611108_ทำวัตรเช้า งานมหาปวารณา ครั้งที่ 36 ครบรอบ 4 นักษัตร โพธิกิจ ตอน 2.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข5 ธันวาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

611108_ทำวัตรเช้า งานมหาปวารณา ครั้งที่ 36 ครบรอบ 4 นักษัตร โพธิกิจ ตอน 2 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1KzZZhM1Ky5_rN_N0YKSXaQJoGiAsxt5pfY6HuB2cdPw/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1uQ_Jh4KNQBg7VE6UvvWs4_UOwkvzDnK-

พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก มีผู้ถามมาว่า ระหว่างอยู่ฟังธรรมที่พ่อท่านและท่านสมณะท่านสิกขมาตุเทศน์ที่บ้านราช หรือว่ากลับไปทำงาน ต้องลางาน อยู่ที่การตัดสินใจของตัวเองเพราะผู้บังคับบัญชาให้อิสระ ในการตัดสินใจ เจ้านายไฟเขียวตลอด เจ้านายก็ให้อิสระและจะจ้างหรือไม่จ้างก็จะตัดสินใจในวันที่ 9 ถ้าไม่กลับไปก็ไม่ถูกต่อสัญญาแน่ ลูกคนนี้คิดไม่ตกจะอยู่หรือจะกลับ ให้พ่อท่านช่วยตัดสินใจด้วย พ่อครูว่า...คิดเองบ้างเลือกเอา

_ผมฟังธรรมที่บ้านประจำ แต่ถ้ามีภาษาบาลีจะไม่เข้าใจ อยากให้พ่อท่านทำหนังสือแล้วมีคำแปลด้วย เช่น บาลีแปลเป็นไทยด้วย พ่อครูว่า..ก็เผลอไปบ้าง ที่พูดบาลี ก็เป็นที่เข้าใจกันในหมู่พวกเรา เพราะว่าพูดซ้ำซากมาแล้วมาก ต้องแปลทุกทีมันก็เลยต้องซ้ำเป็น 10 ปีแล้วนะนี่ อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” ก็ขออภัยท่านผู้ติดตามฟัง

สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน วิธีดับกิเลสตัณหาอุปาทาน _การใช้ธรรมะกับกิเลสโลภโกรธหลงที่เกิดขึ้นทางทวารตา เกิดความพอใจควรใช้ธรรมะข้อใดดับกิเลส _ถ้ามีหนังสือบาลีสันสกฤตแปลว่าเราจะตัดกิเลสดับตัณหาอุปาทานอย่างไร จะเป็นคู่มืออย่างดี นี่ก็อธิบายอย่างที่คุณเขียนบอ

อ่านต่อ

กมานี้ และก็เขียนหนังสือด้วย แต่ไม่ได้แปลทุกคำแปลทั้งหน้าทั้งเล่มพระไตรปิฎกเท่านั้น จะเป็นคู่มือในการดับกิเลสทุกวัน อาจใช้สมาธิวิปัสสนาช่วยในการตัดกิเลส...ดูพยัญชนะเท่ๆนะ สมาธิวิปัสสนาก็แยกไม่ได้ สมาธิ กับวิปัสสนามันคนละกาละสมัย สมาธิคือเป็นจิตที่เกิดหลังปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา สมาธินี้เป็นองค์รวมของจิตที่สำเร็จแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสนะนี่แหละคือปัญญาที่รู้จักจิตมันลงตัวตกตะกอนตกผลึกตั้งมั่น ปริสุทโธ ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เห็นความซับซ้อนกับไปกับมาเป็นสิริมหามายาไหม พยัญชนะมีแค่นี้แต่อาตมาสภาวะสลับไปสลับมาเป็นสิริมหามายา นี่เป็นหน้ามือหรือหลังมือ หรือนี้เป็นหลังมือหรือหน้ามือ กิเลสมีอะไรบ้างครับ พ่อครู...ว่าขอผลัดไปก่อน หากตอบหมดคงใช้เวลาสัก 5 ชาติ กิเลสเกิดจากที่ใดบ้างนอกจากทวารทั้ง 6 พ่อครู...อาจเกิดที่ตำแหน่งนายกฯ อธิบดีหรือ? เกิดอยู่ที่คนหล่อเกิดที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่อยู่ที่จิตของคุณนั่นแหละ เกิดตัณหาอุปาทานใดๆ อุปาทานคือจิตยึดอย่างนี้ไม่เคลื่อนที่เป็น static พอดำเนินบทบาทมาก็เป็นตัณหาเป็น dynamic กิเลสเกิดทางทวาร 6 ตากระทบรูปมีสองแล้วปสาทรูป โคจรรูป แล้วมีการสัมผัส หากไม่มีสัมผัสก็ไม่เกิดภาวรูป2 อิตถีภาวะปุริสภาวะ โคจรรูปคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่เคลื่อน โค คืออาการจะเคลื่อน ค ตัว ก คือตัวเริ่ม ข ไม่มีแล้ว ว่าง แต่ กข คือสภาพธรรมะสอง มี ค ก็เคลื่อนแล้วจับตัวเป็น ฆ ตัวฆ ระฆังคือก้อนสิ่งที่รวม ส่วน ง คือ งงโง่เงินงามก็แล้วแต่ที่จะเป็นไป เห็นระกำ คุณก็ชอบก็บอกงามก็โง่ เงิน งก อะไรก็แล้วแต่ ห้าตัวนี้ พยัญชนะ 5 ตัวนี้ก็ทำให้ โง่ งง งวย เยอะแยะ รู้เท่าทัน ก ข ค ฆ ก็ทำให้จิตว่าง ข ให้ดำเนินไปเคลื่อนที่เป็นอยู่คือ ตัว คือ ดำเนินไป ฆ ก็จับตัวแล้วแค่นี้ก็จบแล้ว ก ข ค ฆ ง ควรใช้ธรรมะข้อใดดับบ้างครับ พ่อครู...ใช้ปัญญาทั้งนั้นแหละ หากกดข่ม มันก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้วไม่ได้เรียนธรรมะก็ใช้อยู่แล้ว แต่ถ้ามีความรู้ทางปัญญา พระอรหันต์คืออะไรตามความเป็นจริงไม่ต้อง ข่ม อย่างนี้เป็นต้น อะไรเป็นโทษอะไรเป็นประโยชน์ก็รู้โดยปริยายรู้ความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้นเอง ไม่ใช่ไปบังคับไม่ใช่ไปข่ม การศึกษาธรรมะหากใช้แต่การระงับสะกดข่ม มันก็ไม่รู้ความจริงตามความเป็นจริง ความจริงคำว่าดับของศาสนาพุทธไม่ได้ดับอะไร เป็นความรู้จบของเทวะ ของสิ่งสองสิ่ง สัมผัสกับอะไรมันก็คือสองสิ่ง นามกับรูป สัมผัสเสร็จรู้จบ ไม่ได้สงสัยอะไร รู้แต่ว่าอะไรเป็นประโยชน์ไม่เป็นประโยชน์ควรหรือไม่ควรเป็นของเราหรือไม่เป็นของเรา ถ้าเป็นของเราเกิดโอกาสก็เอาไปใช้ประโยชน์ หากไม่เอาไปใช้ประโยชน์มันก็กองอยู่ตรงนี้ หากเป็นที่อื่นคนนั้นคนนี้ก็หยิบไป เดี๋ยวก็ไม่เหลือ แต่ที่นี่ของเราไม่ได้ มีความสุจริตก็สบาย สรุปแล้วยอดสุดคือปัญญา

พิจารณาในเวทนา 108 คือหลักในการปฏิบัติธรรมะพุทธเจ้า ตั้งแต่เวทนา 2 กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา มีสุขทุกข์อุเบกขา และมีเวทนา 5 เวทนา 6 เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ และมีมโนปวิจาร 18 เคหสิตะ 18 เนกขัมมะอีก18 นี่คือสำคัญแยกเทวะกับอเทวะ หากศึกษาธรรมะพุทธเจ้าแยกแยะเนกขัมมะกับเคหสิตะได้ ถ้าไม่รู้อันนี้ได้ไม่มีวันเป็นอรหันต์หรอก ต้องแยกธรรมะ 2 มโนปวิจาร มโนคือจิตวิจารคือพฤติกรรมของจิตอย่างยิ่ง คือวิจาร นี่คือฐานแท้ของโลกุตรธรรมของพุทธศาสนา หัวใจของศาสนา เทวธัมมา เทวเยน เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ หัวใจอยู่ตรงนี้แหละแยกแยะพัฒนา 2 ให้เป็น 1 เกิดความอุเบกขาเนกขัมมะเป็นเวทนามีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นอรหันต์จ้อย แยกกิเลสตัณหาอุปาทานอย่างไร พ่อครูว่า...กิเลสเป็นคำรวมๆ ตัณหาเป็นการเคลื่อนจากอุปาทาน แบ่งเป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ใจ จิต อารมณ์ เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า..พยัญชนะต่างกัน วิญญาณดับด้วยหรือไม่เมื่อนิพพานแล้ว พ่อครูว่า...วิญญาณจะดับด้วย พระอรหันต์เป็นผู้จบแล้ว ท่านจะตายด้วยปรินิพพานเป็นปริโยสานดับธาตุรู้นี้ ดับอัตภาพตัวเองเลย แตกธาตุเป็นอุตุนิยาม เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย ไม่มี she he เกาะเกี่ยวอีกเลย อรหันต์ทำได้ จะตายเลิกสลายเป็นอุตุนิยามไปเลยต้องรู้ หทยรูป ชีวิตรูป จิตเรามีเชื้ออะไร แม้จะเหลือเชื้อชีวะ หากเราตายแล้วไม่ทิ้งอัตภาพ ยังมีตัวตนอยู่อย่างอาตมานี้ตายแล้วจะยังเกิดอีกศึกษาต่ออีก อาตมามีสภาวะและมีพยัญชนะขยายสู่ให้พวกเราฟังหากไม่มีสภาวะจะเอาอะไรมาขยายให้พวกเราฟัง คนที่เป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์แล้ว จะดับวิญญาณหรือไม่ดับก็ได้ อย่างเช่นอาตมาจะทำงานต่อเป็นโพธิสัตว์ สวนพฤหัสที่ท่านจะไม่ต่อจะดับสูญไปวิญญาณจะดับด้วย การกล่าวตำหนิบุคคลในการแสดงธรรมะเป็นกิเลสหรือไม่ พ่อครูว่า...เป็นทั้งกิเลสก็ได้ไม่เป็นกิเลสก็ได้อย่างอาตมานี้ด่าแหลก อย่างตำหนิมหาเถรสมาคมเยอะ มีแต่กุศลเจตนาไม่ได้ด่าเพราะอกุศลเจตนาอะไร คำพูดอาจแรง แต่ว่าไม่ได้หยาบนะ คำหยาบคือคำที่แสดงคำพูดออกมาโดยมีกิเลสผสมคำนั้นออกมา เช่นว่า นี่เธอสวยจัง ..นี่คำด่านะ ฟังเข้าใจไหม เป็นคำที่ประกอบด้วยกิเลสนี่คือคำด่า แต่คำที่ไม่ได้ประกอบด้วยกิเลส อย่างอาตมาพูดนี้มีแต่เจตนาให้คุณรู้และแก้ไขปรับปรุง คุณยังมีอารมณ์ไปร่วมมีกิเลสคุณควรถูกด่า เช่น บอกคุณสวยจัง ยังมีจิตใจชอบในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่ไม่ใช่อรหันต์ กิเลส1,500 ตัณหา 108 หมายถึงอะไรบ้างครับ พ่อครูว่า...ในพระไตรปิฎกก็มีบันทึกเกิดจากอรรถกถาจารย์มาขยายความ เขาแตกรายละเอียดไว้นะ ท่านประยุทธ ปยุตโตก็ได้บันทึกไว้ ท่านเป็นอรรถกถาจารย์แล้วแต่เป็นตัวเลข 108 เอาตัวเลข 1,500 คือแตกออกไป ที่จริงสามารถแตกเป็นล้านอย่างก็ได้ ตัณหาทางทวาร 6 ก็คูณ สุข ทุกข์ อุเบกขา แล้วก็คูณอดีต ปัจจุบัน อนาคตอีก

เวทนา 108 ก็เริ่มจาก กายิกเวทนากับเจตสิกเวนา คำว่ากายเป็นภาษาธรรมะของพระพุทธเจ้า กายไม่ใช่แค่ร่างภายนอกหากแปลแค่ร่างภายนอกนั้นผิด ร่างภายนอกพิจารณาง่าย แต่ให้เน้นภายใน คือ กายคือจิต มโน วิญญาณ ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 กาย ก็ตาม เทวะก็ตาม ธรรมะ 2 ก็ตามเป็นความหมายเดียวกันใช้แทนกันได้หมด แล้วศึกษาตามธรรมะ 2 ศึกษาคำว่าเทวะ ตีแตกเทวะรู้จักสภาวะของเทวะ ธรรมะ 2 และทำให้เป็น 1 สุดท้ายไม่ทรงไว้เลย ในขณะเป็นยังไม่ตายก็ทำได้ คุณยังไม่สูญทีเดียว มีอัตภาพมีธาตุรู้ร่วมแต่จิตทำให้ ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำให้จิตสะอาดปราศจากกุศลอกุศลทั้งปวงจิตมีมุทุธาตุ สะอาด แต่ดำเนินการสัมผัสกระทบกับอะไรอยู่ ถ้าเป็นอรหันต์แม้จิตกระทบก็สะอาดบริสุทธิ์ อะไรมาเปื้อนก็ดูความเปื้อนแล้วช่วยความเปื้อนให้สะอาดอยู่เรื่อยไป ตัวท่านไม่ได้เปื้อนแล้ว พระอรหันต์มีหน้าที่ช่วยคนอื่นเขาตัวเองจบกิจแล้ว ตัวเองรู้จักกุศลอกุศล แล้วช่วยให้คนอื่นล้างกิเลส ท่านทำไป มุทุของท่านก็ดีขึ้น จะเพิ่มความเจริญทั้งเจโตและปัญญา มุทุก็เก่ง อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา กับ ตักกะวิตักกะ สังกัปปะ ก็เก่งรวมเป็น วจีสังขารา วจีนั้นก็มีสองอีกคือมีทั้ง ปฏิฆสัมผัสโส อธิวจนสัมผัสโส การสัมผัสรู้อันนี้ ฆ มันเคยตั้งชื่อหรือยังหากสภาวะนี้สัมผัสแล้วไม่เคยตั้งชื่อ เช่นว่าสิ่งอะไรก็แล้วแต่ มีพืชบางชนิดอยู่ในประเทศอะไรที่เกิด ประเทศนั้นคนไปเอามาจากประเทศนั้นมาสู่ประเทศไทย คนไทยก็ดูว่าอันนี้พืชอะไร ประเทศไทยไม่เคยมีมีใครตั้งชื่อหรือยัง ขณะที่สัมผัสพืชต้นนี้ก็เป็น ปฏิฆสัมผัสโสของคุณ แต่เราไม่เคยรู้ชื่อ แต่ถ้าคนรู้ก็บอกว่า ต้นไม้นี้เกิดในประเทศอโศกชื่อต้นไม้สาธารณโภคี ก็เป็นไง ก็มาชม มาสัมผัสมารู้ได้เอหิปัสสิโก มาศึกษาต้นสาธารณโภคี มีลักษณะคุณสมบัติของเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ คุณสมบัติการเมืองรัฐศาสตร์เป็นแบบนี้คุณสมบัติของสังคมศาสตร์เป็นอย่างนี้ นี่คือของราชธานีอโศก สุดยอดแล้ว สังคมแบบนี้มันสุดยอด คอมมิวนิสต์ก็สู้ไม่ได้ ประชาธิปไตยเต็มที่ จะบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยก็ได้ชาวอโศก ทุกคนมานี่ใครบังคับมา อิสระเสรีภาพสมบูรณ์ เข้ามานี่ให้มาล้างอัตตานะ โดนล้างอัตตาทั้งนั้นนะ มาที่นี่ให้เรียนรู้จิตวิญญาณเป็นหลัก นี่คือแดนสาธารณโภคีแดนแผ่นดินพุทธ กิเลสตัณหาตัณหา108 ก็ต้องศึกษาเวทนา 108 ให้ชัดเจน

สู่แดนธรรมทวงว่าพ่อท่านว่าจะพูด 12 ปีต่อมานะครับ พ่อครูว่า..ตกลง คุณเตือนสติก็ตกลง…

สื่อธรรมะพ่อครู(ประวัติศาสตร์อโศก) ตอน ครบรอบ 4 นักษัตร โพธิกิจ ตอน 2 ปี 2524 วิสาขบูชาที่สวนลุมฯ ตอนนั้นยังไม่เกิดเรื่องราวอะไร สงฆ์ต่างๆมารวมกันชุมนุมเป็นเรื่องสวยงาม เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ตอนนั้นคุณจำลองเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่ ก็มาทำ พูดชวน ประชาชนใส่บาตรเต็มเลย รวมกันยิ่งใหญ่มาก เสร็จแล้วไม่นานนัก พศ.25เริ่มต้นแล้ว พันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ หันจากท่านพุทธทาสมาหาอโศก เขาตีอโศกแหลกเลย โพธิรักษ์ศาสดามหาภัย และมีอีกหลายเล่มที่เขียนด่าเละ และมหาเถรสมาคมบ้าจี้ตีเราด้วย พูดว่าเราเป็นภัยศาสนา อันนี้ก็เป็นกรรมวิบากของเขา เขามาแตะก็เป็นกรรมของเขาไป ขอยืนยันความจริงตามความเป็นจริงก็บานปลาย อาตมาก็ได้รับผลที่เขาเชื่อเถรสมาคมมากกว่าอาตมา เขารวมกันตีและทำร้ายทำลายอาตมา แต่ไม่รู้ว่าอาตมาอยู่ยงคงกระพัน ฟันไม่เข้าตีไม่ออกตอกไม่เจ็บ เหน็บไม่รู้สึก ที่จริงเรารู้แต่อาตมาจิตว่างไม่สะทกสะท้อนอะไร ใครทำอะไรมาก็ไม่เป็นไรไม่ได้ต้านไม่ได้รักมาก็ไปของคุณเหมือนตบมือข้างเดียววืดไป จริงๆทุกอย่างเป็นบูมเมอแรง สิ่งที่อยู่ในเอกภพนี้ทุกอย่างโค้งกลับหมด แต่ถ้าออกไปนอกเอกภพมันก็โค้งน้อย กว่าจะวนเวียนกลับมาได้มันก็นานมาก แต่พอมาเจอตัวเรามันไกลยาวนานโดยวิบาก ถึงบอกว่าอย่าไปสนใจสิ่งเหล่านั้นเลย มาฟังธรรมะสัมผัสปัจจุบันนี่แหละ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ มาเรียนนิพพานกันที่ปัจจุบันทิฏฐกาละคือเวลานี้ suddenly สัมปะติ บัดนี้ อยู่ในสมัย โดยสมัย สมยะ สมยัง ขณะนี้ตอนนี้ ในกาละโดยกาละหมายความว่าเวลาทั้งหมด ในสมัยโดยสมัยคือขณะนี้มีภาวะกรรมเกิดอยู่ขณะนี้คือในสมัยโดยสมัย สะ มะ ยะ สะ กับ ยะ คือเศษวรรค ม คือตัวสุดท้าย ตรงกันข้ามกับ ก คือเริ่มเกิด ม คือเต็มจิตเลย เป็น จิตวิญญาณตัวตนเป็นเรื่องราว ตัว ม ส่วน สะ คือ ยะ ตัวแรก สะตัวที่ 4 สามเส้าคือวน ย ร ล แล้ว ออกมาเป็น ว ก็มาเริ่มมีต่อ ส ห ฬ อํ 7 ตัววงวนสุดท้าย พลังงานจะเที่ยงได้ต้อง 7 ส่วน 9 นั้นเต็ม 3 คือ วงวน 5 คือกลางระหว่าง 9 7 คือเที่ยงแล้ว สัมประสิทธิ์ 8 ครบวัฏฏะ

ที่อาตมาอธิบายไปจนอวดรู้เป็นผู้รู้ถึงรากพยัญชนะ หากเอาสระเข้าไปอีกยิ่งสนุกใหญ่ คนไม่สนุกไม่รู้เรื่องก็ยิ่งเมา

24 - 25 ถึง 37 เขาตีสำนักปู่สวรรค์ก่อนไม่ใช่ท่านพุทธทาส ก็ใช่ ตีแหลกหมดเลย อนันต์ เขาเกิดขึ้นมาอย่างไรไม่รู้เขานึกว่า เขาเป็นผู้รู้ในศาสนา เขาไม่ตีเถรสมาคมเท่านั้นแหละ เขาเก่ง โพธิรักษ์จะไปเหลือหรือ เมื่อระหว่าง 25 -37 ในนักษัตรต่อมา อาตมาก็เริ่มทำงานเขาก็เริ่มรู้สึกตัวว่าอาตมาจะมาจัดการกับเขา เขาก็เริ่มตั้งตัว ตั้งทัพสู้เลย ใครจะได้ไหมว่า กองทัพธรรมมูลนิธิ ตั้งในปีพ.ศ.ไหน เราใช้กองทัพธรรม ธรรมกาย เขาก็เสียดายมากเลยเมื่อเราเอามาให้ใช้ก่อน อาตมาแต่งเพลงกองทัพธรรมด้วย สมณะเดินดินว่า...ธรรมกายเขาแต่งเพลงกองทัพธรรมก่อน แต่ต่อมาพ่อครูก็แต่งเพลงกองทัพพุทธธรรม มูลนิธิกองทัพธรรมเกิดปี 2527 เมื่อถึง พ.ศ. 2532 ส่วน พันตำรวจตรีอนันต์ ก็กระหน่ำมาเรื่อยๆตั้งแต่ 25 พอถึง 32 เราถูกจับ เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตมโหฬาร พ.ศ 2532 เอาหนักมากจะตีให้แตกจะทำให้ตาย จะสลายให้สูญ แต่ก็ไม่ตายแฮะ ยิ่งกว่าแมวเก้าชีวิต พระโพธิรักษ์ไม่ตาย สัจจังเวอมตาวาจา สัจจะไม่มีวันตาย อาตมามาถึงวันนี้ยังพูดอธิบายมั่นใจว่าจะมานี่เป็นไม่เป็นผิด แต่เป็นผู้แพ้ แต่เขาเข้าใจว่าอาตมาผิด เขาถูก เขาก็อยู่กับสิ่งลวงก็จะต้องกลายเป็นฉลาดน้อยหรือฉลาดไม่มีเลย เขาก็จะเป็นเช่นนั้นก็น่าสงสาร นอกจากฉลาดน้อยฉลาดไม่มีแล้วยังโง่ซ้อนไปทำลายผู้ฉลาด แต่ฉลาดน้อยฉลาดไม่มีแล้วยังไปทำร้ายผู้ฉลาดอีก ฉลาดคือ ความรู้รอบในทวาร 6 รู้จัก มโนปวิจาร 18 ทำให้เกิดอุเบกขาฐาน นี่คือรายละเอียดจากฉฬายตนะหรือสฬายตนะ ภาษาอีสานว่า สะหลาด ฉลาดหรือฉฬายตนะคือรู้เท่าทันทวารทั้ง 6 และมีปัญญาแตกแยกแยะสิ่งต่างๆ ให้รู้จักรายละเอียดของแต่ละองค์รวม แต่ละลักษณะ รู้ตั้งแต่ 2 ในรูป 28 4 รูปแรก ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็เป็นอุตุนิยาม เสร็จแล้วมีจิตนิยามร่วมกับดิน น้ำ ไฟ ลม เกิดการสัมผัสเกิดการดำเนินการขึ้นมา พอกระทบปุ๊บ มีภาวรูป วิสยรูป โคจรรูป มีตากับรูป หูกับเสียง กลิ่นกับจมูก ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสเสียดสีก็ครบทั้ง 9 สภาวะ เพราะอภิธรรมแยกเป็น 9 ไม่ได้เป็น 10 แต่กายนี้ถือว่า 2ใน1 1ใน2 มันขาดจากกันไม่ได้แต่ศาสนาพุทธเสื่อม เพราะไปเข้าใจว่ากายคือดิน น้ำ ไฟ ลม ตีหัวใจศาสนาทิ้งด้วย แยกกาย เพราะฉะนั้น มูลกรรมฐาน 5 ผู้มาบวชแล้วจะต้องพิจารณามูลกรรมฐาน 5 ให้ชัดเจน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง พิจารณาให้เห็นว่าส่วนใดขณะใด โดยสมัยในสมัยใดมันเป็นอุตุ โดยสมัยใดการรใดที่มันเป็น พีชะ หรือเป็นจิตต้องแยกให้ออก แต่สุดท้ายทุกวันนี้ อุปัชฌาย์ ไม่รู้แล้ว ไม่ได้ให้กรรมฐานลูกศิษย์ อาตมาอธิบาย เช่นเล็บเรานี่ตรงไหนเป็นอุตุ ขณะตัดขาดจากร่างเรา ขณะตัดก็ไม่รู้สึกเจ็บ ไม่มีเวทนาเกิดเพราะมันเป็นพีชะ พอตัดออกไป ส่วนที่หลุดออกไปเป็นอุตุ ไม่ใช่กายแล้ว กายคือสิ่งที่มีส่วนพีชะ แต่ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ ตัดไม่เจ็บ จนถึงประสาท ส่วนเล็บที่มีเส้นประสาทก็รู้สึกเจ็บ ตรงไหนเล็บรู้สึกเสียวหรือเจ็บก็เป็นจิตนิยาม เสร็จแล้วก็จะสังเคราะห์ธาตุอาหารเติบโต กาย มี อุตุ พีชะ จิต ส่วนกรรมกับธรรมะ ขึ้นอยู่กับจะทรงอยู่ในสภาพไหน หากเอาอาหารให้มันหากส่วนพีชะของเล็บหากไม่ให้อาหารมัน มันก็ไม่งอก คนตายแล้วยึดติดไม่ทิ้งร่าง คนนั้นเล็บก็จะงอกขึ้นไปอีก ผมก็จะงอกได้ โดยที่ตัวเองมีโมเมนตัมของพลังงาน ที่ยังเป็นพีชะเป็นชีวะอยู่ ถ้าไปสร้างจิตให้ไปยึดว่าเป็นเรา คือศาสนาพุทธเจ้าใจผิดว่า ผู้ใดทำสมาธิให้จิตมันนิ่งมันเกาะอยู่กับอะไรแน่นิ่ง ตายก็นั่งตายได้ ทำสมาธิตายเขานิยมกันจังเลย ซึ่งมันผิด มันไม่เข้าใจความจริงตามความเป็นจริง ตายก็คือตาย จิตจะไปเกาะไว้ทำไม แต่เขาก็บูชากัน ทั้งที่เป็นพืชก็ยิ่งกว่าพืชแล้ว แล้วแต่โมเมนตัมของพลังงาน แต่ถ้าคนมีทางต่อท่อให้เป็นมนุษย์พืช ให้ร่างกายทำงานอยู่เอาอาหารไปเลี้ยงอยู่ ร่างกายก็จะสดกว่าร่างกายของผู้ที่ตายแล้ว แล้วจิตใจตัวเองยังยึดถืออยู่ไม่ยอมทิ้งร่างก็จะยังสดอยู่ เป็นโมเมนตัมที่ยึดตัวกูของกูไว้ ศาสนาพุทธนี้ต้องรู้จักสมัยในสมัยโดยสมัย รู้จักกาละโดยกาละ ต้องรู้ว่าตอนนี้ตายแล้วนะตามสมัยตามกาละ ก็ต้องทิ้งร่างนี้แล้วนะ กาละคือทั้งหมด ตราบใดมีเอกภพดวงดาวมีโลกมีพระอาทิตย์โคจรจากนั้นก็คือ กาละ สมัย คือ ในขณะใดขณะนั้น สมยะ เกิดที่จิตตัว ส กับ ย ย ร ล ว ส ตัว ส คือตัวที่5 จะทำการเสริมหนุน 4 ไม่ถือว่าเป็นพลังงาน coefficient เพิ่งออกมาเสริมไม่หยุดอยู่ หากหยุดก็แค่วงวนของ 3 พอ 4 ก็จะเป็นทศนิยม พอมา 5 ก็จะยิ่งมีพลังงานเสริมขึ้นไปอีก หากไม่หยุดเพิ่มพลัง Coefficient มาเป็น 6 ก็มีสองของสามเส้า แต่ถ้าเป็น 7 จะเป็น Coefficient แท้เป็นนิยตะเที่ยงไปสู่ 9 มีคนบอกว่า ม เป็น ตัวที่ 25 ของพยัญชนะ แล้วก็มี 2 กับ 5 ก็รวมเป็น 7 ก็ใช่ได้

มันจะสะสมรวมกันเป็นตัวก่อเกิดอะไรต่างๆนานาพวกนี้สารพัดสารเพ ตั้งแต่อุตุ มาเป็นพีชะ มาเป็นจิต เราแยก จิตเจตสิกมาแยกแยะทีละ 2 อย่าไปสับสนเอามากให้เรียนที่ละคู่ อะไรควรอะไรไม่ควร อะไรควรเอาเป็นตัวตั้ง อะไรควรเอาตัวคู่ ก็เกิดคู่หูของธรรมะ 2 มีพระเอกกับพระรองเคียงกันไป หรือมีพระเอกกับนางเอก ก็ช่วยกัน เป็นสภาพสองช่วยกัน โดยไม่สับสน นอกจากไม่สับสนแล้ว ยังรู้จัก เอก นอกจากเอกแล้ว หากไม่มีตัวช่วยเลย ตัวนี้ไม่ทำอะไรมันก็จะเกิดความ ชรตา ลักษณะของรูป 28 สุดท้าย มีอุปจย สันตติ ชรตา อนิจจตา คนที่จบอรหันต์แล้วจะรู้จัก อุปจยะ คือไม่จบ สันตติคือตัวกลาง จะให้ต่อหรือไม่ต่อจะให้ดับหรือไม่ดับ ถ้าไม่ให้เกิดหยุดไม่ต่อ โมเมนตัมก็จะเป็นชรตา เสื่อมสูญไปแต่คนไม่รู้จักสันตติ ให้มันเสื่อมไปไม่ได้ต่อมันไปอีก พระอรหันต์จะรู้จักธาตุตัวต่อนี้ จะต่อหรือไม่ต่อ สันตติ พระอรหันต์จะรู้ต่อหรือไม่ต่อ ถ้าไม่ต่อแล้วผู้ใดที่เป็นพระอรหันต์ที่จะไม่อยู่ในสุทธาวาส ตายแล้วก็สูญเลย แต่ถ้าใครไปติดยึดในสุทธาวาส ไปเที่ยวอยู่ก็จะมี 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) เป็นโมเมนตัมที่อยู่ตรงนั้น สายปัญญาอย่างอาตมาไม่เสียเวลาในสุทธาวาส 5 ตายปุ๊บ เกิดปั๊บ หากไปเที่ยวติดยึดในแดนนี้ก็จะช้า หากปล่อยไปก็จะช้านานมาก หรือต้องทำความเพียรมาก หากเก่งจะทำให้เกิดก็ได้จะให้ตายก็ได้เป็นผู้อยู่เหนือไม่เป็นน้องใคร มีอำนาจจิต วสวัตตี

ปี 2532 เขาพยายามปราบให้เรียบ อยู่ในศาล จนเลย 3257 -2538 ไป เราก็ค่อยพ้นสภาวะ เพราะเขารอลงอาญา เราก็เลยต้องช้าไปอีก แล้วเรากว่าจะมาเป็นตัวเองได้เต็มที่ กลับมาครองผ้าอาตมาต้องครองผ้าขาวจนถึงปี 2538 เรามีจีวรอันโจรลักไปก็ต้องครองผ้าขาว สมณะอาตมาก็ว่าครองสีกรักส่วนหนึ่ง สีขาวส่วนหนึ่ง อาตมาไม่ให้สมณะทิ้งกาสาวพัสตร์ เขาก็ต้องยอมเราเพราะเขาไม่กล้ารุกเกินไป เราก็ยอมเขามาแล้ว แต่เขาไม่รู้ว่าเรารักษากาสวะ ส่วนอาตมาเป็นคนไม่มีตัวตน แต่สมณะไม่เคยขาดกาสาวะเลยไม่เคยนุ่งขาวห่มขาวทั้งชุดแต่นี่แสดงว่าคุณไม่สามารถเอากาสาวพัสตร์ไปจากอโศกได้ แต่อาตมามีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นสิริมหามายาแล้ว ยิ่งกว่าฮูดินี่ นักมายากลใหญ่ อาตมาคือใคร ยิ่งกว่า สิริมหามายานักเล่นกลชั้น 1 ฆ่าไม่ตายยิ่งกว่าพระโมคคัลลานะ เอาโจรนี้ไปฆ่าตอนเช้าด้วยหอกร้อยเล่ม พอถึงกลางวันพระราชาก็ถามว่าเอาตัวนี้ไปฆ่าหรือยังฆ่าอย่างไรก็ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่ม แต่มันก็ยังไม่ตาย ก็เลยบอกว่าเอาไปฆ่าอีก ตอนเที่ยง ตกเย็นก็บอกว่ายังไม่ตายอีก เป็นนัยะธรรมะ พระราชาเขานึกว่าอันนั้นเป็นโจร มันเป็นองค์ประกอบของสภาวะธรรมที่ลึกซึ้งของพระพุทธเจ้าที่ท่านยกตัวอย่างอันนี้ประกอบ ว่าสิ่งนั้นคืออะไรสิ่งนี้คืออะไร นี่แหละคือธรรมะที่ไม่ตาย ถ้ามันไม่ใช่สัจจะ สัจจะต้องมีการฆ่าตาย คนจะฆ่าให้สัจจะตายนั้นเมินเสียเถิดอย่าคิดถึง โพธิรักษ์นี้ยิ่งกว่าแมวเก้าชีวิต ยิ่งกว่าโมคคัลลานะตายแล้วก็ฟื้น 2525-2529 เดินสายอบรมครูทั่วประเทศ จริงๆแล้วอบรมครูเราไม่ได้ไปเหนือไปใต้ เราไปที่ภาคกลางกับภาคอีสาน (คนท้วงว่าใต้ก็ไป เหนือก็ไป) เหนือไปเทศน์ ความรัก 10 มิติอยู่ที่ทางเหนือนะ ไปเผยแพร่ทั่วประเทศ หิ้วหม้อกะละมังใส่รถไป หอบครัวหอบทั่วไป ไปกลางดินกลางทรายหาที่ปักพักแรมค้าง ไปอบรมที่ไหนมีโรงเรือนจะให้พักได้ก็ค่อยยังชั่ว ที่ไม่มีเราก็กลางกลดกางเต็นท์ พยายามออกไปเผยแพร่สัจธรรมทั้งที่ถูกขวางกั้น เขาพยายามจะให้เราหยุด ตั้งแต่บัดโน้น 45 48 ปีที่แล้ว อาตมาบวช 2513 มาถึง 2525 ก็ถูกรบกวนบ้าง จาก2525-2537 นี่เล่นเราหนัก พยายามต้านเรา โดยเฉพาะ 2532 2526 ดิฉันจำได้ว่าเกิดน้ำตาโพธิสัตว์ ริเริ่ม โครงการก่อตั้งปฐมอโศก 2527 ท้าวความ 2513-16 อาตมาก็จัดไปอบรม แยกไปอบรมที่แดนอโศก 2516 แล้วก็ไปอบรมพัฒนากันที่แดนอโศก ตั้งแต่ พ.ศ.2516 พอมา 2518 ก็แยกตัว เป็นนานาสังวาสกับเถรสมาคม เมื่อถึง 19 ก็สร้างศาลีอโศก ศีรษะอโศก ที่เป็นที่ป้าช้าเก่าแล้วก็ที่สันติอโศก คุณสันติยาบริจาคที่ จนกระทั่งทำที่ปฐมอโศกรวบรวมเงินซื้อที่ส่วนกลางได้ 40 กว่าไร่ จากนั้นที่อื่นๆก็เกิดขึ้น จากป่าช้าก็มีสองที่ ศาลีกับศีรษะ จนมีวิวัฒนาการขึ้นมาจนถึงบัดนี้

2525 จำได้พันตำรวจตรีอนันต์ เป็นหัวหอก ปี 2524 เราไปแพร่มังสวิรัติจัดงานได้ดี คุณปรีชา ทรัพย์โสภา เป็นโฆษกของกรมประชาสัมพันธ์ อ่านมังสวิรัติเต็มที่อย่างไม่มีขัดข้องอะไรเลย พ.ศ 2524 พอมา 2525 ก็ปักหลักต้าน 26-27 เอาใหญ่เลย เขามีพวกมาก เลยพยายามทำได้ จนถึง 31-32 ฟ้องร้องเรา ถึงขึ้นศาล ตัดสินปี 2538 ดำเนินคดี 6 ปี 6 เดือน 6 วัน ศาลาที่ตัดสินศาลแขวงพระนครเหนือบัลลังก์ที่ 6 อาตมาจำได้ ไม่รู้มันเอาเลข 6 มาจากไหน คือมันจะขึ้น 7 มันจะจบเรื่อง 6 นี่เลิกเลย หลุดพ้นจาก 6 หกคือ ม้อระฮก อีสานเรียก ม้อระฮกคือนรก เราก็จบ 6 จากนั้นก็ก้าวหน้าเป็น 7 มาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ ตั้งหลักหลุดพ้นจาก 7 มาเป็น 8 ตัดสินวันที่ 29 ธันวาคม 2538 ตัดสินให้แพ้นะ อาตมาอุทธรณ์เฉพาะตัวเอง อาตมาไม่อยากอุทธรณ์หรอก ก็เขาตั้งธงไว้แล้ว บัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ในสิ่งที่พุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ คือให้สังฆราชสั่งให้สึกได้ เป็นการละเมิดจากที่พุทธเจ้าตรัสไว้ สังฆราชสั่งให้อาตมาสึกภายใน 7 วันอาตมาไม่สึกก็ต้องผิดกฎหมาย แต่ข่าวสร้างกฎหมายขึ้นมาใหม่ไม่ใช่บัญญัติพระพุทธเจ้าก็ช่างเขาเถิด เพราะฉะนั้นผิดกฎหมายก็ช่างเถอะมันเป็นกฎหมายลูกนะ อาตมามีปรมัตถ์เข้าใจปรมัตถ์ จะไม่ฏีกาต่อ ทนาย เมื่อเราเกิดเรื่องทนายก็มาช่วย 50-60 กว่าคน นั่งกันเต็มโบสถ์เลย เราก็เลยได้ คุณทองใบ ทองเปาด์เป็นหัวหน้า เสร็จแล้วจริงๆก็ทำกันไม่กี่คนหรอก (ทนายความมี 53 คนขึ้นว่าความแค่ 10 คน) ก็เป็นไปตามโลกตามธรรม โลกก็แพ้มาตลอด ทุกวันนี้ก็ได้ชื่อว่าแพ้อยู่ อาตมาก็ไม่มีปัญหาอะไรแพ้ก็แพ้ มันจะแพ้มันจะชนะเราก็มั่นใจแล้ว อาตมามั่นคงชัดเจนในเรื่องของโลกุตระคืออะไร เขามาแข่งกับอาตมาไม่ได้หรอกเอาโลกุตระมาแข่งกับเรามาไม่ได้ เขาไม่มีโลกุตระ ถึงไม่มีวันลบล้างอาตมาได้ เพราะเขาไม่มีโลกุตระเลยจะมาลบล้างอาตมาได้อย่างไร หากเขาบอกว่าเขามีดีกว่าถูกกว่าหรือเป็นโลกุตระกว่าก็มาสิมา เราพ้น มิจฉาอาชีวะ 5 กัมมันตา 3 วาจาสิทธิ์ สังกัปปะ 3 สังกัปปะ 3 กาม พยาบาท วิหิงสา วาจา 4 พ้น ปด ส่อเสียด หยาบ เพ้อเจ้อ กัมมันตะ 3 ฆ่า ลัก ผิดในกาม อาตมาพาพวกเราพ้นกุหนา ลปนา เนมิตกตาก็ทำไปตามฐานะพัฒนาศีล จุลศีล แม้ฆราวาสเราก็ปฏิบัติจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยเฉพาะชาวอโศกมหาศีลของเราบริบูรณ์ ไม่มีเดรัจฉานวิชา ไม่มีไสยศาสตร์ ไม่มีรดน้ำมนต์ ไม่มีจุดธูปเทียนบูชาไฟ พวกเราพ้นมิจฉาชีพ 5 ดำเนินชีวิตอยู่ก็ไม่มี มิจฉาอาชีวะ 5 ปฏิบัติธรรมะพุทธเจ้าสำเร็จจำนวนหนึ่ง จำนวนหนึ่งมีคนที่สะอาดบริสุทธิ์บริบูรณ์ บางอย่างแปดเปื้อนนิดหน่อย มันก็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน