471226 ซับขวัญชาวใต้ ครั้งที่ 1 สึนามิ .docx

โฟลเดอร์#ภาพรวมประวัติศาสตร์ชาวอโศก
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์605 KB
วันที่แก้ไข28 พฤศจิกายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

471226 ซับขวัญชาวใต้ ครั้งที่ 1 สึนามิ https://www.asoke.info/Sanasoke/sa279/004.html

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_43257

ในอดีตพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ได้นำพาชาวอโศกไป “ ซับขวัญชาวใต้ ครั้งที่ 1 ภัยพิบัติสึนามิ” โดยในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 นับเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของโลก ที่ผู้คนหลายเชื้อชาติ ต้องจบชีวิตลง มากมายเป็นเรือนแสน เหตุการณ์สึนามิถล่มไทย 6 จังหวัดภาตใต้ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดระนอง จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง และจังหวัดสตูล ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน และสูญหายอีกจำนวนมากบ้านเรือนประชาชน รีสอร์ต และโรงแรม ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนน มูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท โดยเฉพาะที่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เป็นพื้นที่ที่เสียหาย มากที่สุด ผู้คนใน พ.ศ.2548 ต้องจดจำถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้

และเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของชาวอโศกในการธรรมยาตราไปยัง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ระหว่าง วันที่ ๑๐-๒๐ ม.ค. ๒๕๔๘ เป็นกองทัพธรรมขบวนใหญ่ที่สุด จำนวน ๘๕๖ คน โดยรถบัส ๑๒ คัน และรถอื่นๆ อีกสิบกว่าคัน มีพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ที่เปรียบเสมือนเป็นแม่ทัพใหญ่ด้าน จิตวิญญาณ นำสมณะ-สิกขมาตุ-กรัก-ปะ-ญาติธรรม ทั่วประเทศ และนักเรียนสัมมาสิกขา เพื่อไปขอแบ่งปัน ความทุกข์ของพี่น้องชาวใต้ ผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ในโครงการ "ซับขวัญ"ชาวใต้ ในนามของสถาบัน บุญนิยม ได้รับการสนับสนุนจาก ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนา พลังแผ่นดิน เชิงคุณธรรม หรือเรียกสั้นๆว่า ศูนย์คุณธรรมฯ ซึ่ง พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นประธานกรรมการ

โครงการนี้เริ่มประชุมครั้งแรกในงานปีใหม่ตลาดอาริยะ'๔๘ เมื่อวันที่ ๑ ม.ค. ๒๕๔๘ เ

อ่านต่อ

วลา ๑๔.๐๐ น. ณ เฮือนศูนย์สูญ หมู่บ้านราชธานีอโศก จ.อุบลฯ โดยมีพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เป็นประธาน ตกลงเรื่อง พาหนะการเดินทาง กำหนดจำนวนนักบวช และฆราวาส ระยะเวลาของการดำเนินการ

ประชุมครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๕ ม.ค. ๒๕๔๘ เวลา ๑๔.๐๐ น. ที่พุทธสถานสันติอโศก พูดถึง รายละเอียด ของการดำเนินการ ให้แต่ละแห่ง ตั้งกรรมการเฉพาะกิจ ประกอบด้วย สมณะ-สิกขมาตุ-ญาติธรรม เพื่อคัดกรอง ผู้ที่จะไปร่วมซับขวัญ เนื่องจากจำนวน ผู้ที่ประสงค์จะไป มากกว่าจำนวนรถบัส ที่จัดเตรียมไว้ และงานนี้ไม่สะดวก ในเรื่องของสถานที่ ความเป็นอยู่ ผู้ไปจึงจำเป็นต้องมีสุขภาพกาย และใจที่แข็งแรง พร้อมที่จะเผชิญกับความลำบากทุกเมื่อ

ระหว่างวันที่ ๓, ๔, ๖ ม.ค. สมณะและญาติธรรมกลุ่มเล็กๆ เป็นเสมือนหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ทยอย เดินทาง ล่วงหน้าไปที่ อ.ตะกั่วป่า เพื่อสำรวจพื้นที่, หาข้อมูลเบื้องต้นในการทำงาน, เตรียมสถานที่ และอาหาร ไว้รองรับขบวนใหญ่ที่จะลงมาในวันที่ ๑๑ ม.ค. โดยจัดไว้ที่ วัดบางมรวน อ.ตะกั่วป่า

๙ ม.ค. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ให้สัมภาษณ์ ทางสถานีวิทยุ กระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่วงข่าว ๗ โมงเช้า ว่า พระและญาติธรรม จะธรรมยาตราสู่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ในโครงการซับขวัญชาวใต้ เพื่อเยียวยาจิตใจผู้ประสบ ธรณีพิบัติภัย

๑๐ ม.ค. เวลา ๑๔.๐๐ น. ญาติธรรมพร้อมกันที่พุทธสถานปฐมอโศก จ.นครปฐม ฟังปฐมนิเทศ จากพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ก่อนออกเดินทางว่า ...."พวกเราไปกันมาก ขนาดนี้ ต้องระมัดระวัง ในความต่าง ความยึดถือ ที่ต่างกัน ต้องปฏิบัติธรรม อย่างสำคัญ ถือเป็นการสอบไล่ด้านพฤติกรรม อย่าไประแหง แตกแยกเป็นอันขาด ใช้คารโว นิวาโต อหิงสา อโหสิ สังวรระวัง เก็บไม้เก็บมือ ไม่ใส่รองเท้า ไม่ซื้อของกินตามมินิมาร์ท เมื่อรถจอด เข้าห้องน้ำตามปั๊มน้ำมัน ติดบัตรของสถาบัน บุญนิยม และเตือนว่า ๑. เราจะไปลำบาก ถ้าไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ถือว่าเราใช้ไม่ได้ ๒. ระมัดระวัง เรื่องกลิ่นตัว และกลิ่นเหม็น ของเสื้อผ้า ๓. ให้สำเหนียก สังวร ระวัง ๔. ฟังกัน เคารพเสียงส่วนใหญ่ ถึงแม้เราจะเห็นขัดแย้ง ๕. อย่าดูดาย"

๑๖.๐๐ น. ผู้โดยสารเดินแถวไปขึ้นรถบัสเดินทางสู่ อ.ตะกั่วป่า ได้รับความอนุเคราะห์จาก ตำรวจ ทางหลวง ขับรถนำขบวน และปิดท้าย สำหรับรถบัสและรถเล็ก ที่ไปร่วมงาน จะติดป้ายผ้าไว้ข้างรถว่า สถาบันบุญนิยม ซับขวัญชาวใต้ สนับสนุนโดย ศูนย์คุณธรรมฯ

สำหรับพ่อท่าน-สมณะ ๕๓ รูป, สิกขมาตุ ๑๕ รูป ช่างภาพ ๒ คน และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง รวม ๗๑ ท่าน ได้รับความอนุเคราะห์ จากกระทรวงคมนาคม ให้โดยสารเครื่องบิน การบินไทย เที่ยวบิน TG ๒๐๓ วันที่ ๑๑ ม.ค.

ตลอดการเดินทางของพวกเรา ๗๐๐ กว่าชีวิต สามารถทำเวลาได้ดี การแวะจอด ตามปั๊มเพื่อ เข้าห้องน้ำ ไม่มีใคร เข้าไปซื้อของในมินิมาร์ท

๑๑ ม.ค. เวลาประมาณ ๐๗.๓๐ น. รถทุกคันเดินทางถึงวัดบางมรวน เข้าที่พักปักกลด กางเต็นท์ เป็นที่เรียบร้อย หลังจากรับประทาน อาหารเสร็จแล้ว รถแต่ละคัน พาญาติธรรมไปดูสถานที่ต่างๆ ที่ประสบ ธรณีพิบัติภัย โดยผู้ที่เข้าพื้นที่ล่วงหน้า ทำหน้าที่ ให้คำอธิบายประจำรถแต่ละคัน ที่วัด บางมรวนมีโลงศพ ที่ยังไม่ได้ใช้วางซ้อนกัน เป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถบรรจุศพได้ เพราะลักษณะของศพขึ้นอืด เจ้าหน้าที่ จึงใช้ผ้าห่อศพแล้วใส่ถุง ฝังไว้ชั่วคราว ที่ป่าช้า วัดบางมรวน ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับวัดบางมรวน เพื่อรอญาติมารับศพต่อไป

๑๔.๐๐ น. ประชุมพร้อมกันที่ศาลาวัดบางมรวน พ่อท่านเป็นประธาน เน้นว่า เรามาช่วยด้าน จิตวิญญาณ ของผู้ประสบภัย และที่ประชุมมีมติ ย้ายศูนย์อำนวยการ ไปอยู่ที่สวนสาธารณะ อุทยาน พระนารายณ์ ซึ่งดูเหมาะสมกว่า และสะดวก ในการทำงาน แม้ว่าพวกเราจะได้กางกลด และ กางเต็นท์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่พวกเราก็เก็บกลด เก็บเต็นท์ ย้ายไปที่ อุทยานพระนารายณ์ ด้วยความพร้อมเพรียง หลายคนประทับใจพวกเราที่พร้อมจะปรับเปลี่ยน อยู่ตลอดเวลา ไม่ยึดมั่น ถือมั่น สำหรับกลุ่มศีรษะอโศก และเครือข่าย อยู่ทำอาหารมื้อเย็น

การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ พ่อท่าน สมณะ สิกขมาตุ กรัก และปะ เดินนำขบวนธรรมยาตรา ตามลำดับ แล้วต่อด้วย ญาติธรรม จาก ร.ร.ตะกั่วป่า"เสนานุกูล" ไปยังอุทยาน พระนารายณ์ ด้วยอาการสงบ สำรวม เห็นแล้วมีพลัง ขบวนแถว ยาวเหยียด เป็นภาพ ที่ตรึงสายตา ผู้ที่พบเห็น หลายคนหยุดมอง ด้วยศรัทธา น.ส.พ.มติชนรายวัน ได้ลงภาพธรรมยาตราดังกล่าว ในฉบับวันที่ ๑๓ ม.ค. บรรยาย ใต้ภาพว่า "ญาติธรรม คาราวานญาติธรรม นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เดินทางถึง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เพื่อเยียวยาจิตใจ ผู้สูญเสียจากเหตุคลื่นสึนามิ เมื่อวันที่ ๑๑ ม.ค."

สำหรับกิจกรรมระหว่างวันที่ ๑๒-๑๙ ม.ค. ที่ศูนย์พระนารายณ์ มีดังนี้ ๐๔.๐๐-๐๕.๓๐ น. ทำวัตรเช้าโดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ก่อนแสดงธรรม จะนั่งเจโตสมถะ ๑๐ นาที ๐๖.๓๐ น. พ่อท่าน-สมณะ-สิกขมาตุ ออกบิณฑบาต ญาติธรรมเดินธรรมยาตรา ตามหลัง สายบิณฑบาตทุกสาย ชาวบ้านออกมา ทำบุญตักบาตร เป็นจำนวนมาก บางคนบอกว่าตั้งแต่เกิด สึนามิ เขาไม่มีโอกาส ได้ทำบุญตักบาตรเลย บ้างก็ใส่เงิน ใส่อาหารเนื้อสัตว์ ใส่ดอกไม้ ซึ่งพ่อท่าน หรือสมณะ ที่นำแถวบิณฑบาต ก็ให้คำอธิบาย ถึงปฏิปทา ข้อวัตรของชาวอโศก ที่ไม่รับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ ของพุทธศาสนิกชน ที่นี่ (ยกเว้นวันที่ ๑๙ พ่อท่านนำหมู่สมณะ ไปบิณฑบาต ที่หมู่บ้านน้ำเค็ม) ๑๒.๐๐ น. หยุดสันติภาพ ๑ นาที ๑๙.๐๐-๒๑.๐๐ น. ตัวแทนแต่ละศูนย์ร่วมสรุปงานที่ศูนย์พระนารายณ์ (ยกเว้นวันที่ ๑๘ สรุปงาน ที่ศูนย์บางม่วง)

๑๒ ม.ค. แกนนำพุทธสถาน-สังฆสถานต่างๆประชุมตกลงเรื่องการทำงาน-แบ่งกลุ่ม-จำนวนผู้ที่ จะไปทำงาน ตามศูนย์ ผู้ประสบธรณีพิบัติภัย ๘ ศูนย์ โดยมีสมณะ-สิกขมาตุ-ญาติธรรม-นักเรียน สัมมาสิกขา ของแต่ละ พุทธสถาน -สังฆสถาน ไปลงพื้นที่ดังกล่าว ดังนี้ ๑. ศูนย์พระนารายณ์ เป็นกองอำนวยการกลาง เป็นโรงครัวกลาง โดยผู้ปฏิบัติงานจากทั่วประเทศ ๒. ศูนย์บางม่วง พุทธสถานปฐมอโศก, ศีรษะอโศก, สีมาอโศก ๓. ศูนย์บ่อหิน พุทธสถานศาลีอโศกและเครือข่าย ๔. ศูนย์ปากวีป พุทธสถานราชธานีอโศก ๕. ศูนย์คึกคัก พุทธสถานสันติอโศกและเครือข่าย ๖. ศูนย์บางเนียง ชุมชนสวนส่างฝัน, ร้อยเอ็ดอโศก ๗. ศูนย์บนไร่ สังฆสถานหินผาฟ้าน้ำ, ขอนแก่น, ดินหนองแดนเหนือ, เลไลย์อโศก ๘. ศูนย์วัดบางมรวน พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ

และยังมีช่างตัดผมที่มารวมตัวกัน ๒๓ คน หมุนเวียนไปตัดผมให้กับผู้ประสบภัยตามศูนย์ต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจมาก ตัดกันจนแทบ ไม่มีเวลากินข้าว รวมทั้งหมดตัดได้ประมาณ ๑,๕๘๓ คน หลังรับประทานอาหาร แกนนำ-ผู้ประสานงาน เดินทางเข้าพื้นที่ ศูนย์ต่างๆ เพื่อเตรียมวางแผน การทำงาน ก่อนเข้าพื้นที่ในวันพรุ่งนี้

๑๙.๐๐-๒๑.๐๐ น. แกนนำ-ผู้ประสานงานสรุปปัญหา, กิจกรรม และกำหนดเข้าพื้นที่ วันที่ ๑๓ ม.ค. หลังรับประทานอาหาร และมีข้อตกลง -กิจกรรมดังนี้

- หากมีคำถามที่เกี่ยวกับการมาซับขวัญครั้งนี้ก็ให้ตอบในแนวเดียวกัน ๑.นี่คืออะไร? ก็ให้ตอบว่า พวกเราเป็นนักปฏิบัติธรรม มาธรรมยาตรา ทั้งฆราวาส และนักบวชชายหญิง ๒.มาทำไม? เราจะมา ขอแบ่งปัน ความทุกข์กับผู้ที่ได้รับภัยในครั้งนี้ มาแสดงความเห็นใจ ๓.มาจากไหน? มาจากทั่วประเทศ มารวมกัน และการทำงานครั้งนี้ เราจะต้องเป็นผู้ฟัง มากกว่าเป็นผู้พูด ให้ระมัดระวังคำพูด ไม่ถามถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น เพราะจะเหมือน ตอกย้ำความเศร้าโศก -เจ็บปวด ของผู้ประสบภัย

- สำหรับกิจกรรมในเบื้องต้นที่แต่ละศูนย์กำหนดไว้ คือ การใช้วิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย กินง่าย อยู่ง่าย อันเป็นปกติ ของพวกเรา เช่น ทำวัตรเช้า บิณฑบาต เดินธรรมยาตรา การเก็บขยะ ขัดส้วม แพทย์แผนไทย (นวด-กดจุด-ประคบ) ทำวัตรเย็น ประสานสัมพันธ์ กับผู้ประสบภัย โดยเน้น การทำงาน ด้านจิตวิญญาณ ของผู้ประสบภัย มากกว่าด้านวัตถุ รับฟังความทุกข์ ทางใจ ของผู้ประสบภัย

- ศูนย์พระนารายณ์รับผิดชอบเรื่องอาหารแล้วแบ่งไปให้ศูนย์ต่างๆ

- ศูนย์บางม่วง กรมสุขภาพจิตได้มาประสานว่า หากพบผู้ประสบภัยที่จิตใจไม่ปกติ ขอให้ส่ง ไปพบ จิตแพทย์ได้ทันที

- ศูนย์บางเนียง ยังเข้าพื้นที่ไม่ได้ ไม่ได้รับความร่วมมือจาก อบต.ผู้รับผิดชอบ

- ศูนย์บางมรวน ชาวบ้านไม่ได้ประสบภัยจากสึนามิ แต่ประสบภัยจากคลื่นอุปาทาน เรื่องกลัวผี เนื่องจากป่าช้า วัดบางมรวน มีศพมาฝังเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้าน ไม่กล้าออกจากบ้านหลัง ๕ โมงเย็น และการย้ายกองอำนวยการ ไปที่ศูนย์พระนารายณ์ ทำให้ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านบางส่วน ปรับใจไม่ทัน เกิดความไม่พอใจ สมณะ และญาติธรรม จึงอยู่ประสานใจ กับชาวบ้าน โดยการสอน หนังสือนักเรียนที่ ร.ร.วัดบางมรวน และให้สัมมาทิฐิเรื่องผี สนทนาธรรมตามบ้าน และบางส่วน จะไปปักกลด ที่ป่าช้าทุกคืน

๑๓ ม.ค. ๐๖.๔๕ น. สถานีโทรทัศน์ iTV ถ่ายทอดสด สัมภาษณ์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ การเดิน บิณฑบาต ของสมณะ-สิกขมาตุ

ศูนย์บางม่วง เป็นศูนย์ผู้ประสบภัยที่ใหญ่ที่สุด ศูนย์นี้สมณะ สิกขมาตุ ญาติธรรม และนักเรียน สัมมาสิกขา ได้เข้าพื้นที่ ไปดำเนินงานตั้งแต่เช้า และ iTV ถ่ายกิจกรรม ต่างๆในเวลา ๐๙.๐๐ น. แล้วออกอากาศในข่าวตอนเที่ยง

ที่ศูนย์พระนารายณ์ หลังรับประทานอาหาร แต่ละศูนย์ที่แบ่งกันไว้เดินทางเข้าพื้นที่ โดยมี หนังสือจาก ศูนย์คุณธรรม โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถึงเจ้าหน้าที่ศูนย์ต่างๆ ขอความร่วมมือ ที่เครือข่าย ชุมชนชาวพุทธจากสถาบันบุญนิยม เดินทางเพื่อ เข้ามาช่วยบรรเทา ความทุกข์ทางใจ จากเหตุการณ์ ดังกล่าว

๑๓.๐๐ น. พ่อท่านเดินทางเยี่ยมเยียน รับฟังปัญหา และดูแลความเรียบร้อย ตามศูนย์ต่างๆ

สรุปงาน - ศูนย์บางเนียง ประสานกับผู้รับผิดชอบได้แล้ว จะเข้าพื้นที่ในวันพรุ่งนี้ - ศูนย์คึกคักขุดบ่อน้ำใช้เอง ตัดไม้ไผ่มาทำโต๊ะ - สถานีวิทยุ สวท.ตะกั่วป่า รายการธรรมยาตรา สัมภาษณ์สดสมณะที่ปักกลดอยู่ที่ป่าช้า - เนื่องจากแต่ละศูนย์ขาดอุปกรณ์ เช่น โต๊ะทำงาน ชั้นวางของ เตียงนวดผู้ป่วย จึงขอยืมโลงศพ จากวัดบางมรวน ๔๐ โลง มาดัดแปลงเพื่อใช้งาน

๑๔ ม.ค. สรุปงาน - แต่ละศูนย์ตั้งกรรมการ ๕ คนประชุมกับสมณะ-สิกขมาตุ แล้วใช้มติ ๓ ใน ๕ สามารถตกลง ทำกิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์ โดยไม่ต้องผ่านกองอำนวยการกลาง

- ศูนย์คึกคักเปิดโรงบุญฯเป็นศูนย์แรก ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มาใช้บริการคับคั่ง

- ศูนย์ปากวีป คุณครูมาเชิญพวกเราให้ไปสอนหนังสือเด็กน.ร.ชั้น ป.๑-๖ แทน เนื่องจาก คุณครู ไม่มีเวลา ต้องคอยรับแขก ที่มาเยี่ยมเยียน ช่วงทำวัตรเย็น มีชาวบ้าน และทหาร ที่มาช่วยผู้ประสบภัย มาร่วมด้วย

- ศูนย์บางม่วง เจ้าหน้าที่และผู้ประสบภัยประทับใจที่พวกเราขัดส้วมและเก็บขยะจนสะอาด เรียบร้อย

- แต่ละศูนย์ทำอาหารรับประทานเองและแจกโรงบุญ

- คุณชูศักดิ์ ญาติธรรมปฐมอโศก ไปติดตั้งเครื่องขยายลำโพงตามศูนย์ต่างๆ เพื่อถ่ายทอด การแสดงธรรม ในช่วงทำวัตรเช้า ยกเว้นศูนย์บางเนียง

๑๕ ม.ค. เริ่มถ่ายทอดสดการแสดงธรรมในช่วงทำวัตรเช้าจากศูนย์พระนารายณ์ไปตามศูนย์ ผู้ประสบภัย ทั้ง ๖ ศูนย์ และพุทธสถาน สันติฯ, ราชธานีฯ, ปฐมฯ, ศาลีฯ และสังฆสถาน ทักษิณอโศก

ประมาณ ๑๖.๐๐ น. พ่อท่านเดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัยหมู่บ้านเกาะพระทองและแสดงธรรม

สรุปงาน - กำหนดการถอนกำลังออกจากศูนย์ต่างๆ วันที่ ๑๙ ม.ค. หลังรับประทานอาหาร - ศูนย์บางเนียงเพิ่งทำงานเป็นวันแรก เป็นศูนย์ที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เริ่มงาน บิณฑบาต ธรรมยาตรา แพทย์แผนไทย สาธิตการทำขนมเคอร์รี่พั๊ฟ น้ำยาล้างจาน -ซักผ้า - ศูนย์ปากวีป ชาวบ้านไปเก็บผักหวานมาให้, ทหารราบที่เข้ามาปฏิบัติภารกิจ นิมนต์สมณะ แสดงธรรม - ศูนย์บางม่วง สาธิตการทำปาท่องโก๋-น้ำเต้าหู้ มีผู้ประสบภัยมาชมและร่วมทำพอสมควร - ศูนย์บ่อหิน ผู้ประสบภัยไม่ขาดแคลนวัตถุแต่ต้องการกำลังใจ มีการสาธิตทำเคอร์รี่พั๊ฟ ผู้ประสบภัย สนใจมาร่วมทำด้วย จนรู้สึกสบายใจ จึงมีการขนานนามกันว่า คหกรรมบำบัด

๑๖ ม.ค. ญาติบางส่วนจากศูนย์ต่างๆไปร่วมทำบุญใหญ่ที่วัดบางมรวน โดยมีพ่อท่าน และ สมณะ เพาะพุทธ จันทเสฏโฐ แสดงธรรม มูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อนนำซีดี "สูญเสียไม่เสียศูนย์" มาแจก

ผู้ใหญ่บ้านบางมรวนเปิดใจว่า ตอนแรกที่เราย้ายออกรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อได้มา ฟังเทศน์ใน วันนี้แล้ว รู้สึกว่าตนเองโชคดี ที่ได้มีโอกาสฟังธรรม จากพ่อท่าน แล้วเกิดศรัทธา อยากให้พระอโศกมาอยู่ที่นี่บ้าง

๑๕.๐๐ น. เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ ผู้จัดการสถาบันบุญนิยม ให้สัมภาษณ์สดสถานีวิทยุ วปถ.๗ อุดรธานี ทางโทรศัพท์ รายการเพิ่มพลังให้แผ่นดิน

สรุปงาน -ศูนย์พระนารายณ์ แจ้งว่าโรงครัวทำอาหารส่งไปให้ศูนย์บางม่วงเพียงแห่งเดียว

๑๗ ม.ค. นักเรียนและญาติธรรมภูผาฟ้าน้ำเดินทางกลับ เพื่อไปเตรียมงานฉลองหนาว แต่ยังคง มีสมณะอยู่ประจำ

สรุปงาน - การเดินทางกลับของสมณะ-สิกขมาตุ-กรัก-ปะ จำนวน ๘๘ ท่าน จะเดินทางกลับ โดยเครื่องบิน ของกองทัพอากาศ ในวันที่ ๒๐ ม.ค. ซึ่งมีที่นั่งเหลือให้ศูนย์ต่างๆอีก ๓๓ ที่นั่ง ให้แต่ละศูนย์ คัดเลือก ส่งรายชื่อมาให้ส่วนกลาง

- ศูนย์บางม่วง เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการกลางเชิญพวกเราไปทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และ ขอร้องให้ช่วยจัดการกับกองเสื้อผ้าบริจาคที่สูงเป็นภูเขา

- โรงบุญเป็นบุญญาวุธที่ประสานกับผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ในแต่ละศูนย์ได้ดี

- ศูนย์ปากวีปจัดโรงบุญเลี้ยงอาหารทหาร ๘๐๐ นาย มีทหารมาร่วมฟังธรรม และประกาศเลิกบุหรี่ ๓ คน ตั้งสัจจะเลิก ๔ คน

- ศูนย์บ่อหินทำเตาเผาขยะและอธิบายวิธีใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย

- น.ส.พ.เดลินิวส์ลงภาพการเดิน ิ บิณฑบาตและกิจกรรมตัดผม

๑๘ ม.ค. ๑๗.๓๐-๑๘.๓๐ น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พูดอำลาผู้ประสบภัยที่ศูนย์บางม่วง ฝากคาถาแก่ผู้ประสบภัยไว้เตือนใจว่า ๑. เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ๒. เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้ ๓. เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ๔. เราจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจเป็นธรรมดา ๕. เรามีกรรมเป็นของเราเอง และหลังจากนั้นพ่อท่านแสดงธรรม "คนที่จนจนสำเร็จอย่างเข้าใจสัจธรรม คนนั้นเป็นสุขกว่า คนที่รวย คนที่รวยไม่เสร็จ คนนั้นทุกข์ คนที่รวยคือคนไร้ค่าที่ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม เพราะดูดเงินไปไว้ที่ตนเอง" มีผู้ประสบภัย ให้ความสนใจ มาร่วมฟัง มากมายเต็มบริเวณ

สรุปงาน - พล.ต.จำลอง แจ้งว่า นายกเทศมนตรีขอเชิญสถาบันบุญนิยมที่ไปร่วมงานที่สนามกีฬากลาง ในวันที่ ๑๙ ม.ค. ซึ่งกำหนดให้แต่งชุดขาว ไปร่วมงาน เนื่องจากเราไม่มีชุดขาวจึงไม่ได้ไปร่วม

- ศูนย์บางเนียงไม่สามารถเข้าไปในศูนย์ผู้ประสบภัยได้ แต่สามารถประสานกับชาวบ้าน ที่ประสบภัย ซึ่งลูกเมีย ญาติพี่น้องเสียชีวิต แต่มีบ้านอยู่

- ศูนย์บางมรวน สมณะไปลาโยม โยมน้ำตาไหล บอกว่าขอให้ท่านโชคดี

๑๙ ม.ค. พ่อท่านนำหมู่สมณะ-สิกขมาตุ ญาติธรรมบางส่วน เดินทางไปยังหมู่บ้านน้ำเค็ม ซึ่งประสบภัย จากคลื่นยักษ์ และมีเรือประมงลำใหญ่ ถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยตื้น อยู่บนชายหาด และหลังบ้าน ของชาวบ้าน หลายลำ

หลังรับประทานอาหาร สิ่งของที่นำไปใช้ตามศูนย์ต่างๆและญาติธรรมทยอยกลับเข้าศูนย์ พระนารายณ์ เพื่อเตรียมตัว เดินทางกลับ ในวันพรุ่งนี้ โดยแต่ละศูนย์ทำพิธีอำลา ด้วยการเดิน ธรรมยาตรา ไปขึ้นรถด้วยความสงบ และร้องเพลง คนสร้างชาติ -เพลงอำลา ผู้ประสบภัย แต่ละศูนย์ ต่างรู้สึกเสียดายที่พวกเราต้องจากไป หลายๆคนร้องไห้ และอยากให้ พวกเราอยู่ต่อ เขาพากันเดิน ไปส่งจนถึงรถ

สรุปงาน - ผู้ประสบภัยแต่ละศูนย์เริ่มยิ้มแย้ม หัวเราะ เริ่มทำใจได้กับการพลัดพราก จากญาติพี่น้อง และ ทรัพย์สิน มีความสุข ที่ได้ทำบุญ ใส่บาตรสมณะ-สิกขมาตุ มีกำลังใจ ที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับชีวิต ในวัน ข้างหน้า และอยากให้พวกเราอยู่ต่อ ไม่อยากให้กลับ - กำหนดการเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้

๒๐ ม.ค. ๐๕.๐๐ น. ถวายอาหารสมณะ-สิกขมาตุ และญาติธรรมร่วมกันรับประทานอาหาร ๐๖.๐๐ น. สมณะ-สิกขมาตุ-ญาติธรรมทั้งหมด ถ่ายรูปพร้อมกัน หน้าอนุสาวรีย์ พระนารายณ์ ๐๗.๐๐ น. พ่อท่าน-สมณะ-สิกขมาตุ-ญาติธรรม รวม ๑๒๑ คน เดินธรรมยาตราไปยัง ร.ร.ตะกั่วป่า "เสนานุกูล" เพื่อขึ้นรถไปขึ้นเครื่องบินกองทัพอากาศที่ท่าอากาศยาน จ.ภูเก็ต สำหรับญาติธรรม ที่เดินทาง โดยรถบัส และรถอื่นๆ เดินธรรมยาตรา ไปขึ้นรถ ที่สถานีขนส่ง บ.ข.ส.

การไปใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย กินง่าย อยู่ง่าย เสียสละ ขยัน กล้าจนอย่างมีความสุข เป็นภาพ ที่ทำให้ผู้ประสบภัย ได้ฉุกคิด และมีกำลังใจที่จะลุกขึ้นต่อไป ขวัญและกำลังใจ ได้กลับคืนมา รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ เข้ามาแทน หยาดน้ำตาที่หลั่งริน ภารกิจ ของกองทัพธรรมชาวอโศก ซับขวัญชาวใต้ ได้เสร็จสิ้นลง และบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และนี่เป็นขบวน ธรรมยาตรา ที่ใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ การทำงาน กอบกู้มนุษยชาติ ของชาวอโศก

สำหรับการดำเนินงานของสถาบันบุญนิยมในศูนย์ต่างๆ ผู้ประสบภัย และเจ้าหน้าที่ ในศูนย์ ได้เปิดใจ ให้สัมภาษณ์ ดังนี้

นางสุคนธ์ บุตรคล้อย อายุ ๔๓ ปี ผู้ประสบภัย "หลังสึนามิใจวุ่นวายสับสน ไม่สบายใจ ทำอะไร ไม่ถูก ความคิดวน ตอนนี้ดีขึ้น ดีมากๆ เพราะได้อ่านหนังสือ ที่พวกสถาบัน เอามาให้ พวกเขาได้มาคุยที่บ้าน ปลอบใจ พูดดีมากๆ ได้คุยกับพระ สอนให้ทำจิตใจ พระดีมากๆ อยากจะทำบุญ ไปใส่บาตร เสียดาย ที่พวกเขาจะกลับแล้ว เพิ่งพบกันไม่กี่วัน มีโอกาส จะไปเที่ยว ที่อำนาจเจริญ พี่ขายข้าวแกง อาหาร ตามสั่งอยู่ริมถนน ตอนเกิดเหตุการณ์ พี่อยู่ที่ร้าน หลานวิ่งมาบอกให้หนี พี่ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ หนีเลย ๕ คน หนีขึ้นมาบนบ้าน ลูก ๒ คนทำงานโรงแรมหนีไม่ทันเสียชีวิต กว่าจะทำใจได้นาน ได้อ่านหนังสือทำใจได้ดีขึ้น"

นางสุภา นพฤทธิ์ อายุ ๖๓ ปี "พระมานั่งคุยกับชาวบ้านที่ศาลาหน้าบ้านประจำเลยตั้งแต่ วันแรก ป้าทำใจไ ด้คิดว่าเขามาแค่นี้ ไม่คิดมาก ป้าจับมือกับลุง คลื่นก็พาไป หลุดแล้ว มาเจอกันอีก ก็จับมือ กันอีก แต่คลื่นมันหมุน ทีนี้ต่างคนต่างไป ป้าจมลงไป แล้วโผล่ขึ้นมา อยู่หลายครั้ง พอจะหายใจ คลื่นก็ม้วนอีก พอดียางรถลอยมา ป้าเลยเกาะยางรถ ครอบครัวป้าตายไป ๑๐ คน"

นางปลา บำเรอ "บ้านพี่น้ำและโคลนเข้าบ้าน ไม่มีใครเสียชีวิต เขามาช่วยทำความสะอาด ช่วยกันดี เขาอุตส่าห์มา มาช่วยความสะอาด ช่วยล้างสังกะสี ช่วยทำไฟ เขากลับไป ก็ใจหายเหมือนกัน เขามาก็อุ่นใจนะ เขามาเยี่ยมก็สบายใจ"

นางวิไลรัตน์ เก่งเดียว กุ๊กโรงแรม "วันนั้นกำลังผัดกับข้าวอยู่ชั้นล่าง เพื่อนบอกให้วิ่ง ก็วิ่งขึ้นไป บนดาดฟ้าตึก ๓ ชั้น ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้า ๖ โมงเย็นถึงได้ลงมา ตากแดด อยู่บนนั้น หลายชั่วโมง ลงมาไม่ได้เพราะน้ำยังท่วมอยู่ แล้วข้าวของเสียหายเต็มไปหมด เดินไม่ได้ หิวข้าว คนก็ตายเยอะ เห็นกับตาเลย เหมือนระเบิดบึ๊มๆๆ คลื่นม้วน พาคนตายคนเจ็บ กลับลงไปใต้ทะเล หมดเลย วันนั้นมี ๔๕ คน ที่อยู่บนดาดฟ้า ฝรั่งเป็นลมนอนยาว ตอนแรก หนูวิ่งเกือบไม่ทัน เพราะขาหนึ่ง ขึ้นบันไดแล้ว อีกขาหนึ่ง อยู่ข้างล่างน้ำพาไปแล้ว พอดีฝรั่งเขาอุ้มหนูขึ้นไป คนที่ช่วยหนูเขาก็ตาย ไม่รู้อะไร บาดขาเขา เกือบขาดเลย เลือดออกมาก เขาทนไม่ไหว เลยตาย พอน้ำซัดมาอีกที หนูเห็นเด็กฝรั่ง เลยโยนไม้ลงไป เขาก็เกาะไม้เลยรอดตาย พอ ๖ โมงเย็น ก็ค่อยๆ ปีนลงมา เพราะกลัวคลื่นจะมาอีก เกาะกิ่งมะพร้าวไป น้ำซัดไปขึ้นที่บางละโอน จะกลับไปบ้าน คนนอนตาย เกลื่อนไปหมด บ้านพัง เสียหาย ข้าวของเกะกะ กลับบ้านไม่ถูก ไม่รู้เข้าบ้านทางไหน เลยกลับไปที่เดิมวิ่งอยู่ ๕ เที่ยว ขึ้นลงเขาบางละโอน ระยะทาง ๖ กิโลฯ

หนูไปอยู่บนเขา ๒ วัน ๓ คืน ทางบ้านคิดว่าหนูตายแล้ว เพราะอยู่ติดชายทะเล น้ำแรงมาก ดำทะมึน ขนาดคนเกาะ อยู่บนต้นสน ๔-๕๐ คน น้ำก็พาไปหมดเลย หนูยืนดูอยู่ บางคนก็ตกลงมา โดนเหล็ก บางคนตกใจ จนเสียสติเลย ในชีวิตไม่เคยเห็น

ตอนที่ยังไม่มีใครเข้ามาก็ไม่อยากอยู่ เพราะกลัว พวกสถาบันบุญนิยมมาช่วยล้างบ้าน ปัดกวาดให้ หนูได้กลับมาอยู่บ้าน ก็สบายใจค่ะ ถ้าพวกเขากลับไปหนูก็ไม่สบายใจอีก เพราะเห็นกันแหม็บๆ ก็จะกลับอีกแล้ว"

นางศรี นาวาลักษณ์ อายุ ๔๕ ปี ชาวไทยใหม่(มอร์แกรน) "อยากให้พวกสถาบันฯ มาอีก อยากให้ อยู่นานๆ เขามาทำความดี ทำให้จิตให้ เราสบาย เขาช่วยทุกอย่าง ไม่รังเกียจ ไม่ลำเอียงพวกเราเลย เขาทำอาหารให้พวกเรากิน เขามีน้ำใจ หลายสิ่ง หลายอย่าง มีพระมาสั่งสอน รู้สึกสบาย จริงๆ สบายใจ อบอุ่นทางโน้นก็เพื่อน ทางนี้ก็เพื่อน เขาจะมาถามว่าเดือดร้อนอะไรมั้ย จิตใจเป็นยังไง ที่บ้าน ลุงตายคนเดียว ถ้าไม่มีลูก จะไปอยู่ด้วย ชอบทางนี้ หากอยู่นานๆ ไม่มีอะไร ก็มาแบ่งอาหารของฉันได้ ฉันมีมาม่า"

น.ส.ทัศนา บุญทอง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค "รับปรึกษาด้านกฎหมายให้กับชาวบ้าน พวกเราได้อาศัย กินข้าวกับ พวกสถาบันฯ เห็นเขาเดิน ให้คำปรึกษาชาวบ้าน ช่วยชาวบ้าน เขาน่ารักดี ทำทุกอย่าง ตรงไหนมีงานให้ทำ เขาก็ลงไปช่วย สามัคคีกันดี

รู้สึกว่าเขามาช่วยสังคม เขาเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่ที่ช่วยอะไรได้เยอะ เขามาอยู่สะอาดขึ้น ชาวบ้าน ก็พยายามเลียนแบบเขา เมื่อก่อน ขยะจะมาก ชาวบ้านเริ่มเก็บขยะมากขึ้น คงรู้สึกอายมั้ง ที่คน ข้างนอก มาช่วยทำความสะอาด ชาวบ้านให้ความร่วมมือมากขึ้น"

น.ส.วรรณวิมล เอกโกมล มูลนิธิเด็ก "อยากให้เขาอยู่ต่อ เพราะเขาเป็นเพื่อนกับชาวบ้าน ลงไปคุย กับชาวบ้าน เข้าถึงชาวบ้านได้ดี แล้วมีสมณะ เขาได้ทำบุญใส่บาตร ชาวบ้าน รู้สึกว่าได้ทำบุญ เห็นชาวบ้าน ลุกขึ้นมาหุงข้าวใส่บาตร"

จ่าสิบเอกอุดมรัตน์ พันธุ์พัก กองพันทหารราบที่ ๑ จ.ค่ายธนะรัตน์ "มาปฏิบัติภารกิจ หลังเหตุการณ์ ๕ วัน พวกอโศก เข้ามารู้สึกว่าดี เขามาทำให้จิตใจชาวบ้านดีขึ้น ทางด้านกำลังพลจิตใจก็ดีขึ้น เพราะได้มีเวลาฟังพระบ้าง พระก็เทศน์ ในทางที่ดี ลดละเรื่องบุหรี่ เหล้า จิตใจค่อยผ่อนคลาย ความเหน็ดเหนื่อย ภารกิจคือค้นหาศพ แล้วช่วยเหลือด้านต่างๆ กับผู้ประสบภัย ทำบ้านชั่วคราว ตอนนี้ก็ใกล้เสร็จ ต่อไป ก็ทำบ้านถาวร

พระเข้ามา มันซาบซึ้ง เมื่อคืนนี้กำลังพลได้เข้าไปฟังธรรม โดยไม่มีการบังคับ นั่งฟังพระ โดยไม่คุย กันเลย ดูช่วงเช้าแล้ว สภาพจิตใจ ของทหารดีขึ้น ตั้งใจจะงดเหล้า บุหรี่กันหลายคน ดีมากๆเลย ชาวบ้านมีการเปลี่ยนแปลง ความสะอาดก็ดี แล้วมีช่าง มาช่วยตัดผมให้ทหาร หัวโล่งเลยครับ สบายขึ้น ไปกินอาหารกันค่อนข้างมาก ผมก็ยังไปทานก๋วยเตี๋ยว อร่อยดีครับ"

ไม่ประสงค์ออกนาม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ "พี่อยู่ฝ่ายรับ เรื่องราว ร้อง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน