชัดเจน อย่างนี้เรียกว่าเรียนธรรมะของพระพุทธเจ้าได้เข้าใจ แล้วก็เรียนรู้ว่าเราทำอย่างไรจะปฏิบัติอย่างไร แล้วก็เอามาบอกมาพูดเอามาอธิบายแจกแจงผู้อื่นให้ฟังได้เข้าใจด้วย ดีมาก หากเราไม่ได้แล้วเราบอกว่าได้นี่ซวย แต่หากเราได้แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราได้ก็ยังดี ต้องรู้ด้วยปัญญาวิมุติ เข้าใจด้วยปัญญา

_สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการท่านสมณะและสิกขมาตุ ค่ะ กราบขอบพระคุณ ท่านสมณะและสิกขมาตุที่ ช่วยอธิบาย เรื่อง กาย ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นค่ะ กราบนมัสการค่ะ

พ่อครูว่า…ระบอบประชาธิปไตยควรเป็นอย่างไร อาตมานำพาชาวอโศกปฏิบัติจนสำเร็จผล ชุมชนเล็กชุมชนใหญ่เป็นประชาธิปไตยตามแบบพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เศรษฐกิจแบบพระพุทธเจ้า สังคมแบบพระพุทธเจ้า ที่อาตมาพาทำ เศรษฐกิจถึงขั้นสาธารณโภคี ซึ่งเขาก็จะต้องศึกษาเรียนรู้ว่าหมายถึงอะไร สาธารณโภคีเป็นแบบนี้ทุกคนอยู่อย่างเป็นคนจนไม่ต้องสะสมเงินทอง มีพอใช้สอยไป

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ธรรม 12 วิ จากพ่อครูในวันขึ้นปีใหม่ 2564 _สุรพัฒน์ จันดอน : ฟังแล้วเข้าใจง่ายค่ะ นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้และสนุกไม่ทุกข์ใจค่ะ สาธุ พ่อครูว่า…ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่อาตมาออกแรงไป ใครรู้สึกไหมว่าวันนี้อาตมาพลังมาพะเรอ รู้สึกไหม ..ไม่ได้แกล้งนะแต่มันเป็นเอง คิดว่าปีนี้คงจะมีอะไรที่สดใหม่ มีอะไรที่ใสสะอาด มีอะไรที่ปราศจากความเลอะเทอะ ปราศจากความสกปรกอะไรไปได้ มิใช่น้อย ควรจะมากๆๆ เรามาเข้าเรื่องของธรรมะกันต่อ เราได้เกริ่นคำว่า “วิ” ภาษาบาลีคำนี้เอามาสมาส สนธิกับคำต่างๆ ประมาณ 12 วิ (ไม่มีวินาทีนะ)

1. วิมาน (ชุมชนมีศีล5 เป็นเทวดาที่มีสุข) 2. วิโมกข์ (ชาวศีล8 รักษาศีลพรหมจริยา) 3. วิมุติ (ศีล10 เป็นผู้พากเพียรเพื่อการไม่กลับมาเป็นอย่างชาวโลกีย์อีก) 4. วิหาร (ศีลบุคคล คือ หลุดพ้นแล้ว บริสุทธิ์แล้ว จึงเป็นอยู่อย่างธรรมดาด้วยศีล)

ที่เป็นชุมชนที่มีความสุขสบาย (สัปปายะ) เช่นนั้นได้ เพราะขจัดสิ่งที่ไม่ดีเพียง 4 วิ คือ 5. วิปลาส 7 (สัญญา, จิตตะ, ทิฐิ / ไม่เที่ยงว่าเที่ยง, เป็นทุกข์ว่าสุข, ไม่ใช่ตัวว่าเป็นตัว, ไม่ดีงามว่าเป็นดีงาม) 6. วิปริต (แปรปรวนเป็นอื่นไปจากความสงบสุข) 7. วินาศ (ย่อมพังทลาย เสื่อมไป) 8. วิสันตโร (หาความหยุดไม่ได้ สงบไม่ได้ จึงวุ่นวายตลอด)

เมื่อขจัดได้แล้ว จึงดำรงอยู่อีก 4 วิ คือ 9. วิสุทธิ์ (ความหมดจด) 10. วิศิษฐ์ (เป็นเลิศ) 11. วิเศษ (ไม่มีสิ่งเหลือ) 12. วิสัย (อาศัยสิ่งที่ไม่มีแล้วเป็นความเห็นนำทาง)

เพื่อสร้างอีกหลายวิตามมาอีก เช่น วินัย วิปัสสนา วิภวตัณหา วิตักกะ วิจาระ วิหิงสา วิหรติ วิกาล วิสามัญ วิบาก ช่วยทำวิจิกิจฉาของคนอื่นให้วิบัติ ฯลฯ

ให้เกิดความสมบูรณ์แข็งแรงตั้งมั่นเป็น สมาหิโต มาขยายความไปตามลำดับก่อน คำว่า “วิ” คำที่ 1 ก็คือวิมาน วิมาน คือ แดนที่สังคมหมู่กลุ่ม ชุมชนนั้น อยู่กันอย่างที่เรียกว่าสถานที่ที่อยู่นี้เป็นองค์รวมของสัปปายะ 4 ครบ เป็นแดนเทวดาที่มีสุข แดนวิมาน คือ แดนที่คนมีศีล 5

แดนที่ 2 คือ แดนวิโมกข์ คือแดนที่ชุมชนนี้มีศีล 8 ต่อจากนั้นก็จบ

นั้นมีศีล 10 เป็นผู้พากเพียรเพื่อการไม่กลับมาเป็นชาวโลกอีก คือแดนวิมุติ จะไม่กลับมาเป็นชาวโลกอีก เตรียมเพื่อจะให้หลุดพ้นไปให้สุดให้จบ แดนที่ 4 แดนวิหาร ก็คือผู้ที่มีศีลแล้ว เป็น สีลบุคคล เป็นศีลประจำตนเป็นศีลที่บรรลุเป็นศีลที่เป็นปกติประจำตัวเอง คือหลุดพ้นแล้วเพราะสุดแล้ว อย่างน้อยมีศีล 5 ก็เป็นผู้ที่อยู่ในวิมานเต็ม ผู้ที่อยู่ในศีล 8 ก็เป็นผู้ที่อยู่ในวิโมกข์ เต็มหรือไม่เต็มก็แล้วแต่ ผู้อยู่ในศีล 10 ก็เป็นผู้ที่อยู่ในวิมุติ เต็มหรือไม่เต็มก็แล้วแต่ ตามฐานานุรูปฐานะ คนที่อยู่ในแดนวิหาร ก็เป็นผู้ที่เต็มครบ ผู้มีศีล 5 ครบก็อยู่ในแดนวิหารของศีล 5 ครบ ผู้มีศีล 8 ครบก็อยู่ในแดนวิหารของศีล 8 ครบ ผู้มีศีล 10 ครบก็อยู่ในแดนวิหารของศีล 10 ครบไปเรื่อยๆ

ที่เป็นชุมชนที่มีความสุขสบาย (สัปปายะ) เช่นนั้นได้ เพราะขจัดสิ่งที่ไม่ดีเพียง 4 วิ คือ 5. วิปลาส 7 (สัญญา จิตตะ ทิฐิ / เห็น ไม่เที่ยงว่าเที่ยง, เป็นทุกข์ว่าสุข, ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน, ไม่ดีงามว่าเป็นดีงาม ผู้ที่เข้าใจชัดแล้วพ้นวิปลาสได้แล้วก็สบาย 6 วิปริต (แปรปรวนเป็นอื่นไปจากความสงบสุข) มันฟุ้งซ่านมันกระเซ็นกระสายไป มันไม่ลงตัว มันไม่อยู่สมบูรณ์แบบ ไปจากความสงบสุข มันมีอะไรที่ทิ่มแทงอะไรที่เป็นทุกข์กระแทกกระทุ้งออกมา มันก็วิปริตไปตามฤทธิ์แรงของสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยนั้นๆ 7. วินาศ (ย่อมพังทลาย เสื่อมไป) อะไรควรให้วินาศอะไรควรให้เสริมไปเราก็รู้จักภาวะนั้นจริงๆ จะเป็นสภาวะเป็นอาการเป็นกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ให้มันสลายไปให้มันเสื่อมไป ให้มันไม่มีในสิ่งนั้น วินาศ 8. วิสันตโร (หาความหยุดไม่ได้ สงบไม่ได้ จึงวุ่นวายตลอด) ฟังแล้วเหมือนกับมันเสียหาย แต่ที่จริงในตัวของมันจริงๆแล้วมันมีความซ้อนอยู่ในที ผู้ที่สมบูรณ์แบบต้องตรวจสอบให้ดีจริงๆเลย วิ กับ สันตระ คือ จะต้องเป็นผู้ที่รู้จัก สันตะ รู้จักระหว่างความเป็นสันตะ หยาบกลางละเอียดที่ยังมีความไม่นิ่ง ถ้าเก่งแล้วจะกำหนดความสงบได้ทุกขณะ ที่ว่าความสงบได้ทุกขณะคือ คนเรานี้ ในเวลาหลับ เราอยู่กับตัวเรา คนที่เก่งแล้วก็อยู่สบาย จะปรุงแต่งตัวเองเท่าไหร่ก็กำหนดไป เรียกว่า วสวัตตีโก ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ควบคุมให้อยู่ในอำนาจได้ ต้องการปรุงแต่งน้อย ต้องการปรุงแต่งมากขึ้น ต้องการปรุงแต่งเต็มที่เท่าไหร่ เท่าที่มีองค์ประกอบ จะมีทวาร 5 หรือไม่มีทวาร 5 ก็ทำเท่าที่ตัวเองจะศึกษามาทำได้ ผู้ใดจะสงบขนาดไหน ก็ วิ สามารถกำหนดให้มี ยิ่ง ขนาดไหน ได้ วิ ต้องมีให้ได้ขนาดไหน หรือไม่ให้มีได้ขนาดไหนก็ทำได้

เมื่อทำได้ 8 วิ ก็จะดำรงต่อไปอีก 4 วิ คือ 9. วิสุทธิ์ (ความหมดจด) ความสะอาดสะอ้าน ความขาวผ่อง 10. วิศิษฐ์ (เป็นเอตทัคคะ หรือ เป็นเลิศ) 11. วิเศษ (ไม่มีสิ่งเหลือ) เราเข้าใจในความหมาย ในพยัญชนะบอกชัดเจนว่า วิ เสสะ แปลว่า ไม่เหลือ ไม่เหลืออะไรเลย ในสิ่งที่ต้องการให้หมด ให้เกลี้ยง ให้สิ้น ไม่เหลือเลย สิ่งที่เหลืออยู่เหลือแต่สิ่งที่สุดยอดสิ่งที่ วิศิษ วิสุทธิ์ สิ่งวิเศษ สิ่งที่วิศิษฐ์ จึงเรียกว่าวิเศษ เสสะ แปลว่า เหลือ อธิบาย แบบ สิริมหามายามันซ้อนไปซ้อนมา เป็นแบบไดอะแลกติกทั้งนั้น คนจะต้องจับพยัญชนะกับสภาวะ หากพยัญชนะกับสภาวะคนละอย่าง มันมักจะปนกันเละเทะ ถึงแยกตรงนี้สับสนตรงนี้ พูดแล้วก็นึกถึงท่านผู้ที่เก่งเป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธทุกวันนี้ ท่านเก่งทางภาษาพยัญชนะแล้วท่านก็หลงติดในภาษา พยัญชนะ โดยที่เข้าไปสู่สภาวะธรรมน้อยไปหน่อย ขอใช้คำนี้เลย ท่านหลงติดไปศรัทธาเลื่อมใสในความรู้ เป็นพยัญชนะเป็นบัญญัติเป็นโลกจินตา ไม่มีจบง่ายๆแล้วท่านไม่รู้ตัว อาตมาก็ให้สัญญาณนี้ไป จบได้พอได้เพราะว่าสิ่งที่ท่านรู้นั้นเอามาทำพระอรหันต์ได้ แต่ท่านทำไม่เป็น เพราะท่านมีพยัญชนะมากเกินไปจนไม่รู้แม้กระทั่งคำว่า กาย ท่านยังไม่คม ไม่ชัด ยังไม่จริงเลยคำว่า กาย เพราะฉะนั้นจึงอ่าน สักกาย กายของตนไม่ออก สักกายทิฏฐิ เป็นคำแรกของสังโยชน์ 10 จึงยังไม่พ้น จะบอกว่าน่าสงสารจริงๆ ถ้ามาฟังจริงๆตั้งใจฟังจริงๆจะได้ปัญญา จะกำหนดลงไปได้อย่างไม่ช้าเลย ถ้าหากท่านศรัทธาอาตมาเพียงพอจริงๆ แล้วฟังด้วยดีจะเกิดปัญญา เหมือนผู้ที่ใกล้จะเต็มแล้วอย่างอัญญาโกณฑัญญะ พอได้ฟังธรรมะพุทธเจ้าก็บรรลุ พระพาหิยะทารุจริยะฟังธรรม แค่ 4 ประโยคก็บรรลุพระอรหันต์ หรือพระยสะ ฟังธรรมพระพุทธเจ้า 1 กัณฑ์ก็เป็นพระโสดาบันฟังเทศน์กัณฑ์ที่ 2 ก็เป็นพระอรหันต์อย่างนี้เป็นต้น ซึ่ง มันเป็นรายละเอียดของสภาวะธรรมที่แต่ละบุคคลมีบารมีที่จะมีได้ มันละเอียดมาก 12. วิสัย (อาศัยสิ่งที่ไม่มีแล้วเป็นความเห็นนำทาง) มีอาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย มี 4 สัยนี้ อาศัย เป็นเรื่องของสัตว์โลก เดรัจฉาน เกิดมาเป็นจิตนิยาม ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์มาจนกระทั่งเป็นสัตว์เซลล์เดียวมันยังไม่เป็นอะไร 2 เซลล์ขึ้นไปจึงเป็นปฏิกิริยา ขึ้นไป เป็น 3 ก็เป็น Cyclic เจริญขึ้นไปเป็นลำดับเป็น 4 5 6 7 ไป ก็อาศัยสภาวะ ถ้าเป็นจิตนิยามก็เกิดพลังงาน ระดับจิต พืชก็เป็นพลังงานในระดับพืช พีชนิยาม อุตุนิยามก็เป็นพลังงานในดินน้ำไฟลมซึ่งเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ทางโลกเขารู้ดี เข้าศึกษา พีชนิยาม เขาก็ศึกษาชีวิตของพืชตามความหมาย แต่เขาจะไม่เข้าใจละเอียดลออเหมือนของพุทธที่แยกพลังงานอุตุ ตัดขาดพลังงานของอุตุตัดขาดกันตรงไหน อุตุนิยามไม่มีชีวะ เป็นพลังงานต่างๆ แสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า ยังไม่เกิดอาการของชีวะขึ้นมา ในพลังงานพระอาทิตย์ พลังงานของเนบูลา พลังงานใน Galaxy ต่างๆเป็นพลังงานรวมที่ยิ่งใหญ่มาก ชีวะอยู่ไม่ได้มันไม่เกิดชีวะได้ Big Bang แตกพลังงานด้านนอกมาจับตัวใหม่ เป็นวงจรที่มีการเคลื่อนที่ ในตัวของมันเองขึ้นไปอีก ซ้อน จนกระทั่งมันเย็นลงจนกระทั่งอยู่ในระดับอุณหภูมิที่มีน้ำได้ มันผสมส่วนอยู่ในความร้อนที่มันร้อนจัดขนาดไหน อย่างเช่นพระอาทิตย์ก็จับตัวเป็นก้อนอยู่ได้ แต่ในนั้นมีแต่พลังงาน ไม่รู้ว่าคำนวณได้กี่ล้านองศาในพระอาทิตย์ พระอาทิตย์ดวงที่เรารู้จักนี้ ซึ่งพระอาทิตย์ในจักรวาลอื่นก็มีอีก หลากหลายต่างๆ พลังงานขนาดก็ต่างๆกัน องค์รวมของมันก็อยู่ในนั้นมันก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่อาศัย ก็อาศัยตามองค์ประกอบของแต่ละสถานะ พืช มีชีวะแล้ว อุตุไม่มีชีวะ อย่างที่อาตมาพยายามแยกกายแยกจิตตามมูลกรรมฐาน 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ สิ่งที่ไม่ใช่ กาย ทวนอีกทีนึง ฟังดีๆ คำว่า “กายะ” คือ ความมีพลังงานจิตแล้ว กายะ คือจิต มโน วิญญาณ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 สภาพที่เรียกได้ว่ากาย อย่างเราเอา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มูลกรรมฐาน 5 นี้ เอาแต่ละอย่างมาแยกกายแยกจิต อาตมาถนัดเอาเล็บมาแยก เล็บเรา นี่ ไม่เจ็บ ยาวออกมาเกินประสาทในเนื้อ เกินประสาทเกินสรีระออกมาแล้ว พ้นขีดนั้นแล้ว เรียกเล็บส่วนนั้นว่าไม่ใช่กาย แม้มันจะติดอยู่ก็ไม่เรียกว่ากายเรา เล็บที่ยาวออกมา สังเกตตรงที่ไหน มันไม่มีเวทนา ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด แม้มันจะติดอยู่กับสรีระเรายาวออกมา ส่วนที่พ้นประสาทพ้นจากความเชื่อมต่อจากประสาทความรู้สึก คุณจะตัดมันออกไปมันก็ไม่รู้สึกใช่ไหม หรือส่วนอื่นๆก็ตามที่เส้นผม ขน ฟัน หนัง ก็เหมือนกัน หนังมันละเอียด มันติดอยู่ มันอธิบายได้ยากแต่มันก็เป็นขนยาวออกมา ผมยาวออกมา ฟันก็มีส่วน หมอฟันจะรู้ดี กรอ ไปถึงประสาทฟันก็หยุดเลย สรุปตอนแรก ส่วนใดก็แล้วแต่ในร่างกายของเราที่ไม่มีเวทนาไม่มีความรู้สึก แม้จะเป็นชีวะอยู่ในตัวเรา ส่วนนั้นไม่มีกาย ไม่เรียกว่ากาย ตัดออกไปเลย ก็เป็นอุตุไปเลย เป็นดินน้ำไฟลม ตัดออกไปไม่เจ็บปวด ที่ไม่เจ็บปวดนี่แหละแม้จะเป็นชีวะยังไม่ได้ตัดออกไปเป็นดินน้ำไฟลมออกจากสรีระของเรา ส่วนที่ยังอยู่นี้ ส่วนที่ไม่มีเวทนานี้ไม่เจ็บ ผมขนเล็บฟันหนังเป็นต้น ส่วนนั้นเป็นพืช เรียกว่าพืช พีชนิยาม เป็นพืช เราเรียนรู้อันนี้แล้วจะเข้าใจความจริงเข้าถึงสภาวะธรรม แล้วคุณจะทำนิพพานได้ ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ขอบอกเลย คุณทำนิพพานให้กับจิตตัวเองไม่ได้ จิตตัวเองจะไม่รู้ คุณจะมีกรรมมีธรรมะให้มันเป็นนิพพาน กรรมคือการกระทำ ธรรมะคือทรงไว้ จะทำให้เกิดการทรงไว้โดยการกระทำใดในใจของคุณทำทั้งภายนอกภายในด้วย แล้วก็ให้ตรงเป้าหมาย มนสิการ มนสิกโรติ ต้องทำที่ใจ ถ้าหากทำใจในใจไม่เป็นก็หมดประตูที่จะนิพพาน หากว่าทำใจในใจได้เต็มถูกตรงถูกต้อง ตรงที่ความรู้สึก ตัวปฏิบัติธรรมกรรมฐานของศาสนาพุทธคือเวทนา คือความรู้สึก ไม่มีอื่น กรรมฐาน 40 เป็นการเลอะเทอะออกนอกรีตนอกทาง พระพุทธเจ้าไปแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธไปหมดแล้ว หลงไปหาความสมถะหมด เป็นเทวนิยม เสร็จแล้วไปจบที่เดียรถีย์ ที่แปลว่าศาสนาอื่นรับที่อื่น ได้มรรคผลแบบอื่น ไม่ใช่ของพุทธ เรียกว่าแบบเดียรถีย์ ผู้ที่สามารถอ่านกรรมฐานที่เป็นมูลกรรมฐานแยกกายแยกจิตได้ชัด สามารถแยกอุตุ สภาวะอย่างใด องค์ประกอบของดินน้ำไฟลมและจิต เป็นอุตุนิยาม แยกได้ว่า เป็นพีชะ ยังมีชีว ยังติดอยู่กับตัวเรา แต่ส่วนที่ติดอยู่กับตัวเราส่วนใด ที่ไม่มีเวทนา ส่วนนั้นเรียกว่า พีชะ เรียกว่าพืช คนที่นอนไม่มีความรู้สึกเรียกว่ามนุษย์พืช มีชีวะอยู่ ให้อาหารเข้าไปเลี้ยง ออกซิเจน ให้ลมหายใจมีอาหารเข้าไปเลี้ยง ก็เลี้ยงเขาได้ไปตลอดจนกว่าพีชะ มนุษย์พืชอันนี้จะหมดพลังงานสังขารปรุงแต่งในตัว ตราบใดที่ยังไม่หมดพลังงานสังขารปรุงแต่งก็จะทำงานไปอีกมันจะเป็นมนุษย์พืชไป 5 ปี 10 ปี 20 ปี 30 ปีได้ อยู่ที่องค์ประกอบของสังขาร ความปรุงแต่ง สรีระของแต่ละคน บางคนก็อยู่ไม่นาน บางคนก็อยู่ได้นาน รายละเอียดพวกนี้อาตมาเคยอธิบายไปจนกระทั่งถึงมนุษย์ที่หลงผิด เป็นอาจารย์ทางสายประเทศจีนก็ชอบนั่งทำสมาธิ ทำสมถะหลับตา สะกดจิต ยึดถือในอัตตาตัวเอง ไม่ยอมแยก ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง ตายไปแล้วจิตวิญญาณออกจากร่าง เหลือแต่ พีชนิยาม เป็นมนุษย์พืช เป็นมนุษย์พืชแล้วก็ไม่ยอมตาย ไม่ยอมออก ไม่ยอมปล่อยวาง จิต มันไม่เป็นจิตแล้วมันเป็น พีชนิยามแล้ว ไม่ยอมวางไม่ยอมปล่อยตน จะเรียกตนทีเดียวก็ไม่ตรงทีเดียวแต่ก็เรียกลำลองไว้ ยังยึดเป็นตัวกูของกูอยู่อย่างนั้น ก็เลยกลายเป็นคนไม่เน่า แต่ก็ค่อยๆเหี่ยวแห้งไป ค่อยๆหยุดชีวะ เหมือนกับพืชที่ค่อยๆแห้งเหี่ยวไปไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยมาสนับสนุน ไม่มีลมหายใจไม่มีอาหารมันก็แห้ง เขาก็เอาใส่โลงแก้วบูชากราบแล้วกราบอีกกราบผู้ที่มิจฉาทิฏฐิ กราบเดียรถีย์ทั้งหลายเป็นอาจารย์ ในศาสนาพุทธที่หลงก็ดีอย่างนี้น่าสงสาร สายหลับตานี้มีอาจารย์ใหญ่ บางทีก็ทำเป็นเหมือนมัมมี่ ขออภัยที่พูดไปนั้นไม่ได้ไปดูถูก พูดข่ม แต่ว่าเป็นการอธิบายธรรมะ ในการแยกกายแยกจิต เป็นพีชะ เป็นอุตุ ไม่มีกาย จิตนิยามจึงจะมี กาย เมื่อมีกายจึงจะศึกษา ทุกคนจริงๆแล้วมี กาย แต่แยกกายแยกจิตไม่เป็น เพราะฉะนั้นไม่พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความเห็น ไม่รู้ในเรื่อง กายของตน กายตัวแรก ไม่เข้าใจสมบูรณ์ในความเป็น กาย แล้วก็แยกกายจากจิต แยกไม่เป็น พอแยกไม่เป็น ก็หลงกัน คือ พวกนั่งหลับตา นั่งหลับตาเข้าไปสู่ภวังค์สร้างนิรมาณกายขึ้นมา เป็นตัวความนึกคิดเป็นตัวสัญญาฟุ้งซ่านไป เป็นตัวเป็นตน เสร็จแล้วเขาก็ไปบอกว่า แยกกายแยกจิต เขาก็เอาอย่างนี้ เขาก็สมมุติว่าเราเองคือธาตุรู้คือจิตวิญญาณ เป็นความพิเศษเป็นอภิญญา เป็นจิตที่เก่งสามารถรู้ ถอดจิตออกไป จากร่างที่ตัวเองนั่งอยู่ นั่งสมาธิ ถอดจิตออกไปเห็นตัวเองนั่งอยู่ นั่งสมาธิอยู่ บอกว่านี่แหละคือการแยกกายแยกจิตสำเร็จเขาเข้าใจอย่างนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อเป็นเรื่องนิรมาณกาย เป็นเรื่องสร้างภาพขึ้นมาเอง เนรมิตขึ้นมาเองว่าตัวเองมีจิตเป็นธาตุรู้ แล้วก็ทิ้งรูปร่างทิ้งสังขาร ร่าง ที่นั่งอยู่ แล้วเอาจิตออกไป เขาก็บอกว่าร่างนี้แหละคือ กาย จิตนั้นคือมันไปรู้ตัวเอง ซึ่งมันไม่มีความจริงทั้งนั้นแต่จำได้ว่าตัวเองนั่งอยู่ในท่าไหน ที่มันชัดเจนของเขาก็คือว่า เขาอธิบายถึงขั้นว่า กายนี้ไม่เที่ยงชีวิตนี้ไม่เที่ยง ตาย เน่า เปื่อย เขาบอกว่าพิจารณาให้ดีจะเห็นร่างกายเน่าเปื่อยนอนตายลงไปต่อหน้า เขาก็สอนกันอย่างนี้ด้วยพยัญชนะ นำให้ไปนึกคิดเอาเอง เขาก็สร้างต่อ อย่าคิดให้เป็นธาตุรู้ ออกไปจากร่างเห็นตัวเองนอนตายเน่าอยู่ตรงนี้ ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังนั่งสมาธิอยู่ตรงนั้น แต่ไอ้ที่สร้างขึ้นมาเป็นนักศิลเปรอะ สร้างตัวเองเห็นจิตตัวเองเป็นสัญญากำหนดรู้ตัวเอง สัญญาวิปลาส กำหนดรู้เห็นตัวเองนอนเน่าอยู่ต่อหน้า ซึ่งมันไม่มีหรอก แต่ตัวเองนึกว่ามีจริง ผู้ที่สอนอย่างนี้ทำได้อย่างเดียวร่วมกันจึงเรียกว่าสัมโภคกาย เขารู้ด้วยกันทำเป็นเหมือนกันแต่เป็นความว่างเปล่าเป็นความไม่มีสภาพจริงทั้งนั้น แต่มาพูดกันรู้เรื่อง เพราะเขาสมมุติได้ใกล้เคียงกันจึงพอพูดกันรู้เรื่อง จริงๆแล้วเป็นอาทิสมาณกาย จริงๆแล้วไม่มีใครเห็นความจริงเพราะไม่มีความจริงให้เห็น แต่ต่างคนต่างบอกว่าดีๆเป็นสัมโภคกายร่วมกัน เพราะต่างคนต่างเนรมิตนิรมาณกายขึ้นมาเอง ของใครของมัน ไม่มีใครเห็นของใคร ต่างคนต่างเป็น ต่างคนต่างสัญญา ย นิจจานิ กำหนดของตัวเองใครทำได้แม่น ใครทำได้เที่ยงได้เก่งทำได้เร็วก็เป็น สัญญา ย นิจจานิ ก็ทำได้ไว้ได้เลยเพราะฝึกฝน (สู่แดนธรรมว่า.. อาจารย์ผมเองที่ทำได้อย่างนั้น ) เป็นเรื่อง โลกจินตา อะไรก็ได้สารพัด สมมุติขึ้นมาแล้วคนไม่รู้อันนี้มันเป็น โลกจินตา เขาไม่รู้เรื่องหรอกแต่พวกคุณฟังรู้เรื่องและไม่ไปเสียเวลาทำ แต่พวกเขาที่ทำกันนั้นไม่รู้เรื่องและยังหลงใหล โลกจินตาอันนี้อยู่ มันไม่ใช่เรื่องของกรรมวิบาก ไม่ใช่เรื่องของ ฌานวิสัย พุทธวิสัยเลย เป็นเรื่องโลกจินตา หยำฉ่า เลอะเทอะ อยู่เท่านั้นที่เขาทำกัน มันน่าสงสาร

จะสรุป ตกลงแยกอุตุนิยาม แยกพีชนิยาม พีชนิยาม ยังไม่มีเวทนา ยังไม่มีกรรมวิบาก ยังไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อุตุนิยามก็แน่นอนไม่มีด้วย ผู้ที่สามารถทำจิตของตัวเองให้เป็นอุตุได้ ผู้นี้ถึงนิพพาน ผู้นี้ทำนิพพานให้แก่จิตตัวเองเป็น แม้ทำได้แค่เพียงพีชะ ก็อยู่ในฐานะของอนาคามีได้แล้ว ยังมีชีวะ ยังเป็นพีชะ แต่ไม่เจ็บปวด ไม่ทุกข์ร้อนอยู่ในตัวตนของตน เพราะฉะนั้นสัมผัสกับโลกภายนอก สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายไม่มีอาการไม่มีทุกข์ข้างนอกแล้ว แต่ข้างในคุณจะมีมากมีน้อยก็เป็นอนาคามีเท่าที่เป็นไป เป็นชีวะ ในระดับที่เรียกว่าพืช พืชของข้างนอกแต่มันมีจิตข้างใน มันเป็นความทุกข์ความสุขที่เป็นระดับ โสมนัสโทมนัส อยาบหรือว่าละเอียด ตามฐานานุรูป หมดจากโทมนัสโสมนัสก็เป็นพระอรหันต์ เป็นนิพพาน หมดความเป็นพืช เป็นจิตนิยามสมบูรณ์ เป็นจิตนิยามของพระอรหันต์ เป็นจิตสะอาดผ่องแผ้วจากกิเลส กิเลสาสวะแต่ละระดับ จิตนิยามนี้ โพธิสัตว์จะเริ่มรู้ตั้งแต่เป็นอนุโพธิสัตว์ คือระดับที่ 5 ขึ้นไป ระดับ 1 2 3 4 พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็จะรู้ในตัวเอง แม้ระดับ 4 เป็นพระอรหันต์ก็ยังจะแบ่งแยกชัดเจนอย่างที่อาตมาพูดไม่ได้ แต่ทำของตนเองสำเร็จ แต่พยัญชนะกับสภาวะจะยังไม่สามารถเอามาแยกพูดอย่างที่อาตมาอธิบายนี้ไม่ได้ ระดับที่ 4 นี้ยังอธิบายสภาพอรหันต์ให้แก่คนอื่นยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอก ยังไม่รู้มาก อนุโพธิสัตว์ในระดับ 5 ก็ยังไม่เก่ง อธิบายพระอรหันต์ให้แก่คนอื่นฟัง อนิยตโพธิสัตว์ระดับ 6 ก็ยังพอจะอธิบายพระอรหันต์ให้แก่คนอื่นฟังพอรู้เรื่องได้ ระดับที่ 7 อย่างอาตมาจึงอธิบายแยกแยะและละเอียดได้อย่างนี้ ไม่ใช่ว่าจะมาแกล้งอธิบายแกล้งพูด มันจะแกล้งอธิบายอย่างนี้ได้ไหม คนอธิบายรายละเอียดของสภาวะธรรมระดับสมณะที่ 1 2 3 4 แม้ที่สุดขณะนี้อธิบายเกินกว่าไปเป็น อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ ได้ หากว่าคุณท่องจำมาก็พอได้ เดี๋ยวถ้าถูกโพธิสัตว์ระดับสูงกว่าซักเข้าก็จะเหงื่อออกจักแร้ พิสูจน์ได้ว่าใครเหงื่อจะออกจักแร้ก่อนก็แพ้ พระพุทธเจ้าก็ช่างกระไร รู้ละเอียดลออ สู่แดนธรรม…พ่อท่านพูดถึงเรื่องแยกกายแยกจิต สอนให้ถอยจิตกลับมาสู่ความเป็นพีชะสูงสุดคืนสู่สามัญ ถ้าถอยลงไปอีกก็จะเป็นอุตุ อันนี่เทียบได้ไหมกับมูลสูตรข้อ 8 9 10 คือวิมุตเป็นพีชะ ถ้าอมตะจะเป็นอุตุได้ไหมครับ? พ่อครูว่า…เอาหลักเกณฑ์พระพุทธเจ้า มูลสูตรมา ตั้งแต่วิมุต อมตะแล้วก็ ปริโยสาน เป็นข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 ข้อ 8 วิมุติ คือผู้หลุดพ้นแล้ว ตัดกิเลสาสวะได้ ตัดอาสวะสิ้น เป็นพระอรหันต์ก็เป็นอมตะบุคคล อมตะก็หมายความว่าจะตาย จะดับ ดับขันธ์ ดับทุกสิ่งทุกอย่างของตัวเอง เมื่อตายลงไป กายแตกตาย กายสเภทาปรัมมรณา หลังจากกายแตกตายแล้ว ถ้าผู้ที่ทำปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็จะแยกธาตุจิตตัวเองทั้งหมดเป็นอุตุนิยามไปเลย ไม่เหลือ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในพรหมชาลสูตร ว่าพระพุทธเจ้าท่าน เหมือนพวงมะม่วงตัดออกจากต้นพวงมะม่วงก็แตกกระจาย หายไป จะมารวมติดเป็นพวงมะม่วงอย่างเก่าไม่ได้ ฉันใด ร่างกายกับจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าก็ไม่เหลือเหมือนมะม่วงที่ตกลงมาทั้งพวงแตกกระจายหายไปหมดเลย รวมกันไม่ติดอีกฉันใด นั่นคือปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นการตายครั้งสุดท้าย แห่งการตายของอมตบุคคล ที่เป็นพระอรหันต์แล้วก็เป็นพระโพธิสัตว์ อรหันต์ ระดับ 4 จะแยก อธิบายให้ฟัง ทำให้ตนเอง ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้จบเท่านั้นเอง ต่อมาเป็นอนุโพธิสัตว์บำเพ็ญต่อก็จะค่อยๆรู้ เตาะแตะ ขึ้นไปเป็นชั้นประถม อธิบายไว้ในหนังสือ เปิดยุคฯ อธิบายเป็นระดับประถมกี่ขั้นมัธยมกี่ขั้นชั้นต่อไปกี่ขั้น เป็นพระพุทธเจ้า ขยายความไว้ ผู้ที่สามารถเข้าใจการแยกกายแยกจิตอย่างที่อาตมาอธิบายนี้จริงๆ จึงจะสามารถทำนิพพานสำเร็จเป็นพระอรหันต์สำเร็จ พวกเราฟังพอเข้าใจแต่ลองไปไตร่ตรองให้ละเอียด มันง่ายไหม ไม่ง่าย เพราะฉะนั้นคนที่ยิ่งไม่ค่อยเข้าใจ ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ จะสับสนเหมือนหญ้ามุงกระต่าย เหมือนกับลิงติดแห เป็นชาละ ติดข่ายเหมือนปลาติดแห เหมือนลิงติดแห ยิ่งดิ้นยิ่งมัดตัวเอง เพราะฉะนั้นผู้ที่ เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ใครที่เข้าถึงวิมุติรสแล้วฟังโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วฟังเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ อย่างโลกียรส นี้เบื่อ เสพแล้วเบื่อ เสพ ทางตาหูจมูกลิ้นกายมันเป็นระยะเวลาเท่านั้น แล้วเบื่อ จะสัมผัสอย่างไรก็จะเบื่อ แล้วก็วนมาใหม่ ๆ ไม่มีจบ ของพระพุทธเจ้าแล้วเบื่อหน่ายคลายแล้ว ด้วยชัดเจนปัญญาอันยิ่ง เลิก ไม่มาอีก ทีนี้มาอีก บางทีใหม่ๆ ไม่เอาเลย จะชัง ก็ต้องเห็นใจเขา ชังไว้ก่อน จนกระทั่งช่วยเขาได้ เกื้อกูลได้

อาศัย นิสัย แล้วก็มาวิสัย แล้วจึงจะ อนุสัย อาศัย จบไปแล้ว เราจะต้องอาศัยอยู่ แล้วก็พัฒนาให้เจริญขึ้นมา สิ่งที่มันเป็นโลกุตระสิ่งที่จะต้องให้ได้ยืนนาน คุณก็สั่งสม อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ทำซ้ำ repeat ทำซ้ำๆๆ ให้มันสะสมขึ้นไปเป็นนิสัย อาศัย สั่งสมเข้าไปจนกระทั่งเป็นนิสัย นิ แปลว่า ไม่ สย คือตัวตน ประมาทไม่ได้คุณจะต้องทำให้ดี ให้เยี่ยม จนกระทั่ง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน