เหม็นจริงๆ นะคนเนี่ย!

โฟลเดอร์Asoke Encyclopedia เผยแพร่สาธารณะ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์5.00 KB
วันที่แก้ไข30 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

เหม็นจริงๆ นะคนเนี่ย!

บทพิจารณาความไม่น่ายินดีในกายนี้ (โดยพ่อท่าน)

เหม็นจริงๆ นะคนเนี่ย กลิ่นมันมาจากข้างในโน่นแหนะ ธาตุสังเคราะห์ต่างๆ นานา มิใช่มันหอม แต่คนไม่เชื่อ ทุกวันนี้ใครก็แล้วแต่มันดมกันจังเลยมันก็ดมกันอยู่นั่นล่ะจริงๆ พิสูจน์กันอยู่นั่นแหละ จริงๆ มันไม่เชื่อว่ามันเหม็น เสร็จแล้วเขาก็หลอกกัน ผู้หญิงก็ไปหาน้ำหอมมาทาไว้หมด ผู้ชายก็ยังทาเลย เสร็จแล้วก็มาดม หอม ดมกันไป ดมกันมา เอ้า!เรื่องจริงที่อาตมาพูดนี่เรื่องจริง ก็หลอกกันไว้ ถ้ามันไม่มีน้ำหอมโลกนี้ เชื่อไหมว่า ป่านนี้มันจะไม่มีกิเลสมากขนาดนี้ มันเหม็น มันจะไม่ดมขนาดนั้นหรอก เพราะมันรู้ ดมเข้าไปเมื่อไหร่ก็เหม็นน่ะ แต่ทุกวันนี้มันฉลาดโกง ก็เอาน้ำหอม น้ำอบ มาอบมาร่ำอะไรต่ออะไรกันไว้

โอ๊ย! มันก็มากกว่าอ้ายธาตุเคมีที่เป็นน้ำหอมกว่ามันจะระเหย เดี๋ยวอาบน้ำ เดี๋ยวก็ทา ก็เลยหอมอยู่นั่นหละ มันไม่ใช่กลิ่นคน กลิ่นนี้มันกลบเกลื่อนอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกก็ดมกันไป นึกว่าชื่นใจ ชื่นใจของปลอมที่เขามาอบมาร่ำเอาไว้ ก็ชื่นใจหลง นี่คือความหลงซ้อน เพราะฉะนั้นถ้าต้องการจะพิสูจน์จริง อย่าเอาน้ำหอมน้ำอบมาร่ำมาทา มันจะไม่ถูกหลอก

เพราะฉะนั้นคนพวกเราจะไม่ค่อยดมกันเท่าไหร่หรอก นอกจากกิเลสมันจะงมงาย เหม็นก็ยังดม เหม็นก็ยังดม นี่งมงายแน่ มันไม่รู้จักสัจจะ และมันก็จะดมกันไป เมื่อคุณพิสูจน์เห็นสัจจะแท้จริงในข้อนี้แล้วคุณจะหยุดดม ให้อาตมาไปดมพวกคุณ อาตมาไม่ดมหรอก จริง! เด็กๆกลิ่นมันไม่ค่อยเหม็นเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเขาก็ดมกัน ก็เป็นกลิ่นธรรมชาติดีนะ เพราะฉะนั้นคุณจะดมเด็กบ้างมันก็ไม่เท่าไหร่ แต่โตขึ้นมา ฮอร์โมนขึ้นมา ไม่ต้องกลัว มันเหม็นทั้งนั้นล่ะ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย เสร็จแล้วจะหยุดดมจริงๆ

กลิ่นเพศนี่ยิ่งเหม็นจะบอกให้ กลิ่นเพศ

อ่านต่อ

นี่ยิ่งเหม็น สัตว์เดรัจฉานมีกลิ่นเพศเพื่อเรียกการสืบพันธุ์ กลิ่นเพศนี่เหม็น เหม็นไกลด้วย เด็กนี่ยังไม่มีกลิ่นเพศ ยังไม่มีฮอร์โมน ฉะนั้นมันก็สะอาด พอโตขึ้นมา กลิ่นเพศมันก็จะเหม็นขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้สัตว์มันเข้าใจมันก็เอากลิ่นเพศ คนก็เอา แต่ว่าไม่พอ ยังหลอกกันอีก หอม เอาอะไรมากลบเกลื่อนอีก ก็เลยไปกันใหญ่เลย ไม่รู้มันชอบเหม็นหรือชอบหอมกันแน่???

คน มันโง่ โง่ได้ที่ มันโง่เอาหมด ทั้งเหม็นทั้งหอม !!!

ปลงอสุภะไม่ตก ทำอย่างไรดีครับ? ก็เสร็จน่ะสิ เห็นความสวยแล้วปลงไม่ตกก็เสร็จน่ะสิ! สวยเป็นสมมุติน่ะ เอาล่ะเราก็ เข้าใจตามสมมุติ สวยก็สวย แต่ทำไมเมื่อสวยแล้วต้องยึดมาว่าเราควรได้ อยากได้ ควรเป็นเรา ควรเป็นของเรา เอ้า!สวย คุณจะรู้ตามสมมุติก็ไม่ว่า อาตมาก็ดูสวยเป็นนะ เพราะก็ฟังเป็น อร่อยก็สมมุติด้วยตาม บางอย่างมันไม่ได้สมมุติด้วย อย่างเพลงสมัยนี้เขาเพราะ อาตมาผ่านมาแล้ว ยุคอาตมามันวางแล้ว ไม่ปรุงร่วมแล้ว พอมาเดี๋ยวนี้อาตมาฟังเพลงสมัยใหม่นี่ ฟังยังไงๆ รสอร่อยมันก็ยังไม่ขึ้น เพราะว่ามันไม่ได้สมมุติด้วย ตั้งแต่เพลงยุคเก่าแบบลีลาสมมุติตามเก่าๆ น่ะนะ เพลงที่ไพเราะอย่างเก่าๆ อย่างงี้น่ะ เราฟังไพเราะยังงั้นได้ ฟังเข้าใจ รสไพเราะ รสอร่อย รสสมมุติสัจจะอย่างนั้นเข้าใจ แต่ไอ้สมัยใหม่เนี่ยนะ แหม... อาตมาพยายาม พยายามปรุงตามนะ มันปรุงไม่ขึ้น เพราะมันไม่ได้สมมุติด้วยมา มันก็ยากนะ อย่างนี้ก็เล่าสู่ฟังก็แล้วกัน คุณจะเข้าใจแค่ไหนก็ฟังไป

เรารู้สมมุติตามโลกได้ ถ้าเราวาง ไม่ติดไม่ยึดแล้ว ไม่เป็นเรา ไม่เป็นของเราแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร ทีนี้คุณเองที่ถามมานี่ คงเห็นสวยแล้วปลงไม่ตก ก็..ดูดดึง ..ดูดดื่ม โอ๊ย! สวยนี่น่าเป็นของเรา เราน่าได้ เราน่ามีหนอ จะเป็นของคนอื่น แหม! เสียดาย หนักเข้าอยากได้มาก ก็จะต้องแย่งชิง ฆ่าผัวมันเสีย เอาเมียมันมา (หัวเราะ) มันร้ายแรงถึงขั้นฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา มันจะไม่ไหวน้า อาตมาว่าพิจารณาจริงๆ เลยว่าจะสวยก็ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าสอนมาหมดแล้ว มันพาเป็นทุกข์ คือเป็นสุขแบบบำเรอ

อาตมาก็อธิบายมาแล้ว สุขแบบโลกีย์ แบบกามก็บำเรอ มันไม่จริง คุณมาเรียนรู้ “อัสสาทะ” เรียนรู้ลดอัสสาทะนั้น มาลด มาเลิก มาละ มาจาง มาคลาย จนสุดท้ายแล้ว มันไม่มีรสนั้น พิสูจน์ได้ ขอยืนยันว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าพิสูจน์สัจจะอันนี้จริง มันไม่มีจริง หมดรสอร่อย รสอร่อยทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รสอร่อยทางกามารมณ์ เพศสัมพันธ์ รสอร่อยทางอัตตามานะ ที่ได้ถือดีได้สมใจ เอาชนะคะคานเขาก็แหมสุข ไม่ได้ชนะคะคานเขาก็ทุกข์ ต้องแข่งต่อ ต้องสู้ต่อ ต้องเคี่ยวเข็ญต่อ ต้องเอาชนะเขาต่ออะไรนี่ มันก็เป็นทุกข์เป็นสุข ที่จะต้องผูกพันต่อกันไปไม่รู้จักแล้ว จึงเรียกว่าเวรานุเวรนะ

ถ้าเรามาเรียนรู้อันนี้จริงแล้ว จนกระทั่งอ่านรู้เวทนา ความรู้สึกที่เป็นรส เป็นสุข เป็นทุกข์ วิจัยลงไปจนกระทั่งนี้เป็นโลกีย์ นี้เป็นเนกขัมมะ เข้าใจเวทนา นี่เป็นเนกขัมมะเวทนา เรียกว่าเนกขัมมสิกเวทนาของทางนี้ อันนี้เป็นลักษณะเคหสิตเวทนา เป็นเวทนาแบบชาวบ้าน แบบปุถุชน แบบโลก อันนี้เป็นแบบเนกขัมมะ เป็นแบบออกจากโลก ออกจากโลกีย์ เป็นเวทนาขนาดไหนล่ะ สุขเป็น โสมนัส หรือเป็นโทมนัส หรือมันเป็นอุเบกขาเวทนา นี่มันก็ลึกซึ้ง

ต้องรู้เวทนาในเวทนา ต้องเรียนรู้ลักษณะพวกนี้จริงๆ จนคุณรู้จักเหตุมัน ลดเหตุมัน จนมันจางคลาย รสอร่อยนี้จาง จาง จาง ซึ่งอาตมาเคยยกตัวอย่างให้ฟังบ่อยๆ ว่า อาตมานี่เป็นคนอีสาน กินพริกนี่อร่อย เดี๋ยวนี้กินพริกมีแต่แสบ รสอร่อยนั้นยังจำได้ เพราะว่าเคยจำได้ มีสัญญา แต่มันไม่มีรสนั้นจริงๆ อย่างนี้เป็นต้น หรืออื่นๆ ก็เหมือนกัน รสมันหายไป มาเรียนรู้ แล้วคุณจะรู้ว่าไอ้แค่อสุภะปลงเฉยๆ นี่มันแค่ชั่วคราว แต่ความจริงแล้ว เห็นว่าไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ไม่น่ายินดีนั่นเอง

อสุภะ ความไม่น่ายินดีนี้ไม่ได้หมายความแต่แค่คิดนึก แต่จิตของเราจะเกิดความไม่น่ายินดีหรอก ไม่น่าเสพติด ไม่น่าไปเอามามีมาเป็น สำหรับเสพ แต่ห้ามไม่ได้ที่มันจะเป็นธรรมชาติ สิ่งที่สวย ดอกไม้เกิดมามันก็สีสันมันก็สวย เราก็เรียกว่าสวย สมมุติตามโลกก็สวย ไม่มีปัญหาอะไร รสนิยมอาจจะคนละอย่าง บางคนก็ชอบดอกไม้สีนี้ ฟอร์มนี้ รสนิยมก็ต่างกันไป แต่เอาล่ะ ถือว่าสวยก็คือสวย

เราไม่มีปัญหาในเรื่องสมมุติตามโลก แต่เรามีอารมณ์ มีรสอัสสาทะ มีต้นเหตุกิเลสนั้นมั้ย ล้างต้นเหตุนั้น หมดอัสสาทะรสอร่อยหมด นี่คืออสุภะแท้ ไม่ยินดีในสิ่งที่มันเป็นความสวย หรือเป็นความอร่อย เป็นความเพลิดเพลิน น่าได้ น่ามี น่าเป็น แต่ผู้ที่เป็นอรหันต์ หรืออาริยะสูงแล้ว ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีแล้วอร่อย ไม่มี ไม่ได้ติดยึดในโลกความดีงาม ความสวย ความงาม ก็เลยไม่รู้เรื่อง ทำอะไรไม่เป็น ไอ้นั่นไม่ใช่ อาตมาสร้างสิ่งที่สวยก็เป็น สร้างสิ่งที่ไพเราะก็เป็น สร้างสิ่งที่ดีงามอย่างนี้ก็เป็น สำหรับคนแต่ละฐานะก็ทำไว้พอควร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน