การล้มล้างรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมในทัศนะพุทธ.docx

โฟลเดอร์ปรัชญาการชุมนุมโดยสันติ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์721 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

การล้มล้างรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมในทัศนะพุทธ

โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ 8 ธันวาคม 2548 18:50 น.

“ภิกขุไม่มีศีล ทหารไม่มีวินัย ผู้ปกครองไม่มีจรรยาจะเอาบ้านเมืองไว้ได้อย่างไร” นี่คือ คำที่ถามกันอยู่เซ็งแซ่ ผมเชื่อมั่นว่า เมืองไทยของเรายังมีความหวัง เพราะภิกขุที่มีศีลยังมีอยู่มากกว่า ทหารที่มีวินัยยังมีอยู่มากกว่า และหวังว่าผู้ปกครองที่มีจรรยาก็ยังมีหลงเหลืออยู่ แต่ถ้าหากผู้นำที่มีจรรยาไม่มี จะทำอย่างไรดี ในพุทธศาสนามีการพูดถึง การแก้ปัญหาการเมืองโดยการล้มล้างรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ก่อนปรัชญาเมธีตะวันตกตั้งหลายร้อยปีเสียอีก มีผู้คาดดั้นให้ผมเขียนเรื่อง “ภิกขุไม่มีศีล ทหารไม่มีวินัยฯ” ใหม่ เพื่อตอบคำถามเรื่องหลวงตามหาบัว เมื่อผมบวช ผมมีบุญได้รับใช้พระผู้ใหญ่สายอาจารย์มั่นในภาคอีสานที่ดับขันธ์ไปแล้วแทบทุกองค์ แต่ต้องสารภาพว่า ผมไม่มีบุญได้รับใช้หรือรู้จักท่านหลวงตามหาบัวเลย แต่ผมไม่มีความข้องใจสงสัยใดๆทั้งสิ้นในบริสุทธิศีลของท่าน คำสั่งสอนธรรมของท่านที่เกี่ยวกับบ้านเมืองนั้น ถึงผมได้สดับอย่างฉาบฉวย มีผู้ชอบมาถามว่านั่นกิจอะไรของสงฆ์ ผมแนะว่า ให้ไปอ่านชาดกในพุทธศาสนาเอาเอง พระพุทธเจ้าทรงเทศนาถึงเรื่องจรรยาของผู้ปกครอง เรื่อง การต่อสู้ทางการเมือง การขับไล่และลงโทษผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรม แทบจะนับไม่ถ้วนเรื่อง สนุกจริงๆ พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ มีจุดเน้นอยู่ที่ความล่วงรู้ เพื่อจะให้มนุษย์พ้นบ่วงทุกข์ และวางจุดหนักไว้ที่ตัวบุคคลซึ่งจะต้องเป็นผู้เรียนเอง รู้เอง และทำเอง เป็นศาสนาที่แยกอาณาจักรและศาสนาจักรออกจากกัน โดยกำหนดความสัมพันธ์ที่ต่างก็มีอิสระแบบเชื่อมโยง ธรรมและคำสั่งสอนในรูปอื่นๆของศาสนาพุทธก็เต็มไปด้วยเรื่องราวของการสร้างครอบครัว ชุมชนและบ้านเมืองโดยใช้

อ่านต่อ

ความรอบรู้และธรรมเป็นเครื่องชี้ทาง ปรัชญาของพุทธมิได้ด้อยไปกว่าศาสนาอื่น หรือแม้กระทั่งปรัชญาการเมืองของตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ประชาธิปไตย การปกครองและความเป็นผู้นำฯลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทำตัวอย่าง โดยนำชาดกมาประกอบเป็นพระราชนิพนธ์”พระมหาชนก” ผมแปลกใจและเสียดายที่รัฐบาลทุกรัฐบาลและกระทรวงศึกษา ไม่ทุ่มเทเผยแพร่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นชาดก อย่างจริงจัง เพราะ จะมีประโยชน์ยิ่งกว่าตำราหน้าที่พลเมืองในอดีต หรือกิจกรรมประชาสังคมหลายๆอย่างที่เคลื่อนไหวกันอยู่ ที่เกิดจากรากฐานทางความคิดและรหัสของตะวันตก ขาดการเชื่อมโยงที่แยบคายกับความเป็นไทย ผมเคยอ่านเบอทรัล รัสเซล นักมนุษยนิยมและปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ กับ ไอนสไตน์ ทั้งสองคนกล่าวถึงลักษณะพิเศษอันเป็นจุดเด่นที่ไม่มีใครเหมือนของศาสนาพุทธ ถึงกับทำนายว่าจะเป็นศาสนาแห่งอนาคต ไอนสไตน์แสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยปรินซตัน ในปี ค.ศ. 1947 มีข้อความว่า ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาแห่งจักรวาล (cosmic religion) ในบรรดาศาสนาที่มีอยู่ ศาสนาพุทธมีความใกล้เคียงกับความเป็นศาสนาจักรวาลมากที่สุด เราทราบดีว่าพุทธศาสนาแยกออกเป็น 2 กระแสใหญ่ คือ หินยานหรือเถรวาทแบบของไทย ลาว เขมร พม่าและศรีลังกา กับมหายาน คือ ธิเบต จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม ผมได้เห็นการแพร่ขยายอย่างมีระบบของพุทธศาสนาในตะวัน โดยเฉพาะจากวัดบ้านป่า สายท่านอาจารย์ชา ผมคิดว่า ในไม่ช้านี้ เราจะมีพุทธศาสนากระแสตะวันตก ซึ่งมีความเป็นพุทธ ที่สามารถท้าทายความคิดกระแสเดิมที่อ้างความเป็นยอดของตะวันตกได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าจะให้สำเร็จ เมืองไทยจะต้องรักษาความเป็นพุทธ ความเป็นธรรมและความเป็นประชาธิปไตยไว้ให้ได้เสียก่อน ในมหายานนั้นความสัมพันธ์กับชุมชนและการเมืองมีลักษณะเปิดเผย จริงจังและแข็งขันกว่าในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งธิเบต ซึ่งถ้าหากไม่ถูกจีนทำลาย จะเป็นตัวอย่างของบูรณาการและการผนึกรวมเป็นอันเดียวกันระหว่างพุทธศาสนากับการปกครอง เราคงไม่ลืมว่าการต่อสู้ของชาวพุทธในเวียดนาม จนกระทั่งถึงกับมีพระภิกขุถึง4 องค์เผาตัวเองประท้วง เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่อวสานของรัฐบาลเผด็จการโง ดิน เยียม สำหรับทัศนะพุทธในบทความนี้ ผมจะจำกัดอยู่ที่ธรรมและคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสังเขปเท่านั้น หวังว่าท่านผู้รู้คงจะช่วยกันอธิบายขยายความกันต่อๆไป อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าฟ้า กว่าพระองค์จะสละอำนาจการเมืองออกบวชก็เมื่อมีพระชนมชีพถึง 29 พรรษา หลังจากศึกษาศิลปะวิทยาการทางโลกได้อย่างแจ้งจบแล้ว ทำไมพระองค์จึงทรงสั่งสอนให้แยกทางโลกออกจากทางธรรม หรือแยกการเมืองออกจากศาสนา พวกเราต้องคิดดูเอาเอง แต่จะเป็นการผิดอย่างฉกรรจ์หากพวกเราคิดว่าพระองค์ไม่รู้จักการเมือง และไม่ทรงพร่ำสอนให้พุทธบริษัทที่มิใช่พระสงฆ์ให้เข้าใจและเป็นพลังที่ดีทางการเมือง คำสอนของพระองค์เป็นอกาลิโกยังทันสมัยและเป็นพื้นฐานทางการเมืองมาถึงยุคปัจจุบัน คือ (1) ความเท่าเทียมกันและศักดดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนเอง (2)ทรงเน้นคุณค่าของความร่วมมือกันอย่างแข็งขันในสังคมและชุมชนเหมือนกับ participative democracy ในปัจจุบัน (3)ไม่ทรงตั้งทายาท แต่ส่งเสริมให้ใช้พระธรรมวินัยหรือ Rule of Law เป็นพื้นฐานของการปกครองสงฆ์และสังคม (4)ทรงส่งเสริมการประชุมปรึกษาหารือและการตัดสินปัญหาในที่ประชุมเยี่ยงบัณฑิต ไม่ต่างกับหรือด้อยกว่าสภาผู้แทน พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมสงครามหรือการสู้รบด้วยกำลัง แม้แต่ “ธรรม- อธรรมสงราม” พระองค์ก็ทรงแนะให้หลีกเลี่ยง เพราะผู้ชนะจะเป็นผู้ก่อกรรมและผู้แพ้จะคุมแค้นทุกข์ทรมาน พระองค์ทรงห้ามทัพและป้องกันสงครามระหว่างขุนศึกด้วยพระองค์เองหลายครั้ง เช่น สงครามระหว่างศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ ที่แย่งใช้แม่น้ำโรหิณีกัน ทรงห้ามพระเจ้าอชาตศัตรูมิให้โจมตีแคว้นวัชชี เป็นต้น พระองค์ทรงแสดงความแตกต่างของรัฐบาลที่กดขี่คดโกงกับรัฐธรรมาภิบาล และทรงบรรยายถึงขบวนการที่รัฐบาลเสื่อมทรามเพราะหัวหน้ารัฐบาลเกิดความโลภและเบียดเบียน พระองค์ตรัสว่า “เมื่อผู้ปกครองประเทศสุจริตและยุติธรรม เสนาบดีก็จะสุจริตและยุติธรรม เมื่อเสนาบดีสุจริตและยุติธรรม ข้าราชการผู้ใหญ่ก็จะสุจริตและยุติธรรม เมื่อข้าราชการผู้ใหญ่สุจริตและยุติธรรม ข้าราชการผู้น้อยก็จะสุจริตและยุติธรรม เมื่อข้าราชการผู้น้อยสุจริตยุติธรรม ราษฏรก็จะสุจริตและยุติธรรม สังคมก็จะเป็นสุข สวัสดี (อังคุตตรนิกาย) ใน จักรวรรดิ สีหนันทศสูตรพระองค์ทรงอธิบายถึงความเสื่อมศีลธรรมจรรยาอันนำไปสู่โจรกรรม อาสัตย์ การแก่งแย่งชิงดี ความเกลียดขึ้งประสงค์ร้าย ทั้งหมดจะนำบ้านเมือง ไปสู่ความลำบากยากจน ซึ่งไม่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลัง แต่ด้วยธรรม และความเมตตากรุณา และในพระสูตรอื่นๆ ทรงแนะนำการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพุทธคล้ายกับเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง และทรงย้ำว่านี่คือวิธีพัฒนาที่แท้จริง ต้องไม่ใช้อำนาจ ผมจะไม่พูดถึงทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นที่รู้ดีอยู่แล้ว และจะข้ามไปตอนที่สนุก ว่าแม้แต่พระพุทธองค์ก็ทรงตระหนักว่า การต่อสู้ระหว่างธรรม กับอธรรมด้วยกำลังนั้นเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงมิได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น ผู้มีธรรมก็จะต้องเป็นผู้ที่กล้า ใน “ขุรัปปชาดก” เรื่อง “ ถึงคราวกล้าควรกล้า” พระพุทธองค์เสวยชาติเป็นผู้พิพักษ์คาราวานสมบัติ มีโศลกว่าดังนี้ ถาม “เมื่อท่านเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เหตุไฉนหนอ ท่านจึง ไม่มีความครั่นคร้าม. ตอบ เมื่อเราเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เรากลับได้ความยินดี และโสมนัสมากยิ่ง. เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัสแล้ว ก็ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้ เพราะว่า ชีวิตของเราๆ ได้สละมาแต่ก่อนแล้ว เราไม่ได้ทำความอาลัยในชีวิต บุคคลผู้กล้าหาญพึงกระทำกิจของคนกล้า ในกาลบางคราว. " ใน”มิลินทปัญหา” พระพุทธเจ้าส่งพระอรหันต์องค์หนึ่งมาเกิดเป็นพระนาคเสน ผู้ตอบพระเจ้ามิมิลินท์ว่า “หากบุคคล ขาดคุณสมบัติที่ดี ไร้ความสามารถ ไร้ศีลธรรมจรรยา ไม่เหมาะสม ได้ขึ้นบัลลังก์มาเป็นใหญ่ มีอำนาจมากเพียงใด เขาจะถูกฉีกเนื้อ และลงฑัณฑ์โดยประชาชน เพราะเขามิได้ขึ้นมาและมิได้อยู่ในอำนาจด้วยความชอบธรรม ผู้ปกครองเยี่ยงนี้ เหมือนผู้ปกครองทั้งหลายที่ฝ่าฝืน ทำลายศีลธรรมจรรยา และกฏเกณฑ์ของสังคม ก็จะถูกประชาทัณฑ์ เยี่ยงเดียวกัน โดยพาะอย่างยิ่ง ผู้ปกครองที่ประพฤติตนเหมือนโจรปล้นสมบัติของแผ่นดิน” พระพุทธองค์ทรงเปรียบผู้ปกครองว่า “คนพาลผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ปกครองหมู่คณะ ตกอยู่ในอำนาจจิต ของตนแล้ว พึงนอนตาย เหมือนลิงจ่าฝูง นอนตายอยู่ ฉะนั้น” ผมขอจบด้วยฉากอันระทึก ใน “ปลายิชาดก: ว่าด้วยขับไล่ศัตรูแบบสายฟ้าแลบ” ดังนี้ “เมืองตักกสิลาถูกเขาล้อมไว้ทุกด้านแล้ว ด้วยกองพลช้างตัวประเสริฐ ซึ่งร้องคำรณอยู่ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลม้าตัวประเสริฐ ซึ่งคลุมมาลาเครื่อง ครบอยู่ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลรถ ดุจคลื่นในมหาสมุทรอันยังฝนคือ ลูกศรให้ตกลงด้านหนึ่ง ด้วยกองพลเดินเท้า ถือธนูมั่นมีฝีมือยิงแม่นอยู่ ด้านหนึ่ง. ท่านทั้งหลายจงรีบรุกเข้าไป และจงรีบบุกเข้าไป จงไสช้างให้หนุนเนื่อง กันเข้าไปเลย จงโห่ร้องให้สนั่นหวั่นไหวในวันนี้ ดุจสายฟ้าอันซ่าน ออกจากกลีบเมฆคำรณอยู่ ฉะนั้น” “ธงสำหรับรถของเรามีมากมาย พลพาหนะของเราก็นับไม่ถ้วนแสนยาก ที่ศัตรูจะหาญหักเข้าสู้รบได้ ดุจสาครยากที่ฝูงกาจะบินข้ามให้ถึงฝั่งได้ ฉะนั้น อนึ่ง กองพลของเรานี้ยากที่กองพลอื่นจะหาญเข้าตีหักได้ดุจภูเขา อันลมไม่อาจให้ไหวได้ ฉะนั้น วันนี้ เราประกอบด้วยกองพลเท่านี้ อันกอง พลเช่นนั้นยากที่ศัตรูจะหาญหักเข้ารุกรานได้” ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า กองทัพอันเกรียงไกรข้างต้นนั้นจะกำชัย เพราะนั่น เป็นกองทัพของรัฐบาลอาธรรม กองทัพที่จะกำชัยคือของทัพธรรมของพระพุทธที่เสวยชาติมาปราบยุคเข็ญต่างหาก พระองค์ตรัสว่า “คนเช่นท่านอย่าพูดเพ้อถึงความที่ตนเป็นคนโง่เขลาไปเลย คนเช่นท่านจะเรียกว่า ผู้สามารถไม่ได้ ท่านถูกความเร่าร้อน คือ ราคะ โทสะ โมหะ และมานะ เผารนอยู่เสมอ ไม่อาจจะกำจัดเราได้เลย จะต้องหนีเราไป กองพล ของเราจักย่ำยีท่านหมดทั้งกองพล ดุจช้างเมามันขยี้ไม้อ้อด้วยเท้า ฉะนั้น.” ท่านที่สนใจโปรดอ่านพระอรรถกถาเอาเอง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน