610723_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาให้มีสภาวะอันพ้นตรรกะ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข30 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

610723_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาให้มีสภาวะอันพ้นตรรกะ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1VR_P8T1nI343ztot5al2UTehvdj-470kESzMfHBn-d0 ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1fCfuhlYZcxwwHEHTJOVv_itXgdWTbPIn สมณะเดินดิน ว่า…วันนี้เป็นวันบวรของชาวราชธานีอโศก วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2561 วันนี้เราจะมีกิจกรรมร่วมกัน กิจกรรมที่สำคัญคือร่วมฟังธรรม วันนี้เรามีการบวชสมณะเพิ่มขึ้นอีก 1 รูป สมณะรูปสุดท้ายรูปที่ 88 ได้จากเราไปคือหลวงตาพรหมจริโย วันนี้มีท่านสันติ อาภัสสโร ก็เข้ามาแทน ท่านเป็นพระอาคันตุกะอยู่กับเรามา 7-8 ปีแล้ว เข้ามาเป็นรูปที่ 88 ปีนี้ สมณะรูป 88 จากเราไป แล้วเราได้สมณะรูปที่ 88 มาอีก 1 รูป เป็นปีที่มีเดือน 8 สองหนด้วย หลวงตาพรหม ชื่อเดิม คือแดนเดิม พรหมจรรย์ พ่อครูถึงตั้งฉายาให้ว่า พรหมจริโย ผู้มีความประพฤติดั่งพรหม และท่านก็เป็นผู้ที่มากด้วยความเมตตากรุณา ช่วยเหลือทุกคน ใครเจ็บใครป่วยใครไม่สบายใครตายก็ไปตลอด ปะที่สันติอโศกเป็นมะเร็งท่านก็ไปเป็นเพื่อนพบหมอด้วยเสมอ น้ำหนักของความเมตตามีมาก เป็นพรหมของชาวอโศก มีคนบอกว่า ความเป็นพรหมไม่น่าจะมีที่หลวงตาคนเดียว น่าจะไปอยู่ที่หัวใจของชาวอโศกทุกคน ที่เราจะมองกันด้วยความเมตตา ด้วยความเป็นพรหม วันนี้เราก็คงจะได้มาฟังสัจจะจากพ่อครูอีกครั้งหนึ่ง พ่อครู ว่า...เอา sms เมื่อวานก่อน SMS วันที่ 22 กค. 2561

_2166พ่อท่านครับคนใส่ชุดสีเทามีผ้าโพกหัวเป็นคนอินเดียหรือเปล่าครับ?ผมสังเกตุดูแกจะมาเฉพาะวันที่พ่อท่านเทศน์แกฟังภาษาไทยรู้เรื่องหรือครับ? เพราะแกชอบพยักหน้ารับอยู่บ่อยๆเวลากล้องจับหน้าแก รู้สึกแกเล่นกับกล้องเก่ง!!!? พ่อครูว่า…เขาเป็นคนมีจริตอย่างนี้ มุ่งมั่น

อ่านต่อ

ค่อนข้างจะคิดถึงครูบาอาจารย์อยู่พอสมควรเหมือนกัน คนเรา หากมีความจริง มีความรู้ที่มีปัญญาด้วยก็จะไม่หวั่นไหว จะไม่สงสัยอันนั้นอันนี้

_3867นมัสการพ่อครูฯสมณะสิกขมาตุ!จรธ.ญตธ.บ้านราชฯ กับอักษรโลกุตระจากนามธรรมในอักขระจากจิตฝ่ายปัญญาและรูปธรรมในอักขระจากกายฝ่ายเจโต!ด้วยกรรมทุกกาละจากรูปนาม พ่อครูว่า…รู้สึกว่าจะติดใจในพยัญชนะเยอะนะ มันจะนานช้า หลายกัปป์หลายกัลป์ คนที่หลงพยัญชนะจะอยู่กับพยัญชนะ มันมีมากมายและจะวน

_3867ฟังธ.พ่อครูรู้จักรูปนามรู้ถึงกายใจรู้ทันทุกข์สุขเวทนา พิชิตโรคหัวใจนำใจอ่อนล้า!โรคเครียดพาใจอ่อนไหว !โรคซึมเศร้าดึงใจอ่อนแอ!โรคแพ้อบายฉุดใจพ่ายโลก ธ.ด้วยโลกุตระนำหลักธ.สุขภาพ 8 อ. อายุวัฒนะยืนย๊าวยาวน๊านนาน

_3867คำพรหมฯพ่อครูสอนมีอันเดียวกับจิตพรหมของอาฬารดาบสกาลามโคตรที่มรณะภาพแล้วตถาคตฯโปรดแสดงธ.ไม่ได้ เพราะดาบสอยู่โลกอรูปพรหมฤาอรูปฌา ณฤาพรหมบ่มีรูปฤาในอรูปภพ!ฤาเปล่าหนอ? พ่อครูว่า…นั่งหลับตาจะติดในภพชาติ ไม่มีธรรมวิจัย ไม่มีผัสสะ ไม่มีกาย เวทนา จิตธรรม คนปฏิบัตินั่งหลับหูหลับตาในภพ

_จาก..สมณะพอจริง พรหม 3 เส้าที่ 3 คือ ฌาน 3 ประกอบด้วยอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ปริตตาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)มาก อุเบกขามีน้อย อัปปนาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)ปานกลาง อุเบกขามีปานกลาง สุภกิณหาพรหม ยึดสุข(วูปสม)น้อย อุเบกขามีมาก(ถึงจะมีความบริสุทธิ์มากแต่ก็ยังมีจุดด่างดำอยู่) สุข+อุเบกขา=เอกัคคตา สุข=อุบัติเทพ อุเบกขา=วิสุทธิ์เทพ เอกัคคตา=วิสุทธิ์เทพ=พรหม พ่อครูว่า…เดี๋ยวจะมีรายละเอียดของท่านพอจริงที่ส่งมาเพิ่มอีก

ก็แวะมาที่ของคุณ บ้านเล็กเมืองน้อย...กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

จากคอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?, เราคิดอะไร ฉบับที่ 336...... " เพราะไม่มี "ผู้รู้ธรรมที่เป็นโลกุตระ" ได้แท้ แม้จะ "รู้" ก็รู้กันไม่สัมมาทิฏฐิพอ จึงไม่สามารถนำพาผู้ศึกษาปฏิบัติบรรลุธรรมที่เป็น "โลกุตรธรรม" ของพุทธถูกต้องแท้ๆได้ "

เกิดคำถามว่า.....ผู้รู้ธรรมที่เป็นโลกุตระซึ่งเป็นธรรมะขั้นสูง ทำไมจึงไม่มีสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นหลักอันดับต้นๆในการปฏิบัติธรรม ? ความผิดพลาดใดจึงทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น ? พ่อครูว่า…ความผิดพลาดที่เราเข้าใจว่าสัมมาทิฏฐิมันมีตัวเดียวเป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่ สัมมาทิฏฐิมันมีเป็นลำดับเหมือนกัน นี่คือสภาพเชิงซ้อนที่หมุนรอบเชิงซ้อน ไปตามลำดับอย่างซับซ้อนลึกซึ้งมาก ตั้งใจฟังให้ดี ตอนนี้ก็กำลังพยายามสาธยายพวกนี้อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากในการอธิบาย สมณะเดินดินว่า..คงเหมือนกับพระอานนท์ที่รำพึงบอกว่ามิตรดีสหายดีเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์เลยทีเดียว

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการปฏิบัติของตนเอง พบว่ามีบางครั้งสอดคล้องกันกับคำกล่าวข้างต้น แล้วนำมาเทียบกับหลักปฏิบัติที่ว่า รู้โลก เหนือโลก ช่วยโลก ที่พ่อท่านสอน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน ที่ว่า "รู้" นั้น ไม่ได้ "รู้" จริงๆ

หากเพียงแค่พอลูบคลำสังเกตเห็น... แล้วนำมาพูดเป็นพยัญชนะ...บางครั้งเอาคำบาลีมาเสริมให้ดูจริงจังเพิ่มขึ้นเท่านั้น มิได้มีสภาวะที่เกิด ตัว"รู้" ที่เป็น"อัญญา" เลยแม้แต่น้อย เนื่องจากไม่ยอมอนุญาตตัวเอง ให้ได้เห็นแม้เพียงแสงอรุณ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมมา จึงไม่มีทางเข้าใจได้ว่าความสว่างที่แท้จริงนั้น มีสภาพเป็นเช่นไร

ผลก็คือไม่ได้ "รู้" สิ่งแปลกใหม่ ที่จะทำให้เปลี่ยน วิธีคิด วิธีพูด วิธีทำ และปฏิบัติตนเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้น ได้แต่ปฏิบัติตามจิตวิญญาณที่ยังตกอยู่ภายใต้การครอบงำของโลกธรรม ทำซ้ำรอยเดิม ด้วยวิธีปฏิบัติเดิมๆ วันแล้ววันเล่า แต่หวังจะได้ผลลัพธ์อื่น ที่แตกต่างออกไป หวังให้ออกมาเป็นโลกุตรธรรม มันจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ตัว"รู้" ที่ว่ารู้นั้น ต้องเป็นตัว"รู้" ที่ทำให้พ้นทุกข์ได้จริงเท่านั้น จึงเรียกได้ว่าเป็น"ตัวรู้" ไม่ใช่เพียงรู้ไว้เพื่อ show off.... ให้ได้โลกธรรม.... เมื่อรู้แล้วว่า "ไร้ตัวตนได้น้อยลงเพียงใด ก็จะพ้นทุกข์ได้มากขึ้นเท่านั้น" จึงจะเกิด ปัญญา ที่เป็น อัญญา และจะนำพา ผู้ศึกษาปฏิบัติ ให้บรรลุธรรม ให้"รู้"โลกได้จริง,,,,ให้อยู่เหนือโลกได้แท้,,,,เป็น "โลกุตรธรรม" ที่พร้อมจะไปช่วยเหลืออนุเคราะห์โลกได้ แม้ยังต้องคลุกคลีกับโลกโลกีย์อยู่ก็ตาม จิตวิญญาณก็ยังคงความบริสุทธิ์อยู่ได้ ไม่ถูกครอบงำอีกต่อไป การรู้และเข้าถึงโลกุตรธรรมได้จริงๆ จึงเป็นยิ่งกว่า ความมีเอกราชในแดนดิน ยิ่งกว่าสวรรคาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดๆในโลกทั้งปวง พ่อครูว่า…เราเหนือโลกีย์แล้ว จะไปอยู่ที่ไหนก็เหนือมันได้ โลกอื่นใดก็สู้โลกโสดาบันไม่ได้ เหนือกว่าคนโลกๆได้จริง ก็ค่อยๆเข้าใจไปตามลำดับ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ตอบปัญหาให้มีสภาวะอันพ้นตรรกะ _สมณะพอจริง ขออภัยครับ ข้อมูลเรียงใหม่ พรหม 16 ชั้นนี้ถูกต้องไหมครับ จาก..พรหม 3 เส้าแรก คือ ฌาน 1 วิตกวิจาร ปิติ สุข เกิด แต่วิเวก วิตก เป็น อุบัติเทพ ปีติ เป็น อุบัติเทพ สุข เป็น อุบัติเทพ ทั้ง 3 อย่างนี้ รวมเป็น เอกัคคตา เอกัคคตานี้ คือ พรหม เพียงแต่ ชีวิตินทรีย์ ของ วิตกวิจาร นั้นต่างกัน จึงทำให้ ความบริสุทธิ์ของพรหม ต่างกันไปด้วย ปาริสัชชาพรหม มี วิตกวิจาร มาก ปีติ สุข มีน้อย ปุโหิตมาพรหม มี วิตกวิจาร ปานกลาง ปีติ สุข มีปานกลาง มหาพรหม มี วิตกวิจาร น้อย ปีติ สุข มีมาก นั่นคือ วิตกวิจาร เป็น ตัวหลัก(เหตุ) ปีติ สุข เป็น ตัวตาม(ผล) จึงต้องสร้างเหตุ เพื่อ ให้เกิดผล ดังกล่าว เหตุ กับ ผล รวมลงเป็น หนึ่งและเป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย เรียกว่า เอกัคคตา เอกกัคคตาจึงเป็น สัมมาสมาธิเบื้องต้นอันเป็นผลของ ฌาน ๑(ผลรวมของ วิตกวิจาร ปีติ สุข) เรียกว่า ขณิกสมาธิ ยังมีข้อบกพร่องที่ทำให้ลำบาก โทมนัส อยู่ มาก ปานกลาง น้อย ตามเหตุปัจจัย เอกกัคคตา จึงเป็น วิสุทธิ์เทพ หรือ พรหม เบื้องต้น สรุป วิตกวิจาร+ปีติ+สุข=เอกัคคตา วิตกวิจาร = อุบัติเทพ ปีติ = อุบัติเทพ สุข = อุบัติเทพ เอกกัคคตา = วิสุทธิเทพ วิสุทธิ์เทพ = พรหม .•. อุบัติเทพ+อุบัติเทพ+อุบัติเทพ=วิสุทธิ์เทพ=พรหม พรหม 3 เส้า ที่ 2 คือ ฌาน 2 ปีติ สุข ที่เกิดจากสมาธิ ปริตตาภาพรหม มีปีติ(ดีใจ)มาก สุข(วูปสม)น้อย อัปปมานาภาพรหม มีปีติ(ดีใจ)ปานกลาง สุข(วูปสม)ปานกลาง อาภัสราพรหม มีปีติ(ดีใจ)น้อย สุข(วูปสม)มาก ปีติ+สุข=เอกัคคตา ปีติ=อุบัติเทพ สุข=อุบัติเทพ เอกกัคคตา=วิสุทธิ์เทพ=พรหม เป็น สัมมาสมาธิท่ามกลางอันเป็นผลของฌาน ๒(ผลรวมของปีติกับสุข)เรียกว่า อุปจารสมาธิ เกิดโสมนัสขึ้น พรหม 3 เส้าที่ 3 คือ ฌาน 3 ประกอบด้วยอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ปริตตาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)มาก อุเบกขามีน้อย อัปปนาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)ปานกลาง อุเบกขามีปานกลาง สุภกิณหาพรหม ยึดสุข(วูปสม)น้อย อุเบกขามีมาก(ถึงจะมีความบริสุทธิ์มากแต่ก็ยังมีจุดด่างดำอยู่) สุข+อุเบกขา=เอกัคคตา สุข=อุบัติเทพ อุเบกขา=วิสุทธิ์เทพ เอกัคคตา=วิสุทธิ์เทพ=พรหม เป็น สัมมาสมาธิท่ามกลางอันเป็นผลของ ฌาน ๓ (ผลรวมของสุข กับอุเบกขา)เรียกว่า อุปจารสมาธิ ทำให้มี โสมนัส มากขึ้น พรหมอีก 2 คือ ฌาน 4 มีสติบริสุทธ์ เพราะอุเบกขา เวหัปผลาพรหม มีอุเบกขาเป็นผลสมบูรณ์ อสัญญีพรหม มีอุเบกขาสมบูรณ์เป็นอัตโนมัติจนไม่ต้องกำหนดอีก อุเบกขา=เอกัคคตา อุเบกขา=วิสุทธิเทพ=พรหม เป็น สัมมาสมาธิบั้นปลายอันเป็ผลของ ฌาน 4(อุเบกขาที่มีองค์ประกอบ 5)เรียกว่า อัปปนาสมาธิ(อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา) สุทธาวาส 5 อวิหา ไม่เสื่อม อตัปปา ไม่เดือดร้อน สุทัสสี เห็นดี สุทัสสา เห็นดียิ่งขึ้น อกนิษฐา ยิ่งใหญ่มาก พรหมที่ส่งมานี้เป็นพรหมแบบพุทธนะครับ จึงใช้ฌานลืมตา ส่วนแบบ ฤาษี นั้นจะเป็นฌานหลับตาครับ พ่อครูว่า...ท่านพอจริงก็บวชมานาน ก็วนกับพยัญชนะเสียเยอะ สิ่งที่ละเอียดพวกนี้ ที่เขียนมานั้นถูกต้องแต่มีสภาวะหรือไม่ หากมีสภาวะแล้วจะรู้ว่าเป็นสิ่งละเอียดไม่ใช่สิ่งที่ง่ายๆถ้ารู้แล้วว่าเป็นสิ่งละเอียดและมีสภาวะด้วยก็จะจบ ที่ถามมานี้ อยากจะถามลองภูมิหรือไม่พ้นสงสัยก็เลยต้องถาม แต่ถ้าไม่มีวิจิกิจฉาคุณจบแล้วคุณก็จะไม่ถามอาตมา ที่พูดมานี้ไม่ผิด แต่คุณจะเอาแต่พยัญชนะหรือ ถ้าคนมีสภาวะแล้วพยัญชนะจะยาวไปเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหา คนที่มีจิตสนุกอยู่กับพยัญชนะ หรืออยากอวดว่าฉันรู้พยัญชนะบ้างก็จะโชว์ ก็จะจมอยู่ตรงนั้น ไม่ไปต่อ ฟังไว้นะตัวผีหลอกที่แฝงมา จะเอาตัวเองตายระวังเถอะ ถ้าหากสภาวะตรงตามสภาวะที่เขียนมานี้ก็ถูกหมด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...เขามีคำถามว่า พรมประเทศไหนที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์มากที่สุดคำตอบที่ออกมาก็คือพรมเช็ดเท้า พ่อครูว่า...ถ้าสภาวะที่คุณมีตรงกับพยัญชนะก็ถูกหมด แต่ถ้าสนุกแค่พยัญชนะก็มีแต่ความรู้แต่ไม่มีความจริง

หากจะเอาสูตรสามเส้า มาจับกับสภาวะหรือภาษาก็ได้ทั้งนั้น เข้าใจความจริงที่ถูกต้องของพยัญชนะนั้นก็ทำได้ เหมือนพวกอภิธรรมที่ท่องพยัญชนะจิตเจตสิก จิต 83 ดวง พิสดาร 121 เขาท่องได้ อาตมายังทำไม่ได้เลย ท่องเก่ง แต่สภาวะมีตามนั้นไหมหากมีสภาวธรรมนั้นก็เป็นอรหันต์ หากพูดแต่พยัญชนะมากมันก็เมื่อย คนจะได้ความจริงมีน้อยแล้วจะเสียเวลา ก็จะกลายเป็นหลงอยู่กับพยัญชนะบัญญัติภาษา ตัวสภาวะไม่ได้เลย คนที่จะเห็นพยัญชนะสูงกว่าบัญญัติหรือพยัญชนะก็จะมาหาพยัญชนะน้อยลง เสียพลังงานลดน้อยลง ลงทุนน้อยลงก็จะได้สภาวะเพิ่มขึ้น

พ่อครูว่า...ก็ขอสรุปว่า หากเอาสามเส้ามาจับกับสภาวะก็ได้ทั้งนั้น หากมีสัมมาทิฏฐิจริงและได้ปรมัตถธรรมแล้ว สัมมาทิฏฐิคือความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นตรรกะแต่มีสัมมาทิฏฐิได้ หากมีสัมมาทิฏฐิจะไปมิจฉาปฏิบัติและจะเกิดสัมมาปฏิเวธได้อย่างไรถ้าเอาแต่ตรรกะที่จะหมุนไปตามตรรกะก็ได้ แต่มันเป็นเพียงตรรกะ ข้อสังเกต ผู้ที่มีแต่ตรรกะนั้น จะไม่มีจุดจบ ผู้ที่มีตรรกะนั้นจะไม่มีจุดจบ ที่จะพ้นวิจิกิจฉา ได้ง่ายๆ ส่วนผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิแท้ คมชัดแม่นตรงสภาวะปรมัตถธรรมจริง จะไม่ขี้สงสัย เพราะจะพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ (ตัวที่สองของอาสวะ 10) (อยู่ในตัวที่ 4ของอนุสัย 7) ตั้งแต่แค่สังโยชน์ 2 ของสังโยชน์ 10 ที่จะสงสัยในวิจิกิจฉานุสัยนั้น จะไม่แสดงออกง่ายๆ เพราะว่าผลความสงสัยเบื้องต้นแล้ว หากรู้ปลายแล้วคนจะมารู้ด้วยได้ยาก แม้จะมีวิจิกิจฉาก็จะพูดคุยถามส่วนตัวจะไม่พูดออกมาข้างนอก เท่ากับขายขี้เท่อของตนเองด้วย ดังนั้นผู้ที่มีแต่ตรรกะ ก็จะมีวิจิกิจฉาไม่จบง่ายๆ ส่วนผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิแล้วจะพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์จริง ก็จะไม่ขี้สงสัยเก่ง จริงแม้ไม่หมดวิจิกิจฉาง่ายๆ แต่ก็จะรู้ว่ามันเป็นปลายแล้ว โทษของวิจิกิจฉา 1. ทำให้ทุกข์ 2. ทำให้ระกำช้ำระบม 3. ไร้พลัง 4. เนิ่นช้า 5. เหยาะแหยะ ไม่เด็ดขาด นี่คือโทษของวิจิกิจฉา 5 ประการ อันนี้อาตมาเป็นคนพูดไว้

ผู้มีตรรกะปรัชญา แค่ญาณวิทยา Epistemology คือผู้ติดตามค้นหาความจริง แต่ยังไม่เจอสภาวะที่แท้จริง ถึงยังไม่ใช่ Phenomenology ไม่ใช่ปรากฏการณ์วิทยาแท้ ไม่เป็นภาวะของกายที่เป็นธรรมะ 2 ภายนอกและภายในสัมผัสรูปสัมผัสนามอย่างแท้จริง ยังไม่รู้ธรรมะ 2 ยังไม่ลงไปสัมผัสจิต เจตสิก รูป นิพพานจริง ไม่สัมผัสอภิธรรมที่แท้ จะมีวิจิกิจฉามาก จะมีความข้องใจมาก เพราะไม่มีตัวจบ ที่มีวิจิกิจฉาเพราะไม่มีตัวจบในจิตของตัวเอง คือวิมุติตามลำดับหรือนิโรธ ดับกิเลสในจิตได้จริง ไม่มีนิโรธตามลำดับ ต้น กลาง ปลาย เขาไม่มีสภาพนี้ ไม่มีความลำดับอันน่าอัศจรรย์ จึงวนอยู่กับปรัชญาที่เป็นทฤษฎีบัญญัติเท่านั้น ทวนตนเองอ่านสภาวะธรรมตัวเอง ว่าตนมีตรรกะมาก จะให้ผลวิจิกิจฉานั้นคือ Philosophy ปรัชญา หรือ Epistemology ญาณวิทยา ยังไม่ใช่ ปรากฏการณ์วิทยา Phenomenology มีรูปนามสัมผัสทั้งนอกและในเป็นธรรมะ 2 มีผู้รู้ร่วมกันตั้งแต่ 2 ขึ้นไปจะเป็นล้านคนก็ยิ่งดี ไม่ใช่ตัวเองคนเดียวอยู่คนเดียว คนที่มีสภาวะความรู้ เป็นญาณปัญญาหรือความรู้จริงครบ มีแสงสว่าง ญาณ ปัญญาวิชชา และอาโลกสัญญา(โลกภายนอกด้วย) ความรู้และความจริงที่เป็นสภาวะธรรมะ 2 ก็จะครบ ถ้าผู้มีธรรมะ 2 ที่เป็นความรู้และความจริงที่เป็นปรากฏการณ์วิทยา Phenomenology จะไม่มีวิจิกิจฉา จบธรรมะ 2 ทำให้เป็นหนึ่งได้และอยู่ใน 2 เป็นหนึ่งในสอง เราก็มีคนอื่นเขาก็มีเป็นคู่กัน อันหนึ่งผิดอันหนึ่งถูก เราไม่ยึดถือทั้งผิดและถูก ถูกเราก็เป็นได้ผิดแล้วไม่เป็นไร แต่เรารู้แล้ว คนนี้เป็นอย่างไร เราไม่ยึดมั่นถือมั่นหากเราถูกเราก็ชัดเจนยืนยัน หากเราผิดแล้วก็ต้องแก้ไขให้ถูก คนที่เขาถูก ก็เขาถูก คนนี้ยึดถือผิดเขาก็ผิด เราก็ไม่ได้รังเกียจเขาและสงสารด้วยซ้ำ ไปเข้าใจผิดอย่างนั้น คนที่มีสัจจะธรรมะสองรู้หมดใครผิดใครถูก แต่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น รู้ความจริงตามความเป็นจริงตามฐานะของคนแต่ละคน ภูมิแต่ละภูมิ ผู้ที่มีความรู้ความจริงที่เป็นธรรมะ 2 ที่เป็นปรากฏการณ์วิทยาที่สมบูรณ์แล้วรู้ธรรมะ 2 แล้ว ทำให้เป็นธรรมะหนึ่งให้ตัวเองได้ คนคนนี้จะไม่มีวิจิกิจฉา จะยิ่งชัดเจนมั่นใจในสภาวะจริงของมรรคผลนั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นการแก้ไขตัวเอง ก็ขอย้อนกลับไป การแก้ไขตัวเองสำหรับผู้ตกในภูมิของตรรกะ ต้องหันมาสนใจในไตรสิกขา ที่บรรลุธรรมตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต วิมุตติญาณทัสสนะ เอาให้ดีๆ คอนโทรลตัวเองเลย ศีลข้อที่ 1 เป็นอย่างไร ให้บรรลุไปตามลำดับไตรสิกขากันให้จริงๆ ตอนนี้อาตมากำลังเน้นเรื่องไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ที่มีการหลุดพ้นอย่างเป็นลำดับน่าอัศจรรย์ ใครตั้งใจฟังตอนนี้ถ้ามีภูมิถึงจะได้ประโยชน์มาก แต่ถ้าภูมิไม่ถึงก็ไม่เป็นไรเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็แล้วแต่ ไม่ต้องไปกดดันตัวเองฉันจะต้องรีบเก่ง รีบรู้รีบเร็วอะไร ไม่ต้องถึงขนาดนั้น

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การอลุ่มอล่วยกับกฎกติกา _การอลุ่มอล่วยกับกฎกติกา ตัดสินกันที่ตรงไหนคะ พ่อครูว่า...1. ใช้คณะกรรมการช่วยกันตัดสิน 2. แม้แต่ตัวเอง คนเดียวก็ตาม เรายึดกฎกติกาเป็นคนเคร่งในกฎกติกาไม่อลุ่มอล่วยเลย ก็ดี แต่มันก็จะไม่ได้ความสามัคคีไม่ได้ความอยู่ด้วยกันอย่างสันติและสงบนักก็จะขัดแย้ง ขบกันพอสมควร ก็ควรลดหย่อนลงมาบ้างอนุโลมบ้าง หากเรามีภูมิทำพอ เราก็ใช้ความรู้ความจริงของเรา เป็นการตัดสินเป็นสัตบุรุษ ก็ประมาณให้พอดี แต่ถ้าเราไม่แน่ใจว่าเราเป็นสัตบุรุษเพียงพอ ก็อย่าประมาท ก็พูดคุยกับหมู่กลุ่มที่เป็นคณะกรรมการ ปรึกษากัน จะอนุโลมกันแค่ไหนตามกฎระเบียบ แค่ไหนได้ไหม ต้องอาศัยกันและกัน เป็นอย่างนั้นเสมอ คนอวดดีก็จะอาศัยตัวเองเป็นเปาบุ้นจิ้น เปรี้ยงๆๆเลย ไม่ฟังใครทั้งนั้น ไม่ใช่เปาบุ้นจิ้นไม่ดีนะ ดี แต่ยุคสมัยนั้นต้องใช้แบบนั้น ในยุคนี้ทุกคนมีอิสระเสรีภาพมีปัญญามาก เพราะฉะนั้นอย่าไปทำแบบนั้นในยุคนี้ ในยุคนั้นเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ใช้แบบนั้น

_การฟังความข้างเดียว ถ้าไปสอบถามคู่กรณี เขาจะถามว่าผู้ใดเป็นคนพูด จะเป็นการเอาเรื่องให้ไป เสี้ยมกันไหมคะ พ่อครูว่า...ฟังความข้างไหนล่ะ อาตมาว่า สื่อสารมวลชนทุกวันนี้ เอาความข้างไหนไปบอก ก็จะถูกเข้าใจผิดแรงได้ ต้องใช้ภูมิปัญญานักสื่อสารประมาณเหมือนกันไม่ใช่ทำทื่อๆ ทุกวันนี้สื่อสารหากเจตนาทำให้เขาทะเลาะกัน อย่างนี้เป็นความส่อเสียด บาป ทำให้ทะเลาะกันไม่จบ เอาความข้างโน้นไปพูดให้ข้างนี้ เอาความข้างนี้ไปพูดข้างโน้น ดีไม่ดีใส่ไข่ตีสี ด้วย ก็ไม่จบ หากเป็นสัตบุรุษก็จะไม่ลำเอียงก็จะตรง สู่แดนธรรมว่า... เดี๋ยวนี้เขาแก้ไขปัญหาด้วยให้สองฝ่ายมาพูดกันต่อหน้าสาธารณชน พ่อครูว่า...สุดท้ายพระพุทธเจ้าก็บอกว่า พูดกันแล้ว ตรวจกันที่จั๊กแร้ใครมีเหงื่อมากกว่ากันก็แพ้ คือมันร้อนไง ก็เกิดเหงื่อไหล ฉีดจั๊กกะแร้มันมีบริเวณที่จะร้อนมากก็จะมีเหงื่อออก สมณะเดินดินว่า...ถ้าควันออกหูนี่ ดูยากกว่า สู่แดนธรรมต้องดูว่า เอามาพูดกันต่อหน้าต้องดูว่าอุณหภูมิสูงแค่ไหนหากอุณหภูมิสูงมากกรรมการก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน

_หากมีคนไม่ชอบเรา เราจะต้องทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าเขาไม่ชอบเราคะ พ่อครูว่า..ถ้าเราบอกว่ามีคนไม่ชอบเราก็แสดงว่าเรารู้แล้วว่าเขาไม่ชอบเรา แล้วจะทำอย่างไรให้เรารู้ พ่อครูว่า..อาจถามว่า น่าจะอยากรู้ว่าเขาไม่ชอบเราเรื่องอะไร

สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน รักอะไรยิ่งใหญ่ที่สูงที่สุด _รักอะไรยิ่งใหญ่ที่สูงที่สุด พ่อครูว่า...รักสิบมิตินี่หลวงปู่ขยายความให้ฟังแล้ว ความรักที่สูงที่สุดนั้นคือความรักที่ยิ่งใหญ่ ยกให้พระพุทธเจ้า เป็นความรักมิติที่สูงสุด ความรักโพธิสัตว์ระดับพระพุทธเจ้า เป็นความรักที่สูงที่สุด ค่อยๆทำความเข้าใจไป ความรักที่ดี ที่จะไม่มีตัวเอง เอามาให้แก่ตัวเอง กรอบเอามาให้แก่ตัวเอง ยิ่ง เห็นแก่ตัวเองอย่างเดียว ต้องเอามาให้กูอย่างเดียว อันนี้ไม่นับเข้ามาในความรัก 10 มิติเลย ตีทิ้งเลย ไม่มีใครทั้งนั้นแม้แต่คู่คนที่ 2 จะเป็นคู่ที่เรารักที่สุดเป็นคนที่ 2 นี้ ก็ถือว่าเป็น กามนิยม เริ่มต้นแล้วแคบที่สุดเลวที่สุดต่ำที่สุด ความรักทางกามเลวที่สุด จากนั้น มีลูกขึ้นมา มีลูกมันยังไม่รักลูกเลย สำหรั บความรักมิติที่ 1 ดีไม่ดีมันเอาลูกไปทิ้งถังผงเลย ได้ยินข่าวไหม เพราะฉะนั้นมันต้องความรักที่ เอื้อเกื้อกว้างไปอีก มีปิตุปุตตานิยม พันธุนิยม มีพ่อแม่ลูก ขยายเป็น 3 หากกามนิยมเป็น 2 เมถุนเป็นคู่ แต่ปิตปุตา ก็เพิ่มขึ้น ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าคือพ่อแม่ลูก นอกไปกว่านี้ญาติโกโหติกาปู่ย่าตายาย ข้าไม่เอาแล้วเอาแต่แค่นี้มันก็แคบ ก็เป็นความรักที่ต่ำมาก เอาล่ะ สูงขึ้นไปกว่านั้นระดับที่ 3ไปหา ปู่ย่าตายายก็ดีขึ้นเรียกว่า โคตรนิยมหรือญาตินิยม 4.กว้างไปกว่าญาติของเราก็ไปสู่สังคมชุมชน คนร่วมเป็นสังคมชุมชนนิยม 5.ชาตินิยม หรือประเทศนิยม รัฐนิยมก็ได้ 6.กว้างขึ้นไปอีกเป็นสากลนิยม ไม่จำกัดแค่ในประเทศเราหรือรักของเรา เรารักประเทศอื่นชาติอื่นเป็นสากลกว้างขึ้น ก็เป็นความรักที่กว้างขึ้น 7.เทวนิยมหรือปรมาตมันนิยม คือพระเจ้า เทวนิยมสูงสุด ท่านรักมวลมนุษยชาติหมดเลยนะ แต่ท่านมีความรู้แบบเทวนิยม ปรมาตมันยิ่งใหญ่ ยังไม่รู้จักโลกุตระ รักหมดมนุษยชาติทั้งหมด แต่ไม่รู้จักลำดับ ไม่รู้จักขอบเขต กรอบ ต้น กลาง ปลาย ก็ให้ประโยชน์ไม่มีประสิทธิภาพไม่มีประสิทธิผลมาก จึงต้องหรือว่าอะไรควรหรือไม่ควรก่อนหรือหลัง เพราะว่ารักแต่มวลมนุษยชาติหมดไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งหมด แต่ไม่มีความรู้เพียงพอในลำดับในสิ่งที่ควรหรือไม่ควร ยังไม่มีทฤษฎีหรือหลักเกณฑ์ของสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ก็เลยยาก แต่มีได้ คนก็เป็นแบบนี้มี เพราะฉะนั้นศาสดาของศาสนาเทวนิยม จะไม่มีประโยชน์มากก็เพราะว่าไม่แม่นไม่ชัดเจนไม่ถูกสัดส่วนที่เหมาะที่ควร 8.อเทวนิยมหรืออาริยนิยมหรือโลกุตรนิยม อันนี้เป็นของพุทธ พุทธเบื้องต้นก็มีความรู้อย่างนี้แล้วเป็นพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า.. วันนี้มีข่าวใหญ่มากออกโทรทัศน์ทุกช่องเลย เขายกย่องหรือไม่ยกย่องก็ไม่รู้ บอกว่าผู้หญิงคนนี้หัวใจแกร่งมากเลย เพราะว่าเป็นวันแต่งงานของเธอ จัดงานใหญ่โตมีแขกเหรื่อมามาก แต่พอถึงเวลาเจ้าบ่าวไม่มา เจ้าสาวก็เลยขึ้นไปพูดประคองให้จบ บอกว่าแขกเหรื่อ หากวันนี้ต้อนรับไม่ดีก็ขอโทษด้วย พยายามให้งานจบโดยไม่มีเจ้าบ่าว คนก็ไปตามสัมภาษณ์เจ้าบ่าว เจ้าสาวอายุ 25 เจ้าบ่าวอายุแค่ 18 เจ้าบ่าวเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย เจ้าบ่าวก็บอกว่า จริงๆแล้วก็มีแฟนของเขาอยู่แล้ว แต่ไปรักกัน ผู้หญิงก็บอกว่าท้อง ผู้ชายก็บอกว่าผมเพิ่งรู้จักแค่ 2 เดือน ผู้ชายก็ไม่มีเงินด้วย ก็บอกไม่เป็นไรเดี๋ยวผู้หญิงออกให้หมด ผู้ชายอายุน้อยกว่าก็ดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ สุดท้ายวันที่จะแต่งจริงผู้หญิงบอกว่าให้หาเงินมาอีก 200,000 บาท ผู้ชายก็บอกว่าคิดอะไรไม่ถูกก็เลยหายตัวไปเสียเฉยๆ คือเด็กอายุ 18 ก็ถูกจับให้แต่งงานแล้วคงจะเครียดท้อแท้ ก็เลยทำอะไรไม่ถูก ผู้หญิงก็บอกว่าญาติเจ้าบ่าวไม่ธรรมดา ต้องหาคนมาแต่งงานแทน ปรากฏว่าญาติของเจ้าบ่าว มีคนหน้าตาคล้ายเจ้าบ่าว ญาติทางเจ้าบ่าวบอกว่าต้องจ่าย 1 ล้านให้เขาเป็นเจ้าบ่าวแทน แต่ว่าเรื่องนี้ทำให้เห็นว่า คนเรานี้ อาตมาว่าเขามีความรักตัวเองมากเกินไป ผิดพลาดไปก็หาทางแก้ แต่งงานไปต้องไปจ้างคนมาอีกเท่าไหร่ เพราะคิดว่ารักตัวเองมากไปหรือเปล่า หากมีความรักอย่างที่พ่อครูอธิบายเป็น 10 มิติ คิดจะช่วยผู้อื่นอะไรต่างๆนานา ผู้หญิงก็ไปพูดขอบคุณแขก ก็ยิ่งทำให้เสียทางเจ้าสาวมากขึ้น แต่คนก็บอกว่าเป็นผู้หญิงแกร่ง เป็นโทษภัยของการรักหน้าตัวเอง ยิ่งแก้ก็ยิ่งเสียหมด ข่าวออกไปทั่วประเทศ ถ้ารู้จักความรัก 10 มิติ ความรักที่สูงสุดอย่างที่พ่อครูว่าจะไม่พลาดอย่างนี้ พ่อครูว่า...ตัวอย่างที่ยกมานี้ ผู้หญิง 25 ผู้ชาย 18 มันเป็นความรักแบบกามนิยม ความรักแบบผู้ชายผู้หญิงเรื่องเพศ เป็นเรื่องที่ต่ำที่สุดแล้ว มันจะมีนิยายอย่างนี้อยู่ตลอดกาลนาน สำหรับคนอวิชชาไม่ต้องห่วงหรอก จำไว้เด็กๆอย่าไปทำให้มันเกิดเรื่องเกิดวิบาก ไม่มีคู่ได้ดีด้วยซ้ำไปปลอดภัย คนเราเกิดมามีคู่วิบากมากมายนับไม่ถ้วน พยายามเลี่ยงให้ได้ เลี่ยงได้ก็ดีหากเลี่ยงไม่ได้ก็ทุกข์ ในระดับ 9 นิพพานนิยมหรืออรหันต์นิยม เป็นลักษณะที่พูดกันยาก พวกที่เป็นเทวนิยมที่เป็นโลกีย์ เป็นความรักในระดับโลกีย์ไม่ต้องเรียนมากให้ดีหรือ เพราะว่าคนเป็นเทวนิยมมาเป็นลำดับแล้วต้องมาเสริมทางโลกุตระ ก็คือ อาริยนิยม อเทวนิยม ไปตามลำดับ ลำดับที่ 9 มีนิพพาน นิพพานคือลักษณะอย่างไรเป็นอรหันต์ อันนี้คือหมายความว่าไม่ลึกลับแล้วอย่างสูงสุด ผู้ที่มีความจริง แต่ละรอบตั้งแต่อบายภูมิ เข้ามาหากามภูมิ ก็มีรอบอีกเยอะ กามภูมิกับสัตว์กับของ แล้วในสัตว์กับของก็ไม่เกี่ยวข้องกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอีก ก็จะค่อยๆเข้าใจ ลำดับที่ 10 เป็นโพธิสัตวภูมิ ไปจนกระทั่งพุทธภูมิ ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนี้ไม่แจกละเอียดนัก ทิ้งไว้เป็นตัวปลาย

_พุทธ มีความหมายว่าอะไร พ่อครูว่า...พุทธมีความหมายว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะ เป็นความรู้ระดับโลกุตระ ไม่ใช่ความรู้ทั่วไป เป็นความรู้โลกุตระของศาสนาพุทธ ตื่น คือ แต่ก่อนคนเราหลับอยู่ในโลก วงวนของตัวเอง อยู่ในดาวของตัวเอง ตื่นก็หมายความว่าเป็นผู้ได้ออกไปสู่โลกใหม่ โลกหรือดาวต่างดาว ดาวดวงใหม่ ปรโลก ซึ่งมันไม่เหมือนกัน ในความไม่เหมือนกันนั่นคือ เป็นความเจริญ เป็นความลดตัวตน เป็นความอิสระสูงสุด ถ้าเราวนอยู่ในกรอบนี้ก็ไม่อิสระ เพราะวงวนเป็นกะลาครอบ เราออกไปได้ขั้นที่ 1 ก็ออก เริ่มต้นออกไปสู่อันอื่น ภาษาพยัญชนะเรียก อัญญะ(อื่น) ด้วยความรู้เป็นผู้รู้ผู้ตื่น รู้แล้วว่ามันมีอีกอันหนึ่งหรือ โลกไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน