641217_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความมหัศจรรย์ของพระธรรมวินัยข้อที่ 1 กับข้อที่ 8.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข19 ธันวาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

641217_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความมหัศจรรย์ของพระธรรมวินัยข้อที่ 1 กับข้อที่ 8 https://www.boonniyom.net/51206.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1sqHhURe5kEGTxmItoKmF3oK2UC9BOmqO6Phq86nQDYM/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/16zpeUe-ImN9naAonVvRUm1TMz8PDrvfH/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/9YfVePU-_b/ และ https://youtu.be/W0b15xXtXxM

สมณะเดินดิน... วันนี้วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2564 ใกล้จะถึงงานเพื่อฟ้าดินแล้ว ที่ราชธานีอโศกจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เราจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันบำเพ็ญคุณ ก็คงเน้นเรื่องอาหารเป็นหลัก ตอนนี้มีสิ่งที่น่าอนุโมทนาที่ปฐมอโศก มีกะหล่ำปลี โตเป็นหัวแล้ว ก่อนบ้านราชฯ ประสบผลสำเร็จเป็นอัศจรรย์ มะระจีนก็ฝักใหญ่ เป็นปีแรกที่ปลูกที่เนินพอกิน ก็ได้ผลดีขนาดนี้แล้ว แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าพีชนิยาม คือ จิตนิยาม ที่มาฟังพ่อครูกัน พ่อครูว่า... SMS วันที่ 15-16 ธ.ค. 2564 _แดง ลานกราบ : ฟังทิดไพรวัลแล้วเกิดการเข้าใจเพิ่มขึ้นค่ะ เถระสมาคมเอาแต่สนใจในตำแหน่ง เล่นงานทิดไพรวัลไม่ได้ก็เล่นงานอาจารย์ของทิดไพรวัลแทน เหมือนตอนพ่อครูเลย เล่นงานพ่อครูไม่ได้ก็เล่นงานเจ้าอาวาสที่พ่อครูอยู่แทน จนพ่อครูต้องลาออกค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เร่งปฏิบัติตนให้พ้นกิเลสดีกว่ามัวไปถามว่าใครเป็นอรหันต์บ้าง _สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ : เคยได้ยินแต่ธรรมตถาคตตรัส สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายมิได้ ในเวไนยสัตว์ที่ยังอวิชชากางกั้นฯ มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ 'ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฎ' ไม่ทราบกับธ.เดียวกับที่พ่อครูกล่าวไหม?😯 / พ่อครูคะ อ.หมอเขียวบรรลุอรหันต์

อ่านต่อ

หรือยังคะ เพราะเคยได้ยินอ.หมอเขียวพูดว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนคือสสารกับพลังงานเท่านั้น ถ้าไม่เป็นอรหันต์จะพูดเหมือนพ่อครูได้ยังไงคะ พ่อครูว่า...เออ ก็น่าคิด ถามอาตมายังไม่ชัด ต้องไปถามหมอเขียวเองว่าบรรลุอรหันต์หรือยัง อะไรอย่างนี้นะ อาตมาก็พูดได้ตามหลักการ ก็ผู้ที่คบคุณก็พอบอกได้ แทนที่คุณจะถามอาตมานะ คุณตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจเรียนรู้ตาม น่าสนใจไหมล่ะ หมอเขียวสอน หมอเขียวอธิบายน่าสนใจไหมล่ะ น่าสนใจติดตามศึกษาและปฏิบัติตามดู แล้วคุณจะรู้เองว่า อ๋อ หมอเขียวก็อธิบายไม่นอกไปจากอาตมาเท่าไร อธิบายคล้ายกันไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มรู้กันไปตามลำดับแล้วว่า กาย หมายความถึงอย่างนี้ สามารถเข้าใจ กายได้ ก็พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 เป็นสัมมาทิฏฐิจริง ผู้ที่พ้น สักกายทิฏฐิ ไม่มีวิจิกิจฉาเลย ว่า กาย เป็นอย่างนี้ กาย มีภายนอกอย่างเดียวไม่ได้ กาย ต้องมีภายนอกและภายในด้วย นี่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของคำว่า กาย ซึ่ง กาย ยังมีนัยยะสำคัญอีกหลายแง่มุมหลายประเด็นมากเลย ให้คุณศึกษาตามไปแล้วก็จะรู้ อ๋อ แล้ว ศีล ก็ สามารถปฏิบัติได้ไหม พ้น สีลัพพตปรามาส ไหม นี่พ้น สังโยชน์ 3 เป็นพระโสดาบัน ยิ่งพ้น สังโยชน์ข้อที่ 4 ข้อ 5 กามก็ดี ปฏิฆะก็พ้นได้ จนพ้น มานะ อุทธัจจะ พ้นอาสวะก็จะรู้ แล้วคุณก็จะได้ทำตาม แทนที่จะเอาแต่ถามอาตมา อาตมาไปได้แต่พยัญชนะภาษา ตั้งใจศึกษาติดตามให้ดีๆ

_2166 จอมยุทธิ์เดี่ยว : กราบนมัสการครับพ่อท่าน ผม FC บุญนิยม ขอเสนอปลด พิธีกร"ไอ้แป้ง"(เพื่อนรักผม)ขอซาวเสียงท่านผู้ฟังดูครับ? พ่อครูว่า...ที่นี่เขาถามว่าเขาผิดอะไรถึงจะปลดเขา คุณจะชังก็ชังส่วนตัวสิ ไปชวนคนชังทำไม เขาก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดีอยู่ ช่วยอาตมาได้หลายอันเลย คุณเองส่วนตัวของคุณก็เป็นส่วนตัวอย่าไปขัดส่วนรวมสิ

_มุ่ง ตรงธรรม : สิกขมาตุกล้าข้ามฝันท่านสื่อการสิ้นได้ตัวตนและการหลุดพ้นได้เข้าใจง่ายมากครับ พ่อครูว่า... ก็หมายความว่าสื่อสภาพที่จะให้สิ้นตัวตนหลุดพ้นได้

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว อยู่ที่ตอนมีชีวิตเราทำกรรมอย่างไร _น้อมกราบนมัสการพ่อครูเจ้าค่ะ ดิฉันได้ชื่อใหม่ว่าสินอโศกที่พ่อครูตั้งให้เจ้าค่ะ เคยเขียนเข้ามาอยู่ แต่ไม่ได้ทำบ่อยสักเท่าไหร่ เนื่องจากใช้เวลาและเขียนไม่เก่งต้องแก้ไข และไม่ทราบว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรด้วยในบางครั้ง แต่ดิฉันก็อยากมีส่วนช่วยพ่อครู เรื่องการมาเสียสละ มาเป็นพระโพธิสัตว์เจ้า มาช่วยเหลือมนุษยชาติในยุคนี้ ดิฉันอยากให้พ่อครูอยู่โดยสบายเจ้าค่ะ ได้ทำงานเพื่อมวลมนุษยชาติ อยู่เพื่อชาวโลกไปอีกนานนนนนเจ้าค่ะ ดิฉันขอให้พ่อครูอยู่โดยสบายทั้งทางร่างกาย และทางจิตวิญญาณเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ยอมรับตามที่คุณให้เป็น ก็เป็นไปตามธรรมเทศนาดีก็ขอบคุณมาก อยากให้อาตมาอยู่สบาย ทำงานช่วยมนุษย์ก่อน คนเข้าใจอาตมาก็อยากให้อาตมาอยู่ไป คนไม่เข้าใจก็อยากจะให้ทำไมไม่ตายไปเสีย ก็เป็นเรื่องธรรมดา ดีไม่ดีก็ไปว่าเขา เขาก็ยิ่งจะบอก ไอ้นี่ทำไมมันเหนียวจริงๆ ทำไมไม่ตายสักที 80 กว่ามันน่าจะตายแล้ว พูดถึงเรื่อง ตายๆนี่ ไม่ต้องไปกลัวมากหรอก มันเป็นธรรมชาติของการอยู่การตาย เป็นเรื่องธรรมดา ถ้ายังจะอยู่ แม้จะเป็นพระอรหันต์อยากเป็นพระโพธิสัตว์ยังอยากอยู่ก็ได้ เรียนให้ดีๆจะรู้ว่าการเกิดการตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ไม่ใช่เรื่องน่าหนักอกหนักใจอะไรความตายความเป็น ประเด็นเล็กๆน้อยๆแค่ว่า ถ้าเราจะตาย เราก็ดูว่าเราเองผ่านชีวิตมา แม้จะยังไม่ดีในเบื้องต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่ต่อไป ไม่เป็นบ้องกัญชาแต่จะเป็นบ้องข้าวหลาม ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ต่อไปเป็นบ้องข้าวหลามใส่กะทิเลย มันก็ดี หรือ เราเองจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดูท่าทีดีหน่อยนะ แต่พอยิ่งยาวยิ่งแย่ลง นี่แหละคือเริ่มต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอต่อไปๆ เป็นบ้องกัญชา เมาโลก เมาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เกิดมาเสียชาติเปล่าๆแท้ๆ หลงใหลได้ปลื้มกับลาภยศสรรเสริญสุข อาตมามองดูทางเถรสมาคมน่าสงสารและก็ติดยึด พระพุทธเจ้าตรัสไว้สอนไว้แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีแก่นแล้ว ศาสนามีแต่ดอกแต่ใบลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่ไม่มีกระพี้ไม่มีเปลือกไม่มีสะเก็ด เดี๋ยวนี้จริงๆนะ เขาไม่มีศีลกันแล้ว เขามีแต่วินัย แล้วเขาก็หลงว่าเขามีศีล เขาก็ยืนยันว่าเขามีศีล 227 ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย ถ้าเห็นความต่างของวินัยกับศีลให้ได้ในเรื่องนัยยะที่ลึกซึ้งสำคัญ เขาไม่ได้พัฒนาก้าวหน้าในเรื่องศีลเลย เอาแต่วินัย ซึ่งก็ดีระดับหนึ่ง ตั้งใจปฏิบัติให้ดีไม่ผิดวินัยก็ดี แต่ไม่ได้ก้าวหน้าเป็นศีลสมาธิปัญญาเลย แล้วไม่ได้รู้จักศีลสมาธิปัญญาไม่ได้เริ่มต้นศีล ไม่ได้เริ่มต้นอปัณณกปฏิปทา 3 ไม่ได้เริ่มต้นสัทธรรม 7 ไม่เกิดฌาน ของศาสนาพุทธ กลายเป็นฌานนั่งหลับตา อย่างที่เขาหลงใหลกันไปทั้งหมดละมั้ง อาตมาว่า มันก็เลยล้มเหลวอย่างฟื้นไม่ได้เลย

พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันว่า ธรรมะของท่านเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แล้วแยกมา ตั้งแต่อาตมานำมาขยายความพระไตรปิฎกเล่ม 23 เริ่มตั้งแต่ข้อ 109 ท่านนำเอามหาสมุทรมาเปรียบเทียบเป็นความมหัศจรรย์ ท่านเปรียบเทียบสมบัติในมหาสมุทรกับมวลมนุษยชาติ แล้วก็มีคนที่อยู่ในมหาสมุทร ที่มหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า ฟังดีๆ อาตมาคิดว่า มันลึกซึ้งจริงๆนะ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ปหาราทสูตร ความมหัศจรรย์ของพระธรรมวินัยข้อที่ 1 _ปหาราทสูตร ล.23 [๑๐๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต ใกล้กรุงเวรัญชา ครั้งนั้น ท้าวปหาราทะจอมอสูร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท้าวปหาราทะจอมอสูรว่า ดูกรปหาราทะพวกอสูรย่อมอภิรมย์ในมหาสมุทรบ้างหรือ ท้าวปหาราทะจอมอสูรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกอสูรย่อมอภิรมย์ในมหาสมุทร ฯ พ. ดูกรปหาราทะ ในมหาสมุทรมีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาสักเท่าไร ที่พวกอสูรเห็นแล้วย่อมอภิรมย์ ฯ ป. มี ๘ ประการ พระเจ้าข้า ๘ ประการเป็นไฉน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๑ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอไม่ล้นฝั่ง นี้เป็นธรรมอันน่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๒ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า...ความน่าอัศจรรย์ข้อ 1 นี้แม้แต่ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ก็ได้ผิดเพี้ยนไป เพราะการปฏิบัติของพระในศาสนาพุทธทุกวันนี้ตัดลัดเอาศีลทิ้ง อปัณณกปฏิปทา 3 เอาไปทิ้ง สัทธรรม 7 ก็ไม่มี แต่ไปยึดเอาฌาน โดยยึดผิดอีก ฌานก็ได้โดยการนั่งหลับตา ได้เป็นมิจฉาฌาน แต่ไปหลงว่าต้องเอาฌานเลย ลัดจากศีล ลัดจากอปัณณกปฏิปทา 3 ลัดจากสัทธรรม 7 เห็นไหม ตัดทิ้งศาสนาพุทธไปตั้งมาก ไม่ได้ไปใส่ความ แต่มันน่าสงสารมาก เพราะมันมิจฉาทิฐิไปไกลเหลือเกิน อาตมาเอาหลักฐานในพระไตรปิฎกมายืนยัน ถ้าหากอาตมาจำได้เองเอามาพูดเองไม่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก อาตมาถูกฟันคอทิ้งเลย จริง เขาจะไม่ฟัง เขาจะไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ จะหาว่า อะไร ก็ฌาน เขาก็ไปนั่งหลับตาก็เข้าฌานได้แล้ว ฌาน ต้องนั่งหลับตาเข้า ออกจากฌาน ก็ต้องลืมตาออกมา ไม่หลับตาทำไม่ได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผิด เป็นอจินไตย ฌานของพระพุทธเจ้าเป็นอจินไตย คิดเอาเองไม่ได้ ต้องเป็นผู้ที่มีจริงเข้าถึง ฌาน อย่างเช่นอาตมาอธิบายธรรมชาติจิตอาตมาไม่เป็นฌาน เละไปหมดเลย ขนาดนั้น ยังมีสัญญาวิปลาสเป็นบางครั้งบางคราวเลย ฌาน คือปัญญา ปัญญาคือฌาน แล้วปัญญาจะมีในการหลับตาไม่ได้ ต้องเกิดในการลืมตา ใน มหาจัตตารีสกสูตรยืนยันไว้ชัด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ จะเกิดจากการปฏิบัติ มีธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา สมาธิของมรรคมีองค์ 8 คือข้อ 8 เท่านั้นนั่งหลับตาทำเลย ส่วน 7 ข้อแรกก็ตัดทิ้งไปเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตรว่า สัมมาสมาธิอันเป็นของพระอริยะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าบอกว่าไปปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์จะเกิดสัมมาสมาธิ เขาอ่านพระไตรปิฎกไม่แตก หลับตาปฏิบัติไม่มีมรรคทั้ง 7 องค์เลย อาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ไม่มี มีแต่มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ข้อที่ 1 แล้ว มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ ก็ไปได้มิจฉาสมาธิเท่านั้น ศาสนามันเสื่อมมันผิดไปไกล แม้ข้อ 1 ข้อแรกที่มหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าก็ไปไกลเลย ไม่ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล มันตัดลัดทิ้งไปหมดเลย หั่นทิ้งไปหมดเลย แล้วอาตมาก็ยืนยันว่าศาสนาพุทธไม่มีหลับตาปฏิบัติ ฌานก็ได้จากการลืมตา สมาธิก็ได้จากการลืมตา เข้าสมาบัติก็ลืมตา อย่างนี้เป็นต้น เป็น ศาสนาพุทธปฏิบัติมีสติตื่นเต็มลืมตา ไม่ใช่ศาสนาปฏิบัตินั่งหลับตาเข้าๆออกๆ ไม่ใช่ หลับตานั้นใช้เตวิชโชตรวจสอบ ทบทวน อะไรทำได้ อะไรเกิดแล้ว อะไรดับแล้วระลึกถึงสิ่งที่ผ่านมา บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกถึงความเกิดความดับต่างๆ ในธรรมะที่เกิดที่ดับได้หรือยัง ดับถึง อาสวักขยญาณ หรือไม่ อาตมาอธิบายธรรมะมา 50-51 ปีแล้ว 51 ปี เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2513 ถ้าถึง 7 พฤศจิกายน 2563 ก็ 50 ปี ถ้าพฤศจิกายน 2564 ปีก็ 51 ปีเต็ม อาตมาบวช 7 พฤศจิกายน เขาตัดลัดทิ้ง ศีลทิ้งไป อปัณณกปฏิปทา 3 ทิ้งไป อปัณณกปฏิปทา 3 คือการปฏิบัติที่ไม่ผิด พยัญชนะก็บอกไว้อย่างนั้นแปลเป็นอื่นไม่ได้ เขาก็ตัดทิ้งหมดเลย สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ไม่มีเลย สัทธรรม 7 คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา ก็ไม่เกิด สับธรรมะพระพุทธเจ้าแหลกเป็นบะช่อเลย บะช่อ แปลว่า สับๆๆๆ เดี๋ยวบะช่อเสียเลย หั่นของท่านทิ้งไปหมดเลย บาปนะ เป็นโจรปล้นศาสนา เป็นผู้ทำลายศาสนา เป็นผู้ทำให้ศาสนาพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยน มันบาป ไม่ใช่ว่าอาตมาลงโทษไม่ได้อาตมาไปกล่าวไปว่าอะไร ที่พูดนี้เป็นการเตือนสติ แก้กลับเสีย ผิดไปแล้วก็รีบเลิก รีบถอนตัว มันหนักที่ว่าเขาไม่ฟังอาตมาพูดหรอก ฟังเหมือนสายลมพัดผ่าน แล้ว เขาไม่มาเปิดฟังเปิดดูหรอก เขาก็จะไปเปิดดูแต่ มหาบัว ญาณสัมปันโน ตายแล้วเขาก็มาเปิดทวนเปิดดูอยู่ตรงนั้นเป็นใหญ่ คือ มันหลงติดยึด หลงนับถือ ครูบาอาจารย์ที่มิจฉาทิฏฐิกัน ติดยึดกัน แหม อาตมาไม่มีเสน่ห์เสียเลย เป็นคนซื่อ พูดสัจจะ พูดตรงไม่มีอ้อมค้อม ไม่พูดหวาน คารมคำคมงามงอนไม่มี มีแต่พูดเปรี้ยงๆตรงๆ ก็น่าสงสาร นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... ไปวัดเขามีว่าจะได้อะไร มีให้หวยบางวัด บางวัดมีของให้ เขาไปแต่ละวัดก็หวังว่าจะได้อะไรกลับมา ของวิเศษอะไร แต่มาที่นี่มีแต่ความจริงที่ทำให้หมดเนื้อหมดตัวให้มาจนด้วย ก็เลยมีแต่ พวกที่ต้องการความจริง ต้องการของจริงที่ได้มาฟังธรรมกัน สู่แดนธรรม... พ่อท่านจะไม่ได้คนกเฬวราก พ่อท่านจะได้หัวกะทิ พ่อครูว่า... พูดให้รู้สึก เสียวสยอง กลัวผมจะหงอกไว จะเห็นได้ว่า ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นความมหัศจรรย์ ที่ไม่ตัดลัดความ เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นที่ไปตัดให้ขาดให้วิ่งมันไม่เก่งอะไรหรอก แสดงความโง่ต่างหาก ของพระพุทธเจ้าท่านเรียงเป็นลำดับ ลาดลุ่ม เหมือนฝั่งทะเลอย่างดี เครื่องครบครัน แต่เรื่องที่ไปตัดลัดให้ขาดวิ่นเป็นเรื่องโง่ เป็นเรื่องทำลาย ส่วนต่างๆของเนื้อแท้พระพุทธเจ้าออกไปหมด เพราะฉะนั้นเข้าใจคำว่ามหัศจรรย์ ถ้าเข้าใจได้จะเห็นว่า ตกลง แทนที่จะมาตัด ศีล ตัด อปัณณกปฏิปทา 3 ตัด สัทธรรม แล้วไปเอา ฌาน เลย มิจฉาทิฏฐิไปนั่งหลับตาทำ ฌานอีก มันเป็นเรื่องที่ แสดงความทำลาย ทำลายศาสนาพระพุทธเจ้าเสียขาดวิ่น ขาดตอน เสียหาย ทิ้งขว้างออกไปเยอะเลย มันเป็นความผิดอย่างยิ่งใหญ่ ที่อาตมานำเอา วิญญาณาหาร ในปุตตมังสสูตร ข้อที่ 4 มายืนยัน คนที่ทำลายศาสนา คนที่ทำผิด เท่ากับทำลายศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นโจรปล้นศาสนา พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบในวิญญาณอาหาร พระราชาถึงสั่ง เจ้าพนักงานให้เอาไปฆ่าด้วยหอก 100 เล่มในตอนเช้า กลางวันอีก 100 เล่ม เย็นอีก 100 เล่ม แล้วตำนาน อุทาหรณ์ของท่านก็บอกว่า ฆ่าด้วยหอก 100 เล่มเช้ากลางวันเย็น มันก็ยังไม่ตาย เห็นความจริงไหม มาถึงยุคนี้ โอ้โห! มันเสื่อมถึงขนาดพระพุทธเจ้าท่านตรัสอะไรไว้ อย่าง ปุตตมังสสูตรทั้ง 4 แม้ข้อที่ 1 กินเนื้อลูก กวฬิงการาหาร ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนงมงาย กินเนื้อลูกไปแท้ๆยังไม่รู้ตัวไม่มีสติ ว่าตัวเอง ไม่มีสิทธิ์ที่จะพาให้ตัวเองบรรลุธรรมได้หรอก สติก็ไม่มี อำมหิตก็อำมหิต เห็นแก่ตัวก็ปานนั้น สัมมาทิฏฐิอะไรก็ไม่มีในการที่จะเดินไปสู่นิพพาน เดินในทางไกลกันดาร เป็นคนที่ไม่ได้ศึกษาแม้แต่คำข้าวที่กินเป็นเบื้องต้น กิเลสมันอยู่ในนี้ที่จะต้องเรียนในเบื้องต้น ของที่เคี้ยวกินเข้าไปในปาก แตะที่ลิ้นด้วยรส ไม่ได้เรียนรู้เบื้องต้นนี้เลย ใน กวฬิงการาหาร มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่ติดยึด เป็นอาหาร ก็ต้องเรียนให้ตรงว่าคำข้าวจำเป็นต้องกิน แล้วก็จะไปติดรสในอาหาร ติดรสในแกงในผัดในเนื้อในพืชผักผลไม้ ก็ยังไปติดมันได้ ก็ถือว่าเป็นคนที่ยังต่ำ ยังบรรลุได้ยาก ยังไปติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ในสิ่งที่จำเป็นนะ กวฬิงการาหาร คืออาหารที่ต้องกิน แต่ไปติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ติดในสิ่งที่ไม่ใช่อาหารไปติดในสิ่งเสพติด ติดหมากติดพลูเหมือนอย่างมหาบัว เป็นต้น มันก็เลยหนักใหญ่เลย ตัวที่มันไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิต แต่ไปติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของมันแล้วมันจะไม่หนักหนาสาหัสหรืออย่างไรไม่โง่หนักได้อย่างไรคน สิ่งที่ไม่จำเป็นเลยหมากพลู ก็ยังไปติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของสิ่งที่ไม่จำเป็น ถ้าหากติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในสิ่งที่จำเป็นอาหารคือคำข้าว ก็ยังน่าสงสาร แต่นี่น่าสมเพชเลยนะไปติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสของสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องกินเลย เสร็จแล้วก็ไม่รู้เรื่องอีก ยังบอกว่าไม่ใช่สิ่งเสพติด มันยิ่งกว่าฆ่าด้วยหอก 100 เล่มเช้ากลางวันเย็น ก็ไม่รู้ตัวไม่รู้เรื่องอะไร เกิดมาอีกกี่ชาติกี่ชาติก็ยังหยาบ แต่ก็คงเกิดยาก เพราะเป็นโจรปล้นศาสนาหนัก เพราะงั้นจะได้เกิดมาอีกยาก แต่มหาบัว บอกว่าไม่เกิดแล้วเป็นชาติสุดท้าย นี่แหละไปกันใหญ่เลย ซึ่งมันตีลังกากลับกันทุกอย่างเลย สมณะเดินดิน... คือ ถ้าติดแล้วรู้ว่าติด แล้วก็บอก ความเป็นจริง แต่ ความเป็นพระถ้าหากตัวเองติดแล้วยังบอกว่าตัวเองไม่ติด ก็เหมือนอวดอุตริมนุสธรรม เหมือนที่ถามว่าท่านเลิกบุหรี่ทำไม ก็บอกว่ามันไหม้จีวร แล้วตอนนี้ทำไมสูบอีกล่ะ ก็บอกว่ามันไม่ไหม้แล้ว ก็ถามคนถามอีกว่าถูกใจหรือไม่ ก็เหมือนกับรู้ว่าเขายังไม่ยอมรับเท่าไหร่ ก็เลยใช้ภาษาข้างๆคูๆ บอกว่า มันไม่ได้เป็นอันตรายต่อมรรคผล พ่อครูว่า... ก็ความรู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด แค่นี้ไม่รู้แล้วจะไปมีมรรคมีผลอะไร ที่อาตมาพูดซ้ำซากยกตัวอย่างก็เพราะว่ามันผิดอย่างมันไม่รู้จริงๆในภาษาไทยก็แปลว่าโง่ มันโง่หนักโง่หนา มันไม่รู้จริงๆมันโง่ ไม่รู้จะพูดอย่างไร อาตมาก็ต้องพูดเตือนสติคนที่ไปหลงใหลไปเข้าใจผิด ไม่อยากจะให้งมงายผิดกันต่อไปเพราะมันน่าสงสาร ที่พูดคำว่าสงสารนี่พูดออกมาจากใจจริง อาตมาเห็นใจคนที่ปรารถนาดีอยากได้นิพพาน อาตมาก็นำนิพพานมาเสนอ ซึ่งต่างกันกับของมหาบัวคนละโลก อันนั้นมันเป็นเดียรถีย์ มันไม่มีนิพพานหรอกเป็นมิจฉานิพพาน ตรวจสอบตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าจริงๆสิ แล้วก็ฟังคำบรรยาย อาตมาก็พยายามฟังการบรรยายของมหาบัว เขาบอกว่า ธรรมะนี้มีแต่ยอดไม่มีใครเทียมแล้วสุดยอด ทำตาม พระพุทธเจ้าเถอะ ปฏิบัติปฏิบัติอย่าไปวุ่นวายอะไรมากมายเลยปฏิบัติ ก็อธิบายวนอยู่ตรงนี้ ไม่มีรายละเอียดของเหตุปัจจัยที่เป็นปฏิจจสมุปบาทต่างๆ สังขารเป็นอย่างไรวิญญาณเป็นอย่างไร นามรูปเป็นอย่างไรไม่เคยอธิบายเลย ไม่เคยรู้เรื่องไม่เคยอธิบายแยกแจกแจงเลย แม้แต่ จรณะ 15 วิชชา 8 ก็ไม่เคย ที่จะใกล้เข้ามาอธิบายพวกนี้เลย ฟังกี่ทีๆ ก็บรรยายไป น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งไม่เกิด ไม่ใช่ผักบุ้งโหรงเหรงนะ มันน้ำเน่า ขนาดนั้นผักบุ้งยังเกิดไม่ได้ ขออภัยพูดแล้วเหมือนกัน ข่มกับว่า แต่ก็ว่าจริงข่มจริง เพราะมันผิดก็ต้อง ข่ม นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง มันไม่ได้น่ายกเลย ปฏิบัติก็ผิดสอนธรรมะก็ผิด แล้วแถมนำสิ่งที่ผิดจาก ไปหลงสรรเสริญเยินยอหรูหรามักมากมักใหญ่ไปอีกต่างๆนานา โดยไม่รู้ตัว มันซ้อนตัวเองบัง ติดภพติดชาติ ความมากมายมหาศาล มหัปปิจฉะ มีมากมีใหญ่ ได้ทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ จนกระทั่งผู้อยู่ในระดับสถาบันสูงสุดต้องมาซูฮก ต้องมาเคารพต่างๆนานา มันก็เลยพลอยระเริงหลงไปกับสรรเสริญยกย่องนั้น ยิ่งกว่าว่าวดุ๋ยดุ่ย ติดลมบน ถ้าเชือกไม่ขาดก็ลอยติดอยู่อย่างนั้นถ้าเชือกขาดก็ลอยลงทะเลเลย ว่าวจุฬา มันมีธนูดุ๋ยดุ่ย ติดอยู่กับเชือก มันก็จะส่งเสียง เดี๋ยวนี้เขาไม่เล่นกันแล้ว มันคนละรสนิยม เดี๋ยวนี้ไม่ใช่รสนิยมของสมัยโบราณไปแล้ว อาตมาอธิบายหรืออ่านแต่แค่ ปหาราทสูตร สูตร มหัศจรรย์ข้อแรกที่ราบลุ่มจุดฝั่งทะเลไปตามลำดับ แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าธรรมะของท่านเป็นลำดับ ไปโดยลำดับ ไม่ศึกษาลัดตัดความ ศึกษาไปตามลำดับ ไม่กระทำลัดตัดความ กระทำไปตามลำดับ ไม่ปฏิบัติรัดตัดความ ปฏิบัติไปตามลำดับ นี่ท่านตรัสไว้ ละเอียดเลยนะ ศึกษากระทำปฏิบัติไป _ท่านยังตรัสอีกว่า พ. มี ๘ ประการ ปหาราทะ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง ดูกรปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๑ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า กระทำนั้นคือมีปฏิปทา กระทำคือ อนุปุพกิริยา ส่วนปฏิบัติไปตามลำดับ อนุปุพปฏิปทา ท่านแปล อนุปุพกิริยา ว่ากระทำไปตามลำดับ แปล อนุปุพปฏิปทา คือการปฏิบัติไปตามลำดับ ฟังก็เลยแยกยาก แต่ภาษาบาลีชัดเจน อันหนึ่งเป็นกิริยาอีกอันหนึ่งเป็นข้อปฏิบัติ แล้วท่านก็บอกว่าไม่ใช่จะบรรลุอรหันตผลโดยลัดหรือโดยตัดความ แต่นี่บอกโดยตรง มันควรตรงตามพระธรรมวินัยพระพุทธเจ้าไม่ตัดทิ้งเลย นายตเกเนวะ อัญญปฏิเวโท ในข้อที่ 1 มันต้องดำริคิดให้มากเลยว่า เอ๊ เราไปตัดลัดความ มันผิดตั้งแต่อันแรกเลยนะแค่ตัดลัดความ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เหรอ เห็นไหมของพระพุทธเจ้า ซึ่งของพระพุทธเจ้านั้นมหัศจรรย์แล้วเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ตัดไม่ได้นะ ตัดลัดความ ของพระพุทธเจ้าทิ้งไม่ได้ ของท่านลาดลุ่มเรียบลงไปไม่ขาดตอนเลยนะ กิเลสมักมากมักใหญ่มักเร็ว ใจเร็วด่วนได้จะต้องเอาให้ได้เร็วไวอยากได้ไวๆ ไม่มีขั้นตอน ไม่มีเนื้อหาที่จะเต็มบริบูรณ์ได้ มันก็ขาด แม้แต่มหัศจรรย์ข้อแรก อาตมาก็ว่ายิ่งใหญ่มากจริงๆถึงขั้นมหัศจรรย์ คุณไม่ตามลำดับ คุณก็ผิดแล้ว ความมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ของศาสนาพระพุทธเจ้ามีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายเป็นลำดับอย่างละเอียดละออนะ แต่นี่ คุณไปหั่นขาดทิ้งขว้างกันอย่าง น่าสมเพชเวทนา ตัดทิ้งไปหมด ศีลก็ตัดทิ้ง อปัณณกปฏิปทา 3 ก็ตัดทิ้ง สัทธรรม 7 ก็ตัดทิ้ง หลงไปเอาที่ฌานเลย ไปเอาฌานจากทฤษฎีไหนก็ไม่รู้ เป็นฌานของเดียรถีย์ ศาสนาพุทธไม่เหลือเลย สู่แดนธรรม... ผมคิดว่าต้นเหตุสำคัญไม่รู้ว่าพระอาจารย์รูปไหนทำมา บอกว่าอย่าไปศึกษามากให้นั่งสมาธิเอาเดี๋ยวก็จะรู้เอง ผมก็ยังโดนอาจารย์เก่าผมต่อว่าอย่างนี้เลย เมื่อผมอ่านพระไตรปิฎกอ่านพระธรรมวินัยในตอนบวชตอนแรกผมกลัวอาบัติก็เลยอ่านพระวินัย อาจารย์ผมไล่ให้ไปนั่งภาวนา อย่าไปอ่านอะไรมาก ให้ไปนั่งสมาธิเลยเดี๋ยวคุณจะรู้เอง นี่คือ Concept ของการไม่ต้องไปศึกษาอะไรมาก พ่อครูว่า... ใช่เขาบอกว่าไม่ต้องสนใจอะไรเลย ไปนั่งหลับตาปฏิบัติเลย เป็นการหลงงมงายหน้ามืดตาบอด อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องเตือนให้ปลุกให้ตื่นขึ้นมา เพราะมันผิดไปไกลลิบเลยไปนั่งหลับตาปฏิบัตินั้นเป็นไปไกลลิบเลย หลงว่านั่งหลับตาปฏิบัติแล้วจะบรรลุปัญญาจะบรรลุ เจโต บรรลุสมาธิ ซึ่งมันไม่บรรลุสักอย่าง จะได้ศีลเอง จะเกิดสมาธิเกิดปัญญาเกิดวิมุต มันไม่มีสักอย่างไม่ใช่สักอย่าง อาตมาต้องพูด เพราะว่า ในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้มันเสื่อม จนกระทั่งไปยึดเอาผิดเป็นถูกอย่างที่ทำกัน ที่อาตมาตี ก็มันผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเขาก็ไม่ค่อยฟังอาตมา ไปฟังพระอาจารย์ของเขาเทศน์บรรยาย มันไม่มีแม้แต่นิดเดียวของ ปรโตโฆษะ เพราะฉะนั้นไม่มีทางจะโยนิโสมนสิการจะทำใจให้อย่างถูกต้องแยบคายลงไปถึงที่เกิดที่ดับมันไม่มีทาง มันผิดหมด สัมมาทิฏฐิคู่แรกเลย ปรโตโฆษะ กับ โยนิโสมนสิการ มันก็ไม่เกิด โยนิโสมนสิการ อาตมาก็นำมาไขความ นอกจาก มิจฉาทิฏฐิ คู่แรกเลย คุณไม่สัมมาทิฏฐิได้เพราะคุณไม่ฟังผู้อื่นบ้างเลย ไม่มีปรโตโฆษะเลย ฟัง จะบอกว่าไม่ฟังก็ไม่จริง เขาก็ฟัง แต่ฟังอย่าง ไขหู ฟังอย่างอาบน้ำกลัวเปียก ฟังอย่างไม่สนใจ ไม่ได้เข้าใจเลยว่ากว่าคุณจะปฏิบัติโยนิโสมนสิการได้นั้น ในสุริยเปยยาลสูตร อยู่ถึงข้อที่ 7 ฟังอีกที ทำไมถึงต้องไปอยู่ข้อที่ 7 แสงเงินแสงทองต้องมาก่อน แสงอรุณ7 สุริยเปยยาล (เล่ม ๑๙ ข.๑๒๙ - ๑๓๖) [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ข้อแรกคุณต้องได้ยินได้ฟังได้ไปพบสัตบุรุษที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เช่น พระพุทธเจ้าหรือสัตบุรุษ ถ้าไม่ได้ฟังจากพระโอษฐ์ ไม่ได้ฟังจากสัตบุรุษ หรือ ผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิ ไม่มีทาง ใน มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี คุณต้องไปฟังสัมมาทิฏฐิจากมิตรดีสหายดีก่อน เป็นเบื้องต้น ผู้ที่อธิบายสัมมาทิฏฐิ จะต้องพากัน ปฏิบัติข้อ 2 ในสุริยเปยยาล ข้อที่ 2 คือต้องปฏิบัติศีล ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วทิ้งศีลเลย ไม่ใช่ ต้องปฏิบัติศีลคือข้อ 2 เห็นไหม สำคัญนะ เพราะฉะนั้นผู้ใดสอนไม่ให้มาเริ่มที่มีศีล จะเป็น สายท่านพุทธทาสก็ตาม ยิ่งสายทางมหาบัวหรือ ธัมมชโยเอาแต่นั่งสมาธิก็ตาม เละ ไม่เริ่มต้นด้วยศีล ศีลต้องมาอโศกนั่นแหนะ เขาไม่รู้ว่าเอาความยิ่งใหญ่มาให้อโศก พวกเขาถือขวานตัดธรรมะพระพุทธเจ้าทิ้งกันหมดแล้ว สมาธิต้องไปเอาที่ธรรมกาย หรือ นั่งหลับตาพระป่า ปัญญา ต้องไปเอาที่สวนโมกข์ อะไรอย่างนี้ หั่นทิ้งหมดเลย หั่น ศีลสมาธิทิ้งหมดเลยไปเอาปัญญาเลย เห็นไหมว่ามันเป็นความไม่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน