ประวัติชีวิติการต่อสู้แบบอหิงสาและสัตยาเคราะห์ของคานธี.docx
เนื้อหาในไฟล์
ประวัติชีวิต มหาตมา คานธี มหาตมา คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi มักเรียกกันว่า Mahatma Gandhi) เป็นผู้นำและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดีย ศาสนาฮินดู มหาตมา คานธี มีชื่อเต็มว่า โมหันทาส กรรมจันท คานธี ( แต่นิยมเรียกกันว่า มหาตมา คานธี ) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค . ศ . 1869 ในแคว้นคุชราตทางทิศตะวันตกของอินเดีย มารดาของคานธี เป็นภรรยาคนที่ 4 ของบิดาของคานธี ใน ค . ศ . 1883 เดือนพฤษภาคม คานธีมีอายุ 13 ปี ได้สมรสกับเด็กหญิงชื่อกัสตูรบา ซึ่งอายุมากกว่าคานธีประมาณ 6 เดือน ซึ่งสาเหตุที่คานธีสมรสเร็วนั้น มาจากประเพณีท้องถิ่นที่นิยมให้เด็กแต่งงานกันเร็วๆ คานธี มีความสุขกับชีวิตคู่มาก คานธีและกัสตูรบามีบุตร - ธิดา รวมกันทั้งสิ้น 5 คน แต่คนหนึ่ง ได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ยังเป็นทารกทำให้เหลือ 4 คน ใน ค . ศ . 1888 เป็นปีที่บุตรคนแรก ( ไม่นับคนที่เสียชีวิตขณะเป็นทารก ) ของคานธีได้ถือกำเนิดขึ้น และเป็นปีที่ทางครองครัว ได้ส่งคานธีไปศึกษาวิชากฎหมายที่อังกฤษ โดยก่อนจะเดินทาง คานธีได้ให้สัญญากับมารดาว่า จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์และสุรา และจะไม่ยุ่งเกี่ยวเกาะแกะกับสตรี เพื่อให้มารดาได้อุ่นใจ แล้วเดินทางไปอังกฤษ เมื่อไปถึงอังกฤษ คานธีพบปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตในอังกฤษ นั่นคือ วัฒนธรรม มารยาท สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในอังกฤษนั้นไม่เหมือนอินเดีย คานธีต้องระวังตนในเรื่องมารยาทซึ่งจะมาทำตามคนอินเดียเหมือนเดิมไม่ได้ คานธีต้องปรับตัวบุคลิกต่างๆให้เข้ากับคนอังกฤษให้ได้ และนอกจากนี้ อาหารในอังกฤษที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์นั้นในสมัยนั้นรสชาติจะจืดมาก จะกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ควรเพราะได้ให้สัญญากับมารดาไว้แล้ว ปัญหาด้านอาหารนั้นทุเลาลงเมื่อคานธีได้รู้จักอาหารมังสวิรัติ และได้ซื้อหนังสือคู่มือสำหรับนักมังสวิรัติเข้า
อ่านต่อ
คานธีจึงได้มีวิธีรับประทานมังสวิรัติอย่างเป็นสุขในอังกฤษ ส่วนมารยาทและวัฒนธรรมก็ต้องค่อยๆปรับตัวไป และในที่สุด คานธีก็สำเร็จการศึกษาและสอบได้เป็นเนติบัณฑิต และเมื่อได้เป็นเนติบัณฑิตแล้ว คานธีก็เดินทางกลับสู่อินเดียใน ค . ศ . 1892 เพื่อประกอบอาชีพ ในปีเดียวกันคานธีกลับมา ลูกคนที่สองของคานธีก็กำเนิดขึ้น แต่ในด้านอาชีพ แม้จะประสบความสำเร็จในการศึกษา แต่การประกอบอาชีพในช่วงแรกของคานธีนั้นประสบความยากลำบากตะกุกตะกัก แต่แล้ว ไม่นานต่อมา คานธีก็ได้งานชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ทำให้คานธี กลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา งานนั้นคือ ให้ไปเป็นทนายว่าความให้ลูกความในประเทศแอฟริกาใต้ ดังนั้น ใน ค . ศ . 1893 คานธีได้เดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ โดยเมื่อเดินทางไปถึง คานธีได้ซื้อตั๋วรถไฟชั้น First Class ( ชั้นที่หรูหราสะดวกสบายที่สุด ค่าตั๋วแพงที่สุด ) ไปยังเมืองที่ลูกความต้องการ แต่ทว่า ผู้โดยสารชั้น First Class ที่ผิวขาว ไม่พอใจที่คนผิวคล้ำอย่างคานธีมาอยู่ร่วมชั้น First Class กับพวกเขา จึงไปประท้วงบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงเดินมาสั่งให้คานธีย้ายตู้โดยสารไปโดยสารตู้ของ Third Class ( ชั้นไม่สะดวก ไม่หรูหรา แต่ค่าตั๋วถูกที่สุด ) ทั้งๆที่คานธีเสียเงินซื้อตั๋ว First Class มาอย่างถูกต้อง คานธีจึงปฏิเสธ ทำให้ความขัดแย้งในรถไฟชั้น First Class รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด คานธีก็ถูกเจ้าหน้าที่รุมทำร้าย และคานธีถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนออกมาจากรถไฟ โดยเจ้าหน้าที่ต่างอ้างว่า รถไฟชั้นหนึ่งนี้สร้างสำหรับผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น เหตุการณ์นี้ทำให้คานธีเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งเศร้ามากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าชาวผิวคล้ำเกือบทุกคนถูกเหยียดหยามจากชน ผิวขาวในแอฟริกาใต้ นับแต่นั้น คานธีก็ได้เข้าต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวผิวคล้ำในแอฟริกาใต้ และเมื่อคานธีรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่จบง่ายๆ จึงได้เดินทางไปอินเดียใน ค . ศ . 1896 เพื่อพาครอบครัวมาอยู่ด้วยกันที่แอฟริกาใต้ และกลับสู่อินเดียใน ต้นปี ค . ศ . 1897 และใช้ชีวิตครอบครัวต่อจนมีลูกกับภรรยาต่ออีก 2 คน ใน ค . ศ . 1901 คานธีเดินทางกลับอินเดียเพื่อกลับไปประกอบอาชีพต่อ แต่มีเสียงเรียกร้องจากชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ให้มาช่วยด้วย คานธีเดินทางกลับไปยังแอฟริกาใต้เพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ต่อใน ค . ศ . 1902 แต่ว่า การต่อสู้ของคานธีเมื่อครั้งก่อนนั้นให้ผลไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นในครั้งนี้ คานธีใช้วิธี " สัตยาเคราะห์ " ซึ่งคือ การไม่ร่วมมือในกฎที่ไม่ยุติธรรม โดยไม่มีการใช้กำลัง ซึ่งวิธ ี นี้ได้ผลดีมาก ทำให้คานธีรู้ว่าการประท้วงโดยไม่ใช้กำลังนั้นให้ผลดีกว่าที่คิด จึงพบวิธีที่แน่นอนและได้ผลดีในการเรียกร้องความยุติธรรม กล่าวคือ ในปีพ . ศ . ๒๔๔๙ ( ค . ศ .1906) กฎหมายใหม่ได้บังคับให้ชาวอินเดียทุกคนที่อยู่ในแอฟริกาใต้ต้องเข้ารับการ จดทะเบียนและพิมพ์ลายนิ้วมือ และต้องเปลื้องผ้าเพื่อบันทึกตำหนิรูปพรรณ ไม่เว้นหญิงชาวอินเดีย สร้างความโกรธแค้นให้กับ ชาวอินเดียหลายพันรวมทั้งคานธี ได้มารวมตัวประท้วงรัฐบาลอังกฤษ คานธีได้ลุกขึ้นกล่าวว่า “เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าว่า เราจะเข้าคุก และเราจะอยู่ในนั้นจนกว่ากฎหมายนี้จะถูกเพิกถอน และเราจะยอม” คำพูดของเขาจุดประกายให้เกิดการต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศนี้ เป็นการประกาศแนวทางการต่อสู้แบบอหิงสาเป็นครั้งแรก ผู้ประท้วงกระทำตามอย่างคานธี พวกเขาอดทนต่อการทุบตีของตำรวจ ยอมรับความเจ็บปวดอย่างกล้าหาญโดยไม่ตอบโต้ และชื่อเสียงของคานธีในฐานะผู้นำการต่อสู้ทางการเมืองได้เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนั้น โดยคานธีได้อยู่เรียกร้องความยุติธรรมนี้จนถึง ค . ศ . 1914 ก็เดินทางออกจากแอฟริกาใต้ คานธีเดินทางกลับมาถึงอินเดียที่เมืองบอมเบย์ใน ค . ศ . 1915 คานธีตัดสินใจละทิ้งการแต่งกายแบบตะวันตกดังที่เคย และหันมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของแคว้นคุชราต และเมื่อเดินทางกลับมาถึง ชาวอินเดียจำนวนมากไปชุมนุมต้อนรับคานธีกลับบ้านอย่างล้นหลาม ไม่กี่วันต่อมา คานธีเดินทางไปหา “รพินทรนาถ ฐากุร” มหากวีแห่งอินเดีย และรพิทรนาถนี้เอง ได้ขนานนามคานธีว่า " มหาตมา " อันแปลว่า ผู้มีจิตใจสูงส่ง ให้แก่คานธี เป็นคนแรก และหลังจากนั้น คานธี ได้เดินทางไปทั่วประเทศอินเดีย เพื่อจะได้ไปรู้เห็นความเป็นจริงในอินเดียอย่างรู้จริงเป็นเวลารวม 1 ปี คานธีพูดคุยกับชาวอินเดียทุกชั้นวรรณะ และ คานธีใช้เวลาไม่กี่ปีกลายเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวอินเดีย เขาชนะใจอินเดียมากกว่านักการเมืองในเวลานั้น ด้วยการทำตัวเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าง่ายๆ แบบเดียวกัน อดมื้อกินมื้อ ละทิ้งความสะดวกสบาย เฉกเช่นเดียวกับผู้ยากจนที่สุด และที่เมืองมธุรัยที่ คานธีได้เริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเนื้อผ้าราคาแพงมานุ่งผ้าฝ้ายทอมือของ ชนชั้นต่ำไปตลอดชีวิต คานธีได้ประกาศกับชาวมธุรัยว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถใส่เสื้อผ้าชุดเดิมได้อีกต่อไป ตราบใดที่ประชาชนยังยากจนอยู่” ค . ศ . 1916 คานธีเริ่มก่อกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนอินเดีย และเรียกร้องโดยวิธีขอความร่วมมือผนึกกำลังคนละเล็กคนละน้อยจนเป็นพลังที่ สั่นประเทศได้ ประกอบกับในช่วงนั้น อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทำให้ต้องมีการเรียกร้องสิทธิที่อังกฤษพยายามกดขี่ชาวอินเดีย ตัวอย่างเช่น ใน ค . ศ . 1919 ได้มีการประกาศกฎหมาย Rowlatt ซึ่งเป็นกฎหมายที่กดขี่ชาวอินเดีย คานธีจึงประกาศขอความร่วมมือว่าในวันที่ 30 มีนาคม ค . ศ . 1919 ขอความร่วมมือให้คนอินเดียหยุดงาน แล้วประชาชนเป็นล้านๆ คนก็หยุดงานในวันนั้น สั่นคลอนอำนาจรัฐบาลอังกฤษอย่างชัดเจน คานธีรู้สึกอัศจรรย์ แต่ไม่นานก็พบข้อเสียของการใช้วิธีสัตยาเคราะห์ กับสังคมขนาดใหญ่ๆ อย่างอินเดีย ข้อเสียนั้นคือ มีบางแห่งที่บานปลายเกิดการต่อสู้ใช้กำลัง รัฐบาลอังกฤษจึงใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมตัวคานธีไป แต่เมื่อคานธีถูกจับกุม เมืองต่างๆก็เกิดความเคียดแค้นและวุ่นวายจนเกือบกลายเป็นเหตุจราจลระดับ ประเทศ ซึ่งหลังคานธีได้รับอิสระในวันที่ 13 เมษายน ค . ศ . 1919 และได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดบานปลายนี้ คานธีรู้สึกเสียใจมาก จึงประกาศอดอาหารตนเอง 3 วัน แต่ในวันนั้นเอง เป็นวันนักขัตฤกษ์ของอินเดีย ประชาชนนับพันคนไปรวมตัวสังสรรค์กันที่สวนสาธารณะชัลลียันวาลา เมืองอมฤตสระ แต่ว่า ในวันนั้น นายพล Dyer ผู้บังคับบัญชากองทหารอังกฤษในอมฤตสระ รู้สึกเคียดแค้นชาวอินเดีย และต้องการให้ชาวอินเดียรู้ถึงอานุภาพอังกฤษ จึงออกคำสั่งให้กองทัพรัวปืนใส่กลุ่มประชาชนในชัลลียันวาลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,500 ศพ บาดเจ็บประมาณ 3,000 คน เป็นปฏิบัติการทางทหารที่ทำให้รัฐบาลอังกฤษเสื่อมเสียเกียรติยศอย่างยากจะ ฟื้นตัว การต่อสู้เพื่อคนอินเดียดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ใน ค . ศ . 1922 ได้เกิดเหตุใช้กำลังต่อสู้กันอีกครั้ง คานธีถูกจับกุมอีกครั้งในฐานะผู้ก่อความไม่สงบ และถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี แต่ถูกปล่อยตัวออกมาก่อนกำหนดเพราะเหตุผลทางสุขภาพใน ค . ศ . 1924 และตั้งแต่ถูกปล่อยตัว คานธีก็หันไปแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภายในประเทศก่อน เช่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท แก้ไขปัญหาการถือชนชั้นวรรณะในอินเดีย ปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนาฮินดูกับมุสลิม ปัญหาความไม่เสมอภาคของสตรี และปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการกดขี่จากต่างประเทศ แต่ใน ค . ศ . 1930 คานธีหวนกลับสู่สังเวียนการเมืองอันเร่าร้อน เพราะต้องการประท้วงกฎหมายอังกฤษที่ห้ามคนอินเดียทำเกลือกินเอง เป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะไม่ให้คนอินเดียใช้ทรัพยากรของอินเดีย ตอนนั้นคานธีอายุได้ ๖๒ ปีแล้ว ได้นำสาวกเกือบร้อยคนเดินทางออกจากบ้าน เป็นเวลา 24 วัน 400 กิโลเมตร ( ๒๔๐ ไมล์ ) ระหว่างทางมีผู้ร่วมเดินทางมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นฝูงชนนับแสนคน ตรงไปฝั่งทะเลอาหรับเพื่อไปทำเกลือที่นั้น ที่ชายทะเลในตำบลฑัณฑี คานธีก้มลงหยิบเกลือขึ้นแล้วพูดว่า “ด้วยเกลือหยิบมือนี้ ข้าพเจ้าขอต่อต้านการบังคับของจักรวรรดิอังกฤษ ขอเราจงร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเรากันเถิด” คานธีบอกประชาชนนับแสนให้ร่วมกันทำเกลือกินเอง ดังนั้น ในวันนั้น คานธีและประชาชนนับแสนได้ทำเกลือจากทะเลกินเอง เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่อังกฤษตั้งไว้ หรือเรียกว่า “อารยะขัดขืน” หรือ civil disobedience” คือการไม่ทำตามคำสั่งหรือกฎหมายของรัฐบาลหรือผู้ถืออำนาจ โดยปราศจากความรุนแรงทางกายภาพ ประชาชน ได้กระทำการประท้วงโดยปราศจากการใช้กำลัง ถึงแม้ว่าจะถูกคนของรัฐบาลทำร้ายแต่ก็ยังเดินหน้าต่อไปแม้จะได้รับบาดเจ็บ จากการถูกทุบตีก็ตาม ในวันที่ 4 พฤษภาคม ค . ศ . 1930 ตำรวจได้เข้ามาสลายการชุมนุม ใช้ไม้ไล่ตีอย่างเหี้ยมโหด โดยไม่ได้รับการต่อต้านจากฝูงชนที่ยึดแนวทางอหิงสา มีคนบาดเจ็บและถูกจับเป็นจำนวนมาก การกระทำนี้ทำให้ มีการพูดถึงกันทั่วโลก ทำให้รัฐบาลอังกฤษยิ่งเสียหน้า และเริ่มใจอ่อน การที่ทางการอังกฤษ ได้ดันทุรังจับกุมคานธีและประชาชนนับแสนคนทำให้จำนวนแรงงานอาชีพในอินเดียหายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบเศรษฐกิจและระบบบริหารงานของรัฐบาลอังกฤษเกิดความปั่นป่วนอย่าง ใหญ่หลวง คานธีรู้ดีว่าการใช้วิธีต่อต้านแบบอหิงสา ต้องแสดงความกล้าหาญออกมาให้เห็น เขาสอนให้ชาวอินเดียรู้จักต่อต้านผู้กดขี่ และต่อสู้กับตัวเองด้วย สุดท้ายรัฐบาลอังกฤษก็ไม่สามารถต้านทานการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนได้ ต้องปล่อยผู้ถูกจับกุมออกมาเรื่อยๆรวมถึงคานธีด้วย รัฐบาลอังกฤษได้ปล่อยตัวคานธีใน ค . ศ . 1931 เป็นการแสดงให้เห็นถึงชัยชนะของแนวทางอหิงสา และในปีนั้น คานธีถูกเชิญตัวไปร่วมประชุมหารือกับรัฐบาลอังกฤษ โดยมีนายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นเป็นประธาน การประชุมครั้งนี้ไม่ได้ผลอะไรมากนัก เมื่อคานธีกลับอินเดีย ก็ถูกจับอีก และก็ถูกปล่อยตัวอีก และหลังถูกปล่อย ก็ใช้เวลาไปพัฒนาชนบทอีก จนเมื่อ ค . ศ . 1939 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็กลับเข้าสู่วงการเมืองอีก มีการเดินขบวนรณรงค์ แล้วก็ถูกจับใน ค . ศ . 1942 อีก แต่ครั้งนี้ ระหว่างอยู่ในคุก กัสตูรบา ภรรยาคานธีได้เสียชีวิตลงใน ค . ศ . 1944 แล้วสักพักก็ถูกปล่อยตัว ใน ค . ศ . 1945 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศจะให้อินเดียได้ปกครองตนเอง นับเป็นการที่อิสระของอินเดียอยู่แค่เอื้อมแล้ว แต่ว่า ก่อนจะให้อิสระอินเดีย อังกฤษต้องหารัฐบาลชาวอินเดีย ที่จะปกครองอินเดียต่อจากอังกฤษในช่วงแรกๆของการมีอิสระครั้งของอินเดียใน ยุคแห่งเทคโนโลยี แต่ทว่า ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าระหว่างพรรคคองเกรส ( ที่นับถือศาสนาฮินดู ) กับสันนิบาตมุสลิม ใครจะมาปกครอง การให้อิสระอินเดียจึงต้องล่าช้าออกไป แต่ใน ค . ศ . 1946 ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและฮินดูในอินเดีย จนเกิดเป็นเหตุนองเลือดรุนแรงไปทั่วทุกหัวระแหง คานธีรู้สึกเสียใจมาก ที่อิสรภาพของอินเดียอยู่แค่เอื้อม แต่ยังไม่ทันได้อิสรภาพ ชาวอินเดียก็ทะเลาะกันเองเสียนี่ คานธีจึงได้หอบสังขารวัย 77 ปี ลงเดินเท้าไปยังภูมิภาคต่างๆในอินเดีย เพื่อขอร้องให้ชาวอินเดียหันมาสามัคคีกัน หยุดทะเลาะกันเสียที ประชาชนอินเดียเห็นคานธีทำเช่นนี้ก็รู้สึกตัว เลิกทะเลาะกัน ทำให้เกิดความสงบสามัคคีในชนบทได้ เดือนพฤษภาคม ค . ศ . 1947 ได้มีการเจรจาตกลงระหว่างพรรคคองเกรสกับสันนิบาตมุสลิม โดยได้ผลสรุปคือ เมื่ออินเดียได้รับเอกราช จะแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน โดยให้พื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นฮินดู เป็นอินเดียของพรรคคองเกรส แล้วพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ให้เป็นประเทศปากีสถาน ปกครองโดยสันนิบาตมุสลิม ในที่สุด 15 สิงหาคม ค . ศ . 1947 อินเดียเป็นอิสระจากอังกฤษโดยสมบูรณ์ และในวันนั้น อินเดีย ก็แตกเป็น 2 ประเทศ คืออินเดียของชาวฮินดู กับปากีสถานของมุสลิม ผู้ที่เป็นมุสลิมในอินเดีย ก็ต้องอพยพไปปากีสถาน และผู้ที่เป็นฮินดูในปากีสถาน ก็ต้องอพยพมาอินเดีย ในวันนั้น ทั้งสองประเทศ จักงานฉลองอิสรภาพครั้งใหญ่ แต่คานธีไม่เข้าร่วมพิธีฉลองอิสรภาพ แต่ได้เดินทางไปยังกัลกัตตา เพราะได้ข่าวว่ามุสลิมและฮินดูยังรบสู้กันอยู่ คานธีเดินทางไปถึงที่กัลกัตตา และขอร้อง แต่ไม่เป็นผล จึงประกาศอดอาหารอีก ครั้งนี้ได้ผล มุสลิมและฮินดูในกัลกัตตาเลิกรบกันทันที และให้สัญญาว่าจะไม่มีการรบแบบนี้เกิดอีก คานธีจึงเดินทางกลับเมืองหลวงนิวเดลฮี ในวันที่ 13 มกราคม ค . ศ . 1948 คานธีต้องการไปปากีสถาน เพื่อสมานฉันท์กับชาวมุสลิม ทั้งๆที่คานธีเป็นฮินดู สันนิบาตมุสลิมจึงคัดค้านการเข้าปากีสถานของคานธี เพราะเกรงจะเกิดอันตราย คานธีจึงประกาศอดอาหารอีกครั้ง เพื่อสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมกับฮินดู ในวันที่ 18 มกราคม ค . ศ . 1948 องค์กรประชาชนในนิวเดลฮีให้คำมั่นว่า จะพิทักษ์รักษาชีวิต ทรัพย์สิน และศาสนาของชาวมุสลิมอย่างเต็มที่ คานธีจึงกลับมากินอาหารอีกครั้ง ตลอดชีวิตของท่านที่ต่อสู้ด้วยอหิงสา อาวุธสำคัญของท่านคือ การอดอาหารเพื่อประท้วงรัฐบาลอังกฤษ และหลายครั้งที่คานธีนำฝูงชนประท้วงอย่างสงบ หากมีข่าวว่าจะเกิดความรุนแรง เสียเลือดเสียเนื้อ ท่านกล้าประกาศให้ยกเลิกการชุมนุม เพื่อรักษาชีวิตของมวลชน และในวันที่ 30 มกราคม ค . ศ . 1948 ในวันนั้นคานธีวัย ๗๘ ปี กำลังเดินไปที่สวดมนต์ประจำวัน ในกรุงเดลี ทันใดนั้นชายคนหนึ่งชื่อ นาฮูราน กอสซี่’ วัย ๓๖ ปี ได้แหวกฝูงชนมาอยู่ต่อหน้าคานธี ก้มลงกราบและชักปืนพกยิงคานธีสามนัด คานธีกล่าวคำสุดท้ายว่า ‘ราม’ พระเจ้าของชาวฮินดู ก่อนจะล้มลงเสียชีวิต พอข่าวแพร่กระจายไปทั่วประเทศ คนอินเดียทั้งฮินดูและมุสลิมต่างช็อกกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ การเข่นฆ่า สงครามกลางเมืองทั่วประเทศยุติลงทันที มีแต่เสียงร้องไห้อาลัยบิดาของชาติผู้นี้ ผู้คนหลายล้านหลั่งไหลไปกรุงเดลีเพื่อคารวะท่านเป็นครั้งสุดท้ายที่ลานเผาศพ คานธีตายในวันศุกร์ วันเดียวกับการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูเมื่อ ๑ , ๙๑๕ ปีก่อน ถือเป็นการตรึงกางเขนครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ การตรึงกางเขนของพระเยซูถือเป็นการไถ่บาปหรือ รับบาปแทนมวลมนุษย์ เช่นเดียวกับการตายของคานธีผู้หยุดสงครามกลางเมืองระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม ได้ คานธีเคยพูดไว้ว่า “ความตายคือเพื่อนแท้ แต่ความไม่รู้ต่างหากทำให้เราเศร้าโศกไปเอง ” รองเท้าไม้ หนังสือ แว่นตาทรงกลม กระโถน ขันน้ำ นาฬิกาพก ปากกา ทั้งหมดคือสมบัติที่ท่านเหลืออยู่พร้อมกับเงิน ๓ ดอลล่าร์ บุคคลเรียบง่ายผู้ไม่เคยมีตำแหน่งทางการเมือง ไม่เคยสั่งสมทรัพย์สินเงินทองใด ๆ แต่สามารถชนะใจคนอินเดียและคนทั้งโลกหลายพันล้านคน มาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของคนผิวดำด้วยวิธีการแบบอหิงสา เคยกล่าวว่า “พระเยซูเจ้ามอบคำสอนแก่ข้าพเจ้า แต่คานธีมอบวิธีการแก่ข้าพเจ้า” เรียนรู้จากคานธี แล้วจะทราบว่า การต่อสู้แบบสงบ สันติ และอหิงสา แท้จริงเป็นเช่นไร .... จบ