เรียนรู้ สกะ สวะ สยะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.91 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

เรียนรู้ สกะ สวะ สยะ อาตมาพูดนี้ อย่าว่าพูดเพ้อๆเล่นๆหัวๆไม่ใช่ แต่พูดด้วยความจริงที่พยายามใช้สภาพ 2 คือ ภาษาหรือพยัญชนะสื่อเข้าไปสู่สภาวะ สภาวะสัจจะ อธิบายให้รู้ทั้ง 2 สภาพ ถ้ามันแย้งกัน สลับกัน มันก็ผิด ถ้ามันสอดคล้องกันแล้วมันก็มีการ 2 อย่างจะไม่เหมือนกัน จบด้วย 2 อย่างจะไม่เหมือนกัน ถ้ามี 2 ผู้ที่เข้าใจ 2 อย่างลงตัวกันเป็นหนึ่งด้วยกันทั้งคู่ ยิ่งสามารถเข้าใจว่าเป็น 0 ได้ ทุกอย่างเป็นแค่อนัตตา เป็นแค่สมมุติ เป็น 1 แล้วก็อาศัยเป็น 1 ไปร่วมกัน แล้วแต่ละคนก็ยิ่งสามารถทำจิตให้เป็น 0 ได้เลยก็จบ จบด้วย 0 1 2 เพราะฉะนั้นจะไม่งง ไม่สงสัยในความเป็น 2 เลย ในอะไรก็แล้วแต่ต้องเป็น 2 ถ้าอันใดไปหลงเป็น 1 แล้วยึดเป็น 1 เช่นยึดพระเจ้าว่าเป็น 1 เท่านั้นไม่มี 2 อย่าไปแยก อย่าไปอธิบายเป็น 2 อีกไม่ได้ต้องเป็น 1 นิรันดร ไม่มีอะไรแก้ไขไม่ขึ้นอยู่กับ กาละ เทศะ ฐานะ พวกนี้มืดบอด อยู่กับความเที่ยงที่ ทั้งตายทั้งเน่า อยู่กับซากศพที่เน่าด้วย น่าสงสาร กาละต้องเคลื่อนไป ไม่มีกาละใดที่ไม่เคลื่อน เทศะก็เปลี่ยนไป ฐานะก็อยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมสัดส่วน ฐานะคือภูมิธรรม เทศะคือ ภูมิประเทศ กาละคือสิ่งที่เคลื่อนไป ถ้าเข้าใจอันนี้ดี คุณจะอยู่กับโลกอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น ศึกษาธรรมะจนกระทั่งเข้าใจแม้แต่อัตตาหรือจิตวิญญาณของเรา แล้วก็เข้าใจรอบถ้วนเลยว่า เราอาศัย เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เราแค่อาศัย แล้วก็ไม่มียางเหนียวอะไรที่จะติด ยึด ไม่รู้จักปล่อยวาง เป็นผู้ที่รู้จักสูงสุดในเรื่องของพลังงานเศษวรรค แค่ ยะ อยะ ไม่มีแม้แต่เหลือยาง อะ คือไม่ ไม่มีแม้แต่ยางแล้ว อยะคือยางเหนียวที่มันยึดอะไรต่ออะไรอยู่ด้วยอวิชชา เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้ด้วยวิชชาแล้วก็ใช้ยางเหนียวนี้เพื่ออาศัย เพื่อ สยะ เท่านั้น โด

อ่านต่อ

ยใช้งานชั่วคราวเรียกว่า สวะ และ อยู่กับโลกเขาอย่าง สักกะ สักกะ สวะ สยะ 3 อย่างนี้ อาตมาใช้พยัญชนะพวกนี้มาสื่อสภาวะธรรมที่ลึกซึ้ง อธิบายสภาวะธรรมมาสู่ฟัง อาตมาอธิบายสภาวะของ สักกะ อย่างไร สวะ อย่างไร สยะ อย่างไร เช่น อาสวะ พวกเราเข้าใจว่าอาสวะเป็นกิเลส อาสยะ ไม่มีกิเลสแล้วเป็นอาศัยเท่านั้น ถ้ายิ่งเป็น อาสกะ มืดเลย แน่นเลยใหญ่เลย เป็นคนโลกๆไปเลยตลอดกาลอีกนานเท่านาน กว่าจะตรัสรู้ กว่าจะหลุดพ้น พวก สักกะ ที่อาตมาอธิบายไปนี้ไม่ใช่พูดพล่อยๆ พูดเล่นไปตามความคะนอง ไม่ใช่ อาตมาพูดโดยอาศัยสภาวะธรรมะ เป็นเครื่องอธิบายพยัญชนะทั้งหลายแหล่ที่ปราชญ์เอกผู้ที่บัญญัติภาษาขึ้นมา โดยเฉพาะตั้งแต่ภาษาบาลี เราไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สร้าง พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งสร้าง แล้วพระพุทธเจ้าองค์หลังๆต่อมา ก็ใช้ภาษาพวกนี้ ภาษาบาลีเป็นต้น เรียนรู้จากภาษาให้เป็นสภาวะ จนเข้าใจสภาวะสูงสุด ก็ต้องใช้สื่อจากภาษา คนไม่รู้สภาวะไปหลงแต่ภาษาเป็น ปทปรมบุคคล จึงเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดที่ได้พูดไปแล้ว อาตมาพูดไปบรรยายธรรมะไปก็เพื่อคนในโลกที่จะต้องมีธรรมะ เพราะฉะนั้นคนที่มิจฉาทิฏฐิก็จะบอกว่าธรรมะปฏิบัติธรรมอะไรมายุ่งกับโลก คุณจะแยกโลกแยกธรรมออกจากกัน คุณก็ไปอยู่ในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าก็แล้วกัน แยกโลกแยกธรรมออกจากกัน จะไปอยู่ที่ไหน คุณจะออกไปอยู่นอกโลกอวกาศ คุณก็อยู่ในกระแสของแรงดึงดูดของอันนั้นอันนี้ ถ้าไม่งั้นคุณก็จะกลายเป็น อุกกาบาต ถูกแรงดึงดูดตรงไหนดึงดูดไปก็ไปกับเขาไปเรื่อย ดีไม่ดีดูดแรงอุกกาบาตก็ไปกระแทกโลกจนเป็นหลุมอุกกาบาต ดีไม่ดีทำเอาโลกลูกนั้นเคลื่อนไปจากเส้นวงโคจรได้เลยนะ นั่นแหละคือความไม่เที่ยงของมหาจักรวาล จะเป็นแรงดึงดูดหรือเป็นแรงกระแทกของทั้งอุกกาบาต ของดวงดาวต่อดวงดาว หรืออะไรก็แล้วแต่ พวกนี้เป็น อจินไตย มันมีทั้งพลังงานในระหว่างที่ว่าง พลังงานอยู่ในที่ว่าง และพลังงานที่ใกล้ชิดกันกระทบสัมผัสกัน แตะกันเลย กระแทกกันเลย อย่างแรงถึงขั้นระเบิดเลย มันก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติของธรรมชาติทั้งหลาย เอาละ ไอ้อย่างนั้นเป็นเรื่องนอกตัว พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าไม่ต้องไปสนใจมาก มันเกิดอยู่อย่างนี้นิรันดร แต่สิ่งที่เราจะต้องรู้ก็คือเราเกิดมาเป็นชีวะแล้วเป็นจิตนิยามแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้าก็เป็นคนเหมือนเรา ท่านก็มีจิตนิยามและท่านก็ตรัสรู้จิตนิยามว่า จิตนี้คือแค่สังขาร ปรุงแต่งกันขึ้นมา แล้วเรียกกันว่า วิญญาณ เรียนรู้มันแยกได้เป็น 2 อย่างคือ นามกับรูป ก็เรียนรู้นามรูปนี้ไป แม้มันจะไปรวมกันเป็นอายตนะ ก็สามารถแยกออกได้เป็น 2 เรียนรู้อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ ถ้าไม่รู้ก็กลายเป็นโทษ กลายเป็น ตนะ คือ ตัวตน ไม่รู้ว่ามันรวมกันอยู่เพื่อประโยชน์ อายะ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดรู้ได้ โดยอาศัยผัสสะ มีผัสสะกระทบสัมผัสตื่นเต็มด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะรู้จัก รู้ได้ด้วยมีเวทนาเป็นตัวบ่งชี้ เพราะฉะนั้นเวทนาจึงเป็นฐานที่เรียนรู้อย่างสูงสุด ศาสนาเทวนิยมไม่มีปัญญาที่จะรู้ปฏิจจสมุปบาท ไม่มีปัญญาที่รู้ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เขาก็จมอยู่ในโลกียะ มีแต่ดีชั่ว ชั่วดี ไม่รู้จักสุขไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักจิตวิญญาณเต็ม ไม่รู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่มีนิพพาน เขาจึงจมอยู่กับจิตนิรันดร ส่วนพระพุทธเจ้านั้น คุณจะอยู่ต่อไปโดยไม่ทำชั่วเลย ทำแต่ดี จะเกิดอีกกี่ชาติก็ทำแต่ดี แล้วสุดท้ายไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เรียนรู้เวทนาสมบูรณ์แบบ เป็นคนที่ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นคนที่รู้จักจิตวิญญาณคืออะไร อยู่ต่อไปก็มีแต่ประโยชน์ มีแต่ อายะ เพราะฉะนั้นจึงอยู่กันอย่างเป็นพวกที่มี พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ เป็นอายะที่สอง อยู่กันอย่างเป็นคนที่สร้างประโยชน์ แล้วเป็นคนที่ทำให้โลกนี้หรือมนุษยชาติมีสุข สุข โดยพยัญชนะที่หยาบๆก็แปลว่า สุขสบาย สุ แปลว่า ดี ข คือว่าง แต่ว่างนั่นแหละดี คนที่รู้อย่างนี้คือพวกที่เป็นผู้ที่มี ประโยชน์ต่อโลกอนุเคราะห์โลก หรือโลกานุกัมปายะ นั่นแหละคือผู้ที่เป็นพระเจ้าตัวจริง เป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้อนุเคราะห์โลก จัดสรรโลก ให้อยู่อย่างมีประโยชน์อยู่กันอย่างมี สุขะ จบ อายะ เพราะเวลามันหมดมาครู่ใหญ่แล้ว 660508 ตอบปัญหา ใครคือเผด็จการ ใครคือประชาธิปไตย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #21 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน