ดุษฎีนิพนธ์V.9.1 หลังสอบป้องกัน จ.๘ นวลนภา.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ วิเคราะห์การลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร ANALYSIS OF THE REDUCING DEFILEMENT IN THE VATTHUPAMA SUTTA นางสาวนวลนภา ยุคันตพรพงษ์ ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๖ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) วิเคราะห์การลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร นางสาวนวลนภา ยุคันตพรพงษ์ A Dissertation Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy (Tipitika Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2023 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University) Analysis of the Reducing Defilements In The Vatthupama Sutta Miss Nualnapha Yukuntapornpong ชื่อผู้วิจัย ........................................................ (นางสาวนวลนภา ยุคันตพรพงษ์) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกร ณราชวิทยาลัย อนุมัติให้นับดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “วิเคราะห์การลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร” เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา ........................................................ (พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ. ดร.) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย คณะกรรมการตรวจสอบดุษฎีนิพนธ์ ........................................................ ประธานกรรมการ ( พระเมธาวินัยรส, รศ.ดร. ) ..........................................
อ่านต่อ
.............. กรรมการ ( ผศ.ดร.มนตรี สิระโรจนานันท์ ) ........................................................ กรรมการ ( พระมหายุทนา นรเชฎโฐ, ผศ.ดร. ) ........................................................ กรรมการ ( พระเทพวัชราจารย์, รศ.ดร. ) ........................................................ กรรมการ (พระมหาอดิเดช สติวโร, ผศ.ดร) คณะกรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ พระเทพวัชราจารย์, รศ.ดร. พระมหาอดิเดช สติวโร, ผศ. ดร. ประธานกรรมการ กรรมการ ก ชื่อดุษฎีนิพนธ์ : วิเคราะห์การลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร ผู้วิจัย : นางสาวนวลนภา ยุคันตพรพงษ์ ปริญญา : พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พระไตรปิฎกศึกษา) คณะกรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ : พระเทพวัชราจารย์, รศ. ดร. ป.ธ. ๙, M.A. (Pali & Sanskrit), Ph.D. (Pali) : พระมหาอดิเดช สติวโร, ผศ. ดร., ป.ธ. ๙, บธ.บ. (การบริหารทรัพยากรมนุษย์), พธ.ม. (พระพุทธศาสนา), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) วันสำเร็จการศึกษา : ๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ บทคัดย่อ ดุษฎีนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการคือ ๑) เพื่อศึกษาอุปกิเลสในพระสุตตันตปิฎก ๒) เพื่อศึกษาอุปกิเลสและการลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร ๓) เพื่อวิเคราะห์การลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) ด้วยการวิจัยทางด้านเอกสาร (Documentary Research) ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interviews)ร่วมกับการผสานวิธี (Mixed Method)และสังเกตแบบมีส่วนร่วมภาคสนาม (fielded Research) อุปกิเลสที่ปรากฏในสุตตันตปิฎกนี้มีรวบรวมได้หลายแห่ง ในพระไตรปิฎกเล่มที่๑๒ จำนวน ๕ พระสูตรและเล่มที่ ๑๙ จำนวน ๑ พระสูตรได้ดังนี้ ๑.ธัมมทายาทสูตรแจกแจงอุปกิเลส ๑๔ ประการ, ๒.อนังคณสูตร แจกแจงอุปกิเลส ๑๓ ประการ, ๓.สัลเลขสูตร รวบรวบอุปกิเลสถึง ๔๒ ประการมีที่ความเหมือนกันในวัตถูปมสูตร ๑๓ ประการ, ๔.อลคัททูปมสูตรที่ ๒แยกอุปกิเลสเป็น ๑๖ ประการ แต่แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ราคะ โทสะ โมหะ, ๕.ปติฏฐิตสูตรแค่ความประมาทที่เป็นอุปกิเลสประการเดียว, ๖.ปารังคมสูตรไม่แจกแจงอุปกิเลสแต่เป็นขั้นตอนการขัดเกลากิเลสจากง่ายไปหายากตามลำดับจากการรู้ แยกแยะ ลดละ เลิกจนกำจัดได้ไปตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่าสาระสำคัญกล่าวถึงจิตที่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสกิเลสทั้งหลายที่จรมา เมื่อได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ บุคคลก็สามารถทำให้ประภัสสรยิ่งขึ้นอีกได้ ความพยายามในการชำระจิตนั้นย่อมไม่ไร้ผล เมื่อจิตเศร้าหมองความทุกข์เข้าครอบงำ แต่เมื่อค่อยๆขจัดอุปกิเลสออกไปจากจิตย่อมกลับมามีความความสุขได้ พระพุทธได้ตรัสถึงอุปกิเลสทั้ง๑๖ที่เป็นเหตุให้จิตเศร้าหมองดังนี้ ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ (ความโลภความอยากได้) ๒. พยาบาท(ความคิดปองร้ายผู้อื่น) ๓. โกธะ (ความโกรธ) ๔. อุปนาหะ(ความผูกโกรธ) ๕. มักขะ(ความลบหลู่คุณท่าน) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๖. ปฬาสะ(ความตีเสมอ) ๗. อิสสา(ความริษยา) ๘. มัจฉริยะ(ความตระหนี่) ๙. มายา(มารยา) ๑๐. สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ๑๑. ถัมภะ (ความหัวดื้อ) ๑๒. สารัมภะ (ความแข่งดี) ๑๓. มานะ (ความถือตัว) ๑๔. อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) ๑๕. มทะ (ความมัวเมา) ๑๖. ปมาทะ (ความประมาท) ดังที่พบจากพระสูตรต่างในสุตตันตปิฎก เชื่อมโยงกับการวิเคราะห์การลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร โดยในค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม แทรกอยู่ในทุกกิจกรรมของค่าย พบว่า ๑) ผู้ผ่านการอบรมสามารถลดความสุขส่วนตัว ข ลงได้ ๒) ผู้เข้าอบรมสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเดิม ๆได้ ๓) ทำให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถลด ละ เลิก ความโลภ โกรธ หลงแบ่งตามกลุ่มของอุปกิเลส ๑๖ ที่เป็นรากเหง้าของเหตุแห่งทุกข์โรคร้ายและเรื่องร้ายให้มีความผาสุกยั่งยืนยิ่งขึ้น ค Dissertation Title : Analysis of the Reducing Defilements In The Vatthupama Sutta Researcher : Miss. Nualnapha Yukuntapornpong Degree : Doctor of Philosophy (Tipitaka Studies) Dissertation Supervisory Committee : Phradebvajracarya, Assoc. Prof. Dr., Pali XI., M.A. (Pali & Sanskrit), Ph.D. (Pali) : Phramaha Adidej Sativaro, Asst. Prof. Dr., Pali XI., BB.A. (Human Resource Management), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Buddhist Studies) Date of Graduation : October 6, 2023 Abstract This thesis has 3 objectives: 1) To study the patronage of defilements in the Suttanta Pitaka. 2) To study the patronage of defilements and the consumption of defilements in the Vattupama Sutta. 3) To examine the efficiency of parents consuming the defilements in the Vatupapama Sutta. This research was a qualitative method by using documentary research, in-depth interviews, and participant observations. The results showed that: The defilements appearing in this Suttanta Pitaka can be collected in many places. In the 12th volume of Tripitaka, 5 suttas and 19th volume, 1 sutra, as follows: 1) Dhammadayā Sutta enumerates the 14 types of defilements, 2) Anangana Sutta enumerates the 13 types of defilements, 3) Sallekha Sutta collects 42 kinds of defilements which have similarities with the 13 Vattupa Suttas, 4) Alkathupama Sutta no. 2. Separate the defilements into 16 types, but divide them into 3 groups: lust, anger, delusion, 5) Patitthita Sutta only carelessness is the only defilement, 6) Parangama Sutta does not enumerate defilements, but it is a step by step in refining defilements from the simplest to the Difficult in order from knowing, distinguishing, reducing, quitting until eliminating in that order. The results of the research found that the essence refers to the mind that is sad because of all the defilements that come from it. When sanctified A person can ง make it even more bright. Efforts to purify the mind are not in vain. When the mind is depressed, suffering takes over. But when you gradually remove the defilements from the mind, you will be able to return to happiness. The Buddha spoke about the 16 defilements that cause the mind to become depressed as follows: 1. Abhijjāvisamalobha (greed and desire) 2. Wyāpata (thoughts of harming others) 3. Kodha (anger) 4. Upanaha (anger) 5. Makkha (disrespect for oneself) 6. Pālasa (equity) 7. Issā (jealousy) 8. Macchariya (stinginess) 9. Māyā (marāya) 10. Sātheiya (arrogance) 11. Dhambha ( Stubbornness) 12. Sarambha (good competition) 13. Mana (selfishness) 14. Atimāna (disrespect for others) 15. Madha (intoxication) 16. Pamata (carelessness) as found from Various Suttas in the Sutta Pitaka. Linked to the analysis of reduction of defilements in the Sutta material. In the Dhamma medicine health camp Inserted into every activity of the camp, it was found that 1) those who passed the training were able to reduce their personal happiness. 2) those who passed the training were able to change their old daily living habits. 3) those who passed the training were able to reduce, stop, and quit. Greed, anger, and delusion are divided according to the group of 16 vices that are the root causes of suffering, disease, and misfortune for more lasting happiness. จ กิตติกรรมประกาศ ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความอนุเคราะห์ และความเมตตาอย่างสูงยิ่งจาก พระเทพวัชราจารย์.รศ.ดร., พระเมธีวรญาณ, ผศ. ดร., พระเมธาวินัยรส, รศ. ดร., พระมหาอดิเดช สติวโร, ผศ. ดร., พระมหายุทธนา นรเชฏโ, รศ. ดร., รศ.ดร.สุเทพ พรมเลิศ, และเจ้าหน้าที่คณะพุทธศาสตร์ เพื่อน ๆ กัลยาณมิตรทุกท่านที่ได้อนุเคราะห์ให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาแนะนำ และข้อคิดมุมมองต่าง ๆ ทำให้ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้มีมุมมองที่กว้างขึ้น จนประสบความสำเร็จ ทำให้ได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณคณาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก พุทธศาสตรมหาบัณฑิตทุกท่าน ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทำให้ผู้วิจัยมีความรู้ความสามารถศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์นี้ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่พุทธศาสตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตทุกท่านที่ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกและประสานงานต่าง ๆ ให้ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณพระมหาอดิเดช สติวโร, ผศ. ดร. ผู้ที่คอยเป็นกำลังใจให้ในทุก ๆ ความท้อแท้ ตั้งแต่เริ่มศึกษาจนถึงปัจจุบัน ที่แนะนำการสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น ตลอดถึงให้คำปรึกษาชี้แนะในทุก ๆ เรื่อง และขอขอบพระคุณเพื่อนนิสิตป.โท ป.เอกทุก ๆ ท่านผู้เป็นกัลยาณมิตรที่คอยให้กำลังใจและช่วยเหลือในขณะกำลังศึกษา ขอกราบขอบพระคุณ ดร.ใจเพชร กล้าจน ประธานมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย ที่กรุณาให้สัมภาษณ์ในงานวิจัยนี้ และขอขอบพระคุณ จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม เจ้าหน้าที่บุคลากรสาธารณสุข ผู้เข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมทุกท่าน ที่กรุณาให้ข้อมูลการสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มแก่ผู้วิจัย และขอขอบพระคุณ คุณพ่อคุณแม่ พี่ชาย พี่สาวทั้งทางสายเลือดและพี่น้องทางธรรรมที่ช่วยอบรมสั่งสอนให้ผู้วิจัยเป็นคนดี มีคุณธรรม มีความเพียร อดทน ใฝ่รู้ รักการเรียน หมั่นแสวงหาความรู้ใส่ตัวเพิ่มคุณค่าให้แก่ตัวเองเพื่อช่วยเหลือส่วนรวมและสังคม ที่คอยให้กำลังใจช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ทุกด้านเป็นอย่างดี ทำให้ผู้วิจัยมีเวลาในการวิจัย อันเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จลงได้อย่างมีคุณภาพ สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศล ความรู้ ความดีงามที่เป็นประโยชน์อันเกิดจาก ดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้ เป็นธรรมบรรณาการแด่ครูอาจารย์ทุกท่าน และผู้มีพระคุณทุก ๆ ท่าน มีส่วนแห่งกุศลนี้ด้วยและขอขอบคุณผลงานของผู้เขียนและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งที่ระบุไว้ และที่ไม่ได้ระบุไว้ในบรรณานุกรม เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้วิจัยได้ข้อมูล ความรู้ และแนวคิดในการจัดทำดุษฎีนิพนธ์นี้ จนสำเร็จเป็นผลงานสำหรับอนุชนรุ่นหลังที่จะได้ศึกษาหาความรู้ หรือทำการวิจัยต่อไป นางสาวนวลนภา ยุคันตพรพงษ์ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ฉ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ จ สารบัญ ฉ สารบัญภาพ ซ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ ฌ บทที่ ๑ บทนำ ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ๑ ๑.๒ คำถามวิจัย ๓ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๔ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๔ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๕ ๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๖ ๑.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒๖ ๑.๘ วิธีดำเนินการวิจัย ๒๖ ๑.๙ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๒๗ ๑.๑๐ ข้อตกลงเบื้องต้น ๒๘ บทที่ ๒ อุปกิเลสในพระสุตตันตปิฎก ๒๙ ๒.๑ ความหมายของอุปกิเลสในพระสุตตันตปิฎก ๒๙ ๒.๒ หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกิเลสที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก ๓๐ ๒.๓ พระสูตรที่เกี่ยวข้องกับอุปกิเลสในพระสุตตันตปิฎก ๓๖ ๒.๔ สรุป ๔๑ บทที่ ๓ อุปกิเลสและการลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร ๔๒ ๓.๑ ความหมายและองค์ประกอบของอุปกิเลสที่ปรากฏในวัตถูปมสูตร ๔๒ ๓.๒ เนื้อหาสาระสำคัญของวัตถูปมสูตร ๕๒ ๓.๒.๑ การอุปมาด้วยผ้ากับจิตที่มีอุปกิเลส ๑๖ ชนิด ๔๔ ๓.๒.๒ การรู้และการละอุปกิเลส ๑๖ ชนิด ๔๖ ๓.๒.๓ ความเลื่อมใสแน่วแน่ในพระไตรรัตน์ ๔๗ ๓.๒.๔ พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดสุนทริกภารทวาชะพราหมณ์ ๔๙ ช ๓.๓ แนวทางการกำจัดกิเลสตามหลักวัตถูปมสูตร ๕๑ ๓.๓.๑ แนวทางการกำจัดกิเลสที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ๕๑ ๓.๓.๒ แนวทางการละอุปกิเลส๑๖ที่ปรากฏในวัตถูปมสูตร ๕๓ ๓.๔ การลดกิเลสโดยการจำแนกตามอริยบุคคลในวัตถูปมสูตร ๖๐ ๓.๕ สรุป ๖๕ บทที่ ๔ การลดกิเลสตามในวัตถูปมสูตรผ่านโครงการการเข้าค่ายสุขภาพ ตามหลักแพทย์วิถีธรรมที่สวนป่านาบุญจ.ปทุมธานี ๖๗ ๔.๑ วิเคราะห์กิจกรรมการลดกิเลสตามหลักวัตถูปมสูตรในโครงการ การเข้าค่ายสุขภาพตามหลักแพทย์วิถีธรรม ที่สวนป่านาบุญ จ.ปทุมธานี ๖๗ ๔.๒ วิเคราะห์กิจกรรมทบทวนธรรมในวัตถูปมสูตรผ่านโครงการ การเข้าค่ายสุขภาพตามหลักแพทย์วิถีธรรม ที่สวนป่านาบุญ จ.ปทุมธานี ๙๓ ๔.๓ องค์ความรู้ใหม่จากงานวิจัย ๑๑๕ ๔.๔ สรุป ๑๒๓ บทที่ ๕ ผลการวิจัย สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ๑๒๖ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๑๒๖ ๕.๑.๑ เพื่อศึกษาการลดกิเลสตามหลักวัตถูปมสูตร ๑๒๗ ๕.๑.๒ เพื่อศึกษาอุปกิเลสและการลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร ๑๒๗ ๕.๑.๓ เพื่อวิเคราะห์การลดอุปกิเลสในวัตถูปมสูตร ๑๒๙ ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๑๓๑ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๑๓๕ ๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้ ๑๓๕ ๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ๑๓๖ บรรณานุกรม ๑๓๗ ภาคผนวก ก หนังสืออนุเคราะห์เป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจแก้ไขเครื่องมือวิจัย ๑๔๒ ภาคผนวก ข แบบสัมภาษณ์งานวิจัยชุดที่๑และชุดที่๒ ๑๔๖ ภาคผนวก ค หนังสือขอความอนุเคราะห์เก็บข้อมูลวิจัย ๑๕๒ ภาคผนวก ง ประวัติความเป็นมาของโครงการการเข้าค่ายสุขภาพ ตามหลักแพทย์วิถีธรรม ที่สวนป่านาบุญ จ.ปทุมธานี ๑๖๖ ภาคผนวก จ ภาพจากการเก็บข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ทางซูมและภาคสนาม ๒๐๔ ภาคผนวก ฉ ตารางการจัดค่ายสุขภาพ ๒๑๔ ภาคผนวก ซ ประมวลภาพกิจกรรมการจัดค่ายสุขภาพ ๒๑๘ ประวัติผู้วิจัย ๒๓๗ ซ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ ๑.๑ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒๖ ภาพที่ ๓.๑ การละกิเลสด้วยจรณะ ๑๕ วิชชา ๘ ๕๓ ภาพที่ ๓.๒ แผนภาพรอยยิ้ม กุศลกรรมบถ ๑๐ ๕๗ ภาพที่ ๓.๓ การละอุปกิเลส และการละตามกิเลสตามลำดับมรรค ๖๑ ภาพที่ ๓.๔ การละอุปกิเลส ๑๖ ตามลำดับง่ายไปหายาก ๖๒ ภาพที่ ๔.๑ ตารางการใช้หลักธรรมและบททบทวนธรรมในการลดละเลิกกิเลสที่ปรากฏ ในวัตถูปมสูตรในการเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ จ.ปทุมธานีตามความโลภ ๗๙ ภาพที่ ๔.๒ ตารางการใช้หลักธรรมและบททบทวนธรรมในการลดละเลิกกิเลสที่ปรากฏ ในวัตถูปมสูตรในการเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ จ.ปทุมธานีตามความโกรธ ๗๙ ภาพที่ ๔.๓ ตารางการใช้หลักธรรมและบททบทวนธรรมในการลดละเลิกกิเลสที่ปรากฏ ในวัตถูปมสูตรในการเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมสวนป่านาบุญ จ.ปทุมธานีตามความหลง ๗๙ ภาพที่ ๔.๔ ขั้นตอนการชำระกิเลสความโลภ โกรธ หลงในชีวิตประจำวัน ๑๑๔ ภาพที่ ๔.๕ หลักของ FDE คือเพื่อนหมู่มิตรดีที่ขัดเกลากิเลสให้บรรลุธรรม ๑๑๕ ภาพที่ ๔.๖ รูปแบบแนวทางการลดกิเลสตามหลักวัตถูปมสูตรในโครงการการเข้าค่ายสุขภาพ ตามหลักแพทย์วิถีธรรมที่สวนป่านาบุญจ.ปทุมธานี ๑๑๖ ภาพที่ ๔.๗ ตารางเปรียบเทียบหลักธรรมกับแนวทางการลดกิเลสตามหลักวัตถูปมสูตรใน โครงการการเข้าค่ายสุขภาพตามหลักแพทย์วิถีธรรม ที่สวนป่านาบุญ จ.ปทุมธานี ๑๒๓ ฌ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ อักษรย่อในดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ ใช้การอ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๓๙ การอ้างอิงใช้การอ้างอิงด้วยการระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังชื่อคัมภีร์ ตัวอย่างเช่น ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๗๒/๓๑๘. หมายถึง มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๗๒ หน้า ๓๑๘ เป็นต้น การอ้างอิงอรรถกถาภาษาไทยใช้ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังคำย่อชื่อคัมภีร์ ตัวอย่างเช่น ม.อุ.อ. (ไทย) ๑/๒๗๒/๒๓๓ หมายถึง อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ปปัญจสูทนี เล่ม ๑ ข้อ ๒๗๒ หน้า ๒๓๓ เป็นต้น ๑. คำอธิบายคำย่อในภาษาไทย ก. คำย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ที.ปา. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ภาษาไทย) ม.มู. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ภาษาไทย) สํ.ส. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (ภาษาไทย) สํ.นิ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (ภาษาไทย) สํ.ข. (ไทย) สํ.สฬา. (ไทย) สํ.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก = สุตตันตปิฎก = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สังยุตตนิกาย สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สฬายตนวรรค มหาวารวรรค (ภาษาไทย) (ภาษาไทย) (ภาษาไทย) องฺ.เอกก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ติก. (ไทย) องฺ.จตุกฺก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร จตุกกนิบาต (ภาษาไทย) (ภาษาไทย) องฺ.ปญฺจก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ทสก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.เอกาทสก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต (ภาษาไทย) ขุ.ขุ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (ภาษาไทย) พระอภิธรรมปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา อภิ.วิ. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก วิภังค์ (ภาษาไทย) อภิ.ปุ. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ (ภาษาไทย) อักษรย่อที่ใช้อ้างอิงสารนิพนธ์ฉบับนี้ ใช้คัมภีร์อรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๕๖ โดยอ้างอิงใช้อักษรย่อบอกชื่อคัมภีร์ ตามการอ้างอิงระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลัง ญ อักษรย่อมชื่อคัมภีร์ เช่น ขุ.ขุ.อ. (ไทย) ๑/๑/๓๔๓. หมายถึง ขุททกนิกาย ปรมัตถโชติกา ขุททกปาฐอรรถกถา (ฉบับภาษาไทย) ข้อ ๑ หน้า ๓๔๓ เป็นต้น อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ที.ปา.อ. (ไทย) = ทีฆนิกาย สุมังคลวิลาสินี ปาฏิกวรรคอรรถกถา (ภาษาไทย) องฺ.ทสก.อ. (ไทย) องฺ.จตุกฺก. (ไทย) = อังคุตตรนิกาย = อังคุตตรนิกาย มโนรถปูรณี จตุกกนิบาต ทสกนิบาตอรรถกถา (ภาษาไทย) องฺ.เอกาทสก.อ. (ไทย) = อังคุตตรนิกาย มโนรถปูรณี เอกาทสกนิบาตอรรถกถา (ภาษาไทย) ขุ.ขุ.อ. (ไทย) = ขุททกนิกาย ปรมัตถโชติกา ขุททกปาฐอรรถกถา (ภาษาไทย) อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา อภิ.วิ.อ. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก วิภังค์ สัมโมหวิโนทนีอรรถกถา (ภาษาไทย) ๒. คำอธิบายคำย่อภาษาอังกฤษ บัญชีคำย่อที่สำคัญเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ คำย่อ คำเต็ม ความหมาย หมายเหตุ p. Page หน้า พหูพจน์ใช้ pp. บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเรียนรู้ธรรมทำให้คลายทุเลาความทุกข์จากอุปกิเลสที่ครอบงำจิตใจได้ เพราะความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ให้สุขสมใจอยากที่มาจากกิเลสตัณหา ราคะที่สะสมเป็นทุกข์ทับถมก่อเกิดเป็นอกุศลกรรมและวิบากร้ายมหันต์ถ้าไม่มีศีลและปัญญามาชำแรกกิเลสออกไปให้จิตไม่ขุ่นมัว วัตถูปมสูตร เป็นพระสูตรว่าด้วยการอุปมาอุปมัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงความสำคัญของจิตใจมนุษย์ดุจผ้าขาวเมื่อถูกสีย้อมคือ อุปกิเลส๑๖๑ครอบงำฉันนั้นจะถูกทุกข์ทับถม เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ เพื่อให้คลายทุเลาความทุกข์จากโรคร้าย, เรื่องร้ายต่อตนเองและบุคคลรอบข้างได้ วัตถูปมสูตรมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ต่อภิกษุโดยทรงยกตัวอย่างช่างย้อม นำผ้าที่สกปรก เปรอะเปื้อน ใส่ลงในน้ำย้อมสี คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมพู ผ้าผืนนั้นจะพึงเป็นผ้าที่ย้อมได้ไม่ดี มีสีไม่สดใส เพราะผ้าผืนนั้นเป็นผ้าที่ไม่สะอาด แม้ฉันใด เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติ๒ ก็เป็นอันหวังได้ ช่างย้อมผ้า จะพึงนำผ้าที่สะอาดหมดจด ใส่ลงในน้ำย้อมสี คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมพู ผ้าผืนนั้นจะพึงเป็นผ้าที่ย้อมได้ดี มีสีสดใส เพราะผ้าผืนนั้นเป็นผ้าที่สะอาด เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติ๓ ก็เป็นอันหวังได้ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ประมาทมีความเพียร อุทิศกายและใจ รู้ชัดในอุปกิเลสทั้ง ๑๖ เมื่อได้ศึกษาวัตถูปมสูตรแล้วยังมีหลักธรรมซึ่งเป็นองค์ธรรมให้เรานำไปปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลสที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหมดทั้งมวล หลักธรรมที่ปรากฏในวัตถูปมสูตรคือกุศลกรรมบถ ๑๐, ปาริสุทธิศีล ๔, ธุดงค์ ๑๓, กัมมัฏฐานในอารมณ์ ๓๘, อุปกิเลสแห่งจิต ๑๖ ชนิด คือ ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ (ความโลภไม่สม่ำเสมอคือความเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๒. พยาบาท (ความคิดปองร้ายผู้อื่น) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๓๔, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ, ๒๕๕๙), หน้า ๒๖๕-๒๖๖. ๒ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๗๐/๖๒. ๓ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๗๐/๖๓. ๒ ๓. โกธะ (ความโกรธ) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๔. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๕. มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๖. ปฬาสะ (ความตีเสมอ) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๗. อิสสา (ความริษยา) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๘. มัจฉริยะ (ความตระหนี่) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๙. มายา (มารยา) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๑๐. สาเถยยะ (ความโอ้อวด) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๑๑. ถัมภะ (ความหัวดื้อ) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๑๒. สารัมภะ (ความแข่งดี) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๑๓. มานะ (ความถือตัว) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๑๔. อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๑๕. มทะ (ความมัวเมา) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ๑๖. ปมาทะ (ความประมาท) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต คุณค่าของหลักธรรมที่ปรากฏในวัตถูปมสูตร ได้แก่ การมีสติสัมปชัญญะ ความไม่ประมาท การมีความเพียร ความรู้แจ้งธรรม เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกทาง ปฏิบัติสมควร ได้แก่ อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล๔ และความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรมมีความเลื่อมใสแน่วแน่ในพระพุทธ, พระธรรม และพระสงฆ์ มีปราโมทย์แล้ว ปีติย่อมเกิด เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ มีกายสงบแล้วย่อมเสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น มีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศแผ่ไปตลอดโลก ทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยเมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อม ความคลายกำหนัด รู้ชัดว่า ‘สิ่งนี้มีอยู่ สิ่งที่เลวมีอยู่ สิ่งที่ประณีตมีอยู่ ธรรมเครื่องสลัดออกจากกิเลส๕ ที่ยิ่งกว่าสัญญานี้๖ ก็มีอยู่’ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นอีกต่อไป๗ ภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้อาบสะอาดแล้วคือ ๑. อาบสะอาดในภายในผัคคุณฤกษ์๘ ๒. เป็นฤกษ์ดีทุกเมื่อสำหรับผู้บริสุทธิ์ ๔ อภิ.ปุ. (ไทย) ๓๖/๑๘/๑๕๒ ๕ ม.มู.อ. (ไทย) ๑/๗๘/๑๘๙. ๖ ม.มู.อ. (ไทย) ๑/๗๘/๑๘๙. ๗ ม.มู.อ. (ไทย) ๑/๗๘/๖๗. ๘ ม.มู.อ. (ไทย) ๑/๗๙/๑๙๑. ๓ ๓. อุโบสถเป็นวัตรศักดิ์สิทธิ์ทุกเมื่อสำหรับผู้บริสุทธิ์ วัตรปฏิบัติสมบูรณ์ทุกเมื่อสำหรับผู้บริสุทธิ์ มีกรรมสะอาด การอาบน้ำด้วยศีล นำพาความปลอดภัยในสัตว์ทั้งปวงด้วยการไม่พูดเท็จ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ มีความเชื่อ ไม่ตระหนี่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive