641203_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจน 2 แบบ คนจนอวิชชากับคนจนโลกุตระ ตอน2.docx
เนื้อหาในไฟล์
641203_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจน 2 แบบ คนจนอวิชชากับคนจนโลกุตระ ตอน2 https://www.boonniyom.net/51212.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/17eHyitFWUR3BylE87Ekw7NM3FFELcO1I1uq0VhZAqF4/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1fZjZZLlbawP07hXILQtn4d7_gi7-UBlz/view?usp=sharing
และดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/482236626539918 และ https://youtu.be/Na_ayMHeEso
สมณะเดินดิน...วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม 2564 ที่บวรราชธานี เหลืออีก 2 วันจะถึงวันพ่อแห่งชาติวันที่ 5 ธันวาคม มีคนเก็บสถิติ ตัวเลข 9 ของในหลวงรัชกาลที่ 9 1. รัชกาลที่ 9 2. ครองราชย์วันที่ 9 3. ครองราชย์ปี 2489 4. ครองราชย์เมื่อพระชนมายุ 19 5. ผนวชเมื่อ 2499 6. สวรรคตพระชนมายุ 89 7. สวรรคตปี 2559 8. สวรรคตปี 2016 (2+0+1+6=9) 9. สวรรคตวันที่ 13 ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 11 (1+3+1+2+1+1=9) เมื่อเอา 9 ทั้ง 9 ข้อมาคูณกัน 9x9 =81 (8+1 = = 9) เป็นอะไรที่ถูกกำหมดมาแล้วจริงๆ ดีใจที่ได้เกิดมาในยุคที่มีท่านครองราชย์ พ่อครูเกี่ยวกับเลข 6 เยอะ ในคำพยากรณ์ยุคกึ่งพุทธกาล 2,500 ปีจะมีธรรมมิกราช 2 องค์มากอบกู้ศาสนาพุทธ ในหลวงทำรูปธรรม แต่พ่อครูทำทางนามธรรม รูปธรรมว่าทำยาก แต่นามธรรมยิ่งทำได้ยากกว่าในยุคที่พุทธศาสนาเสื่อมโทรม จะกอบกู้ขึ้นมาเป็นเรื่องยาก พ่อครูตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ในหลวงทำ ที่เป็นโลกุตระก็ดูจากที่ทำอย่างไม่มีตัวตน ทรงงานตลอด 70 ปี ไม่ได้ไปโฆษณาหาเสียงไม่ทำเพื่อตัวตน แม้จะเจ็บป่วยก็ทำเพื่อประชาชนตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ พ่อครูว่า... SMS วันที่ 1-2 ธ.ค. 2564
_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม : กราบนมัสกา
อ่านต่อ
รพ่อครู และท่านสมณะ สิกขมาตุอย่างสูง ฉีดวัคซีนมีข้อมูลทั้งดีและไม่ดี ทำให้ประชาชนสับสน แต่ที่แน่ ๆ ก็ต้องการ์ดไม่ตก ที่ลานนาอโศกมีทั้งดื่มโฮมิโอ และฉีดวัคซีน แต่จะเข้าวัดต้องตรวจ atk ทุกคน ก่อนเข้าวัด เพราะเชียงใหม่โควิดกำลังมาแรงค่ะ กราบนมัสการค่ะ
_คอยใคร : กราบพ่อครูครับ วันนี้เจอข่าวพี่ศรีพูดถึงเงินของ พส ที่ออกจากการบวชว่าต้องคืนเงินเข้าวัด มี พส บางตัวดิ้นพร่านๆสวนพี่ศรีไปว่า โง่ พอมาดูสมณะชาวอโศกแล้วหมดปัญหาเรื่องเงินเรื่องทอง เพราะไม่รับเงินรับทองตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว ถึงออกจากการเป็นสมณะแล้วก็มาอย่างไรไปอย่างนั้น ผมเข้าใจผิดไหมครับพ่อครู พ่อครูว่า… ถูกต้องแล้ว _สติพล จนพัฒนา : **ทำอย่างที่พ่อครูพูดไม่ได้หรอกครับ อยู่คอนโดหรือหอพักมันมีที่จำกัดครับ.(องค์ประกอบก็ไม่เอื้ออำนวยด้วยครับ)
_Sujinda Chay (สุจินดา ฉาย) : 😅🙏❤️เป็นบ่อยเลยค่ะ ชอบคำชม.. ฉุนคำตำหนิ😅หนักเลยค่ะ.. แก่ขึ้นโตขึ้นตามอายุ พ่อครูว่า...ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าและรู้ไม่เท่าทัน มันน่าสงสารนะ คนที่หลงในคำสรรเสริญ แล้วก็จมอยู่ในคำสรรเสริญลาภสักการะอันแสบเผ็ด เป็นอันตรายแสบเผ็ด มันไม่รู้ตัวได้ง่ายๆหรอก มันน่าเห็นใจ ที่จมอยู่กับลาภสักการะทุกวันนี้ก็ยังเห็นกันอยู่ พูดอย่างไรเขาก็ยังจมไป ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นสัจจะที่แท้จริง ก็น่าสงสาร
_บ้านเล็กเมืองน้อย กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพยิ่ง ทุกๆการกระทำในอดีต ย่อมส่งผลต่อปัจจุบัน และสะท้อนถึงอนาคต กรรมจึงเป็นอันทำ ....ซ้ำๆ นิสัยก็สะสม ....เคยชิน ก็อัตโนมัติ เมื่อ “สติ” ถูก “คุณชุ่ย” ครอบงำ ยิ่งหลงตน ยิ่งข้องในถ้ำ ความบกพร่องในตนจึงถูกปิดบังไว้อย่างดีแล้ว จะแก้ตรงไหน จะไขอย่างไร จึงไม่รู้ คนโบราณที่มีอดีตลึกลับซับซ้อนอย่าง “ป้าวิ” จึงมักถูก “คุณชุ่ย” สังเวยแทน “แพะ” ที่ลืมตาอย่างสมถะ ส่วน “แพะ” ที่รอดตายก็กลายเป็น “คนวิกลจริต” ของ Einstein ที่ทำผิดซ้ำๆ.... แล้วหวังจะได้ผลลัพธ์ที่ดีต่างออกไป กว่าจะเกิด เรื่องดีๆหรือเรื่องแย่ๆนั้น ต้องใช้เวลาและเหตุปัจจัยเสมอ มิใช่จะเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ...เพียงแต่ ...ขาดสติที่แจ่มใสพอ จะตามรู้ได้เท่าทัน ...ไม่มีเวลาพอจะนึกทบทวน ...ไม่อดทนพอจะไล่เรียง ...ไม่กล้าและยุติธรรมพอจะยอมรับความจริง (ปัญญา) ...ไม่อ่อนน้อมถ่อมตนพอที่จะค้นหาความผิดพลาดในตน “ไม่สามารถอธิบาย” มิใช่ “วิบาก” เสมอไป อย่าปล่อยให้ “คุณชุ่ย” ใส่ความ “ป้าวิ” จนเสียโอกาสอันดีในปัจจุบัน ที่จะทำบุญ เอาชนะ “ความกลัวว่าตนจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น” “ป้าวิ” ที่ถูก discredit เป็นกระโถนของความอยุติธรรม ก็ยิ่งจะทำให้ “คุณอา” popular ในหมู่ชาวบ้าน แล้วหลักคำสอนอันเป็นเหตุเป็นผลของพระพุทธเจ้า ก็จะถูกด้อยค่า ด้วยพุทธพานิช ที่ตอบสนองความนิยมในตัว “คุณอา-จินไตย” เมื่อชาติปางก่อนจึงไม่ต้องพูดถึง อุทาหรณ์ในชาตินี้ต่างหาก ที่จะช่วยเพิ่มวิชาจรณะ แก่การทำปัจจุบัน ให้อนาคตไม่ผิดพลาด ซ้ำรอยเดิมๆ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อานิสงส์ของศีล 10 ประการ ให้ถึงจิต พ่อครูว่า... สรุปลงได้ดีมาก ชาติปางก่อนจึงไม่ต้องพูดถึง อุทาหรณ์ในชาตินี้ต่างหาก ที่ช่วยเพิ่มวิชาจรณะแก่การทำปัจจุบัน ให้อนาคตไม่ผิดพลาดซ้ำรอยเดิมๆ เพราะฉะนั้นเราจะทำให้ดีได้มันก็คืออนาคตที่จะมา อดีตมันแก้ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดสำนึกสังวรสำเหนียกตรงนี้ได้ ปัจจุบันนี้แหละสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นใครก็ดีที่ได้พบปัจจุบัน พบแล้ว ค้นหามาตลอด ไม่รู้กี่สังสารวัฏ เจอแล้วๆ โอ้ ชีวิตคือต้องอย่างนี้ จะต้องถึงที่สุดได้ต้องตรงนี้ จะเป็นโลกีย์ดีที่สุด หมดชั่ว ก็ตรงนี้ จะหมดสุขหมดทุกข์ ก็ตรงนี้ จะสามารถจบสิ้นปรินิพานเป็นปริโยสานก็ตรงนี้ รู้ไหมว่าตรงไหน?... ปัจจุบัน ทีนี้ จะประกอบด้วยปัจจุบันก็คือ ต้องมีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี คือ ต้องมี พระพุทธเจ้าหรือมีสัตบุรุษ หรือมีผู้รู้ที่สัมมาทิฏฐิ ในฐานะครู จึงจะได้ยินได้ฟัง คำสอนที่เป็นโลกุตระ ที่สัมมาทิฏฐิจริงๆ เพราะงั้น ผู้ที่ได้ฟังโลกุตระที่สัมมาทิฏฐิ จึงจะปฏิบัติศีล พอได้ ปฏิบัติศีลแล้ว ผู้ที่มีจิตปฏิภาณ มีปัญญาเมื่อได้ปฏิบัติศีลก็จะเห็นอานิสงส์ของศีลเกิดขึ้น แหม.. ว่าจะไม่พูดถึง ว่าจะไม่ขยายความ เลยไม่ได้เตรียม พระไตรปิฎกเล่มนี้มา
การได้อานิสงส์ 10 ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ ศีลที่ดี ศีลที่ถูกต้องจึงปฏิบัติแล้วเกิดอรหัตตผล อรหัตตผลสุดยอดคืออรหันต์ อรหัตตะคือผลการเป็นอรหันต์ไปเรื่อยๆจนบริบูรณ์เป็นอรหันต์ อานิสงส์ของศีล มี 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ทุกวันนี้สอนศีลกันแต่เพียงว่า ปฏิบัติศีลแล้วจะสามารถควบคุมกายกับวจีเป็นอานิสงส์ นี่ก็ผิดแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าศีลมีผลต่อจิต ถ้าปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิจริงแล้ว อานิสงส์ข้อแรกคือ อวิปฏิสาร คือ ความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ คนที่ปฏิบัติศีลและมีอานิสงส์เกิดปฏิภาณปัญญาจริงๆ รู้ผลเห็นผลได้ ตัวเองก็มีปฏิภาณรู้ว่า เราไม่ไปยุ่งเกี่ยว ศีล ข้อที่ 1 ไม่ไปทำร้ายสัตว์ มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ โอ้โห.. จิตมันเจริญ จิตมัน ..แหม จิตเรานี่ มันไม่ได้ไปก่อเหตุที่จะทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ ในอดีตเราทำไปแล้วแก้ไขไม่ได้ ปัจจุบันเรารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้แล้วมาหยุด ไม่ไปทำร้ายอะไรสัตว์อื่นใดอีก โดยเฉพาะคน สัตว์เดรัจฉานก็ปล่อยเขาไปตามยถากรรม อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยวิธีใดๆ แม้จะเจองูมันกินเขียดก็อย่าไปยุ่งกับมัน วิบากของมัน มันก็ต้องกินกัน ไม่ให้งูมันกินเขียด จะให้งูมันไปกินเห็ดจะให้งูมันไปกินมะละกอหรือไง คือ อย่าไปเผือกไม่เข้าเรื่อง สำนวนของเปลว สีเงิน เขา อย่าไปเผือก มันก็เป็นไปตามธรรม เพราะฉะนั้นเรื่องคนนี้แหละสำคัญ คนนี่แหละ จะก่อ ความเดือดเนื้อร้อนใจให้แก่เรา เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติศีลจริงๆ ปฏิบัติกับคนด้วยกันได้มันจึงมีอานิสงส์ ทำให้ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เห็นไหม อานิสงส์นั้นยิ่งใหญ่ ผู้ปฏิบัติศีลเมื่อเห็นอานิสงส์อันยิ่งใหญ่จึงเกิดฉันทะ จึงเกิดความยินดี สุดยอด ชื่นใจดีใจ มีปราโมทย์ 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) แล้วก็เกิดปัสสัทธิ 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) จิตสงบแบบปัสสัทธิกับจิตสงบแบบสมถะมันคนละเรื่อง ปัสสัทธิความสงบที่มีปัญญา มีความสงบในการปฏิบัติแบบพุทธลืมตาปฏิบัติ สมถะเป็นแบบเดียรถีย์ เป็นพวกนอกรีต สงบแบบสมถะ พูดแล้วก็น่าสงสารพวกหลับตาปฏิบัติได้แบบนี้ คือ มันไม่ใช่ทางพุทธเลย ในจรณะ 15 วิชชา 8 ก็ยืนยันว่าต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 ในพระไตรปิฎกก็ว่าไว้ซึ่งมันเห็นอยู่ เป็นหลักใหญ่ของพุทธคุณทั้ง 9 จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นหลักใหญ่ เตือนอย่างไรเขาไม่กระเตื้องเขาก็เฉย มันผิดไปอย่างชัดๆ มันเป็นอย่างไร มันขี้เท่อ ไม่ใช่รถตลาดมันโง่ไปถึงอย่างนั้น พวกนั่งหลับตาขออภัยเถอะทำไมโง่ถึงอย่างนั้น เตือนแล้วเตือนอีก ฟังเถอะนะ ไปเชื่อคนโง่ด้วยกันก็โง่อยู่ด้วยกันสิ ก็จมไปด้วยกัน กอดคอไปด้วยกัน ไม่มีตื่น ไปไม่ออก เมื่อปัสสัทธิจึงเป็นสุข 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) จิตมันก็ว่างมันก็ดี เป็นภาษาปรมัตถ์ ไม่ใช่ภาษาโลกีย์ สุขอย่างโลกีย์ก็ของโลกีย์ สุขอย่างปรมัตถ์ขอยืมภาษามา ว่าสุข เรียกโดยภาษาวิชาการว่า วูปสโมสุข หรือจริงๆคือ ปรมังสุขัง ไม่ใช่สุขอย่างโลกีย์ แล้วถึงเป็นสมาธิ 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) คำว่าสมาธิเป็นคำกลางๆ ทั่วไปที่ใช้กัน จริงๆของพระพุทธเจ้า สมาหิโต ในเจโตปริยญาณ 16 คำนี้เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า คือ สมาธิที่ต้องปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 กิเลสลด กิเลสดับ ดับอาสวะ ก็เหลือจิตสะอาดบริสุทธิ์เป็นอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา จิตที่ตกผลึกสั่งสม จากที่จิตมันล้างกิเลสออกจากจิตอย่างเด็ดขาดจริงๆไม่เกิดกิเลสในจิตอีกเลย แล้วจิตเหล่านี้รวมกันตกผลึก ตั้งมั่น เป็นกอบเป็นกองขึ้นมา ซึ่งที่จริงไม่มีตัวตนหรอก แต่พูดโวหาร เป็นประสิทธิภาพของจิตที่ยิ่งใหญ่ตั้งมั่น ถึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยสมาธิของพระพุทธเจ้า กว่าคนจะรู้จักสมาธิของพระพุทธเจ้าแล้วก็ทำได้อย่างที่อาตมาพูด คุณต้องรู้ เคหสิตเวทนาอุเบกขา แบบโลกีย์ แล้วคุณก็ทำเป็นเนกขัมมะออกจากกิเลสโลกีย์ได้ จนเป็น เนกขัมสิตะอุเบกขา ฐานนิพพาน ฌานที่ 4 อุเบกขา ถึงไม่ใช่ภาษาที่พูดกันเล่นๆ เป็นนักสะกดจิตหลับตาเป็นสมถะเฉย มันไกลมาก ไกลความเป็นความสงบของพระพุทธเจ้า ไกลจากความเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า มันไกลมากเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้รู้เรื่องของคุณสมบัติที่วิเศษ ที่มันรู้จักกิเลสแล้วก็ล้างกิเลสออกจริงๆเลย แล้ว ศีล ทำให้เกิด ยถาภูตญาณทัสสนะ 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง)เห็นแจ้งมีญาณทัสสนะวิเศษ เห็นสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณ (ยถาภูตะ) เห็นความเป็นสมาธิ เห็นความเป็นสุขอะไรที่ผ่านมา แล้วก็เห็นต่อไปถึง นิพพิทา 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) จิตที่มีความเบื่อหน่าย สุดยอด อาตมาเป็นโพธิสัตว์นี้ซาบซึ้งในความเบื่อหน่ายมาก เคยบ่นมา พูดแล้ว พวกคุณจะรู้สึกไม่ดี แต่ก็เคยพูดออกมา ว่ามันสุดเบื่อหน่าย มันไม่อยากอยู่แล้ว มันอยากพัก แต่ปณิธานเราเป็นโพธิสัตว์ มันคาคออยู่ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ บ๊ายบาย คือ พระโพธิสัตว์ก็ดี พระพุทธเจ้านี้สุดยอดแล้ว มันน่าเบื่อ เบื่อหน่าย มันไม่มีอะไรเลยในชีวิตที่มันวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ถ้ามันไม่หลงงมงายไปใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มันมีโลกุตระแท้ๆ จริงๆเลย มันไม่มีอะไร มันเป็นเรื่องมายา เป็นเรื่องหลอกล่อ เป็นเรื่องที่สร้างรส สร้างชาติให้หลงจริงๆ มันน่าเบื่อหน่ายจริงๆ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ทุกข์ทรมานทนมาถึงปางนี้ มันสุดที่จะทนมันเบื่อหน่าย แล้วทุกวันนี้มันขึ้นมา เพราะว่า สังขารขันธ์ จะว่าไปก็ทรมานอยู่ คือมันเมื่อยง่าย พลังงานมันจะแย่แล้ว แต่ก็ประคองมันไป แล้วแถมจะต้องมาไอๆๆ ด้วยวิบากอันนี้ ไอทีนึง ก็กินพลังงานแคลอรี่ไปเยอะ ไอแต่ละที ไม่อยากไอแต่มันก็ต้องไอ เพราะมันมีเหตุปัจจัย เสลดมันติดอยู่ ก็เกิดความระคายเคือง ก็ต้องขจัดออกตามธรรมชาติของสรีระมันต้องทำงาน เพราะฉะนั้นผู้ที่มีอานิสงส์ของศีล พอถึงนิพพิทา ก็วิราคะ 9. วิราคะ (คลายกิเลส) ไม่เอาแล้วราคะ เหมือนคุณป้าวิ ของ บ้านเล็กเมืองน้อย ก็วิราคะ เป็นวิมุตติญาณทัสสนะสุดท้าย 10. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) พ่อครูว่า... ซึ่งอานิสงส์ของศีลไม่ใช่แค่เป็นประโยชน์ทางกายทางวาจาเท่านั้น เห็นไหมในกิมัตถิยสูตร เอามาพูดตั้งแต่ต้นนานแล้ว แต่เขาก็สอนผิดเพี้ยนไปไกลมากเลย เพราะเขาเข้าใจผิดว่าศีลเป็นเบื้องต้น แล้วเขาก็แยกศีล สมาธิ ปัญญา ออกเป็นท่อนๆ คนละเรื่อง ศีลข้อปฏิบัติกายวาจา สมาธิก็ไปทำอีกอย่างนึง นั่งสะกดจิต แทนที่ศีลจะขัดเกลากิเลสจนจิตเป็นฌาน เป็นสมาธิอย่างที่อธิบายเป็นสมาหิโต ฌานก็เป็นฌาน จรณะ 15 วิชชา 8 ได้ เขาไม่ใช่เลย เห็นไหมว่า เขาออกนอกรีตนอกทางคำสอนของพระพุทธเจ้าหมดเลย ของพระพุทธเจ้ามันชัดเจนใช่ไหม เข้าใจอาตมาหน่อยเถิด ท่านที่งมงายติดในอาจารย์ของท่าน นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... การถือศีล จะได้อานิสงส์เช่นนี้จะต้องไม่ถือศีลอย่างที่ถูกลูบคลำด้วยทิฏฐิและตัณหา ซึ่งจะทำให้ไปอีกคนละเรื่องเลย จะเกิดวิปฏิสาร หลายเจ้าสำนักในประเทศไทยที่พากันกินเจ แต่ดูเหมือนจะมีปัญหาทั้งนั้นเลย เพราะว่าไปฉันมังสวิรัติเพื่อจะเกิดฤทธิ์เดช มีทิศทางไม่ได้เพื่อละหน่ายคลายกำหนัด มันก็เลยกลายเป็นว่า พวกที่ฉันมังสวิรัติมีปัญหาทั้งนั้นเลย เมื่อเรามาอยู่วัดไม่ได้มีเป้าหมายอย่างนั้น แต่มีเป้าหมายลดละกิเลสเราก็ได้อานิสงส์ของศีล ต้องถือศีลอย่างที่พระอริยเจ้าพอใจ พ่อครูว่า... อาตมาอธิบายค้างอยู่ตรงที่ เอา ความจน 2 แบบมาพูด
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน บริหารประเทศแบบคนจนโลกุตระตามในหลวง ร.9 พ่อครูว่า... คำว่า “ความจน” ตั้งข้อสังเกตให้ดีๆ อย่างในหลวงร.9 ตรัสว่า มีนักบริหาร ขนาดระดับเป็นรัฐมนตรี และมีเพื่อนเป็นประธานาธิบดีเกาหลี ที่มาทูลถามพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า ควรจะบริหารประเทศแบบไหน ในหลวงก็บอก บริหารประเทศแบบคนจน ในหลวงนะ ผู้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นกษัตริย์ ทุกประเทศก็รู้ดีกันอย่างนั้น แม้แต่ในสมัยนี้ยุคนี้ก็ตาม ก็เข้าใจ เพราะว่าท่านเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ถ้าเป็นสมัยโบราณยิ่งใหญ่กว่าประธานาธิบดีอีก สั่งกุดหัวได้เลย ริบทรัพย์คุณได้เลย สมัยนี้แม้เป็นประธานาธิบดีก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปกุดหัวใคร ไม่มีสิทธิ์จะไปริบทรัพย์ใครเหมือนสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ บอกไปว่าถ้าจะแนะนำก็ได้ ก็ให้บริหารแบบคนจน ประกาศไปเลยว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นประเทศที่ร่ำรวย “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่.. ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ! ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ! แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอยางมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...” พ่อครูว่า... ในหลวงองค์นี้แหละ และมันซาบซึ้งใจกันไหม จริงๆก็ต้องเอาจริงสิ เป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่นะ ไม่ใช่ประเด็นเล็กๆ ไม่ใช่พูดแบบพื้นๆ ผู้บริหารประเทศพูดต่อผู้บริหารประเทศตามขั้นตอนการ ว่าเอาแบบคนจน เรามันเป็นประเทศที่ร่ำรวย เท่ากีบประกาศว่า ประเทศใดๆในโลกคุณจะแย่งความรวยก็แย่งกันไป แต่ประเทศไทยไม่แย่งความรวยใคร ลึกซึ้งสุดลึกซึ้งเลย ประเสริฐสุดจริงๆด้วย คนยังไม่เข้าใจว่าความจนแบบโลกุตระประเสริฐดีอย่างไร มันดีจริงๆ ยิ่งใหญ่จริงๆ ประเสริฐจริงๆ มนุษยชาติ แล้วมาทำให้คนหมู่ใหญ่เป็นได้ ถ้าทำให้เข้าใจสัมมาทิฏฐิกันทั้งประเทศได้ ว่าประเทศไทยนี้ ชัดเจนแล้ว จะต้องทำให้มาเป็นคนจน มีที่ไหนนักบริหารประเทศจะกล้าพูดว่ามาเอาอย่างคนจน โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้บริหารทางเศรษฐกิจในประเทศ รับหน้าที่เลย คิดไม่ออกหรอกนึกไม่ถึงหรอก ภาษาพูดก็รู้นะว่า มาเป็นคนจนเป็นอย่างไร แล้ว ก็ทำให้ประเทศเราไม่ไปร่ำรวย มาเป็นประเทศจน แล้วในหลวงตรัสต่อ เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่.. ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก พ่อครูว่า... ทุกวันนี้มันเลยเถิดจมนรกอเวจีไปเท่าไหร่เขาก็ไม่รู้ มันเลยเถิดความพอเหมาะพอดีของชีวิต มันสุดโต่งแล้วไม่มีที่สิ้นสุด ใช่ไหม คนจะรวย ไม่มีที่สิ้นสุดหรอก มีทางได้มันก็เอา ไม่มีที่จบ ไม่ว่าคนจนโลกียะขนาดไหน นอกจากชาวอโศกนี่ เป็นหมู่เป็นกอบเป็นกำ ว่า ที่นี่ไม่เอารวยกว่านี้ไม่เอา หากรวยกว่านี้รับรอง แจก ขยายกระท่อมปันบุญ ปันสุข ยาวไปถึงปากทางกุดระงุมโน่นแหละ จริง จิตจริงมันจริง จิตมันพอ พออยู่ได้ แล้วไม่เป็นอย่างที่ก้าวหน้าอย่างเลยเถิด มันก้าวเกินไปมากแล้ว แล้วท่านตรัสอีกซับซ้อนว่า เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ! ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ! พ่อครูว่า... เขาไม่รู้จักความพอเหมาะพอดีตรงไหน มันจบไม่ลง คนที่รู้แล้วทำได้จบลงก็คือคนจบกิจ แต่ละคนเป็นพระอรหันต์จบกิจมารวมกัน ก็เลยเป็นสังคมคนจบกิจ อยู่ได้สบายถึงขั้น ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญก็รู้ดีเป็นโลกุตระเลย พระเจ้าอยู่หัวตรัสอีก ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ! แต่ละคำเป็นเด็ด great word ทั้งนั้นเลย พ่อครูว่า... ว่าประเทศไหนนะ? แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอยางมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...” พ่อครูว่า... ตำราที่เขาเรียนกันทั่วโลกยกเว้นตำราของพระพุทธเจ้า ต้องผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิถึงจะเข้าใจ ผู้ไม่มีสัมมาทิฏฐิก็อ่านไม่เข้าใจ มี สาราณียธรรม 6 นี่แหละ ทำอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ปฏิบัติแล้วตรงกับพระพุทธเจ้า และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตรัส
คนที่ไม่ยอมแพ้ใครคือคนที่ดันทุรัง เมื่อไหร่เขาจะดันสุรังไม่รู้ แต่ดันทุรังไม่มีทางจะเจริญได้เลย แล้วไม่กล้าสู้ อ่อนแอ หนีปัญหาด้วย หนีไป ต้องการใหญ่แต่ไม่ได้ใหญ่ ก็หนีจะไปใหญ่ที่อื่น เป็นคนที่เรียกว่า เป็นหนึ่งในคลองดีกว่าเป็นสองในทะเล สู่แดนธรรม... ทางออกของมนุษยชาติ คนจนที่ในหลวงหมายถึงน่าจะเป็นคนจนแบบที่พ่อท่านสร้าง พ่อครูว่า... แน่นอน อาตมาลูกพระพุทธเจ้าก็ต้องสร้างแบบพระพุทธเจ้าสอน อันเดียวกันเลย
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน คนจน 2 แบบ คนจนอวิชชากับคนจนโลกุตระ ตอน3 พ่อครูว่า... มาถึงคนจน 2 แบบ พูดง่ายๆก็คือ คนจนแบบอวิชชา กับ คนจนแบบมีวิชชาเป็นโลกุตระ คำว่า วิชชา กับ อวิชชา คำนี้หมายถึง ความรู้ ความฉลาดที่เป็นโลกุตระ ที่มีพระศาสดาองค์เดียวตรัสรู้ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาโลกียะ ศาสดาทางเทวนิยมไม่มีใครสามารถตรัสรู้อันนี้ เขาจะไม่สอนโลกุตระ ไม่พาคนมาเป็นโลกุตระได้ เข้าเป้า ก็คือ จะทำให้จิตมันมีกิเลสตัวจริงๆเลยแล้วเรียนรู้กิเลสตัวนี้ คนจนที่เป็นโลกุตระ คนที่มีวิชชา เมื่อกิเลสลดลง ตัวตนลดลง ความโลภลดลง ความเห็นแก่ตัวลดลง ความอยากได้อยากมีอยากเป็นมากอบโกยลดลง จนไม่มี ไม่มีความอยากได้อยากมีให้แก่ตน แต่มีความซับซ้อน ไม่อยากได้เอามาให้แก่ตน ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน หนีปล่อยโลกแบบศาสนาเชน ศาสนาเชนเขาก็บอกว่ามีอนัตตา ไม่มีอัตตาเหมือนกัน ศาสดาพระมหาวีระเป็นอย่างนั้นคล้ายกับพระพุทธเจ้า แต่ไม่เข้าใจ หนี ไปจากสังคมไปเลย ก็ถือว่า อันนั้นไม่มีอะไรจริงๆ ยังพระพุทธเจ้านี้ยังมีตัวตนยังเกี่ยวข้องกับสังคม เขาก็หาว่าพระพุทธเจ้า บอกว่า ไม่มีนั้นไม่เป็นจริง ต้องอย่างเขา อย่างพระมหาวีระถึงจะไม่มีจริง ไม่สะสมอะไรเลยแม้แต่เสื้อผ้านุ่งห่มก็ไม่มี มีดโกนหัวก็ไม่โกน ใช้วิธีถอนขนถอนผมเอาจนเลือดโซม อึดจริงๆ สุดยอด สุดโต่งจนถึงขั้นนั้น แบบนั้นมันได้คนน้อย คนจะเป็นได้แบบนั้นมีสักกี่คน แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องสมบูรณ์แบบด้วย เป็นเรื่องสุดโต่งเกินไป มันผิดออกนอกรีตนอกทาง นอกความควรจะเป็นไป เพราะฉะนั้นสังคมที่เป็นเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ ที่เข้าใจความจน จริงๆแล้วคนจน เมื่อเข้าใจความจนมารวมกันจนได้ เป็นคนขยันมีวรรณะ 9 กล้าจนหรือมักน้อย แล้วไม่สะสม แต่ยอดขยัน วิริยารัมภะ ขยันสร้างสรร เสียสละแบ่งแจก แล้วมันไม่มีวันหมด พิสูจน์เศรษฐศาสตร์บทนี้ได้ คนจนนี่แหละที่เป็นคนจนแบบโลกุตระ คนจนที่แท้ไม่มีวันเป็นหนี้ ไม่มีวันฆ่าตัวตายเพราะเหตุจากการเป็นหนี้สิน ถ้ายิ่งเป็นปัญญาโลกุตระ อย่าว่าแต่การฆ่าตัวตายด้วยการเป็นหนี้เป็นสิน ฆ่าตัวตายด้วยวิธีอื่นก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้นในความเป็นคนจน แต่เขามองอย่างตื้นๆว่า ถ้าคนจนมารวมกันเข้า หมู่ใหญ่ในประเทศ หรือทั้งประเทศ เป็นคนจน จนอย่างไร เทียบกับประเทศอื่นเขาแล้วประเทศเราเป็นประเทศที่ไม่ร่ำรวยอย่างที่ในหลวงตรัส ไม่ต้องไปร่ำรวยอย่างเดียว แต่ประเทศเราจะเป็นประเทศอุดมสมบูรณ์ จะมีปฏิภาณปัญญาลึกซึ้งในทางเศรษฐศาสตร์ แรงงานที่จะไปทำสิ่งที่ไม่ควร เช่นไปสร้างอาวุธจะไม่ทำ สรุป จะไปสร้างอะไรที่เป็นอุตสาหกรรมเฟ้อ ไม่เอา อุตสาหกรรมพอสมควร ทำ แต่สิ่งที่ทำอย่างไม่ต้องมีประมาณเลย ทุกวันนี้ยิ่งการคมนาคม โลกต้องการ ส่งไปได้เลยคือพืชพรรณธัญญาหาร ไม่ต้องไปคำนึงถึงปศุสัตว์หรือประมง เรื่องสัตว์ไม่ต้องเกี่ยว เกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร กินทุกประเทศแหละ ไม่ว่าจะเป็นขั้วโลกเหนือที่กินผักพืชไม่เก่งก็ตาม ส่งไปให้เลย หาโดรนพิเศษส่งไปให้ ขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ ถ้าเรามีเกินมีมาก พูดให้เวอร์หน่อย ถ้าเรามีความเข้าใจ เมื่อสร้างเมื่อทำแล้ว มีความรู้รอบถ้วน เป็นคนที่มีวรรณะ 9 จริง รู้ว่าอะไรควรสร้าง วันๆหนึ่งแรงงานเราควรทำอะไร อาตมาก็เน้น มาปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่ดินเรายังมีอีกเยอะ ลงไปเถอะทำไปเลย มันเป็นสิ่งสุดยอดยิ่งกว่าคุณขุดทองคำมาจากบ่อ เหมืองของมัน แต่ว่าปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่ได้จำกัดเฉพาะเหมืองทองคำ จึงจะมีทองคำ พืชพันธุ์ธัญญาหารนั้นทะเลทรายยังสามารถปลูกได้เลย มันยากหน่อยเท่านั้นเอง แต่นี่ไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น ดินก็แสนดีปรุงนิดหน่อย อย่างบ้านราชฯแต่ก่อนดินแย่นะ นครปฐมก็ตามที่เราไปอยู่ เดี๋ยวนี้ดีขึ้นปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ดีขึ้น มันอยู่ที่คนไปปรับปรุง แล้วเวลาจะปลูกผักกินไม่ต้องใช้ดินน้ำมากมายอะไรนักหรอก ประมาณหนึ่งเท่านั้น ปรุงดินขึ้นมา อย่างดินบ้านราชฯตอนนี้ ปลูกอะไรก็งามปลูกอะไรก็สวย แต่ก่อนที่ดินตรงนี้ให้ฟรีเขาก็ไม่เอาเขาหนีไปหมด แต่เราเป็นคนจนจึงต้องหาที่ดินที่เขาทิ้งไปแล้ว ขนาดนั้นเราจะซื้อก็ยังขึ้นราคาเราอีก นี่แผ่นดินราชธานีเราซื้อทั้งนั้นเลย ที่เดิมที่เป็นสาธารณะ แล้วก็ขายซื้อไม่ได้ ผู้ที่เคยอยู่จองทำกินตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยยอมออก จนเราต้องให้สตังค์ถึงไป อันไหนเราไม่ให้สตังค์ก็จองอยู่อย่างนั้น ทั้งๆที่มันอยู่บ้านราชฯ ไม่ใช่ที่ของคุณ แต่คนจากหมู่บ้านอื่นก็มาจับจองทำกิน การที่คนในหมู่บ้านราชธานีจะได้ทำกินทำใช้ พื้นที่สาธารณะในเขตของบ้านราชฯ แต่เขาก็ไม่ออก เราบอกว่าชาวอโศกเป็นคนจน เขาก็ไม่เชื่อ เพราะว่ามันอุดมสมบูรณ์ มันแจกด้วย จนขี้หมาอะไรกัน พูดแล้วเหมือนลำเลิกบุญคุณ คนหมู่บ้านอื่นๆมาทำงานที่ราชธานีอโศกเลี้ยงชีพได้ เราอยู่ที่นี่ตั้งแต่ 2537 จนมา 2564 เกือบจะ 30 ปีแล้ว บางคนทำงานตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก็ทำมาหากินอยู่ที่นี่ มีรถแบคโคร มีรถเก๋ง จากการทำงานที่นี่ เหมือนคนไทยไปหากินที่ซาอุดิอาระเบีย จะพูดไปแล้วพวกเราได้ช่วยประเทศชาติ ให้คนมีงานทำ ให้คนได้ยังชีพไปสร้างความสุขสงบ เขาก็ได้ absorb osmosis นิสัยวัฒนธรรมพวกเราไปด้วยนะ ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ได้ เขาก็ซึมซับ มันก็แทรกตัวไปสู่เขา วัฒนธรรมชาวอโศกได้บ้างไม่มากก็น้อย ลึกๆแล้ว คนรอบทิศ รอบราชธานีอโศก มีความญาติดีกับชาวอโศกทั้งนั้น บอกว่าทั้งนั้นก็น่าจะได้ เพราะฉะนั้นคุณธรรมพวกนี้มันซับซ้อนพูดออกไปเลย ราชธานีอโศกเป็นบ้านเปิด ข้าวของทรัพย์สินเงินทองก็มีเกลื่อนกราด ถ้าเป็นที่อื่นจะเหลือหรือ เขาก็เอารถโกดังมาขนทั้งนั้นแหละ พูดออกสาธารณะไม่ใช่ไปเรียกแขก เรียกจนนะ แต่มันมีรังสีรัศมี คุ้มกัน ธัมโมหะเวรักข
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive