ความดุร้ายโหดเหี้ยมของการต่อสู้ทางการเมืองของไทยรอบต่อไป.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความดุร้ายโหดเหี้ยมของการต่อสู้ทางการเมืองของไทยรอบต่อไป วิกฤตปัจจุบันจะนำไปสู่การนองเลือดครั้งใหญ่ได้ง่าย ถึงแม้ทักษิณจะไม่ชนะ แต่ระบอบกษัตริย์ก็จะพ่ายแพ้ วิกฤตครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม เพราะวิวัฒนาการและเทคโนโลยีของอาวุธยกระดับไปสู่ความดุร้ายเหี้ยมโหดอย่างที่สุด ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองไม่วาในประเทศใดก็จะดุร้ายโหดเหี้ยมตามไปด้วย ยิ่งประเทศที่ด้อยเทคโนโลยีก็ยิ่งต้องยกระดับความดุร้ายโหดเหี้ยมในทางธรรมชาติของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าความดุร้ายโหดเหี้ยมในการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทยจะยกระดับขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้เช่นเดียวกัน การยกระดับความดุร้ายโหดเหี้ยมได้ปรากฏชัดแล้วในระบอบทักษิณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตกจากอำนาจรัฐ ดังเช่น เหตุการณืที่พัทยา หน้าร.พ.ราชวิถี ที่กระทรวงมหาดไทย สี่แยกคอกวัว และราชประสงค์ เป็นต้น ความดุร้ายโหดเหี้ยมนี้จะยกระดับและขยับรูปแบบเป็น people intensive ขึ้นอีก ได้แก่ การก่อวินาศกรรม จับตัวเรียกค่าไถ่หรือสังหาร การลอบสังหาร ลอบโจมตี และ institutional massacre (เช่น เนปาล) ฯลฯ สังคมไทยประมาทและนึกไม่ถึงว่าเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ เกือบจะเกิดโศกนาฏกรรมชาติแล้ว เมื่อมีความพยายามก่อวินาศกรรมวางระเบิดเสาไฟฟ้าที่วังน้อย และถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดอนเมือง ไม่มีใครคิดต่อว่าหากไฟดับทั้งกรุงเทพอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง และเดี๋ยวนี้การก่อวินาศกรรมเยี่ยงนั้นจะเกิดขึ้นและสำเร็จมิได้จริงหรือ
ART OF WARS การปฏิวัติ รัฐประหาร หรือยึดอำนาจไม่สามารถแก้วิกฤตชาติได้ต่อไป อย่างเช่นในอดีตอีกแล้ว มีผู้คิดง่ายๆว่า หากเกิดสุญญากาศขึ้น (และสุญญากาศจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีความสูญเสียจากการปะทะกัน ซึ่งไม่จริง ) ก็จะเกิดความจำเป็นและมีข้ออ้างใน
อ่านต่อ
การกระทำหรือสรวมรอยกระทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ อันจะนำไปสู่การแก้วิกฤตและแก้ปัญหาให้กับชาติได้ ความคิดเช่นนี้ นอกจากจะตกสมัยและไม่สอดคล้องกับภววิสัยแล้ว ยังไม่คำนึงว่าระบอบทักษิณอยู่ในฐานะได้เปรียบราว ๑๐ ต่อ ๑ คือ เป็นผู้กุมอำนาจรัฐ ควบคุมทหาร ตำรวจและราชการทุกหน่วยได้หมด แถมมีกองกำลังของพรรค และกองโจรเสื้อดำฝึกสงครามกลางเมืองอย่างดีแล้วถึง ๕,๐๐๐ คน แถมยังมีมหาประเทศ อนุประเทศเพื่อนบ้านถือหาง มีแรงงานต่างด้าวที่มีทหารรับจ้างแปลกปลอมมาอีกด้วย มีผู้คิดว่าการปฏิวัติรัฐประหารและยึดอำนาจเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะกำจัดระบอบทักษิณได้ และเราเป็นประเทศเอกราชไม่จำเป็นจะต้องกลัวเกรงปฏิกิริยาหรือความไม่เห็นด้วยของต่างชาติแต่อย่างใดเลย ความคิดเช่นนี้ อาจจะฟังขึ้นถ้าหากประเทศเราเข้มแข็งเป็นเอกภาพและกุมสภาพได้ เราจะทำอะไรในประเทศก็เป็นเรื่องของเรา เป็นหน้าที่ของต่างประเทศที่จะต้องปรับตัวเข้าหาเราต่างหาก และความคิดเช่นนี้ก็อาจจะยอมรับได้ถ้าหากผู้นำทหารหรือผู้ที่ทหารถือหางมีวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งสัตย์ซื่อเสียสละและมี roadmap เช่นเดียวกันกับกองทัพปอร์ตุเกสหรือตุรกี แต่ของเราหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นอกจากตกต่ำในทุกประเด็นแล้ว ในด้านความรู้และวิสัยทัศน์ หากจะแบ่งผู้นำทหารเป็น ๔ ยุค คือ ยุคหลัง ๒๔๗๕ หลัง ๒๔๙๐ หลัง ๑๔ ตุลาคม ยุครสช.และหลังรสช. ผู้นำทหารของไทยตกต่ำลงมาตามลำดับ และยุคปัจจุบันนับว่าตกต่ำที่สุด แต่การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงประเทศ หากปราศจากกำลังทหารหนุนหลัง หรือกำลังทหารไปหนุนหลังฝ่ายตรงกันข้าม ก็ไม่มีทางสำเร็จ ข้อนี้คงจะปฏิเสธมิได้ แท้ที่จริงปัญหาระบอบทักษิณหรือการผูกขาดอำนาจคดโกงคอร์รัปชั่นที่ระบาดมาจนถึงระดับสุดยอดทุกวันนี้ ก็เป็นอย่างที่ในหลวงทรงปรารภ กล่าวคือ ผู้ที่มีหน้าที่ต่างก็มิได้ทำหน้าที่ของตนเต็มปัญญาสามารถ ซ้ำไม่เคารพหน้าที่ผู้อื่นกลับไปแทรกแซงแย่งทำเสียอีก ถ้าหากทุกฝ่ายทำหน้าที่ตามกฎหมายหรือพากันเคารพกฎหมายเท่านั้น ปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้นหรือเลวร้ายลงอย่างทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น พึงเข้าใจว่ากุญแจในการแก้ปัญหาแท้ที่จริงก็คือกฎหมาย หากกองทัพยืนอยู่ข้างกฎหมาย โดยมิยอมให้กฎหมายภายใต้พระนามาภิไธยต้องถูกทำลายหรือตกเป็นหมัน เพราะอำนาจอามิสและการเมืองแล้ว ถ้าจำเป็นกองทัพจะปฏิเสธการใช้กำลังมิได้ การแก้วิกฤตชาติก็จะง่ายขึ้น
นั่นก็คือ เราต้องนำ ART OF LAWมาใช้โดยมี ART OF WAR หนุนอยู่ข้างหลัง
ใช้ ART OF LAW นำ ART OF WAR ตาม จะป้องกันนองเลือดและฟื้นฟูบูรณะประเทศได้ การนำใช้ ART OF LAW และ ART OF WAR นั้นมีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า ใน ART OF LAW สามารถมี ART OF WAR อยู่ด้วยได้เสมอ แต่ ART OF WARS นั้นอาจไม่มี ART OF LAWS เลย และ ART OF WARS นั้นหากไม่มี ART OF LAWS ถึงชนะแต่ก็ไม่มีทางยั่งยืนเลย ART OF LAWS ถึงแพ้ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ ART OF WAR นั้นอาจไม่มีธรรมหนุนหลัง แต่ ART OF LAW ตั้งอยู่บนอำนาจแห่งธรรม จึงมีสถาบันที่มีพลวัตรหรือ dynamism จำนวนมาก ค้ำจุนอยู่ อาทิเช่น กฎหมายะหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ ประเทศที่ปกครองโดยกฎหมาย สถาบันแห่งปัญญาและนักวิชาการ สถาบันศาสนา มนุษยธรรมและมนุษยชน สถาบันแรงงาน สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีถึง ๗ ใน ๑๐ ของประเทศที่ก้าวหน้า เสนอภาคและมาตรฐานครองชีพสูงที่สุดของโลก ฯลฯ การนำใช้ ART OF LAW นั้นไม่ยาก เพราะมีหลักกฎหมาย ตัวบทกฎหมาย และขบวนการยุติธรรมที่สากลยอมรับและอยู่ภายใต้พระนามาภิไธยอยู่แล้ว (เพียงแต่ถูกขัดขวางหรือนำมาบิดเบือนเท่านั้น) หากนำมาบังคับใช้อย่างจริงจังและทันท่วงที ART OF LAW ก็จะทำให้บังเกิดสุญญากาศสามารถใช้พระราชอำนาจอันเป็นแบบอย่างของ ART OF LAW ชั้นสูง อาจป้องกันการนองเลือดเปิดโอกาสให้ฟื้นฟูบูรณะประเทศ สร้างความสมานฉันท์ได้ ต่างกับการยึดอำนาจ ไม่มีใครเคยนึกว่าการ แก้กฎมณเฑียรบาลในรัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์นั้นคือ ART OF LAW ที่ยอดเยี่ยม มีศักดิ์และศรีเท่ากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดอื่นๆ สามารถกระทำได้ทันที และสามารถจะนำมาใช้แก้ไขวิกฤตการเมืองได้ทันท่วงทีและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เพราะเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามหลักกฎหมายสากล หลักกฎหมายไทย และหลักนิติราชประเพณี
การแก้กฎมณเฑียรบาลมิได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์เท่านั้น แต่เกี่ยวกับการป้องกันรักษา “ราชมณเฑียร” อันได้แก่ชาติบ้านเมืองและสถาบันกษัตริย์ด้วย
โปรดดูรายละเอียดที่แนบมาพร้อมนี้