สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อัสสาทะละได้อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อัสสาทะละได้อย่างไร _สมณะหินจริง...อยากฟังพ่อท่านอธิบายการออกจากรสอัสสาทะ พ่อครูว่า..อัสสาทะ หมายความว่าเป็นรสกิเลสรสอร่อย เราก็ต้องพิจารณารสอร่อยนี้ ที่บอกว่ามันเป็นเวทนาเก๊ เป็นเวทนาสุข มันมาจากอะไร มันมาจากรสชาติ ที่จิตของเรามีอุปาทานไว้ มีตัณหา เป็น Dynamic ก็เคลื่อนที่ ถ้ามันไม่เคลื่อนที่ก็เป็น Static อยู่ในใจเราก็เป็นอุปาทาน ก็ตัวกิเลสตัวเดียวกันนี่แหละ ในขณะที่มันนิ่งอยู่ก็เรียกว่าอุปาทานยึดติด เมื่อมันเคลื่อนที่เป็นบทบาท อยากตามที่มันตั้งจิตยึดถือไว้ อย่างนี้ ได้มาสมกับที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ อยากได้แดงเท่านี้อยากได้เขียวเท่านี้ อยากได้สวยเท่านี้ อยากได้ขี้เหร่เท่านี้ คงไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เราก็เรียกรสความสุขที่ได้นี้เรียกว่าอัสสาทะ รสความพึงพอใจ มันเกิดจากอุปาทาน มีตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานรู้ยาก ตัณหารู้ได้ง่ายกว่า ดูได้ด้วยวิธีการกระทบสัมผัสกับสิ่งต่างๆ มันก็อยากจะไปกระทบสัมผัสสิ่งที่เราชอบไปหาแสวงหานั่นแหละด้วยกิเลส เมื่อไปสัมผัสแล้วเกิดอาการก็อ่านความจริง ศาสนาพุทธสอนให้ปฏิบัติในขณะสัมผัสแล้วก็เกิดอาการ มันเกิดกิเลสจริงๆไม่ต้องไปนั่งคิดเอาอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนั้นมันของ ขยำขี้ ขี้ออกไปแล้วขยำทำไม นี่ของจริงสดสดๆกำลังเกิดหลัดๆ แล้วเห็นอาการว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่ได้พาสุข มันเป็นของเก๊ เป็นความทุกข์อริยสัจ หากไม่รู้ก็เสร็จเลย จริงๆแล้วมันไม่มี แต่คนที่ถือว่ามันมีมันก็มี ความจริงแล้วมันไม่มี คุณจะให้มันเกิดอาการนั้นมาบงการคุณอยู่คุณก็เป็น อัตตา ก็แสวงหาผัสสะนี้ตลอดกาลนาน ต้องเรียนรู้ว่าคนทำให้กิเลสตัณหาอุปาทานตัวที่มันอยาก ในเหตุปัจจัยอะไร มันต้องมีเหตุปัจจัย จะไปคิดเอาเองก็เป็นการเพ้อพก มันไม่มีของจริงก็ยิ่งซว
อ่านต่อ
ยใหญ่อยู่ดีๆไม่มีของจริงด้วย เอาแต่แค่ของจริงลดกิเลสจริงมันจึงจะชัดเจน เมื่อกระทบแล้วระวังได้ไม่เกิดอีกด้วยปัญญา พลังปัญญาอยู่ในจิต เข้าใจเลยว่ามัน มาโง่มีรสสุขทุกข์อยู่ได้ไม่รู้กี่ชาติแล้ว ถ้าทำได้ก็เป็นอรหันต์ในชาตินี้เลย มีคนทำได้ในพวกเรานี้อาตมาไม่ถามหรอก ทำได้เป็นเรื่องๆเป็นอย่างๆไปเรื่อย ผู้ใดทำได้มากจนกระทั่งเราสัมผัสกับอะไรทุกวันนี้ปัจจุบันนี้ก็ไม่เห็นเกิดสุขเกิดทุกข์อะไรไม่เห็นมันจะเกิดกระดี๊กระด๊า สบายดีแล้ว ก็มีปัญญาฉลาดที่จะรู้จักว่าอะไรก็มีกับกรรม กับกาละ การกระทำการงาน กาละที่ผ่านไป ทุกอย่างมี กาละ เอกภพยังไม่แตกมีพระอาทิตย์โลกยังหมุนอยู่มันก็เกิด กาละ ตลอด เกิดกาล เราอยู่ไหน กาละ มีชีวิตเราก็มีการกระทำทุกกรรม เราก็ทำกรรมให้มันเป็นประโยชน์เป็นคุณค่า อย่าไปทำกับสัตว์ ในศีล 5 เป็นต้น กระทบกับสัตว์ใดๆก็อย่าให้เป็นโทษภัย ทำให้เป็นประโยชน์เท่านั้นแหละอย่าให้เป็นสิ่งที่ชั่ว กระทบกับข้าวของ กระทบกับพืช ในศีลข้อที่ 2 มันไม่ใช่ของเรา ถ้าอยากเอามาเป็นของเราคนต้องสร้างเอาเอง หรือ คุณต้องหามาได้ด้วยสุจริตซื้อเขามา เอาอย่างที่มันไม่ผิดกฎหมายประเพณีธรรมเนียมจารีต หรือแม้แต่ผิดมารยาทสังคม แล้วก็ระวังตา หู จมูก ลิ้น กายใจ สาม ศีลข้อที่ 3 ถ้าคุณปฏิบัติได้ชัดแล้ว ปฏิบัติในกรอบนี้คุณเป็นอรหันต์ในศีล 3 ข้อนี้ อาตมาไม่ได้พูดเวอร์ ศีล ย่อมาแค่นี้ ต้องมีศีลจริงๆเรียนรู้ลดกิเลส กิเลสลดลงเรียกว่าได้เกิดไฟฌาน มันเผา ราคะ โทสะ โมหะ ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ฌานก็คือปัญญา คือพลังงานธาตุรู้ ที่รู้ เหนือกว่าพลังงานราคะ โทสะ โมหะ จนกระทั่งพลังงานราคะโทสะมันสลายไปด้วยพลังงานปัญญา ไม่ใช่ปัญญาคือวิธีการโลกียะที่ได้ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่มันเป็นคุณพิเศษ ทำหน้าที่ลดละราคะ โทสะ โมหะเท่านั้น ปัญญาไม่มีหน้าที่อื่นเลย อาตมาก็แยกปัญญาส่วนอันอื่นเป็นเฉโก หรือเฉกาทั้งนั้น แต่เขาไม่ใช้คำนี้แล้วเขาเอาปัญญามาแทน มันเลยเสียหายคำว่าปัญญาไปหมด อาตมาก็ทำสิ่งที่หายไปแล้วฟื้นขึ้นมาให้พวกเราฟัง ก็ใช้ได้ถูกต้องจึงจะสามารถปฏิบัติธรรม มีผลจริง หากไม่เข้าใจก็ไม่มีผล ไปนั่งหลับตาไม่รู้จะเกิดประโยชน์ตรงไหน ปัญญาต้องลืมตาสัมผัสของจริงเป็นประโยชน์ปัจจุบัน ปัญญาไม่เกิดในขณะหลับตา หลับตาไม่มีทางเกิดปัญญา ที่บอกว่านั่งสมาธิแล้วจะยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาเกิดปัญญา มันไม่มีผัสสะมันจะไปเห็นอะไรจะเกิดปัญญาได้อย่างไร 611022_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 21