การล้มล้างรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมในทฤษฎีสัญญาประชาคม.docx
เนื้อหาในไฟล์
การล้มล้างรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมในทฤษฎีสัญญาประชาคม 7 ธันวาคม 2548 18:35 น.
ผมมิได้ตั้งใจจะเขียนบทความหัวข้อนี้ และยังรอคอยดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ซึ่งจะเขียนดีและมีประโยชน์ต่อผู้อ่านและบ้านเมืองมากกว่าของผม นี้เป็นแต่เพียงการเกริ่น เพื่อให้ประชาคมเกิดความสนใจ ในเวลาที่บ้านเมืองลำบาก ประชาชนจะต้องพากันตั้งสติ และเจริญสมาธิ จึงจะพากันช่วยบ้านเมืองได้ ดังนั้น ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่สุด ที่พวกเราควรจะต้องศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้กัน เกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในการล้มล้างรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ตามทฤษฏีสัญญาประชาคม โดยปรัชญาเมธีที่มีความคิดกระฉ่อนที่สุดในยุคนั้นๆ คนหนึ่งเป็นอังกฤษ อีกคนหนึ่งเป็นสวิสฝรั่งเศส คนแรกมีอิทธิพลต่อการประกาศอิสรภาพและก่อตั้งสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ John Locke (1632-1704 ) และ J.J. Rousseau (1712-1778) ทั้งคู่มีความเห็นว่า ประชาชนมีสิทธิ ล้มล้างรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม แถมมิใช่สิทธิเฉยๆ หากเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบด้วยซ้ำ ก่อนที่จะเขียนต่อไป ผมขอขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ และ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนเรื่องนี้ แต่มิได้หมายความว่าผมจะฝักใฝ่ฝ่ายใดหรือยุยงให้(ทหาร)ล้มล้างรัฐบาลโดยอ้างประชาชน ผมได้บอกหลายครั้งในข้อเขียนต่างๆของผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนที่แล้ว เมื่อการต่อสู้ระหว่างสนธิและทักษิณกำลังปรอทขึ้นสูง ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลโดยม็อบหรือการล้มล้างรัฐบาลโดยการปฏิวัติ กรุณาอ่านให้ดีๆนะครับ ท่านที่จะกล่าวหาว่าผมฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ฐานยุยงให้ประชาชนล้มล้างรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายด้วยกำลัง ผมเปล่า ผมเพียงแต่จะเรียกน้ำย่อยให้คนคอยฟัง ล็อค กับ รูสโซ ว่าจะว่าอย่างไร ผ่านอาจารย์สมบัติ ผู้เชี่ยวชาญ ล็อค กับ รูสโซ และทฤ
อ่านต่อ
ษฎีสัญญาประชาคม เกริ่นแล้ว ผมจะขอเริ่มต้นดังนี้ 1. พวกเราอย่าเข้าใจผิดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถล้มล้างโดย กำลังได้ 2. ทหารไทยได้ทำลายล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจนจำไม่ได้แล้วว่ากี่ ครั้ง 3. พวกเราอย่าพากันเข้าใจผิดว่าไม่มีการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใน ในอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส สำหรับอเมริกานั้น รัฐบาลของจอน เอฟ เคนเนดี้ สิ้นสุดลงโดยการลอบสังหารประธานาธิบดี ตอนนายกฯทักษิณอายุได้ 10 ขวบกว่านี่เอง “ideal coup d'état หรือรัฐประหารในฝัน ซึ่งก็คือการล้มล้างรัฐบาลโดยกำลังที่อ้างประชาชน แท้ที่จริงเกิดขึ้นบ่อยๆในศตวรรษที่แล้วที่เพิ่งปิดฉากลงได้เพียง 5 ปี นั่นก็คือการเอารถถังออกมายึดทำเนียบ ยึดท่าอากาศยาน สถานีวิทยุและโทรทัศน์ ประกาศภาวะฉุกเฉินและเคอร์ฟิว ยุบสภา และล้มล้างรัฐธรรมนูญ หาชื่อเพราะๆมาเรียกคณะผู้ยึดอำนาจและเหตุผลหรูมาอ้างความจำเป็นฯลฯ เรื่องนี้คงไม่ต้องสอนคนไทย” คำว่า coup d'éacute;tat นี้มรดกของฝรั่งเศส เมื่อประธานาธิบดีหลุยส์ นโปเลียนล้มล้างสาธารณรัฐ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์นโปเลียนที่ 3 ที่สดๆกว่านั้น ไล่ๆกับ 14 ตุลาคม ซึ่งต่างกว่าใครทั้งหมด และใกล้ๆกับ ล็อคและรูสโซทีเดียว ก็คือ 6 ตุลาคมและพฤษภาทมิฬของเรา การล้มรัฐบาลและสังหารประธานาธิบดี Allende ของชิลี และโดยบรรดานายพลบริวารของ Papamdopoulos แห่งกรีกต้นตำรับประชาธิปไตย และอีกครั้ง การโค่นล้มกษัตริย์ Mohammed Zahir Shah ใน Afghanistan เพื่อเปิดโอกาสให้โซเวียตและอเมริกามาปู้ยี่ปู้ยำการเมืองของโลก เป็นต้น ถ้าจะเอาตัวอย่างอังกฤษก็ต้องย้อนอดีตไปนานหน่อยถึงปี 1658 – 1660 หลังCromwell ตาย เมื่อนายพลทั้งหลาย คือ General Fairfax, General Lambert 1659, General Monck, ผลัดกันยาตรากำลังเข้ามายึดลอนดอนและสภา” ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างที่ไม่ดี แต่มนุษย์และประเทศก็ชอบเลียนแบบจากกัน ตัวอย่างชั่วๆมักจะเรียนง่ายกว่าตัวอย่างดี แต่ตัวอย่างทั้งหมดก็คือบทเรียน ตัวอย่างซึ่งน่าดูกว่า แต่อาจจะชั่วจริงๆหรือดีจริงๆก็ได้ ก็คือ การปฎิวัติเงียบ หรือการยึดอำนาจโดยสงบ (implied force) ซึ่งบางครั้งก็มีกำลังหนุนอย่างหนาแน่นจะเรียกใช้เมื่อไรก็ได้ เช่นการปฏิวัติครั้งหลังของจอมพลสฤษดิ์ และต่อมาของจอมพลถนอม เป็นต้น แต่บางครั้งก็เป็นการลักไก่แต่สำเร็จก็มี การยึดอำนาจโดยสยบหรือโดยสงบนี้ เป็นไปได้ในทางดี ทั้งในภาคปฏิบัติและทฤษฎี และรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งก็ถูกล้มล้างโดยกำลังได้ทั้ง 2 ทาง คือ ทางปะทะ และทางสงบหรือสยบ ส่วนใหญ่ก็ใช้กำลังทหาร แต่ที่ใช้กำลัง(กองทัพ)ประชาชนก็มี คือ พวกคอมมิวนิสต์ ผมไม่ชอบคอมมิวนิสต์ เพราะผมเกลียดเผด็จการ และผมก็ไม่ชอบให้ใครมาอ้างประชาชน เพราะผมก็เป็นหนึ่งในประชาชนที่ถูกอ้างบ่อยๆ ผมอยากเห็นผู้ใช้อำนาจของประชาชนที่เป็นประชาชนหรือตัวแทนของประชาชนที่แท้จริง โดยไม่มีการแอบอ้างใดๆ นี่เป็นเรื่องที่ผมอยากให้พวกเราคิด เอาละครับ ในขณะที่คอยอาจารย์สมบัติ ซึ่งบอกว่าทฤษฎีของ Locke อธิบายเหตุการณ์ของเมืองไทยในปัจจุบันได้ดีที่สุด ผมขอตอบคำถามสั้นๆว่า เมื่อใดประชาชนจึงจะมีหน้าที่ที่จะต้องใช้สิทธิล้มล้างรัฐบาลได้ คำตอบก็คือ เมื่อรัฐบาลนั้น ขาดความชอบธรรม อะไรคือความชอบธรรมของรัฐบาล ตอบสั้นๆอีก รัฐบาลที่ชอบธรรมก็คือ รัฐบาลที่ ที่มาดี อยู่ดี และไปดี คือเป็นไปตามครรลองและกฎเกณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะรับใช้และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน สำหรับการมาดีและไปดีนั้น คล้ายๆจะดูง่าย เพราะใช้เวลาเพียงประเดี๋ยวประด๋าว มีสัญลักษณ์หรือข้อบ่งชี้ เช่น พิธีกรรมเลือกตั้ง เป็นต้น แต่บางทีข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม เพราะมีการข่มขู่หลอกลวง ซื้อขายเสียง หรือแม้กระทั่งคดโกงการเลือกตั้ง สำหรับการอยู่ดีนั้นกลับดูไม่ยาก เพราะมีเวลามากกว่า จะเห็นได้จากปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล ว่าจะต้องไม่เป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน ถ้าเมื่อใดประชาชนเกิดความสงสัยและพิสูจน์ได้ ว่าตรงกันข้าม รัฐบาลก็ขาดความชอบธรรมทันที ประเทศในโลกนี้ที่มีผู้นำหรือชนชั้นนำเห่อหรือนิยมอเมริกัน เห็นจะไม่มีใครเกินหน้าประเทศไทย แม้แต่อดีตอาณานิคมอย่างฟิลิปปินส์ก็ยังไม่ปาน ดูเราจะเห่อและอยากเอาอย่างอเมริกันไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การบริโภค หรือแม้กระทั่งการบริ หาร ส่วนเราจะได้แก่นหรือกระพี้มา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยเหตุนี้ คงจะไม่เป็นการเว่อเกินไป ที่ผมจะนำเสนอตัวอย่างอันหนึ่งจากอเมริกา ตัวอย่างนี้คือผลงานของโธมัส เจฟเฟอสัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของอเมริกา ในการเขียนคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา ซึ่งถือกันว่าได้รับอิทธิพลจากล็อคมากที่สุด ผมจะลอกคำแปลของอาจารย์สมบัติมาเพียงบางส่วนสั้นๆดังนี้ “เราถือว่า ความจริงต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งอยูในตัวเอง นั่นก็คือ มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน และพระผู้เป็นเจ้าได้มอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได้ไว้ให้แก่มนุษย์ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้นได้แก่ ชีวิต เสรีภาพและการเสาะแสวงหาความสุข เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิเหล่านั้นให้มั่นคง รัฐบาลจึงถูกสถาปนาขึ้นในหมู่มวลมนุษย์ โดยได้อำนาจที่ยุติธรรมอันเนื่องมาจากความยินยอมของผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง เมื่อใดก็ตามที่(รูปแบบของ)รัฐบาลใด(เป็นสิ่งที่)ทำลายเป้าหมายเหล่านี้ เมื่อนั้นย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐบาลแบบนั้นเสีย...” “ฯลฯ รัฐบาลที่ได้จัดตั้งมาช้านานแล้ว ไม่ควรที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุเพียงเล็กน้อยและชั่วแล่น ฯลฯ แต่เมื่อการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดและการช่วงชิงอำนาจมีอยู่อย่างยาวนาน โดยมุ่งหมายต่อวัตถุประสงค์เดิมอย่างไม่เสื่อมคลาย จนชี้ให้เห็นว่ามีแผนการที่จะกดให้พวกเขาลงภายใต้การปกครองโดยเด็ดขาดของคนๆเดียวแล้ว ย่อม เป็นสิทธิ ย่อมเป็นหน้าที่ ของพวกเขาที่จะล้มล้างรัฐบาลเช่นนั้น” ครับ นั่นเป็นคำประกาศเสรีภาพของอเมริกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 อย่าเพิ่งเหมาเอาง่ายๆนี่เป็นเรื่องของประเทศไทยในปี 2548 แต่สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นของเที่ยงแท้ นิรันดร รัฐบาลใดจะมาเพิกถอนมิได้!!!
การล้มล้างรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมในทัศนะพุทธ 8 ธันวาคม 2548 18:50 น.
“ภิกขุไม่มีศีล ทหารไม่มีวินัย ผู้ปกครองไม่มีจรรยาจะเอาบ้านเมืองไว้ได้อย่างไร” นี่คือ คำที่ถามกันอยู่เซ็งแซ่ ผมเชื่อมั่นว่า เมืองไทยของเรายังมีความหวัง เพราะภิกขุที่มีศีลยังมีอยู่มากกว่า ทหารที่มีวินัยยังมีอยู่มากกว่า และหวังว่าผู้ปกครองที่มีจรรยาก็ยังมีหลงเหลืออยู่ แต่ถ้าหากผู้นำที่จรรยาไม่มี จะทำอย่างไรดี ในพุทธศาสนามีการพูดถึง การแก้ปัญหาการเมืองโดยการล้มล้างรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ก่อนปรัชญาเมธีตะวันตกตั้งหลายร้อยปีเสียอีก มีผู้คาดดั้นให้ผมเขียนเรื่อง “ภิกขุไม่มีศีล ทหารไม่มีวินัยฯ” ใหม่ เพื่อตอบคำถามเรื่องหลวงตามหาบัว เมื่อผมบวช ผมมีบุญได้รับใช้พระผู้ใหญ่สายอาจารย์มั่นในภาคอีสานที่ดับขันธ์ไปแล้วแทบทุกองค์ แต่ต้องสารภาพว่า ผมไม่มีบุญได้รับใช้หรือรู้จักท่านหลวงตามหาบัวเลย แต่ผมไม่มีความข้องใจสงสัยใดๆทั้งสิ้นในบริสุทธิศีลของท่าน คำสั่งสอนธรรมของท่านที่เกี่ยวกับบ้านเมืองนั้น ถึงผมได้สดับอย่างฉาบฉวย มีผู้ชอบมาถามว่านั่นกิจอะไรของสงฆ์ ผมแนะว่า ให้ไปอ่านชาดกในพุทธศาสนาเอาเอง พระพุทธเจ้าทรงเทศนาถึงเรื่องจรรยาของผู้ปกครอง เรื่อง การต่อสู้ทางการเมือง การขับไล่และลงโทษผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรม แทบจะนับไม่ถ้วนเรื่อง สนุกจริงๆ พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ มีจุดเน้นอยู่ที่ความล่วงรู้ เพื่อจะให้มนุษย์พ้นบ่วงทุกข์ และวางจุดหนักไว้ที่ตัวบุคคลซึ่งจะต้องเป็นผู้เรียนเอง รู้เอง และทำเอง เป็นศาสนาที่แยกอาณาจักรและศาสนาจักรออกจากกัน โดยกำหนดความสัมพันธ์ที่ต่างก็มีอิสระแบบเชื่อมโยง ธรรมและคำสั่งสอนในรูปอื่นๆของศาสนาพุทธก็เต็มไปด้วยเรื่องราวของการสร้างครอบครัว ชุมชนและบ้านเมืองโดยใช้ความรอบรู้และธรรมเป็นเครื่องชี้ทาง ปรัชญาของพุทธมิได้ด้อยไปกว่าศาสนาอื่น หรือแม้กระทั่งปรัชญาการเมืองของตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ประชาธิปไตย การปกครองและความเป็นผู้นำฯลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทำตัวอย่าง โดยนำชาดกมาประกอบเป็นพระราชนิพนธ์”พระมหาชนก” ผมแปลกใจและเสียดายที่รัฐบาลทุกรัฐบาลและกระทรวงศึกษา ไม่ทุ่มเทเผยแพร่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นชาดก อย่างจริงจัง เพราะ จะมีประโยชน์ยิ่งกว่าตำราหน้าที่พลเมืองในอดีต หรือกิจกรรมประชาสังคมหลายๆอย่างที่เคลื่อนไหวกันอยู่ ที่เกิดจากรากฐานทางความคิดและรหัสของตะวันตก ขาดการเชื่อมโยงที่แยบคายกับความเป็นไทย ผมเคยอ่านเบอทรัล รัสเซล นักมนุษยนิยมและปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ กับ ไอน์สไตน์ ทั้งสองคนกล่าวถึงลักษณะพิเศษอันเป็นจุดเด่นที่ไม่มีใครเหมือนของศาสนาพุทธ ถึงกับทำนายว่าจะเป็นศาสนาแห่งอนาคต ไอน์สไตน์แสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยปรินซตัน ในปี ค.ศ. 1947 มีข้อความว่า ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาแห่งจักรวาล (cosmic religion) ในบรรดาศาสนาที่มีอยู่ ศาสนาพุทธมีความใกล้เคียงกับความเป็นศาสนาจักรวาลมากที่สุด เราทราบดีว่าพุทธศาสนาแยกออกเป็น 2 กระแสใหญ่ คือ หินยานหรือเถรวาทแบบของไทย ลาว เขมร พม่าและศรีลังกา กับมหายาน คือ ธิเบต จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม ผมได้เห็นการแพร่ขยายอย่างมีระบบของพุทธศาสนาในตะวันตก โดยเฉพาะจากวัดบ้านป่า สายท่านอาจารย์ชา ผมคิดว่า ในไม่ช้านี้ เราจะมีพุทธศาสนากระแสตะวันตก ซึ่งมีความเป็นพุทธ ที่สามารถท้าทายความคิดกระแสเดิมที่อ้างความเป็นยอดของตะวันตกได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าจะให้สำเร็จ เมืองไทยจะต้องรักษาความเป็นพุทธ ความเป็นธรรมและความเป็นประชาธิปไตยไว้ให้ได้เสียก่อน ในมหายานนั้นความสัมพันธ์กับชุมชนและการเมืองมีลักษณะเปิดเผย จริงจังและแข็งขันกว่าในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งธิเบต ซึ่งถ้าหากไม่ถูกจีนทำลาย จะเป็นตัวอย่างของบูรณาการและการผนึกรวมเป็นอันเดียวกันระหว่างพุทธศาสนากับการปกครอง เราคงไม่ลืมว่าการต่อสู้ของชาวพุทธในเวียดนาม จนกระทั่งถึงกับมีพระภิกษุถึง4 องค์เผาตัวเองประท้วง เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่อวสานของรัฐบาลเผด็จการโง ดิน เยียม สำหรับทัศนะพุทธในบทความนี้ ผมจะจำกัดอยู่ที่ธรรมและคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสังเขปเท่านั้น หวังว่าท่านผู้รู้คงจะช่วยกันอธิบายขยายความกันต่อๆไป อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าฟ้า กว่าพระองค์จะสละอำนาจการเมืองออกบวชก็เมื่อมีพระชนม์ชีพถึง 29 พรรษา หลังจากศึกษาศิลปะวิทยาการทางโลกได้อย่างแจ้งจบแล้ว ทำไมพระองค์จึงทรงสั่งสอนให้แยกทางโลกออกจากทางธรรม หรือแยกการเมืองออกจากศาสนา พวกเราต้องคิดดูเอาเอง แต่จะเป็นการผิดอย่างฉกรรจ์หากพวกเราคิดว่าพระองค์ไม่รู้จักการเมือง และไม่ทรงพร่ำสอนให้พุทธบริษัทที่มิใช่พระสงฆ์ให้เข้าใจและเป็นพลังที่ดีทางการเมือง คำสอนของพระองค์เป็นอกาลิโกยังทันสมัยและเป็นพื้นฐานทางการเมืองมาถึงยุคปัจจุบัน คือ (1) ความเท่าเทียมกันและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนเอง (2)ทรงเน้นคุณค่าของความร่วมมือกันอย่างแข็งขันในสังคมและชุมชนเหมือนกับ participative democracy ในปัจจุบัน (3)ไม่ทรงตั้งทายาท แต่ส่งเสริมให้ใช้พระธรรมวินัยหรือ Rule of Law เป็นพื้นฐานของการปกครองสงฆ์และสังคม (4)ทรงส่งเสริมการประชุมปรึกษาหารือและการตัดสินปัญหาในที่ประชุมเยี่ยงบัณฑิต ไม่ต่างกับหรือด้อยกว่าสภาผู้แทน พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมสงครามหรือการสู้รบด้วยกำลัง แม้แต่ “ธรรม-อธรรมสงคราม” พระองค์ก็ทรงแนะให้หลีกเลี่ยง เพราะผู้ชนะจะเป็นผู้ก่อกรรมและผู้แพ้จะคุมแค้นทุกข์ทรมาน พระองค์ทรงห้ามทัพและป้องกันสงครามระหว่างขุนศึกด้วยพระองค์เองหลายครั้ง เช่น สงครามระหว่างศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ ที่แย่งใช้แม่น้ำโรหิณีกัน ทรงห้ามพระเจ้าอชาตศัตรูมิให้โจมตีแคว้นวัชชี เป็นต้น พระองค์ทรงแสดงความแตกต่างของรัฐบาลที่กดขี่คดโกงกับรัฐธรรมาภิบาล และทรงบรรยายถึงขบวนการที่รัฐบาลเสื่อมทรามเพราะหัวหน้ารัฐบาลเกิดความโลภและเบียดเบียน พระองค์ตรัสว่า “เมื่อผู้ปกครองประเทศสุจริตและยุติธรรม เสนาบดีก็จะสุจริตและยุติธรรม เมื่อเสนาบดีสุจริตและยุติธรรม ข้าราชการผู้ใหญ่ก็จะสุจริตและยุติธรรม เมื่อข้าราชการผู้ใหญ่สุจริตและยุติธรรม ข้าราชการผู้น้อยก็จะสุจริตและยุติธรรม เมื่อข้าราชการผู้น้อยสุจริตยุติธรรม ราษฏรก็จะสุจริตและยุติธรรม สังคมก็จะเป็นสุข สวัสดี (อังคุตตรนิกาย) ใน จักรวรรดิ สีหนันทศสูตรพระองค์ทรงอธิบายถึงความเสื่อมศีลธรรมจรรยาอันนำไปสู่โจรกรรม อาสัตย์ การแก่งแย่งชิงดี ความเกลียดขึ้งประสงค์ร้าย ทั้งหมดจะนำบ้านเมือง ไปสู่ความลำบากยากจน ซึ่งไม่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลัง แต่ด้วยธรรม และความเมตตากรุณา และในพระสูตรอื่นๆ ทรงแนะนำการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพุทธคล้ายกับเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง และทรงย้ำว่านี่คือวิธีพัฒนาที่แท้จริง ต้องไม่ใช้อำนาจ ผมจะไม่พูดถึงทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นที่รู้ดีอยู่แล้ว และจะข้ามไปตอนที่สนุก ว่าแม้แต่พระพุทธองค์ก็ทรงตระหนักว่า การต่อสู้ระหว่างธรรม กับอธรรมด้วยกำลังนั้นเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงมิได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น ผู้มีธรรมก็จะต้องเป็นผู้ที่กล้า ใน “ขุรัปปชาดก” เรื่อง “ ถึงคราวกล้าควรกล้า” พระพุทธองค์เสวยชาติเป็นผู้พิทักษ์คาราวานสมบัติ มีโศลกว่าดังนี้ ถาม “เมื่อท่านเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เหตุไฉนหนอ ท่านจึง ไม่มีความครั่นคร้าม. ตอบ เมื่อเราเห็นพวกโจรยิงลูกธนูอันแหลม ถือดาบอันคมกล้า ซึ่งขัดแล้ว ด้วยน้ำมัน เมื่อมรณภัยปรากฏเฉพาะหน้าแล้ว เรากลับได้ความยินดี และโสมนัสมากยิ่ง. เรานั้นเกิดความยินดีและโสมนัสแล้ว ก็ครอบงำศัตรูทั้งหลายเสียได้ เพราะว่า ชีวิตของเราๆ ได้สละมาแต่ก่อนแล้ว เราไม่ได้ทำความอาลัยในชีวิต บุคคลผู้กล้าหาญพึงกระทำกิจของคนกล้า ในกาลบางคราว. " ใน”มิลินทปัญหา” พระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าทรงให้ลงมาเกิดเป็นพระนาคเสน ตอบพระเจ้ามิมิลินท์ว่า “หากบุคคล ขาดคุณสมบัติที่ดี ไร้ความสามารถ ไร้ศีลธรรมจรรยา ไม่เหมาะสม ได้ขึ้นบัลลังก์มาเป็นใหญ่ มีอำนาจมากเพียงใด เขาจะถูกฉีกเนื้อ และลงฑัณฑ์โดยประชาชน เพราะเขามิได้ขึ้นมาและมิได้อยู่ในอำนาจด้วยความชอบธรรม ผู้ปกครองเยี่ยงนี้ เหมือนผู้ปกครองทั้งหลายที่ฝ่าฝืน ทำลายศีลธรรมจรรยา และกฏเกณฑ์ของสังคม ก็จะถูกประชาทัณฑ์ เยี่ยงเดียวกัน โดยพาะอย่างยิ่ง ผู้ปกครองที่ประพฤติตนเหมือนโจรปล้นสมบัติของแผ่นดิน” พระพุทธองค์ทรงเปรียบผู้ปกครองว่า “คนพาลผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ปกครองหมู่คณะ ตกอยู่ในอำนาจจิต ของตนแล้ว พึงนอนตาย เหมือนลิงจ่าฝูง นอนตายอยู่ ฉะนั้น” ผมขอจบด้วยฉากอันระทึก ใน “ปลายิชาดก: ว่าด้วยขับไล่ศัตรูแบบสายฟ้าแลบ” ดังนี้ “เมืองตักกสิลาถูกเขาล้อมไว้ทุกด้านแล้ว ด้วยกองพลช้างตัวประเสริฐ ซึ่งร้องคำรณอยู่ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลม้าตัวประเสริฐ ซึ่งคลุมมาลาเครื่อง ครบอยู่ด้านหนึ่ง ด้วยกองพลรถ ดุจคลื่นในมหาสมุทรอันยังฝนคือ ลูกศรให้ตกลงด้านหนึ่ง ด้วยกองพลเดินเท้า ถือธนูมั่นมีฝีมือยิงแม่นอยู่ ด้านหนึ่ง. ท่านทั้งหลายจงรีบรุกเข้าไป และจงรีบบุกเข้าไป จงไสช้างให้หนุนเนื่อง กันเข้าไปเลย จงโห่ร้องให้สนั่นหวั่นไหวในวันนี้ ดุจสายฟ้าอันซ่าน ออกจากกลีบเมฆคำรณอยู่ ฉะนั้น” “ธงสำหรับรถของเรามีมากมาย พลพาหนะของเราก็นับไม่ถ้วนแสนยาก ที่ศัตรูจะหาญหักเข้าสู้รบได้ ดุจสาครยากที่ฝูงกาจะบินข้ามให้ถึงฝั่งได้ ฉะนั้น อนึ่ง กองพลของเรานี้ยากที่กองพลอื่นจะหาญเข้าตีหักได้ดุจภูเขา อันลมไม่อาจให้ไหวได้ ฉะนั้น วันนี้ เราประกอบด้วยกองพลเท่านี้ อันกอง พลเช่นนั้นยากที่ศัตรูจะหาญหักเข้ารุกรานได้” ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า กองทัพอันเกรียงไกรข้างต้นนั้นจะกำชัย เพราะนั่น เป็นกองทัพของรัฐบาลอธรรม กองทัพที่จะกำชัยคือของทัพธรรมของพระพุทธที่เสวยชาติมาปราบยุคเข็ญต่างหาก พระองค์ตรัสว่า “คนเช่นท่านอย่าพูดเพ้อถึงความที่ตนเป็นคนโง่เขลาไปเลย คนเช่นท่านจะเรียกว่า ผู้สามารถไม่ได้ ท่านถูกความเร่าร้อน คือ ราคะ โทสะ โมหะ และมานะ เผารนอยู่เสมอ ไม่อาจจะกำจัดเราได้เลย จะต้องหนีเราไป กองพล ของเราจักย่ำยีท่านหมดทั้งกองพล ดุจช้างเมามันขยี้ไม้อ้อด้วยเท้า ฉะนั้น.” ท่านที่สนใจโปรดอ่านพระอรรถกถาเอาเอง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้