641109_พ่อครูเทศน์งานมหาปวารณาครั้งที่ 39 คุณธรรมยิ่งใหญ่กว่าอาวุธ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข27 ธันวาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

641109_พ่อครูเทศน์งานมหาปวารณาครั้งที่ 39 คุณธรรมยิ่งใหญ่กว่าอาวุธ https://www.boonniyom.net/51220.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1eNf5h3-DPcNXAtvMQ_trX9ghtO27htQUpoUQOqbI3Kg/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/14kG2ANWnUCazK8bNbBc8zFa2LZpZkOjl/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/863869130992970 และ https://youtu.be/jWIoHAGP2WU

พ่อครูว่า... วันนี้เป็นวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของวันมหาปวารณาแล้ว อาตมาก็ยังมีคิวเทศน์อยู่ คนจะมาริบของเราไป หาว่าเราแก่ เราก็บอกว่าเรายังไม่แก่ เราก็ต้องเทศน์ตามที่เขาให้อยู่แล้ว สร้างอาหารให้กับโลก อาจจะนอกบทบ้าง ก็เป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลธรรมชาติธรรมดาที่นำไป ขอแถม 2 ข้อความของ SMS SMS วันที่ 7-8 พ.ย. 2564

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ลำดับขั้นตอนการเป็นอรหันต์จนถึงโพธิสัตว์ _Emty เอมตี้ : (คำถามใต้คลิป พุทธศาสนาตามภูมิ พ.๓ พ.ย.๖๔) กราบนมัสการหลวงปู่ครับ ตอนหลวงปู่เป็นฆราวาส หลวงปู่มีสภาพเป็นอรหันต์รึยังครับ อีกคำถามครับ อาสวะ คืออะไรครับ เหมือนรึแตกต่างกับรูปภพอรูปภพ รึเปล่าครับ พอดีเป็นวัยรุ่นที่สนใจขวนขวายศึกษาธรรมมะ ภาษาก็ยังไม่ค่อยคล่องไม่เก่งครับ ฟังหลวงปู่บ่อยมากครับ รู้สึกเหมือนฟังมาหลายชาติ ไม่เข้าใจในบางอย่างบ้าง แต่ก็ไม่ใจร้อนครับ รู้ว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะพากเพียรศึกษาต่อไปครับ เป็น fc หลวงปู่นะครับ ขอให้หลวงปู่ สุขภาพแข็งแรงยาวนานนะครับ พ่อครูว่า... อันนี้เรื่องจริงนะ ฟังหลวงปู่เทศน์โลกุตระ ซึ่งเป็นธรรมดาเลยที่คนจะตามรู้ได้ยาก เพราะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า

อ่านต่อ

นั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ดีมากที่ไม่ใจร้อน ก็ขอบคุณ สาธุ เอาประเด็นที่คุณอยากทราบ ตอนเป็นฆราวาส หลวงปู่เป็นอรหันต์หรือยัง อันนี้เป็นอจินไตย อาตมาเป็นอรหันต์ข้ามชาติมาแล้ว เหมือนพระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์ข้ามชาติมาแล้ว ไม่ใช่เท่านั้น พระพุทธเจ้าสมเด็จสัมมาสัมโพธิญาณตรงแต่ชาติก่อนๆ ชาติที่ท่านอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านก็พร้อมเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะท่านไม่ได้ศึกษาจากใคร เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไม่มีสำนักพุทธศาสนายังไม่มี ท่านจึงเป็นผู้ประกาศศาสนาพุทธ ตอนนั้นยังไม่มีศาสนาพุทธเกิด ศาสนาพุทธมาพร้อมกับพระพุทธเจ้า แต่ตอนแรกเป็นลิงลมอมข้าวพอง ยังถูกโลกครอบงำอยู่ ท่านก็ไปมีสมบัติพัสถาน ไปมีบัลลังก์ ไปมีภรรยา ไปมีลูก พอมีลูกขึ้นมา 1 คน ท่านก็สะดุดขึ้นมาเลย ไม่ไหวแล้ว ท่านก็อุทานขึ้นมา ราหุลัง(ห่วง) พันธนัง(ผูกมัด) ชาตัง(เกิด) แปลว่าห่วงเกิดมามัดคอแล้วนี่ ท่านก็เลยรู้สึกตัวออกไปกับนายฉันนะและม้ากัณฐกะเลย ออกป่า ทรงผนวชเองเลย ท่านอธิษฐานเอง เป็นพระพุทธเจ้าเองเลย ตัดพระเกศาให้สั้น จริงๆก็คือโกน แต่ตอนแรกจะโกนหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่พราหมณ์เขาไม่ตัดผมกันหรอก เขาไว้ผม แต่นี่ท่านตัดผมเลย เพราะพวกเป็นพราหมณ์ไว้ผมและเป็นมิจฉาทิฏฐิกันตอนนั้น ท่านก็ต้องทำอีกอย่างหนึ่ง ให้ต่าง คนไว้ผมก็คือคนลักษณะหนึ่ง ปล่อยให้ยาวเลยไว้ให้เต็มที่ อันนี้ก็ไม่มีเลยโกน ยาวแล้วก็โกน อย่างนี้เป็นต้น เป็นคนละลักษณะ หลวงปู่มีเชื้ออรหันต์ข้ามชาติมาแล้ว มีเชื้อโพธิสัตว์มาด้วย บำเพ็ญจนเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เมื่อเข้าใจอรหันต์ เข้าใจโพธิสัตว์ เข้าใจลำดับ ลำดับอรหันต์นับตั้งแต่โพธิสัตว์ระดับ 4 เรียกว่าอรหันต์เต็ม จากนั้นอรหันต์โพธิสัตว์ระดับ 4 โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลยจากอรหันต์ขึ้นไปก็เป็นอนุโพธิสัตว์ ก็เป็นโพธิสัตว์น้อยๆ อนิยตโพธิสัตว์ จะเป็นการบำเพ็ญช่วงที่ยาวนาน จนกว่าจะข้ามเขตจาก อนิยตโพธิสัตว์ ที่แปลว่ายังไม่เที่ยงที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า จนข้ามเขต อนิยตโพธิสัตว์ไปเป็นผู้เที่ยงที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าเรียกว่า นิยตโพธิสัตว์ ระดับเสียง อย่างเช่นอาตมาระดับ 7 สอบเข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าได้แล้ว ส่วนตัวเองจะรีไทร์หรือไม่ ทางมหาวิทยาลัยไม่มีสิทธิ์ไล่ออก แต่เราจะรีไทร์ของเราเอง เป็นปัจเจกพระพุทธเจ้าก็มีสิทธิ์ หรือยังไม่ถึงปัจเจกพระพุทธเจ้าเลย เราก็รีไทร์ออกก่อนจะเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้า ซึ่งปัจเจกพระพุทธเจ้าหรือโพธิสัตว์ระดับ 9 ส่วนโพธิสัตว์ระดับ 8 ก็อยู่ในขั้นมหาโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ก็ไปเป็นมหาโพธิสัตว์ จากมหาโพธิสัตว์ก็บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็เท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นแตกต่างจากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งอยู่ ประเด็นตรงที่ว่า สู่แดนธรรม... เป็นศิลปินเดี่ยวกับศิลปินวง พ่อครูว่า... พระปัจเจกสมัครสัมพุทธเจ้านั้นเหมือนศิลปินเดี่ยว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งนั้น มาประกาศศาสนาในโลก ก็เป็นศิลปินวง วงใหญ่วงเล็กก็แล้วแต่ อย่างวงของสมณโคดมเป็นวงไม่ใหญ่เป็นวงเล็ก สอนใบไม้กำมือเดียว ท่านสอนมามากจนเบื่อ เมื่อยแล้วเอาแค่นี้ แทนที่จะอายุ 100 ปีก็ไม่เอาแล้วอายุแค่ 80 ปีก็ไปแล้วไม่ไหว จนพระอานนท์ พ้อว่า ทำไมรีบตาย พระพุทธเจ้าบอกว่าอานนท์ เราจะอยู่ได้ถึง 1 กัปหรือเกินกว่ากัปก็ได้ แต่เราพอแล้ว เพราะท่านพอจริงๆท่านสอนมามากท่านสู้มามาก จนกระทั่งเข้าถึงใกล้กลียุค นี่เป็นยุคสุดท้ายแล้วนอกนั้นจะเป็นโพธิสัตว์รับหน้าที่ต่อจนหมดพุทธะกัปของสมณโคดม มีอาตมาเป็นต้น แล้วจะมีโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ซึ่งจะร่วมกัน มีอาตมามีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีโพธิสัตว์เล็กโพธิสัตว์น้อยอีกเยอะ โพธิสัตว์ในประเทศไทยขนาดนี้มีไม่ใช่น้อยก็ช่วยกันทำไป รายละเอียดพวกนี้เป็นอจินไตยที่พูดเดาเอาไม่ได้มันเป็นบาป ถ้าไม่แน่ใจว่าถูกต้องไม่พูดออกมา อาตมาพูดนี้รับรองว่าถูกต้องควรพูด ที่ยังไม่แน่ใจอาตมาจะไม่พูด เพราะผิดแล้วกรรมเป็นอันทำ เราก็ซวยเราก็ได้รับกรรมวิบาก วิบากผิดใครจะไปทำทำไมอยู่ดีๆไปหาเรื่องใส่ตัว พูดแล้วก็ไม่ได้อะไรไม่ได้ประโยชน์อะไร พูดแล้วได้บาป เราไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนด้วย เพราะคนก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ มีคนเข้าใจบ้างก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องเอาอะไรมาตอบแทนหรอกเข้าใจแล้วก็ดีแล้วก็จบ อาตมาเป็นอรหันต์มาแล้วตั้งแต่ชาติก่อน ชาตินี้ก็ต้องเป็นอรหันต์มาแล้ว ความเข้าใจอรหันต์ไม่ใช่เรื่องง่าย อรหัตตตผล จนไปถึงอรหันต์ สรุปแล้ว อาตมามีเชื้ออรหันต์มาแต่ชาติก่อนๆ เพราะฉะนั้นมาถึงชาตินี้ก็ถือว่าเป็นอรหันต์มาแต่ชาติก่อน ตอบเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน

ทีนี้ถามว่า อาสวะคืออะไร ท่านเรียกว่ากิเลสหมักดองเหมือนน้ำหมักดองมีเชื้อยีสต์ ตัวพลังงานของความหมักดอง ถ้ามันมีสัตว์ก็เป็นตัวยีสต์ ถ้าเป็นนามธรรม มันก็เหมือนมีตัวเชื้อของมันอยู่ในนามธรรม แตกตัวอยู่ในนั้น เรียกว่าเชื้อ สังเสทชโยนิ แตกตัวเองอยู่ในโอปปาติกะ เชื้ออยู่ในจิตทั้งไร้สำนึกและใต้สำนึกทั้ง subconcious และ unconcious ถ้าคนที่ไม่มีบารมีควบคุมจิตไร้สำนึกไม่ได้ อาจจะควบคุมจิตใต้สำนึกได้ คนอินทรีย์พละอ่อนควบคุมจิตใต้สำนึกก็ไม่ได้ ควบคุมได้แต่จิตสำนึกว่า concious ธรรมดา คนที่อ่อนแอคนนั้นแม้แต่ concious ธรรมดา สำนึกสามัญธรรมดาเขาก็ควบคุมไม่ได้ กิเลสมันเหนือชั้นกว่า กิเลสมันก็ชนะควบคุมสำนึกของตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาสวะก็คือสิ่งที่มันเป็นตัวไม่ดี ตัวตนที่ไม่ดี กิเลสาสวะ เป็นอกุศลจิตสั่งสมลงไปเรียกว่าอาสวะ กิเลสที่สั่งสมหมักดองไปเรื่อยๆเรียกว่า อาสวะ เหมือนหรือแตกต่างจากรูปภพอรูปภพ อาสวะ เป็นตัวชาติ ส่วนรูปภพอรูปภพ เป็นตัวภพ อาสวะ เป็นตัวเกิดของจิตเจตสิกของตัวเราเองมาเกิด เกิดเป็นตัวอาสวะเจตสิก เมื่อเกิดแล้วภพกับชาติ มันเป็นคู่กัน ภพเป็นรูป ชาติเป็นนาม คู่กัน ก็จะไปด้วยกันแยกกันไม่ได้ ภพกับชาติแยกกันไม่ได้ มันเกิดไปด้วยกัน ภพกับชาติ เป็นสภาวะ 2 เป็นสภาวะคู่ เกิดด้วยกันไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นชาติหรือลักษณะเนื้อใน ภพคือ สิ่งที่ให้ชาติอาศัย รูปภพกับอรูปภพ คือ สิ่งที่ให้ รูปกิเลสกับอรูปกิเลส อาศัย ซึ่งต่างจากกามกิเลส ที่เกิดภายนอก ทางตาหูจมูกลิ้นกาย 5 ทวาร ดับกิเลสทั้ง 5 ทวารนี้ได้ก็เหลือกิเลสภายในด้วย รูปกิเลส ยังหยาบ ก็กำจัด รูปกิเลสหมดไปก็เหลือ อรูปกิเลส เป็นตัวสุดท้ายเป็นชั้นปลาย หมดไปเป็นขั้นๆตั้งแต่ กาม รูปก็หมด ก็เหลือสิ่งที่เหลือก็ทำให้หมด ส่วนคนนั่งหลับตาเข้าไปในรูปภพ อรูปภพ พวกนี้โมฆะไม่รู้ทิศทางปฏิบัติ นั่งหลับตาปฏิบัตินี้ใช้ไม่ได้ กิเลสที่หยาบก็ยังไม่รู้เรื่องเลย ยังไม่ได้ไปฆ่าเลย มันก็ยังมีฤทธิ์แรงเป็นกิเลสใหญ่กิเลสหยาบ แล้วจะข้ามขั้นไปล้างกิเลสเล็กกิเลสน้อย กิเลสเล็กกิเลสน้อยไปล้างมันก็ไม่ได้เพราะมันไม่ได้ถูกตัวมัน ไม่ใช่ กาละ เพราะกิเลสเกิดนั้นเกิดในกาละ ปัจจุบันชาติในขณะกระทบสัมผัสและเกิดของจริง ส่วนกิเลสที่ไม่ได้เกิดจากการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย เรียกว่ากิเลสสัมภเวสี หรือเจตสิกสัมภเวสี เป็นเรื่องอยู่ในภพ ไม่ใช่เรื่องของความจริง แล้วใครไปทำอะไรมันก็ไม่ได้ เป็นของใครของมัน อันนี้ลึกซึ้งลึกล้ำ ยากจะเข้าใจ คนจะเข้าใจอันนี้ได้ยาก เข้าใจ สัมภเวสีไปแตะต้องไม่ได้ อย่างคนตายจากร่างกายนี้แล้ว จิตไปเป็นสัมภเวสี ไม่ได้ศึกษาธรรมะอะไรเลย จิตเจตสิกที่ไปตกนรกขึ้นสวรรค์ เป็นของตัวเองทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครเลย แต่คนไม่รู้ก็ไปเดาว่า ไปเจอกัน ไปคุยกัน ในแดนสวรรค์นรกอะไร เป็นการฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ ซึ่งมันไม่มี ถ้ามีในแดนนรกในแดนสวรรค์ มันก็ชิบหายวายป่วงหมดเลย มันตีกันรบกันบรรลัย อยู่กันไม่ได้ มันแท้จริงแล้วเป็นภพใครภพมัน จริงๆแล้วพวกที่ตายไปแล้ว จิต จะเรียกให้ถูกก็คือไปอยู่ดุสิต จิตจะไปอยู่ในภพความสงบ มีท้าวสันตุฏฐิ เป็นเจ้าของแดนดุสิต คือแดนสงบ สงบแปลว่าอะไร คือความหยุด ถ้าหยุดอย่างสัมมาทิฏฐิก็คือพระโพธิสัตว์ ถ้าเป็นการหยุดอย่างพวกโง่พวกอวิชชา อย่างอุทกดาบส อาฬารดาบส เอาแต่นิ่งหยุด จนกระทั่งพระพุทธเจ้าอุทานว่าชิบหาย ไม่มีใครไปเจอใครได้ เป็นชาติใครชาติมันภพใครภพมัน เป็นสัมภเวสี ถ้าลืมตาจึงมาสัมพันธ์กันได้รู้เรื่องกัน ทางตาหูจมูกลิ้นกายสื่อกันได้ แต่ไปอยู่ภพใน เอา เด็กคนนี้คิดแล้วเด็กคนนั้นจะไปรู้ความคิดของเด็กคนนี้ไหม คนนี้เขาคิดของเขาอยู่คนเดียวคนนั้นจะไปรู้เขาได้ไหม ไม่มีทางจะไปรู้ได้หรอก จะไปอวดเก่งทำเป็นรู้ การจะรู้คนอื่นได้ต้องประกอบด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย เข้าไปหาตัวใจ ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายเป็นองค์ประกอบช่วย จะไปรู้ใจภายในเลยไม่ได้ง่ายๆหรอก ยกให้พระพุทธเจ้าองค์เดียวที่จะหยั่งรู้จิตคนโดยไม่จำเป็นต้องไปอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายเป็นบันได เอาพรวดเข้าไปหาจิตเลย ยกให้พระพุทธเจ้าองค์เดียว นอกนั้นอย่ามาทำอวดดี แต่มีบ้าง มีคนที่มีความพิเศษ ชอบในการที่จะหยั่งรู้จิตคนอื่น มีอาเทสนาปาฏิหาริย์ ก็ได้ แต่มันก็จะต้องใช้ความฝึกฝน สร้างพลังงานที่สามารถไปทำอย่างโดดเดี่ยว แล้วมันไม่มีประโยชน์อะไร ไปรู้คนอื่นแต่ของตนเองไม่รู้ เลว ขาดทุน เสียท่า เพราะฉะนั้นเอาตัวเองดีกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อหมด รูปกิเลส อรูปกิเลส ก็ล้างอรูปกิเลสไปเป็นขั้นสุดท้าย เป็นขั้นตอนลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ แต่คนที่ไม่รู้ก็ทำลัดขั้นตอนสับสนเลอะเทอะ ถึงยาก นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม... อธิบาย ภพ ชาติ ให้เด็กๆฟัง พ่อครูว่า...ไปฟังคนอื่นที่มิจฉาชีพพูด ผีก็เกิด มาฟังหลวงปู่พูดการเป็นคนอาริยะก็เกิด _ใบฟ้า นาวาบุญนิยม : (ศ.5พย.64; 15.45น.) ดิฉันกราบขอพ่อครูได้กรุณาพูดถึงการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ให้ลูกลูกรับทราบโดยทั่วกันอีกสักครั้งค่ะ กราบขอบพระคุณกราบนมัสการด้วยเศียรเกล้าฯ พ่อครูว่า...ตอบ ตอบไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องสเต็มเซลล์ อาตมาไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย สเต็มเซลล์คืออะไรจริงๆก็ยังไม่มีความรู้ รักษาอย่างไร รักษาได้แค่ไหนอาตมาก็ไม่มีความรู้ เพราะฉะนั้นก็ตอบให้คุณใบฟ้าฟังไม่ได้ คุณใบฟ้าเป็นอาจารย์พยาบาลนะ จนกระทั่งลาออกมามาอยู่กับชาวอโศก ตอนนี้ก็อายุเลยปลดเกษียณไปแล้ว ก็ฝากไว้ก่อนโอฬาร พวกที่เขารู้จะมาขยายให้ฟัง อาตมาก็อยากจะรู้บ้างเหมือนกันว่ามันจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้สำหรับสเต็มเซลล์ เพราะว่าอาตมามีเรื่องของการเป็นกระเปาะอยู่ที่คอ อาตมาก็หวังอยู่ในใจ สเต็มเซลล์เป็นสิ่งเล็กละเอียดที่คนเอามาใช้งานได้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้พอสมควร มันจะเอามาประยุกต์ทำให้สิ่งที่มันก็เป็นเซลล์เหมือนกันในกระเปาะนี้ ไปจัดการทำลายกระเปาะนี้ได้ไหม อาตมาก็ได้แต่คิดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้รู้จักวิทยาศาสตร์การแพทย์มากเท่าไหร่ ไม่ได้กังวลอะไร เป็นแต่เพียงว่าอาตมาเชื่อกรรมวิบาก ถ้าหากมีกรรมวิบาก ถึงเวลาวาระจะมีผู้ขวนขวายสามารถจริงมาถึงเอง ถ้ามันยังไม่มาถึงก็รับวิบากไปชลอไป

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายภิกษุเป็นบาปอย่างมากมิใช่บุญเลย พ่อครูว่า... เข้าสู่เรื่อง ที่จะให้อาตมาอธิบายเรื่องของอาหาร อาหาร สร้างอาหารให้กับโลก ความหมายคือ เราเป็นคน เป็นมนุษย์ จะสร้าง อย่างที่มีผลไม้รากไม้ดอกไม้ เต็มหน้าโต๊ะอาตมา ซึ่งดอกไม้ก็กินได้ ใบไม้ลูกไม้เต็มโต๊ะ นี่แหละก็สร้างพวกนี้เป็นอาหาร เราเน้นสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร การกสิกรรม เราไม่เน้นปศุสัตว์ เราไม่เน้นการประมง เราไม่เน้นเรื่องสัตว์ ปูปลาเราก็ไม่เน้น ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ไปสร้าง ไม่ไปฆ่าหรือสัตว์ 2 ขา 4 ขาสัตว์บกเราก็ไม่ไปเกี่ยว เพราะสัตว์เหล่านั้นมันมีวิบาก เป็นวิบากตามไปตามมากับชีวิต เรารู้รายละเอียดพวกนี้ ไปอ่านในชีวกสูตร ที่ท่านตรัสไว้ ความละเอียด 5 ข้อนี้คนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ ข้อที่ 1 กล่าวถึงชื่อสัตว์ก็บาปแล้ว เพราะคนจะกล่าวชื่อสัตว์นี้ถ้ามีอกุศลเจตนาในจิตแล้ว กล่าวชื่อสัตว์ใดๆขึ้นมา ก็บาปทันที มีอกุศลเจตนาในจิตว่า จะไปจับมันมา เท่านั้นแหละ เจตนาจะให้ไปจับมันมา ถ้ากล่าวชื่อสัตว์ลอยๆ เช่น นก แล้วก็ปล่อยมันไป ไม่มีเจตนาที่จะให้ไปจับ มันก็จะไม่มีเจตนาข้อที่ 2 ก็คือ ข้อที่ 2 ให้ไปจับมาผูกมามัดมา ใส่เข่งใส่กรงขังมา ไปจับมัน มันก็หมดอิสระ ธรรมดามันก็อยู่ของมันอิสระ อันนี้เป็นบาปเป็นอันมากข้อที่ 2 เพราะสัตว์มันไม่ต้องการให้ใครจับมันมา นอกจากหลอกล่อให้มันมาหลงรัก หลงผูกพัน นั่นก็อีกเรื่องซับซ้อน จะไม่ขยายความ มีอกุศลเจตนาตั้งแต่ข้อ 1 ข้อที่ 2 จับมันมาก็ได้สัตว์นั้นมา ข้อที่ 3 สั่งฆ่าเลย ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ออกชื่อสัตว์ชนิดนี้ตัวนี้ เป็นบาปข้อที่ 3 แล้ว สั่งสมเข้าไปอีกหนักหนาสาหัส ข้อที่ 3 ก็เป็นบาปหนักเป็นอันมาก ชั้นที่ 3 ทับถม ข้อที่ 4 สัตว์นั้นกำลังถูกเขาฆ่า มันจะเสวยความทุกข์หรือเสวยสุข....ความทุกข์ เป็นบาปของคนสั่งฆ่า แม้ไม่ใช่คนฆ่าเองนะ แต่เป็นคนสั่งฆ่า ก็บาปเป็นอันมาก มหาศาล ฆ่าจนสัตว์เขาตาย ตายแล้วก็เอาไปทำอาหาร ทำกับข้าว ข้อที่ 5 ทำกับข้าวอย่างดี ทำอาหารอย่างประณีต ใช้เชฟ พ่อครัวแม่ครัวชั้น 1 เลย ปรุงมาอย่างดีให้อร่อยให้วิเศษเลิศเลออย่างไรยิ่งใหญ่ก็แล้วแต่ เพื่อที่จะเอาเครื่องปรุงตกแต่งแบบโลกีย์ที่คนนิยม เอามามอมเมา สาวกของพระพุทธเจ้า เอามามอมเมาพระพุทธเจ้าอีกที ให้ยินดี ให้หลงติดในอาหารเนื้อสัตว์นั้น ที่เขาใช้เนื้อสัตว์เป็นเหตุปัจจัย มาปรุงแต่งเป็นอาหารให้กิน ถ้าเอาพืชมาปรุงแต่งก็ไม่เป็นไร ติดอาหารที่เป็นพืช มันก็เป็นภาระ เป็นกิเลส ขนาดติดอาหารพืชก็เป็นกิเลส แต่นี่ไปติดอาหารเนื้อสัตว์เข้า เรียกว่าอภิมหาซวยเลย แล้วคนก็เอาไปถวายพระสงฆ์สาวกพระพุทธเจ้า เอาไปถวายพระพุทธเจ้า ไม่มีบาปอะไรข้อไหนที่จะยิ่งใหญ่ก็บาปข้อที่ 5 นี้อีกแล้ว คนได้ถวายอาหารเนื้อสัตว์แก่พระพุทธเจ้า หรือพระภิกษุทั้งหลายที่เป็นสาวกพระพุทธเจ้า คนเอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระสงฆ์ทั้งหลายก็ดี ไปถวายพระพุทธเจ้าด้วย ยิ่งบาปอีกไม่รู้กี่ชั้น แค่เอาเนื้อสัตว์ไปถวายพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่ง ก็บาปเป็นข้อที่ 5 แล้ว ฟังให้ดีๆเถอะ มันไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน แต่เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมาก คนจะฟังรู้เรื่องเข้าใจแล้วสำนึก ก็จะ โอ้โห.. ปานฉะนี้เชียวหรือ ตายตายตายตาย เราถวายมานักแล้ว แล้วก็ปรุงแต่งให้ท่านชอบด้วย ปากก็บอกว่าโยม วันนี้ไม่ทำแกงไก่มาให้กินเหรอ วันนี้ไม่ทำพะแนงมาให้กินหรือ พระสงฆ์สาวกหน้าด้านก็จะขออย่างนี้ ขออภัยที่พูดเร็วพูดแข็งพูดชัดพูดตรง มันเป็นอย่างนั้นจริง รายละเอียดของพระพุทธเจ้า ศึกษาให้ดีๆ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อาหารทางจิตวิญญาณสำคัญไฉน พ่อครูว่า... เข้าสู่เรื่องสร้างอาหาร อาหารที่จะสร้างให้แก่โลก คือ พืชพันธุ์ธัญญาหาร สรุปเข้าเป้า ไม่เป็นเรื่องปศุสัตว์ ไม่เป็นเรื่องประมง ก็พูดมานานหลายทีครบแล้ว แค่อาหารพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ มันเป็น พีชะ เป็นพืช ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ในขันธ์ 5 มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พืชมันมีแค่รูปกับสัญญากับสังขาร มันไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เวทนาคือความรู้สึก วิญญาณคือความรู้สึกที่สะสม ในปัจจุบันนี้ กระทบสัมผัสแล้วก็เกิดเวทนา ไม่มีการกระทบสัมผัส มันก็คือวิญญาณของแต่ละสัตว์แต่ละตัว มันก็กองอยู่ตรงนี้เป็นวิญญาณเป็นธาตุรู้ และธาตุรูป วิญญาณรวมทั้งรูปและนาม 2อย่างกองกันอยู่ในวิญญาณเป็น 3 เส้า มีธาตุรู้เป็นประธาน แล้วก็มีพลังงานบวก ลบ พลังงานบวกลบที่เป็นชีวะระดับจิตก็มีวิบากบาป มีเวทนา มีวิญญาณก็ผูกพัน มีผลัก มีดูด มีชอบ มีชัง มีอาฆาตมาดร้าย มีรักดูดแรง ส่วนพืชมันไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มันปรุงแต่งตัวของมันเองอย่างเดียว มีสัญญากำหนดรู้กับสังขารปรุงแต่ง มันก็ปรุงแต่งตัวมันเป็นรูป ดอกกุหลาบก็รูปนี้ ดอกเหลืองไม่หยุดก็รูปนี้ ดอกพุทธรักษา ก็เป็นดอกอย่างนั้น ลูกไม้ ลูกระกำ ลูกมะละกอ มันก็เป็นไปตามพลังงานสัญญากับสังขาร มันปรุงแต่งกันเป็นอย่างนี้ มันไม่มีความรู้สึก มันไม่จองเวรจองกรรม ไม่มี ฟังชัดๆ เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าจึงสอนให้คนทำจิตให้เป็นพืช ตอนคนเป็นๆนี่แหละพระอรหันต์ทำจิตให้เป็นพืชได้ ไม่ต้องไปผลักไปดูด ไม่ต้องไปสุขไปทุกข์ ไม่ต้องจองกรรมจองเวร ไม่ต้องไปรักไปชัง สำเร็จ จิตก็จบ ทั้งๆที่เป็นๆนี่แหละ ทำได้ มีวสวัตตีโก ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจของตนเองได้ มีแต่ความรู้ความสามารถไม่มีกิเลส เรียกว่า อสังขาริกัง ไม่มีกิเลสเข้าไปปรุงแต่งร่วมด้วย แต่ทำอภิสังขารได้ยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีกิเลสเข้าไปปรุงด้วย จึงเรียกว่า อสังขาริกัง แต่คนที่ยังมีกิเลสร่วมปรุงแต่งด้วย ก็ยังเป็นสสังขาริกัง มีกิเลสเข้าไปแซม เข้าไปผสม เข้าไปยุ่ง เข้าไปวุ่นวาย เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการ เข้าไปเป็นนายเลย เพราะฉะนั้นคนธรรมดาสามัญปุถุชนมีกิเลสเป็นนาย มีกิเลสเป็นเจ้า มีกิเลสเป็นพระเจ้าเลย เทวนิยมมีกิเลสเป็นพระเจ้า เพราะเขาไม่รู้จักเทวะ เขาไม่รู้จักพระเจ้า ไม่รู้จักอำนาจของพระเจ้า จริงๆพระเจ้าคือกิเลส เขาไม่รู้จักอำนาจของพระเจ้า ไม่รู้จักอำนาจของกิเลส เพราะเขาแยกไม่ออกว่าอำนาจของกิเลสกับอำนาจของอาริยะ ของคนที่ไม่มีกิเลสนี้ อำนาจของอรหันต์ อรหันต์กับปุถุชน อรหันต์เป็นอำนาจที่ไม่มีกิเลสไปเรื่อยๆเลย ตั้งแต่ระดับที่ 4 แต่ปุถุชนมันมีกิเลส จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ฐานะบุคคล เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้กิเลสจริงๆ กิเลสหยาบ กลาง ละเอียด ไม่ได้เรียนรู้เลยเป็นพลังงานในพลังงานเป็นพลังงานในจิต ไม่รู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ไม่สามารถสร้างพลังงาน ฌาน และพลังงานปัญญา ซึ่งเป็นพลังงานที่เหนือชั้น ฌาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตานะแต่เป็น ฌาน ที่ประกอบด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 ลืมตาสร้างขึ้นมาแล้วก็ไปจัดการ จัดการทำลาย ทำลายพลังงาน ราคะ โทสะ โมหะ ได้ ผู้ที่สร้างพลังงาน ฌาน พลังฌาน พลังปัญญา อย่างสัมมาทิฏฐิแบบพุทธได้ เป็นของจริง กิเลสลดจริงๆ กิเลสตาย เพราะพลังงานนี้ ฆ่าเลย เป็น อุณหธาตุ เป็นไฟ เผาให้เป็นขี้ผงเป็นเถ้าถ่านเลย หมดชีวะ หมดชีวิตินทรีย์ ตามรูป 28 24 หมดพลังงานความเป็นชีวะ เฉพาะ พลังงานชีวของตัวกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด แม้แต่เหลือเศษละเอียด ก็ดับก็ถูกฆ่าหมดเกลี้ยง รู้จักอินทรีย์ของชีวิต รู้จักความเป็นชีวะ ชีวิต ฆ่า ให้ตายสนิท ถ้าเผื่อว่ามันยังเหลือ ชีวะเป็นพีชะอยู่ ถ้าให้อาหารมันอยู่ ให้อาหารแก่พืช พืชโตขึ้นได้ ถ้าเราไม่ให้อาหารมัน มันก็จะฝ่อ ชราเสื่อมลง เหี่ยวแห้งลง จนกระทั่งไม่ให้อาหารมันเลย พืชมันก็ตาย สัตว์ก็เหมือนกัน ไม่ได้รับอาหารอีกเลย ไม่มีธาตุที่จะเป็นอาหารเข้าไปเลี้ยงขันธ์ ขันธ์พืช เป็นองค์ประชุมเป็นชีวะระดับพืช มันไม่มีอาหารไม่มีธาตุจะไปเลี้ยง มะละกอก็ต้องการอาหารธาตุประเภทหนึ่ง จำนวนหนึ่ง อย่างหนึ่ง มะเขือก็ต้องการธาตุอาหารอีกอย่างหนึ่ง ระกำก็อีกอย่างหนึ่ง มะนาวก็อีกอย่างหนึ่ง กล้วยก็ต้องการธาตุอาหารต่างกัน ก็จะมีธาตุอาหารที่ไปปรุงกันให้ตรงมันก็หมด หมดความเป็น หมดความสร้างตัวมันได้ ตัวมันก็หายไปเพราะมันไม่มีธาตุที่จะไปสังเคราะห์สังขารตัวมัน ให้ปรุงแต่งตัวมันคือ มันก็เหี่ยวแห้งลงหมดลง หายไปสลายไปเป็นดินน้ำไฟลม พืชก็สลายเป็นดินน้ำไฟลม เป็นอุตุธาตุ พระพุทธเจ้าท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต สามารถทำจิตให้เป็นอุตุ เป็นธาตุดินน้ำไฟลมได้ ตั้งแต่ตอนเป็นๆ โดยลำลอง โลกขั้นต่ำ โลกขั้นหยาบ ที่เราไปเกี่ยวข้องเรียกว่าอบายภูมินรก โลกขั้นต่ำหมุนเวียนอยู่อย่างนั้นเรียกว่า โลก เราก็เรียนรู้ที่มันยังปรุงแต่งให้เราไปติดยึด ต้องให้อาหาร สร้างโลกนี้อยู่ อันนี้ก็เป็นโลกปรุงแต่งของอบาย เป็นโลกนรกนะ แต่นรกของเรา เราต้องมีนรกที่จะต้องไปชื่นใจ แล้วก็โง่ๆๆ สร้างนรกอยู่ไม่ยอมเลิก ปรุงแต่งนรกให้แก่ตนอยู่นั่นแหละ ชื่นใจชื่นใจ ก็คือนรก ความโง่ของคนนั้นซับซ้อนลึกซึ้งมาก เมื่อเกิดปัญญารู้ชัดว่า อ๋อ.. นี่เราสร้างนรกอยู่เราก็เลิกให้อาหารมัน เมื่อเลิกให้อาหารแก่สัตว์ คือ ตัวสัตว์นรกก็คือตัวเรา ที่ปรุงแต่งนรกอยู่ เราไม่อยากแก่ความเป็นสัตว์ ความเป็นกิเลสของเรา ไม่ให้มันมันก็ตาย มันก็ฝ่อลงตาย โลกอบาย สัตว์อบาย สัตว์นรกก็ตายจริงๆ สัตว์นรกตายแล้ว สัตว์ระดับตาหูจมูกลิ้นกาย เรียกว่ากามคุณ 5 ปรุงแต่งเป็นชีวิตชีวา รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันมีชีวิตอยู่ เราก็ดับกิเลสระดับตาหูจมูกลิ้นกาย ระดับ กาม ฆ่าสัตว์ที่เป็นกามสัตว์ ชีวิตกามสัตว์ก็ตาม เมื่อไม่มี โลกกามแล้ว เราจะอยู่ในโลก กาม ผู้ที่มีจิตสะอาดแล้วมีพลังงานเหนือชั้นกว่ากาม เพราะฉะนั้นสัตว์ที่เป็น กามสัตว์ทั้งหลายทำอะไรพระอรหันต์ไม่ได้ พระอนาคามีก็ไม่มี กามสัตว์ อนาคามียังมีรูป เหลือกิเลสระดับรูป อรูป ก็ไปเรียนรู้กิเลสระดับรูป แล้วดับรูปภพ เหลืออรูปภพ ก็ดับอีก ก็เป็นอรหันต์ ไม่เหลือสักสัตว์ ก็เป็นอรหันต์ อย่างนี้เป็นต้น สภาพเหล่านี้เป็นของจริงปฏิบัติได้ อย่างอาตมาอย่างหลวงปู่ปฏิบัติได้ ถึงได้เอามาพูดได้ละเอียดลออชัดๆไม่ได้เอาของใครมาพูด เอาของเรา เราผ่านมาจริง มันเคยมี แล้วหลวงปู่นี่ก็ทำให้มันหมดไปได้แล้ว ก็เอาความไม่มีจากกิเลสเป็นความไม่มีกิเลส มาพูดสู่ฟัง แล้วในโลกคนก็มีกิเลสกับไม่มีกิเลส แม้ไม่เป็นพระอรหันต์ ความไม่มีกิเลสบางครั้งบางคราวมันก็มีในคนทั้งนั้น แต่ถ้าเรายังไม่ได้ล้างกิเลสจนกระทั่งหมดเชื้อ ตายสนิทหมด ชีวิตินทรีย์จริงๆ มันก็ยังเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นในรูป 28 ชีวิตินทรีย์ อาหารรูป ปริเฉทรูป อย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่จะเข้าใจเรื่องกิเลสในชีวิตรูปที่เป็นชีวิตอินทรีย์ได้ ก็รู้เรื่องอาหาร หากไม่ให้อาหารมัน มันก็ตาย ฉะนั้นผู้ใดทำให้มันตายได้ รู้จักชีวิต รู้จักอาหาร ไม่มีแล้ว ก็หมด ปริเฉทแปลว่า ว่าง รูปนั้นก็ว่างจากชีวิต รูปนั้นก็ว่างจากอาหาร อาหารอาจจะมีอยู่ในโลกเอามาใช้ก็ได้ แต่เรารู้แล้วว่าไม่ต้องให้อาหารมัน ก็รู้จักความว่าง ฉะนั้นปริเฉทรูปก็คืออากาศธาตุ รูปว่างๆ ปริเฉทรูป เพราะว่ารู้จักชีวิตรู้จักอาหารแล้ว เมื่อไม่มีชีวิต ไม่มีอาหาร นั่นเป็นเทวะคู่หนึ่ง เป็นรูปกับนามคู่หนึ่ง ภาวะ 2 คู่หนึ่ง ไม่มีแล้ว ดับเทวะ เหลือปริเฉทรูปว่างๆ จากนั้นไปก็ไป อากาสานัญจายตนะ ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ก็เป็นวิญญาณสะอาด เรียกว่า วิญญาณัญจายตนะ คนที่จิตสะอาดแล้ว เหลือธาตุ 2 คืออากาศกับวิญญาณ สะอาดทั้ง 2 อย่าง อากาศก็สะอาด วิญญาณก็สะอาด เรา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน