660115 บุญญาวุธ 7 ประการ ยาว.docx
เนื้อหาในไฟล์
660115 บุญญาวุธ 7 ประการ ยาว
พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้เทศนาไว้เมื่อ ๔ เมษายน ๒๕๕๙ ถึงบุญญาวุธ ๗ ประการ ว่า...อาตมาเกิดมาชาตินี้จบบุญของอาตมามาตามควร แล้วใช้ผลกุศล บุญนี้เป็นเครื่องมือกำจัดกิเลส เมื่อใช้แล้วก็หมดบุญทิ้งไปเลย แล้วเราก็ใช้กุศล บุญเป็นเครื่องมือทำให้กิเลสสูญ ทำเสร็จก็ ปุญญปาปปริกขีโณ คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์...
เครื่องมือกำจัดกิเลส คือ บุญญาวุธ ๗ ประการ ประกอบด้วย ๑. อาหารมังสวิรัติ ๒. ตลาดอาริยะ ๓.กสิกรรมไร้สารพิษ ๔.สุขภาพบุญนิยม ๕.การศึกษาบุญนิยม ๖.การสื่อสารบุญนิยม ๗. การเมืองบุญนิยม
๑. อาหารมังสวิรัติ อาหารเป็น ๑ ในโลก อาหารคือสิ่งที่กิน เลี้ยงชีวิต สัตว์หลายชนิดไม่ต้องใช้ปัจจัย ๔ อื่น แต่ก็ต้องใช้อาหาร อาหารจึงสำคัญที่สุดกับชีวิต ทำไมบุญญาวุธหมายเลข ๑ คือต้องเป็นการไม่กินเนื้อสัตว์ หรือกินมังสวิรัติ ก็ขอยืนยันว่าอาตมาได้คนมาปฏิบัติธรรมได้ศีล สมาธิ ปัญญา มีวิมุติก็เพราะศีลข้อที่ ๑ นี้ เป็นจำนวนมาก พอถือศีลข้อ ๑ จะเกิด ละจากการฆ่าสัตว์ มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ เอาขึ้นมาจากโถส้วมจิตใจเกิดความเอ็นดูเกิดหวังประโยชน์แก่สัตว์ ช่วยช่วยสัตว์ขึ้นมาเกิดจิตใจเมตตาแล้ว แต่สอนกันมาว่าอย่าฆ่าสัตว์ๆ จิตใจอย่างนี้เกิดขึ้นบ้างไหม มันมีอิทธิพลในการถือศีล มากกว่ากัน และคุณเองเกิดจิตเช่นนี้ มีความเอ็นดูกรุณา คุณเจริญไหม พัฒนาการของการปฏิบัติธรรมเกิดไหม อาตมาเอาการไม่กินเนื้อสัตว์มาเป็นบุญญาวุธแรกเลย แล้วจะได้ประโยชน์จากศีลข้อต่างๆรวมไปหมด เลิกเนื้อสัตว์อันเดียวศีลข้อ ๑ จะบริสุทธิ์ การอยากได้ของเขามาเป็นของเรา เช่นไปเอาชีวิตเขามาใส่ชีวิตเราก็เป็นการผิดศีลข้อ ๑ การไปเสพรสติดเนื้อสัตว์แล้วบอกว่าสัตว์เป็นอาหารของคน สัตว์เก
อ่านต่อ
ิดมาให้เรากิน คุณก็โกหกแต่ถ้าสัตว์มันคิดว่าคนคืออาหารของกู จะอยู่ได้ไหม? มันไม่ใช่ บางทีเสือมันจะไม่กัดไม่ตะปปคนหรอก เสือมันก็ไม่กินนกนะ แต่คนนี่มันไม่เคยเจอ ว่าเป็นอาหารมันหรือไม่? มันไม่มีสัญญาที่จะกำหนดว่าเป็นอาหาร ฉันเดียวกันกับควายไม่กินลูกชิ้นเด้ง ยิ่งกลิ่นคาวเนื้อมันยิ่งไม่กิน อาตมาเอาเรื่องนี้มาให้คนหยุดทำบาปให้จิตคนเกิดเมตตามาให้สร้างความโหดร้ายรุนแรงในจิตใจก็จะทำให้สังคมเจริญตัวผู้ที่ใจปฏิบัติได้ลดบาป เพิ่มเมตตาบทความรุนแรงโหดร้ายลงไปออกไปได้เรื่อย นี่คือการสร้างความเจริญให้แก่สังคมมนุษย์อาตมาถือว่าเป็นความสำคัญระดับต้นจึงเอามังสวิรัติเป็นบุญญาวุธหมายเลข ๑ ด้วยประการฉะนี้แล้วก็รณรงค์มาทุกวันนี้ก็เบาขึ้นเยอะเพราะมีผล บุญญาวุธหมายเลข ๑ ทำมา ๕๐ ปี แม้ไม่เร็วแต่ก็เป็นไปได้ แต่มันดีที่เราจะได้เจริญก้าวหน้าเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองขึ้นมาสู่ความพ้นบาป ทั้งกายภาพ จิตภาพ เพราะการกินมังสวิรัติแก่ชีวิตตนเป็นการเจริญทางกายภาพจิตภาพ เป็นผลที่อาตมามุ่งมั่น จะว่าอาตมาตีขลุมเอาว่าเป็นผลงานของตนเอง ก็มีคนเริ่มต้นมาคือมีโรงเจ เป้าเก็งเต็ง เร่ิมมาก่อน รณรงค์มาก่อนเราอย่างมุ่งมั่น หรือแม้แต่ สายซิกส์ นายห้างเกรย์ รณรงค์ตั้งใจมาเหมือนกัน ก็มาผนวกกันร่วมมือกัน แต่อาตมาว่าอาตมาทำเต็มที่ จนเกิดผลคนนิยมกินเจกินมังสิวิรัติกันทั่วประเทศ *** หมายเหตุ หมู่บ้านชาวอโศกทุกชุมชน ซึ่งมีหลายสิบแห่งทั่วประเทศ ทุกคนในหมู่บ้านถือศีล ๕ เป็นอย่างต่ำ ละอบายมุข รับประทานอาหารมังสวรัติ และยังมีร้านอาหารมังสวิรัติหลายสาขาทั่วประเทศ อีกทั้งทุกปียังจัดโรงบุญมังสวิรัติในเทศกาลสำคัญของประเทศไทย เช่น โรงบุญ ๕ ธันวาฯ โรงบุญวันแม่แห่งชาติ เป็นต้น
2. ตลาดอาริยะ พาณิชย์บุญนิยมเป็นนโยบายการค้าของชาวอโศก เป็นการค้าระบบบุญนิยมที่ชาวอโศกได้นำหลักธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการจัดการธุรกิจการค้าที่ไม่หวังผลกำไรเป็นเป้าหมายหลัก แต่ทำการค้าเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพื่อพัฒนาฅน ชาวอโศกมีอุดมการณ์การค้าบุญนิยม ๔ ระดับ คือ ๑.แจกฟรี ๒. ขายต่ำกว่าทุน ๓ .ขายเท่าทุน ๔ . ขายต่ำกว่าราคาท้องตลาด(เปิดโลกบุญนิยม,๒๕๔๐) และพาณิชย์บุญนิยมนี้เป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นการเสียสละ ลดละเลิกประโยชน์ส่วนตน มาทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และสร้างลักษณะของการให้การเสียสละ ให้เกิดขึ้นทั้งกับผู้ให้บริการและผู้ที่มารับบริการอีกด้วย(สรรค่าสร้างคน,๒๕๔๙) งานตลาดอาริยะของชาวอโศกนั้น คือ งานขายสินค้าราคาต่ำกว่าทุน มีทั้งตลาดอาหารและตลาดสินค้า ขายสินค้าอุปโภค บริโภคจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น เครื่องครัว เครื่องจักรสาน เมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า ปุ๋ย รวมถึงจักรยาน ผักสดกำละ ๑ บาท ฯลฯ และอาหารจานละ ๑ บาท ที่ทำจากผักไร้สารพิษทั้งหมด ที่ผลิตจากชุมชนชาวอโศกและเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ(คกร.) งานตลาดอาริยะ ของชาวอโศก จัดขึ้นเป็นประจำปีละครั้งที่ หมู่บ้านราชธานีอโศก หมู่ ๑๐ ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งการจัดงานตลาดอาริยะในทุกปีนั้น ได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวอโศกทั่วประเทศ มาร่วมด้วยช่วยกันในทุกขั้นตอน ๑. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๒๓ – ๒๕๒๗ โดยในพ.ศ.๒๕๒๓ เริ่มจัดงานปีใหม่ของชาวอโศกเป็นครั้งแรก ที่พุทธสถานสันติอโศก กรุงเทพฯ มีการแสดงธรรม มีกิจกรรม เช่น สนทนาธรรม ธรรมฉาย การอภิปราย นิทรรศการ การสัมภาษณ์ปฏิบัติกร โรงบุญมังสวิรัติและนำสินค้ามาแบ่งปัน กิจกรรมส่วนใหญ่ เป็นการมาวัด ฟังธรรม ทำบุญวันขึ้นปีใหม่ มีคนริเริ่มซื้อขายด้วยการใช้ใบไม้มาแลกอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๕ พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์มีดำริให้มีการซื้อขายอาหารจานละ ๑ บาท และมีการนำคูปอง ๑ บาทมาใช้ในตลาดอาหารซึ่งใช้รูปแบบนี้จนถึงปัจจุบัน การซื้อขายในราคาต่ำกว่าทุน เป็นตลาดเล็กๆซื้อขายกันเองแบบพี่น้อง ลูกค้าก็เป็นญาติธรรมภายในเป็นส่วนมาก ๒. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๔๐ พ.ศ. ๒๕๒๘ ย้ายไปจัดงานที่ชุมชนปฐมอโศก จ.นครปฐม เนื่องจากพื้นที่จัดงานที่สันติอโศกไม่เพียงพอ กิจกรรมยังคงเป็นเช่นเดิม เนื้อที่จัดงานประมาณ ๑ ไร่ พ.ศ. ๒๕๒๙ มีการเรียกชื่อ ตลาดขายขาดทุนนี้ว่า “ตลาดอริยะ” และปีต่อๆมาก็มีคนตั้งชื่อให้หลายชื่อ เช่น ตลาดนัดทวนกระแส ตลาดนัดบุญ อโศกพลาซ่า เป็นต้น ในช่วง ๒-๓ ปีแรกนี้ ผู้ที่มาร่วมงานส่วนมากเป็นญาติธรรมภายในเดินทางจากหลายจังหวัดเพื่อมาร่วมกิจกรรมวันปีใหม่ของชาวอโศก ตลาดอริยะ เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในนั้น พ.ศ. ๒๕๓๑ เริ่มมีการแจกใบปลิวเชิญชวนชาวบ้านมาร่วมงานและซื้อสินค้าของตลาดอาริยะ พ.ศ. ๒๕๓๒ เงินสะพัดสองวันเกือบสองล้าน คนมาร่วมงาน ๒-๓ พันคน พ.ศ. ๒๕๓๖ พ่อท่านกำหนดให้เรียกตลาดนี้ว่า “ตลาดอาริยะ” ปีนี้คนมางานนี้มากจนเริ่มพบปัญหาจราจรและมิจฉาชีพ พ่อท่านเน้นว่า“ตลาดอาริยะนี่เราจะมาพิสูจน์ว่าการขาย ต่ำกว่าทุน คือคุณค่าของคนประเสริฐ เป็นคนมีคุณค่า ต่อสังคมต่อโลก ความจริงบทนี้แหละที่สำคัญที่สุด ตลาดอาริยะนี่แหละเนื้อหาที่จะเป็นแกนหลักของงานปีใหม่ของเรา” งานตลาดอาริยะ จึงนับเป็น “หัวใจของงานปีใหม่อโศก” พื้นที่จัดงานรวมที่จอดรถประมาณ ๒-๓ ไร่ ชาวบ้านมาซื้อสินค้าประมาณหนึ่งหมื่นคน และพ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๔๐ ประสบปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก ตั้งแต่แยกบ้านแพ้วระยะทางประมาณ ๒ กม.รถเคลื่อนตัวยากและช่วงปากทางเข้าชุมชนปฐมอโศก ระยะประมาณ ๕๐๐ ม.ก่อนถึงตลาด การจราจรไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ พ.ศ. ๒๕๔๐ เมื่อเสร็จงาน พ่อท่านจึงมีดำริให้ย้ายไปจัดที่ “ราชธานีอโศก” และงานปีใหม่อโศก ในปีต่อๆไปนั้น พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ได้ให้เปลี่ยนชื่อใหม่เรียกว่า “งานตลาดอาริยะ ปีใหม่อโศก” ๓. ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๖๖ พ.ศ. ๒๕๔๑ ย้ายไปจัดงานที่ชุมชนราชธานีอโศก จ.อุบลฯ ชาวชุมชนราชธานีอโศกเป็นเจ้าภาพในการจัดงานทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ญาติธรรมที่มาร่วมงานปีใหม่และมาช่วยงานตลาดอาริยะ มีบางปีที่ไปชุมนุมทางการเมือง เราก็ไปจัดตลาดอาริยะในสถานที่ชุมนุมที่ กทม. บางปีก็มีตลาดอาริยะสัญจรหมุนเวียนให้แต่ละชุมชนชาวอโศกได้จัดตลาดอาริยะด้วย แต่ส่วนใหญ่จะจัดชุมชนราชธานีอโศก ช่วงเวลาจัดงานมีงานทั้งจัดในช่วงปีใหม่สากล เดือนมกราคม และต่อมาประสบปัญหาน้ำท่วม จึงย้ายไปจัดในช่วงสงกรานต์ปีใหม่ไทยเดือนเมษายน และในปี ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นปีที่เปิดชุมชนหลังภาวะโควิด ๑๙ ได้กลับมาจัดงานในช่วงปีใหม่สากลอีกครั้งหนึ่ง จะเห็นว่าองค์กรชาวอโศกพัฒนาสามารถให้และเสียสละออกได้มากมีความเข้มแข็งมากขึ้นกว่าในอดีตที่ร้านค้าญาติธรรมมีส่วนในการดำเนินกิจกรรมมากกว่า และเมื่อย้อนไปในอดีตแรกเริ่มจะเห็นพัฒนาการตลาดอาริยะอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้าน แรงงาน พื้นที่ ทุน และกำไรอาริยะ มีการขยายเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปยอดกำไรอาริยะจะอยู่ในวงเงิน ๓ - ๔ ล้านบาทต่อปี แต่ปีใน ๒๕๖๖ ยอดกำไรอาริยะสูงขึ้น เป็นเงินถึง ๖,๕๐,๐๐๐ บาทซึ่งเป็นยอดเงินที่ชาวอโศกได้เสียสละให้กับสังคมและเป็นกำไรจากการขาดทุนจากต้นทุนที่ไม่บวกทั้งค่าแรงและค่าขนส่งอีกด้วย
3. กสิกรรมไร้สารพิษ กสิกรรมไร้สารพิษ เป็น ๑ ใน ๓ อาชีพกู้ชาติที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ให้ไว้ ซึ่งประกอบด้วย ๑.กสิกรรมไร้สารพิษ ๒.ปุ๋ยสะอาด ๓.ขยะวิทยา ...งานที่เป็นเบื้องต้นของมนุษยชาติคืองานกสิกรรม เพราะว่า อาหารเป็น ๑ ในโลก และอาหารนั้นคืออาหารที่เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร แม้สัตว์ต่างๆมันก็ไม่ใช่อาหารของคน คนประเสริฐรู้ดีว่าสัตว์ไม่ใช่อาหารที่ควรจะกินเลย ไม่ใช่อาหารเลย อาตมาพาพวกเรามาอยู่กับการสร้างอาหาร จนกระทั่งทุกวันนี้ เราสามารถทำอาหารไร้สารพิษ ไม่ใช่แค่ปลอดสารพิษ เราใช้คำว่า "ไร้สารพิษ" ไม่ใช่แค่ "ปลอดสารพิษ" คือเขาใช้สารเคมีบ้าง จะให้อยู่ตามกฎเกณฑ์มีระยะเวลาเกิดจากในการเก็บ แต่มันก็ตกค้างอยู่ แต่ของเรานี่เป็นพืชผัก "ไร้สารพิษ"เลยคือไม่ใช้สารพิษเลย นี่คือความหมายของความต่างระหว่างไร้สารพิษและปลอดสารพิษ เมืองไทยเราเป็นเมืองกสิกรกสิกรรม ปลูกฝังให้ประเทศไทยเป็นเมืองกสิกรแข็งขันเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ทำให้มากให้เหลือแล้วไล่แจกไล่ขายให้อย่างถูกๆ ไปแข่งตลาดโลกเลย แจกอเมริกาให้มันกินให้เข็ด เราจะเป็นมหาอำนาจด้วยอาหาร อาตมาบอกว่า “ข้าวไม่ใช่สินค้า แต่คือของที่ต้องแบ่งปันกันกิน” จะขายอะไรก็ขายถูกๆนะ ถ้าเราทำข้าวได้มากได้ดี เราจะรวยเพราะข้าวก็เปล่า แต่เป็นอาชีพสาระที่เราจะยังชีพอยู่ในสังคม ต้องตื่นตัวกันมาทำกสิกรรมกันทั่วโลกเป็นเอก ส่วนอุตสาหกรรมนั้นก็ใช้แต่เป็นรองกสิกรรม “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” ปืน ลูกระเบิดนี่เอาชีวิตคน แต่ข้าวนี่ให้ชีวิตคน โลกนี้ถ้าเราไม่มีลูกระเบิดปืนไปเอาชีวิตคน แต่เรามีข้าวไปให้ชีวิตคน แล้วอย่างไหนโลกจะอบอุ่นกว่ากัน คุณจะเก่งสร้างลูกระเบิด สร้างจรวด สร้างเครื่องมืออุตสาหกรรม แม้แต่เทคโนโลยีอะไร คอมพิวเตอร์อะไรต่างๆนานาพวกนี้ สิ่งลึกซึ้งกว่านี้ เป็นพลังงานซับซ้อนที่ยิ่งกว่า เป็นอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ยิ่งกว่าอาเทศนาปาฏิหาริย์ คุณได้อาศัยมันเท่านั้นคุณจะยังชีพด้วยสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ นอกจากคุณจะเอาไปแลกเปลี่ยนพืชพันธุ์ธัญญาหาร สิ่งที่เป็นผลผลิตทางกสิกรรมมามาเลี้ยงชีวิต คุณกินเทคโนโลยีพิเศษสูงสุด คุณเอามาเลี้ยงชีพไม่ได้หรอก ตั้งใจทำกสิกรรม มันจะเป็นแหล่งอาหารของโลกที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าการสร้างอาวุธได้เก่ง ประเทศไทยนี้ถ้าเผื่อว่าจะมี วาระแห่งชาติเลย เน้นกสิกรรม ให้เป็นหลักของประเทศ เรื่องกสิกรรมหรือเรื่องพืชพันธุ์ธัญญาหารจะขายแพงไม่ได้ ถ้าถูกได้ยิ่งดี แต่สามารถทำให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารมีผลผลิตที่ดีมีคุณภาพดี ปริมาณมากยิ่งขึ้นๆ เราจะได้เป็นที่พึ่งของโลกเขาเลยจริงๆ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะไทยเป็นชาติกสิกรรมที่ไร้สารพิษ กสิกรรมที่ไม่ต้องใช้สารเคมี อย่าไปเป็นทาสนายทุนที่มันจะขายสารเคมี ขายปุ๋ยที่มันปรับปรุงมาเป็นสารสกัดสารเร่งโตไวโตเร็ว ก็ไปหลงมัน ระยะยาวแล้วพื้นดินก็เสีย พืชพรรณธัญญาหารของเราก็ทรุดโทรม ไม่ได้เป็นของดีเลย ผสมไปด้วยสารพิษสารเคมีอะไรต่างๆนานา ชีวิตร่างกายก็รับเอาสารเคมีเข้าไปในร่างกายเร็วเกินไปชีวิตร่างกายก็ทรุดโทรม อายุสั้นตายเร็ว เป็นโรคเป็นภัย จะโง่กันไปถึงไหน ถ้าเผื่อว่า เมืองไทยนี้ ให้ค่าชาวกสิกร ให้ค่าแก่นักสร้างพืชพรรณธัญญาหาร ไม่ใช่ให้ค่าอย่างโลกียะ ไปพากันทำให้กสิกรหลงตัวหลงตนเลอะเทอะด้วย แต่ให้ค่าด้วยการสนับสนุนให้เกียรติ เกรงใจกสิกร อย่าไปหลงว่าพวกมีเงินทองในหอคอยงาช้างพวกไฮโซ ถือว่าเป็นพวกเหนือกว่าชาวกสิกรรม พวกชาวกสิกรรมหรือกสิกรนี่แหละ ถ้าไม่มีฉันเท่านั้นแหละคุณตายอย่างเขียด คุณกินเพชรกินทองไม่ได้หรอก คุณกินยศศักดิ์ไม่ได้หรอก คุณกินหรูหรา กินวิมาน กินเวียงวังกินปราสาทวิมาน มันกินไม่ได้หรอก คุณจะมีบ่อเพชร บ่อพลอย บ่อทองคำ เท่าไหร่ คุณมีเลยเป็นห่อๆเป็นกอบๆเป็นกำๆพอเกิดวิปริตธรรมชาติขึ้นมาปั๊บ ไม่มีผักไม่มีพืชให้กินแล้ว คุณจะกินทองคำ คุณจะกินเพชรพลอยพวกนี้ได้ไหม คุณจะแกงเอาเพชรใส่เข้าไปก็ยังไม่เค็มเลย เขาบอกว่าเกลือไม่มีเอาเพชรมาแทน เอาเพชรไปแทนเกลือยังไม่ได้เลย นี่พูดเหมือนพูดเล่นๆลิ้น แต่เป็นเรื่องจริง ย้ำอีกที เรื่องกสิกรรมนี่ ชาวอโศกเราต้องคว้าไว้ให้ได้ ต้องเอาเป็นหนึ่งให้ได้ เราเคยได้เป็นหนึ่งมาหลายอย่างแล้ว อาตมาพาพวกเรามาหาที่หนึ่งสำเร็จ มาสร้างอาหาร อาหารไร้สารพิษจนเจริญ พูดไปแล้วเหมือนเราไป ฮุบเอาว่าเรานี่แหละเป็นเจ้าแห่งการทำอาหารไร้สารพิษ เป็นตัวตั้งต้นทำ เราทำอย่างเอาจริงเอาจังมีความรู้ จนมีผลสำเร็จ เราไม่ต้องใส่ปุ๋ยมันก็งอกงาม งอกงามจนผิดสังเกต งอกงามและสะอาดบริสุทธิ์ มีเนื้อหาทั้งดอกใบผลสมบูรณ์ไปหมด
4. สุขภาพบุญนิยม อาตมาใกล้จะ ๙๐ ปีแล้ว จะอายุยืนยาวอย่างแข็งแรง ก็ต้องมีเคล็ดไม่ลับ เคล็ดอยากให้รู้ไปทั่วโลก ไม่ หวงแหนปิดปัง มันอาจยาก เป็นเคล็ดยาก เคล็ดวิชชา แต่เคล็ดวิชาของจอมยุทธ์นั้นเขาไม่ปล่อยง่ายๆ แต่เคล็ดลับของอาตมาเปิดเผย คือ ๘ อ. ถ้าอาตมาลากสังขารไปให้ถึงเกิน ๑๐๐ ปี แล้วสังขารกายจะเป็นอย่างไร จะเดินเหินคล่องแคล่วหรือไม่? โดยไม่ต้องไปฉีดสเตมเซลล์ ทำอย่างไรจะอายุยืนด้วยหลัก ๘ อ. ทุกวันนี้อาตมามีสังขารร่างกายที่เป็นอยู่ได้ดีเพราะว่าใช้ ๘ อ. คืออิทธิบาท อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย เอนกาย เอาพิษออก อาชีพ ๑. อิทธิบาท อายุมี อิทธิบาท ๔ เป็นเครื่องแสดง คนยังไม่ตาย ที่เป็นอาริยบุคคล คือคนที่มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ผู้ท่ีศึกษาทางธรรมที่รู้จิตเจตสิกรูปนิพพาน แล้วจะเป็นไปได้จริงๆ จะพยายามทําให้ชีวิตน้ียืนยาวไปได้ จะเห็นว่าอรหันต์ขึ้นไปจะเห็นว่าท่านมีอิทธิบาท ท่านทําได้อย่างไม่เบื่อ ไม่หงุดหงิด ฉันทะเป็นตัวนําให้เกิด ถ้าไม่มีก็ยาก คนทั้งหลายก็ต้องการให้มีอายุยืนยาว แต่วิริยะนี่ขยันไหม? แล้วก็เอาจริง จิตตะ อาตมาว่า มีจิตเท่าไหร่ก็ทุ่มลงไปเลย แค่แปลว่ามีจิตเอาใจใส่จะไม่มีแรงอะไร แต่ว่าถ้า...ถีบใส่เข้าไปเลย มีจิตเท่าไหร่โถมใส่ เข้าไปเต็มที่ แล้วเราจะได้คัดเอาเนื้อยิ่งๆเป็นวิมังสา ปฏิบัติจริงก็ เกิดผล ก็เลือกเฟ้นเอง ๒. อารมณ์ เป็นหลักเลย จิตเป็นประธาน จิตเป็นใหญ่ อารมณ์คือเวทนา หรือความรู้สึก หรือ feelling คุณต้องปฏิบัติให้ไม่มีอารมณ์โลภ โกรธ หลงนี่แหละคือสุดยอดแล้ว อารมณ์ที่ดูดมาก จัดจ้านด้วยราคะ กับผลักมาก จัดจ้านด้วยโทสะ สองอย่างนี้ไม่ทําให้อายุยืน หากเราทําอารมณ์ไม่ให้สปาร์คมากทั้งสองเชิงก็อายุยืนได้ ทําจิตตนให้ดีเป็นที่อาศัย อารมณ์คือจิตใจ เมื่อจิตใจสมบูรณ์แบบแล้วอารมณ์จะสมบูรณ์ อารมณ์สมบูรณ์คือปราศจากกิเลส สิ้นเกลี้ยงจากกิเลสแล้วจึงเป็นอารมณ์สมบูรณ์ เป็นอุเบกขา ซึ่งอุเบกขาพระพุทธเจ้าไม่ใช่อยู่ เฉยๆไม่รู้เรื่อง แต่ฉลาดประกอบด้วยปัญญาสมบูรณ์แบบ และประกอบด้วยการงาน เป็นอัญญา(ปัญญาสุดยอด) เป็นปัญญาโลกุตระ ๓.อาหาร ก็มุ่งหมายเครื่องอาศัยกินไปเลี้ยงขันธ์ อาหารมีทั้งเครื่องกิน เครื่องพอกทา มีทั้งที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เดี๋ยวนี้เป็นพิษภัยหมด มันเป็นพิษในสิ่งที่ปรุงแต่งกัน ถ้าได้อาหารที่ไม่เป็นพิษ เป็นสาระประโยชน์ตามโภชนาการร่างกายก็จะดี ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน จะไปเอาสูตรตายตัวทุกคนเหมือนกันหมดไม่ได้หรอก แต่ละคนก็ต้องต่างกันไปบ้าง คนนี้ร้อน มาก คนนี้เย็นมาก ตามธาตุของคน ต้องให้เหมาะสม ๔.อากาศ เดี๋ยวนี้คนทำลายอากาศกันมาก อาตมาพาทำสิ่งที่ทำให้อากาศดี เช่นปลูกต้นไม้ ซึ่งสามารถปรุงออกซิเจนได้เยอะ เราก็ต้องอยู่ในที่ที่เสนาสนะสัปปายะ อย่างชุมชนเราพยายามให้ทุกที่อากาศดี เช่นในสันติอโศก ใครเข้าไปจะรู้ว่าอากาศผิดแปลกจาก สีลม พารากอน ประตูน้ำ จะมีธรรมชาติมากกว่า ถึงวันนี้สันติอโศกในกรุงก็มีน้ำตก มีเถาวัลย์ มีธรรมชาติที่ใกล้เคียงของจริง และที่ไหนของอโศกก็ทำเช่นนี้ มีน้ำตกแทบทุกอโศก ๕. ออกกำลังกาย ก็คือให้เคลื่อนไหว ให้เคลื่อนไหวสรีระได้สมดุลเพียงพอ น้อยไปหรือมากไปก็ไม่ดี แต่จะไปกําหนดความพอดีเป๊ะนั้นยากก็ต้องเผื่อพอไว้ เด็กตามสัญชาตญาณก็ดิ้นมากกว่าเฉย แต่ผู้ใหญ่หนุ่มสาว ก็ดิ้นไปบําเรอแสวงหาโลกีย์ พอชักชินชาเบื่อบ้างกําลังวังชาไม่ดีก็จะหยุดเคลื่อน ต้องออกกําลังกายเสริมให้มัน ไม่อย่างนั้นไม่สมดุล คนที่ฝึกฝนไม่ประมาทออกกำลังกายจะดี อย่างดาราเขาก็มุ่งรักษาหุ่น รักษาสวย แต่ของเรามุ่งรักษาความสมดุล ก็ต้องมีความเพียร ต้องฝืนมันหน่อย แต่พ่อครูออกกำลังกายก็ไม่ต้องฝืน แต่ว่ามันเบียดเบียนเวลาทำงานบ้างก็เว้นบ้าง แต่ไม่มีจิตขี้เกียจ คุณต้องอ่านจิตขี้เกียจให้ออก ทุกวันนี้อาตมาไม่ขี้เกียจก็ว่าไป แต่ถ้าไม่ติดอะไรก็ต้องทำ เพราะรู้ว่าดีต่อชีวิต ๕.เอนกาย คือการพัก พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้รู้จักพัก รู้จักเพียร ผู้ใดจัดสัดส่วนพักและเพียรได้ พระพุทธเจ้าว่า เราไม่พักเราไม่เพียร เราข้ามโอฆสงสารได้ ธรรมชาติของชีวิตต้องมีเพียร เพียรจน ไม่ต้องเพียรแล้วเป็นอัตโนมัติ แต่ถ้าถึงเวลาควรพักก็ต้องพัก หรือป่วยก็ต้องพัก ผู้ใดจัดสัดส่วนได้ก็ จะสุขภาพดี หากไม่พอก็ต้องออกกําลังกาย คนใดที่ออกกําลังกายเกินแล้วก็ไม่ต้องเพิ่ม ส่วนอาตมารู้ตัวว่าไม่ได้ไปออกกําลังสรีระมาก ออกกําลังทางสมองเยอะก็ต้องไปพักให้สมองได้พักบ้าง ๖.เอาพิษออก เหงื่อออกนี่ก็เอาพิษออกแล้วทุกวันนี้คนเขารู้วิธีเอาพิษออกมากมาย เช่นกัวซา ,การทำให้เหงื่อออก ,ป๋าก้วนเอาเลือดเสียออก, ฯลฯ อาตมาไม่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน พวกคุณเรียนรู้มากกว่าอาตมาเยอะ อาตมาก็ทําพอสมควร อาตมาเข้าใจเอาเองว่าอาตมาไม่ได้เป็นคนไปแสวงหาสิ่งเป็นพิษใส่ตน แม้ คนเขาทําอาหารก็เอาสิ่งไม่เป็นพิษมาให้อาตมาฉัน ๗. อาชีพ ตัวนี้สําคัญ เรื่องอาชีพเป็นพฤติกรรมเป็นงานของมนุษย์ที่ ไม่ค่อยคิดว่าเป็นโทษหรือประโยชน์ อาชีพเดี๋ยวนี้เป็นโทษเยอะ อาชีพนักธุรกิจนี่เป็นโทษเยอะ ไม่ต้องพูดถึงค้ายาบ้า ค้าพิษ ค้าอาวุธ ก็เป็นมิจฉาวณิชชา เป็นอาชีพร้ายแรง ทำให้ตนและคนอื่นอายุสั้น แม้แต่อาชีพที่ล่อแหลมที่ตายไวก็มีมาก ต้องรู้ว่าอาชีพที่จะให้เรามีอายุยาวยืนคืออย่างไร? เราอย่าทำอาชีพล่อแหลมต่ออุปัทวเหตุ ตายโหง อาชีพที่เป็นภัยต่อ ตนและผู้อื่นก็ต้องเรียนรู้สัมมาอาชีพให้ดี ไม่ทําบาปทําวิบากใส่ตัว รู้จักวิธีทําบุญกุศลให้แก่ตนเอง อาตมาเคยบอกว่าพวกเราชาวอโศก ต่อไปจะเป็นกลุ่มที่อายุยืนยาว พระกรรมฐานแม้มิจฉาทิฏฐิ แต่ก็ยังมีส่วนอายุยาว อายุเกือบร้อยเยอะ หรือร้อยขึ้นไปก็มี ถ้าทำได้ถูกนี้ ๙๐ เรื่องเล็ก ต่อไปจะมีอายุเป็นร้อยก็ยังแข็งแรง พวกฤาษีที่ออกป่า เขา ถ้ํา ทําไมอายุยืน เพราะว่าสิ่งที่จะทําให้สปาร์คทางอารมณ์มีน้อย เขาก็อายุยืนได้ แต่พวกที่อยู่อย่างขั้วโลกเหนือเย็นมากเกินก็อายุสั้น ๔๐ กว่าปีก็ตายแล้ว ร้อนมากก็ตายไว เย็นเกินไปก็ตายไว แต่เอนไปทางเย็นนั้นอายุยืนกว่า นี่คือ ๘ อ.ที่อาตมาว่าครบนะ ถ้าทําได้ ก็ ๘๐ ปีไม่มีแก่แน่นอนมั่นคง ขณะนี้วิทยาศาสตร์ค้นพบแล้วว่า มนุษย์อายุไม่แค่ ๑๒๐ นะ แต่ได้ ๑๕๐ ปีสบายๆ ซึ่งในไตรปิฎกก็มีเขียนไว้ว่ามนุษย์อายุเป็นพันเป็นหมื่นปีได้ ... จากหลักการสุขภาพบุญนิยม ๘ อ.ของพ่อครู ลูกๆชาวอโศกได้นำไปพัฒนาต่อยอด เป็นศาสตร์การแพทย์ต่างๆ เช่น สถาบันการแพทย์วิถีธรรม สถาบันการแพทย์แผนไทยศีรษะอโศก และมีการแพทย์ทางเลือกอื่นๆอีกหลายศาสตร์ ทำให้ช่วยเหลือประชาชนให้พ้นทุกข์ได้ทั้งกายภาพและจิตภาพ มีผู้มารับบริการสุขภาพบุญนิยมของชาวอโศกในทุกๆศาสตร์กันมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
5. การศึกษาบุญนิยม การศึกษาบุญนิยม นั้น มีความหมายชัดๆ ก็คือ การศึกษาที่เน้นเรื่อง "บุญ" คือ ศึกษาให้ถึงความเป็น " บุญ" “บุญ" ที่สัมมาทิฏฐิ คือ การชำระกิเลสในจิตสันดานให้สะอาดหมดจด(สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ) “การศึกษา ที่ไม่ลดกิเลส กู้ประเทศไม่ได้" ... นี้คือ สัจจะที่จริงแท้ การศึกษาบุญนิยม จึงมีหลักในการศึกษา คือ "ศีลเด่น-เป็นงาน-ชาญวิชา" โดยจัดสัดส่วนของการเรียนไว้ว่า ศีลเด่น ๔๐% เป็นงาน ๓๕% ชาญวิชา ๒๕% หมายความว่า ต้องให้นักเรียนมีศีลมีธรรม ๔๐% และให้เป็นงานอันพึงได้พึงเป็น ๓๕% คือนักเรียนไม่ใช่มีแต่รู้ แต่ต้องทำงานเป็น ปฏิบัติได้ด้วย ส่วนการเรียนความรู้ตามที่กระทรวงกำหนด ก็มีการเรียนและสอนเต็มที่ ให้ครบหลักสูตร ๑๐๐% มิใช่ "ชาญวิชา" หมายถึง เรียนวิชาการตามหลักสูตรแค่ ๒๕% (พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ๒๐ มิ.ย. ๒๕๕๘) ชาวอโศกมีการศึกษาทั้งตามระบบราชการและนอกระบบราชการ อาตมาพยายามให้พวกเราทํา แบบ บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน บ้านคือสังคมกลุ่มที่อยู่ร่วมกัน วัดหมายถึงคุณธรรมหมายถึงศาสนา ก็อยู่แทรกไปในนี้ตลอด เวลาเลย เราสังวร ศีลสมาธิปัญญามีจรณะ ๑๕ วิชชา ๘ อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ทําเล่นเป็นครั้งคราวแต่ตลอด เวลาเท่าที่เราจะทําได้ แต่ละคนก็อยู่กันอย่าง Osmosis จะซึมหากันอย่างละเอียด เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ โรงเรียนคือการศึกษาเราไม่ตกหล่นแม้หลักสูตรของทางกระทรวงเราก็เป็นรร.ตามนิตินัย เรา ทําได้แต่ ประถม มัธยม อาชีวะ เราก็ได้อย่างนี้ก็ดีแล้ว เป็นนิตินัย แต่จริงๆเรามีการศึกษา อย่าว่าแต่นิตินัย แต่พฤตินัยที่เราศึกษาตลอดเวลาคือของจริง การศึกษาพวกเราไม่ใช่ไปเอารับรองถึงขั้นปริญญาเอก ตามที่โลกต้องการ การศึกษาไม่ต้องอย่างนั้นก็ได้ ไม่มีใบรับรองเลยก็ได้ แต่เรามีคุณธรรมมีความสามารถมีสมรรถนะมีความรู้ความสามารถทําได้ วิทยาลัยของเราเราไม่ต้องการตั้งมาแล้วรับเงินรัฐบาลนะ แม้มัธยมก็เช่นกันเราไม่ เอาแต่เขาก็ยัดเยียดให้เราก็เป็นต้องรับมาบ้าง แต่วิทยาลัยนี้เราบอกเลยว่าไม่รับเงิน รัฐบาล เพราะรัฐบาลนั้นส่วนมากมีแต่คนมีกิเลสมาก แต่ถ้ารัฐบาลเป็นผู้มีกิเลสน้อยมาทํา เราก็จะยินดียิ่ง ปรัชญาการศึกษาบุญนิยมในแต่ละระดับ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา = สัมมาสิกขา (ประถม มัธยมศึกษา) ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชชา = วิทยาลัยสัมมาสิกขาวิชชาราม (อาชีวศึกษา) ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา = ว.บบบ. (อุดมศึกษา - อุดรศึกษา) รร.สัมมาสิกขาและวิทยาลัยอาชีวะของชาวอโศกเป็นการจัดการศึกษาในระบบสังกัด สํานักงานการศึกษาเอกชน โรงเรียนสัมมาสิกขาและโรงเรียนอาชีวะศึกษาของชาวอโศก เป็นสองหน่วยงานของการศึกษาบุญนิยม เรามี ๘ โรงเรียนสัมมาสิกขาทั่วประเทศ ๑.โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก ๒.โรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศก ๓.โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก ๔.โรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศก ๕.โรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก ๖.โรงเรียนสัมมาสิกขาศาลีอโศก ๗.โรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ํา ๘.โรงเรียนสัมมาสิกขาหินผาฟ้าน้ํา และวิทยาลัยอาชีวะศึกษาอีก ๒ โรงเรียนคือ ๑.วิทยาลัยอาชีวะศึกษาสัมมาสิกขาวิชชาราม จ.อุบลราชธานี ๒.วิทยาลัยอาชีวะศึกษาศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ พึ่งตนจนเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ เป็นสิ่งที่พ่อครูพาทำให้เกิดศิษย์เก่าสัมมาสิกขานับพันคน ล้วนแล้วแต่เป็นบุคลาการที่มีคุณธรรมและความสามารถ มีทั้งที่อยู่ช่วยงานในชุมชนชาวอโศกและมีทั้งที่ออกไปช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นโดยไม่เป็นภาระแก่สังคมประเทศชาติ นอกจากนั้นพ่อครูยังได้พัฒนาการศึกษานอกระบบราชการ เพื่อรองรับการศึกษาตลอดชีวิตสมาชิกชุมชนชาวอโศก คือ มหาลัยวังชีวิต(ปิดไปแล้ว) และ วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม(ว.บบบ.) ซึ่งยังดำเนินกิจการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 6. การสื่อสารบุญนิยม
7. การเมืองบุญนิยม การเมืองบุญนิยม คือ บุญนิยมแปลว่ากําจัดกิเลส ทางเศรษฐกิจก็กําจัดกิเลส ทางการเมืองก็กําจัดกิเลส ทางสังคมก็กําจัดกิเลส จึงเป็นสังคมบุญนิยม ใครมาอยู่ที่นี่แล้วจะรู้ว่าที่นี่เขาขัดเกลา สัลเลขะ กายกรรม วจีกรรม ที่มีกิเลสเป็นตัวการ โดยเฉพาะใจที่มีกิเลสเป็นตัวการจบในตัวเลย เมื่อได้รับฟังอธิบาย คนยินดีจะล้างกิเลสก็จะมาเอา ส่วนคนที่มาฟังที่พูดอย่างนี้แล้วเขาบอกว่าดีแต่ไม่เอาเขาก็ไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นการคัดเลือกคนอยู่ในนี้ โดยสัจจะของมันที่จะได้ลงตัวอย่างดี การเมืองกับธรรมะเรื่องเดียว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive