560912_วาทะคานธี.docx

โฟลเดอร์ปรัชญาการชุมนุมโดยสันติ
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข1 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

วาทะคานธี

ข้อคิดของมหาตม คานธี มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียด้วยวิธีอหิงสา ในวาระ และโอกาสต่างๆที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสภาพความเป็นอยู่ของคน ทั้งในแบบแสวงหาความสุขที่แท้จริงเฉพาะตนและต่อสังคมเป็นส่วนรวม ด้วยแนวคิดของท่านที่ทันสมัย กว้างไกล รอบด้าน สามารถปรับใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของคนและเพื่อความดำรงอยู่ของสังคม โดยรวมอย่างมีความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนได้แม้กระทั่งปัจจุบัน “ การมองเห็นสุขเป็นสุขนั้นแหละทุกข์ ความสุขที่แท้จริงเกิดจากความทุกข์ ตัวเราเองเป็นต้นเหตุแห่งความสุขและความทุกข์ของเราเอง” นี่คือวาทะของท่านมหาตม คานธี ท่านมหาตม คานธี กล่าวว่า “ ตราบใดที่แม้แต่มนุษย์คนเดียว ต้องหิวโหย เพราะไม่มีงานทำ ตราบนั้นเราจะรับประทานอาหารอย่างมีความสุขได้อย่างไร จะไปเหยียดหยามคนที่ไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ด้วยการให้เสื้อผ้าแก่เขาทำไม จงให้ งานเขาทำ เพื่อที่เขาจะได้หาเงินมาซื้อเสื้อผ้าด้วยหยาดเหงื่อของเขาเอง เป็นการบาปที่จะหาอาหารให้คนที่มีแรงทำงานได้กินฟรีหางานให้เขาทำสิ ได้ชื่อว่าเป็นบุญ” ในหนังสือเล่มนี้ แสดงให้เห็นว่าท่านมหาตม คานธีเป็นคนมีจิตใจกว้าง ไม่ลุ่มหลงอยู่แต่ศาสนาของตนเองศาสนาเดียวแล้วปฏิเสธคำสอนดีๆ ในศาสนาอื่น ท่านได้กล่าวว่า “ ความจริงนั้นก็มีมากเท่าๆกับมีคนเหมือนกัน แต่เมื่อเข้าถึงแก่นของศาสนาแล้วเราจะพบว่า ศาสนามีหนึ่งเท่านั้นเองท่านมหาตม จึงชอบหยิบยกคำสอนดีๆในศาสนาอื่นมาอ้างด้วยความคาระวะเสมอ อย่างเช่น เราไม่ควรจะสร้างความพอใจให้แก่กิเลสตัณหา เมื่อใดที่ได้ลงมือสร้างความพอใจให้แก่กิเลสตัณหาแล้วเมื่อนั้นก็เป็นการยาก ที่จะเหนี่ยวรั้งกิเลสตัณหาไว้ได้โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเหนี่ยวรั้ง (กิเลสตัณหา)ไว้ไม่ได้เลย” หรือที่ว่า “ ศาสนามิ

อ่านต่อ

ใช่สิ่งซึ่งแยกอยู่ต่างหากจากชีวิตชีวิตนั่นแหละคือศาสนา ชีวิตที่ไม่มีศาสนาหาใช่ชีวิตของคนไม่หากเป็นชีวิตของเดรัจฉาน” หรือว่า “ นายจัมเชศ เมหตา ได้ส่งบทสวดมนต์ของนักบุญแห่งฟรานซิสแห่งอัสสิสิ มาให้ข้าพเจ้า บทสวดนั้นมีความตอนหนึ่งว่า... ข้าแต่พระอาจารย์ ด้วยการให้เท่านั้นที่เราจะได้รับและด้วยการตายเท่านั้นที่เราจะได้ไปเกิดใน ชีวิตอันนิรันดร์” หรือที่ว่า “ ในยามที่เกิดความผันผวนขึ้นในอารมณ์ เช่นนี้ก็ขอให้เราระลึกไว้เสมอว่า การกระทบกันระหว่างอินทรีย์กับวัตถุซื่งก่อให้เกิดอารมณ์นั้น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่จีรังยั่งยืนเพราะฉะนั้นจงตั้งตนอยู่ในอุเบกขาธรรมเถิด” นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังได้สะท้อนถึงแนวคิดของท่านมหาตมา คานธี ว่าท่านได้ให้ความสำคัญต่อความจริง หรือความสัตย์ โดยท่านได้กล่าวว่า “ ตราบใดที่เรายังไม่เป็นอิสระจากความเคยชินที่ไม่ดี ตราบนั้นเราจะก้าวไปบนมรรคาแห่งความจริงไม่ได้ อันที่จริงแล้วเราต้องเสียสละทุกอย่างไว้บนแท่นบูชาแห่งความจริงเราไม่ ต้องการแสดงตัวเราออกมาให้ปรากฎตามความเป็นจริง แต่เราต้องการจะแสดงว่าตัวเราดีกว่านั้นมาก จะเป็นการดีสักเพียงใดถ้าหากเราต่ำต้อยแต่ถ้าเราต้องการจะขึ้นสูงเราก็ควรจะ คิดและกระทำในระดับที่สูง หากทำเช่นนี้ไม่ได้เราก็ควรแสดงตัวของเราตามความเป็นจริง แล้วสักวันหนึ่งเราอาจจะบรรลุเป้าหมายอันสูงส่งได้สมความปรารถนา” หรืออีกวาทะหนึ่งว่า “ พระเป็นเจ้านั้นมีพระนามอยู่มากมาย แต่จะให้เลือกสักพระนามหนึ่งก็เห็นจะได้แก่ สัตย์ คือความจริง ดังนั้น ความจริงก็คือ พระเป็นเจ้านั่นเอง” ในด้านปรัชญาหรือแนวทางการครองตนหรือการดำรงตนในสังคมหรือการปฏิบัติงานอย่างมีสติท่านได้มีวาทะว่า “การเกิดและการตายมิใช่เป็นทั้งสองด้านของเหรียญอันเดียวกันดอกหรือ ด้านหนึ่งคือการเกิดและอีกด้านหนึ่งคือการตายเพราะฉะนั้นจะไปทุกข์หรือสุข ทำไมกับการจะตายหรือจะเกิด ผู้ที่สามารถควบคุมตนเองหรือที่ทำงานได้มากที่สุด มักจะเป็นผู้ที่พูดน้อยที่สุด การพูดกับการกระทำมักจะไม่ไปด้วยกัน จงดูธรรมชาติเถิด ธรรมชาติทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดเลยแม้สักชั่วขณะหนึ่ง แต่ธรรมชาติก็ไม่พูดเลย อหังการย่อมทำลายมนุษย์โดยสิ้นเชิง ความจริงข้อนี้ทุกคนตระหนักได้ทุกขณะ ตรงกันข้าม ความอ่อนน้อมถ่อมตนช่วยให้มนุษย์เจริญเติบโตและบรรลุความสมบูรณ์เสมอ คิดดีเป็นเรื่องหนึ่ง แต่กระทำดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องสำคัญแต่ถ้าอยู่นอกประเด็น ก็หมดความสำคัญไป เรื่องที่อยู่ในประเด็น แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็มีความสำคัญมาก คนอื่นเท่านั้นดอกที่จะมองเห็นหลังของเราได้ ตัวเราเองย่อมมองไม่เห็น ฉันใด ความผิดของเราเอง เราก็ย่อมมองไม่เห็น ฉันนั้น ถ้าเรามัวแต่คิดถึงความมากมายใหญ่โตของการงาน เราจะเกิดความสับสนและทำอะไรไม่ได้เลย ตรงกันข้าม หากเราจับงานขึ้นมาทำทันที แม้ใหญ่เท่าภูเขา งานก็จะค่อยลดน้อยลงทุกวันๆ แล้วในที่สุดก็สำเร็จลงได้” และที่สำคัญมหาตม คานธี ได้กล่าวถึงบาป 7 ประการในทรรศนะของท่านคือ เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ หาความสำราญโดยไม่ยั้งคิด ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลหลักธรรม วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์ บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ ท่านมหาตมะยังให้ทรรศนะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ว่า “ ใช้ชีวิตให้เสมือนว่าพรุ่งนี้ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เรียนรู้ให้เสมือนว่าท่านจะอยู่ในโลกนี้ตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุด” ซึ่งมีค่าสำหรับการดำรงชีวิตและใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยสอดคล้องกับแนวทางปัจจุบันในเรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้ คมวาทะ มหาตมะ คานธี (1)

มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi 1869 – 1948) ผู้นำทางการเมืองและจิตวิญญาณของอินเดีย บุรุษผู้ได้รับการเคารพนับถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพของอินเดีย ชาวอินเดียขนานนามท่านว่าเป็น “มหาตมะ” (Mahatma) หรือ”จิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่” (the Great Soul) ท่านเกิดเมื่อ 2 ตุลาคม 1869 และถูกลอบสังหารเสียชีวิต เมื่อ 30 มกราคม 1948 เหลือทิ้งไว้แต่เพียงมรดกทางความคิด เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจแก่อนุชนคนรุ่นหลังต่อไป และบางส่วนของคมวาทะมหาตมะ คานธี เราขอคัดมานำเสนอดังต่อไปนี้ The future depends on what we do in the present. “อนาคตขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกเราทำในปัจจุบันนี้” A man is but the product of his thoughts. What he thinks, he becomes. “มนุษย์เรา คือ ผลผลิตทางความคิดของตน สิ่งที่เขาคิดเขาจึงเป็น” Always aim at complete harmony of thought and word and deed. Always aim at purifying your thoughts and everything will be well. “มุ่งไปที่ความกลมกลืนของความคิด คำพูด และการกระทำอย่างเต็มที่เสมอ มุ่งไปที่ชำระล้างความคิดตนให้บริสุทธิ์เสมอ แล้วทุกสิ่งก็จะดีเอง” Freedom is not worth having if it does not include the freedom to make mistakes. “เสรีภาพ นั้นไม่คุ้มค่าที่จะมี ถ้ามันไม่ได้รวมเสรีภาพในการทำความผิดไว้ด้วย” Happiness is when what you think, what you say, and what you do are in harmony. “ความสุข เกิดขึ้นเมื่อ สิ่งที่เธอคิด สิ่งที่เธอพูด และสิ่งที่เธอทำประสานกลมกลืนกัน” I object to violence because when it appears to do good, the good is only temporary; the evil it does is permanent. “ข้าพเจ้าคัดค้านความรุนแรง เพราะดูเหมือนว่าเมื่อทำความดี ความดีนั้นเป็นเพียงสิ่งชั่วครู่ แต่ความชั่วนั้นเป็นสิ่งถาวร” The weak can never forgive. Forgiveness is the attribute of the strong. “คนอ่อนแอไม่เคยให้อภัย การให้อภัยเป็นคุณลักษณะของคนเข้มแข็ง” Whatever you do will be insignificant, but it is very important that you do it. “สิ่งใดก็ตามที่เธอทำอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญมากๆ ก็คือ เธอได้ลงมือทำมัน” You must be the change you want to see in the world. “เธอต้องเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เธออยากจะเห็นในโลกนี้” Whenever you are confronted with an opponent, conquer him with love. “เมื่อใดก็ตามที่เธอเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ ให้เอาชนะเขาด้วยความรัก” Victory attained by violence is tantamount to a defeat, for it is momentary. “ชัยชนะที่ได้มาโดยการใช้กำลัง ก็ไม่ต่างอะไรกับความพ่ายแพ้ เพราะมันเป็นเพียงสิ่งชั่วครู่” คมวาทะ มหาตมะคานธี (2) ไอน์สไตล์ เคยกล่าวถึงคานธีไว้ว่า “คนรุ่นอนาคตแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่ามีคนแบบนี้มีชีวิตอยู่จริงบนโลก” (Generations to come will scarce believe that such a one as this walked the earth in flesh and blood.) ส่วนมาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ ก็ได้กล่าวถึงคานธี ไว้เช่นกันว่า “พระเยซูมอบคำสอนแก่ข้าพเจ้า ส่วนคานธีมอบวิธีการ” (Jesus gave me the message, Gandhi gave me the method.) และนี่คือบางส่วนของคมวาทะ มหาตมะ คานธี ที่เราคัดมานำเสนอต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever. “ใช้ชีวิตให้เสมือนว่าพรุ่งนี้ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เรียนรู้ให้เสมือนว่าท่านจะอยู่ในโลกนี้ตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุด” Anger and intolerance are the twin enemies of correct understanding. “ความโกรธและการถือทิฐิ เป็นศัตรูคู่แฝดของความเข้าใจที่ถ่องแท้” Indolence is a delightful but distressing state; we must be doing something to be happy. “ความเกียจคร้าน เป็นสถานะที่น่ายินดีแต่ไร้ซึ่งความสุข พวกเราต้องทำบางสิ่งเพื่อที่จะได้มีความสุข” Strength does not come from physical capacity. It comes from an indomitable will. “ความเข้มแข็งไม่ได้มาจากสมรรถภาพทางร่างกาย แต่มาจากความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อ” I cannot teach you violence, as I do not myself believe in it. I can only teach you not to bow your heads before anyone even at the cost of your life. “ฉันไม่สามารถสอนความรุนแรงให้กับเธอได้ เพราะตัวฉันเองไม่เชื่อถือมัน ฉันสอนเธอได้แต่เพียงไม่ให้ก้มหัวให้กับใคร แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม” It is unwise to be too sure of one’s own wisdom. It is healthy to be reminded that the strongest might weaken and the wisest might err. “เป็นการไม่ฉลาดเลยที่จะมั่นใจอย่างมากเกินกับภูมิปัญญาของตน เป็นการดีกว่าที่จะรำลึกไว้ว่าผู้ที่แข็งแกร่งอย่างที่สุดก็อาจอ่อนแอได้ และผู้ฉลาดที่สุดก็อาจทำผิดพลาดได้” You must not lose faith in humanity. Humanity is an ocean; if a few drops of the ocean are dirty, the ocean does not become dirty. “เธอต้องไม่เสียศรัทธาต่อมนุษยชาติ มนุษยชาติก็คือ มหาสมุทร ถ้าหยดน้ำในมหาสมุทรไม่กี่หยดเปรอะเปื้อน มหาสมุทรนั้นก็หาได้สกปรกด้วยไม่” An eye for an eye makes the whole world blind. “ตาต่อตา ทำให้โลกทั้งมวลมืดบอด”

Gandhi อหิงสา คือทางหลักไม่ใช่ทางเลือก เขียนโดย ดร.เสรี พงศ์พิศ

"ผู้ชาย คนเดียวเดินบนถนนฝุ่นฟุ้ง มีอาวุธแค่ไม้เท้ากับความซื่อสัตย์ ต่อกรกับราชอาณาจักร" เป็นคำพูดของชาวอังกฤษที่ปกครองอินเดียพูดถึงคานธี ซึ่งคนอินเดียพร้อมใจกันเรียกว่า "บิดาแห่งชาติ" และเคารพนับถือเป็น "มหาตมะ" (วิญญาณที่ยิ่งใหญ่) เขา ใช้หลักอหิงสานำชาว อินเดียลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอาณานิคมอย่างอังกฤษ ซึ่งคานธีบอกว่า "คุณทำตัวเป็นนายในบ้านคนอื่น คุณกดขี่เราเพื่อควบคุมเรา ที่สุดพวกคุณต้องไป คุณมีแค่หนึ่งแสน ควบคุมคนอินเดีย 350 ล้านคนไม่ได้หรอกถ้าพวกเขาไม่ร่วมมือด้วย นั่นคือสิ่งที่พวกเราจะทำ ด้วยความสงบ อหิงสา ไม่ร่วมมือจนกว่าพวกคุณจะจากไป" นั่น คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและที่อังกฤษกลัวมากกว่าการใช้กำลังติดอาวุธเสียอีก เพราะนั่นหมายถึงศัตรูที่สู้กันชัดเจน ด้วยยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเดียวกัน กฎกติกาเดียวกัน แต่คานธีใช้วิธีอื่น วิธีของเขา ซึ่งดูจะสู้ยาก เขาใช้อหิงสาตอบโต้ความรุนแรง เขาสอนเรื่องนี้ให้หมอสอน ศาสนาชาวอังกฤษที่ไปหาและอยากช่วยเขาที่แอฟริกาใต้ว่า "พระเยซูทรงสอนว่า ใครตบแก้มซ้ายให้หันแก้มขวาให้ คงหมายถึงความกล้า เต็มใจยอมรับการทำร้าย ถูกตีหลายครั้งเพื่อให้เห็นว่าเราจะไม่ตอบโต้หรือหลบหลีก และเมื่อทำเช่นนั้นบางอย่างในธรรมชาติมนุษย์จะทำให้ความเกลียดของเขาลดลงและ ความนับถือเพิ่มขึ้น" มหาตมะ คานธี บอกบรรดานักการเมืองทั้งหลายว่า อย่ามัวแต่ตีฝีปากกันอยู่เลย การได้มาซึ่งเอกราชจะต้องทำอะไรมากกว่าแสดงสุนทรพจน์งดงามแข่งกัน เขาเรียกร้องให้ลงไปยืนอยู่เคียงข้างคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา รับรู้ปัญหาที่แท้จริงของพวกเขา แก้มาจากข้างล่างไม่ใช่จากบนเวที ตอนต้นๆ หลายคนมองว่า อหิงสาเป็นความพ่ายแพ้ ไม่ยอมสู้ คานธีประกาศว่า "ผมเชื่อในการต่อสู้เสมอ ที่ใดมีความอยุติธรรมเราจะต้องต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมัน คำถามมีอยู่ว่า เราต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมันหรือเพื่อลงโทษ เราทุกคนเป็นคนบาป ควรให้พระเจ้าเป็นผู้ลงโทษเอง ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ มีวิธีอื่นที่ดีกว่าการระเบิดรางรถไฟ หรือใช้มีดดาบฆ่าคน" ความ จริง การต่อสู้แบบอหิงสามองอีกด้านหนึ่งก็ใช่ว่าจะไม่รุนแรง เพียงแต่ว่าความรุนแรงไม่ได้เป็นเป้าหมายหรือวิธีการ เป็นผลตามมาที่บางครั้งหลีกเลี่ยงมิได้ เป้าหมายของอหิงสาไม่ใช่บีบบังคับให้ใครเปลี่ยนโดยการใช้กำลังและความรุนแรง หากแต่หาทาง "เปลี่ยนใจ" เขา ไม่ใช่ฆ่าเขา คานธีเป็น นักกฎหมายจบจากอังกฤษ เขารู้ว่า "ถ้าเราตอบโต้อย่างรุนแรงเรากลายเป็นคนเถื่อน เขาเป็นกฎหมาย เขากลายเป็นคนถูกต้องและเราเป็นคนผิดทันที" เขามีวิธีอื่นที่ดีกว่า เช่นแค่ประกาศว่าจะทำให้คนอินเดียทั่วประเทศหยุดงานทุกอย่างหนึ่งวัน และร่วมกันสวดมนต์ในวันนั้น อังกฤษก็ตัวสั่นแล้ว เพราะถ้าคนอื่นพูดอาจจะไม่น่ากลัวอะไร แต่นี่คานธีเป็นคนประกาศเอง เขาทำได้เพราะมีบารมีที่ชาวอินเดียทั้งประเทศเคารพและเดินตาม เหล่านี้เป็นบางส่วนของ Gandhi (1982) หนังใหญ่ที่ได้รางวัลออสการ์ไปถึง 8 ตัว หนังอย่างนี้ควรสร้างให้มาก โดยเฉพาะในยุคที่โลกร้อนระอุด้วยไฟแค้นและสงคราม ผู้คนสนใจแต่ว่าจะจัดการกับปัญหาต่างๆ ให้เสร็จไปโดยเร็วได้อย่างไร ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ และที่คว้าได้ไวที่สุดก็ไม่พ้นความรุนแรงแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" นอกจาก สถานการณ์ทั่วโลกจะร้อนรุ่มไม่เคยเย็น หนังและเกมต่างๆ ก็เต็มไปด้วยความรุนแรงแบบฆ่าฟันกันเลือดท่วมจอ มีน้อยมากที่เสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี เอะอะเป็นได้ฉะกันให้ตายไปข้างหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าคนดูคนเล่นก็สะใจ และชอบเสียด้วย เพราะนั่นคือธรรมชาติด้านมืดและด้านดิบของมนุษย์ ที่ในชีวิตจริงก็ถูกกดดันแบบหาทางออกไม่ได้ มหาตมะ คานธีเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ยิ่งใหญ่เพราะมีความเชื่อมั่นในหลักอหิงสา หรือการไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหา ท่านไม่ใช่ศาสดาที่เทศน์สอนและมีสำนักส่วนตัว แต่เป็น "ประกาศก" (Prophet) ผู้ประกาศการต่อสู้ด้วยชีวิตของตนเอง ลงไปคลุกกับคนจน ทอผ้าเอง ทำงานทุกอย่างเองในอาศรมหรือชุมชนเล็กๆ ที่ก่อตั้งเพื่อเป็นต้นแบบและเพื่อการเรียนรู้ จนถึงไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แม้จะไม่เคยดำรงตำแหน่งใดๆ แต่ก็มีอิทธิพลอย่างสูงในการก่อตั้งรัฐบาลของอินเดียและปากีสถานหลังจากได้ รับเอกราชในปี 1947 ชีวิตของมหาตมะ คานธีมีรายละเอียดและความยิ่งใหญ่กว่าในหนังมากนักต้องไปอ่านหนังสือ "ข้าพเจ้าทดลองความจริง" อัตชีวประวัติของท่าน และเล่มอื่นๆ เพื่อจะได้เรียนรู้และซึมซับบทเรียนชีวิตของ "วิญญาณอันยิ่งใหญ่" หรือ "มหาตมะ" ผู้นี้ เท่าที่ปรากฏในสามชั่วโมงเศษของหนัง เรื่อง Gandhi ก็พอทำให้ได้สัมผัสกับมหาบุรุษผู้นี้ตั้งแต่เขาไปทำงานเป็นทนายความที่ แอฟริกาใต้ ซึ่งมีคนอินเดียอยู่จำนวนมาก ฉากแรกก็ถูกถีบลงรถไฟเพราะไปนั่งชั้นหนึ่งซึ่งคนผิวสีไม่มีสิทธิ์ แต่นักกฎหมายหนุ่มจากอังกฤษคิดว่าเขามีเงินซื้อตั๋วได้ก็ต้องนั่งได้ ทำให้ได้บทเรียนอันเจ็บปวดครั้งแรกถึงความไม่เป็นธรรม การกดขี่ทางเชื้อชาติสีผิวในประเทศที่เป็นอาณานิคมของราชอาณาจักร นั่น คือจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้คานธีหนุ่มเริ่มการต่อสู้กับกฎหมายไม่เป็นธรรม เช่นเมื่อมีการออกกฎหมายให้คนอินเดียพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งคานธีเห็นว่าไม่มีความจำเป็นและเลือกปฏิบัติ เขาบอกว่า "เราจะไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ และจะไม่ฆ่าใคร" เขาเรียกร้องให้ชาวอินเดียต่อสู้กับความโกรธแต่ไม่ไปกระตุ้นความโกรธ ต่อสู้ความรุนแรงแต่ไม่ไปกระตุ้นความรุนแรง เอาหนังสือเดินทางไปเผาทิ้ง แม้จะถูกตีอย่างทารุณก็ยอม ถ้าอำนาจรัฐจัดการด้วยความรุนแรง "เราจะไม่ตอบโต้ เราจะรับมัน ความเจ็บปวดของเราจะทำให้เขาเห็นความไม่เป็นธรรม เรายอมไม่ได้ เขาอาจจะทารุณกรรมร่างกายผม หักกระดูกผม หรืออาจจะฆ่าผม แต่เขาจะได้ร่างไร้ชีวิตของผมเท่านั้น ไม่ได้วิญญาณผม ไม่มีทางทำให้ผมเชื่อฟังเขาได้" คานธี (Ben Kingsley) กลับไปอินเดียเมื่อปี 1915 อย่างวีรีบุรุษ ข่าวคราวการต่อสู้ของเขาที่แอฟริกาใต้เป็นที่รับรู้กันทั่วอินเดีย เขาเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อสัมผัสกับสภาพและปัญหาชีวิตจริงของชาวบ้าน ได้เห็นความไม่เป็นธรรม การกดขี่ของอำนาจรัฐ อำนาจอาณานิคม คานธี ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นที่ส่งผลให้คนไม่มีงานทำ ยากจนลงไปอีก ที่เคยทอผ้านุ่งเองขายเองก็เลิก ไปหาซื้อผ้าจากแมนเชสเตอร์ที่อังกฤษส่งเข้าไปขาย โรงงานต่างๆ ตั้งขึ้นมาทำให้อาชีพชาวบ้านต้องเลิกล้มไป อย่างเคยทำเกลือขายแบบพื้นบ้านก็ต้องเลิกเพราะมีโรงงานเกลือขนาดใหญ่โดยนาย ทุนอังกฤษ เขา เห็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวฮินดู มุสลิม ซิกส์ การรบราฆ่าฟันกันตั้งแต่ในหมู่บ้านไปถึงในพรรคการเมืองและกลุ่มผู้นำขบวนการ กอบกู้เอกราช ปัญหาซึ่งยืดเยื้อและไม่หยุดแม้เมื่อได้รับเอกราช และนี่คือประเด็นที่นักล่าอาณานิคมชอบหยิบยกมาอ้างความชอบธรรมในการเข้าครอบ ครองว่าต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ถ้าเราไม่มาพวกคุณฆ่ากันตาย เรามาช่วยดูแลจัดระเบียบบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข ข้ออ้างแบบ "อาณานิคม" ที่ไม่เคยเก่า มหาตมะ คานธีตอบว่า "ทุกประเทศมีปัญหาคนกลุ่มน้อย มีปัญหาระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่มันเป็นปัญหาเรา ไม่ใช่ปัญหาคุณ" คนอังกฤษฟังแต่ไม่ได้ยิน เหมือนมหาอำนาจในปี 2004 ที่บางประเทศอ้างตัวเป็นผู้คอยดูแลระเบียบโลก ต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ ก้าวก่ายเขาไปทั่ว แล้ววันหนึ่งก็เกิดความรุนแรงนองเลือดจนได้ เมื่อนายพลอังกฤษขนกองกำลังไปสังหารหมู่ชาวอินเดียที่รัฐอมริตสาตายไปถึง 1,516 คน บาดเจ็บอีกหลายพันคน โชคดีที่เอารถถังเข้าไปไม่ได้เพราะถนนแคบ ไม่งั้นคงตายมากกว่านี้ แต่อหิงสาก็ไม่ได้ตอบโต้ อย่างที่เห็นในอีกฉากหนึ่งที่ยืนยันหลักปรัชญาของมหาตมะ คานธีได้ดีที่สุด คือฉากที่คนอินเดียเดินหน้าเรียงสี่เข้าไปให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษตีจนบาด เจ็บหัวร้างข้างแตกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน จนทำให้หลายคนแคลงใจว่า หลักอหิงสาแก้ปัญหาได้จริงหรือ คำถามซึ่งคนจำนวนมากยังค้างคาใจและถามกันจนถึงวันนี้ คำตอบของมหาตมะ คานธี ที่พูดในท้ายหนังเรื่องนี้คือ "เมื่อฉันท้อแท้ ฉันจะคิดถึงประวัติศาสตร์ ที่ความจริงและความรักจะเป็นผู้ชนะเสมอ สังคมไม่เคยขาดทรราชย์และฆาตรกร และระยะหนึ่งดูเหมือนพวกเขาจะอยู่ยงคงกะพันและเป็นผู้ชนะ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่รอดสักราย" ความรุนแรงแบบตาต่อตาทำให้โลกตาบอด มองไม่เห็นทางรอดที่มาจากอหิงสา หลักการที่ต้องเชื่ออย่างหนักแน่นมั่นคง และปฏิบัติด้วยจิตวิญญาณแบบคานธี (Gandhian Spirit) แม้จะไม่มี "วิญญาณยิ่งใหญ่" (Great Soul) เท่าท่านก็ตาม อินเดีย ภายใต้การนำของ "สะไภ้คานธี" ในยุคที่ตะวันตกพบตะวันออก และวิญญาณมนุษย์ถูกท้าทายอย่างวันนี้ ต้องการอหิงสาให้กลับมาแก้ปัญหาบ้านเมือง เช่นเดียวกับที่อิสราแอล ปาเลสไตน์ อิรัก อัฟกานิสถาน ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคใต้ และโลกทั้งโลกวันนี้ที่ถูกสุมไฟแห่งความรุนแรงให้ร้อนยิ่งกว่านรก (พิมต์ ครั้งแรกใน "ผู้จัดการรายวัน" เมื่อปี 2547 รวมเล่มชื่อ อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์มเมื่อปี 2548)

คำคมคานธี สุดท้าย....เมฆหมอกร้ายได้ผ่านไป ผมยังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี บนเส้นทางของการต่อสู้ ซึ่งไม่มีจุดหมาย มักมีแต่ความโดดเดี่ยว มันจะมีอุปสรรคปัญหา ซึ่งต้องคอยแก้ไข ซึ่งในที่สุด เจ้าตัวมักจะคิดอยู่เสมอว่า ตัวเองพ่ายแพ้อยู่ตลอดเวลา มันจะเป็นเช่นนี้ ตลอดไป....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน