อหิงสาต่อความเลวของทรราช การเสียสละเพื่อทำความสะอาดบ้านเมือง.docx
เนื้อหาในไฟล์
อหิงสาต่อความเลวของทรราช การเสียสละเพื่อทำความสะอาดบ้านเมือง
จงใช้ชีวิตให้เสมือนกับว่าในวันพรุ่งนี้ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว และจงเรียนรู้ให้เสมือนว่าท่านจะอยู่ในโลกนี้ตลอดไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด (Live as if you were to die tomorrow, Learn as if you were to live forever) : มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)
หากคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้คิดเชื่อและปฏิบัติได้เช่นข้างต้นแล้ว สังคมโลกน่าจะสุขสงบและสันติมากกว่าที่เป็นอยู่
มหาตมะ คานธี หรือโมฮันดาส คารามจันท์ คานธี มีชีวิตในค.ศ.1869-1948 เขาคือผู้ที่ชาวโลกผู้รักสันติให้ความยกย่องอย่างสูงส่ง เพราะใช้หลักการอหิงสาต่อสู้กับมหาอำนาจอังกฤษเพื่อเรียกร้องเอกราชให้กับอินเดีย
มหาตมะ คานธี คือผู้ที่แสดงให้โลกได้ประจักษ์ชัดว่าความสันติ และความรักจะมีพลานุภาพเหนือสรรพาวุธทั้งปวง เขาแสดงให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรง การฆ่าฟันทำลายล้าง และสงครามไม่สามารถทำให้มนุษย์ชนะได้อย่างถาวร เพราะจะเกิดการแก้แค้นอย่างไม่มีวันสิ้นสุด แต่วิธีเอาชนะความเลวทรามและความชั่วช้าจึงอยู่ที่การเปลี่ยนจิตใจและพฤติกรรมของคนชั่ว ไม่ใช่การทำลายล้างคนชั่วด้วยการผลาญชีวิต
เอกบุรุษของโลกรายนี้ย้ำเสมอว่า จงเกลียดชังในสิ่งเลวทราม แต่จงอย่าเกลียดชังในตัวคนเลว เพราะว่า คนเลวทุกคนมีโอกาสกลับตัวเป็นคนดีได้เสมอ
ขอย้ำว่า เราทุกคนต้องเกลียดชังความเลวทราม แต่เราจงบอกตัวเองตลอดเวลาว่า เราจะไม่เกลียดชังคนเลว แต่เราจะพยายามใช้ความรักและความปรารถนาดีเปลี่ยนแปลงคนเลวให้กลายเป็นคนดีให้จงได้ แม้จะต้องใช้เวลายาวนานสักเท่าไรก็ตาม เราก็ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงเขา เราจะไม่ฆ่าไม่ประหารเขา เพราะเราเชื่อมั่นว่าความดีจะชนะความเลว และคนเลวจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เมื่อเขาสามารถเข้าถึงควา
อ่านต่อ
มดีความงามได้
มหาตมะ คานธี เน้นหลักอหิงสาไว้ว่า ต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรงทั้งปวง และต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นในทุกกรณี แต่จะต้องให้ความเคารพในชีวิตของผู้อื่นตลอดเวลา
เอกบุรุษของโลกผู้นี้เน้นการประท้วงแบบอหิงสาเพื่อเรียกร้องเอกราชให้กับอินเดีย โดยเขาทำควบคู่ไปกับหลักสัตยเคราะห์ ซึ่งสัตยเคราะห์ก็คือ ความตั้งใจที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคง และยึดมั่นจะยืนหยัดอยู่กับความจริงและความถูกต้อง โดยพร้อมจะยินยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง
คานธีเน้นหลักสำคัญคือ การควบคุมจิตใจไม่ให้เกิดความเกลียดชังใดๆ เพราะเมื่อเกลียดชังแล้วก็จะนำไปสู่ความรุนแรงและเกิดการต่อสู้ที่ต้องใช้กำลังเข้าประทะกัน ดังนั้น การประท้วงด้วยหลักอหิงสาควบคู่ไปกับสัตยเคราะห์คือ การประท้วงโดยเน้นหลักความยุติธรรม ทำทุกอย่างด้วยความสงบเยือกเย็น โดยไม่หวาดหวั่นต่อความก้าวร้าวป่าเถื่อนใดๆ จากอีกฝ่ายหนึ่ง
คานธีเน้นว่า ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาให้เข้าถึงเหตุผลของผู้ที่ก้าวร้าวให้ได้ และต้องให้เวลากับผู้ก้าวร้าวเพื่อให้เขาได้คิด แต่ถึงแม้ว่าฝ่ายผู้ก้าวร้าวจะไม่ยินยอมแก้ไขความผิดพลาดของตนเองก็ตาม แต่หลักของสัตยาเคราะห์ก็จะให้ฝ่ายนั้นได้รับรู้ถึงความตั้งใจของเขาที่มุ่งมั่นจะเคลื่อนไหวและประท้วงในแบบอหิงสาอย่างแท้จริง
ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นในการประท้วงแบบอหิงสาในยุคคานธีคือ การที่ชาวอินเดียหลายพันคนไปชุมนุมกันที่สวนสาธารณะชัลลียันวาลา เมืองอมฤตสระ เพื่อเรียกร้องเอกราช แต่แล้วก็ถูกนายพลไดเยอร์ ผู้บังคับการกองทหารอังกฤษ ของเมืองอมฤตสระ ซึ่งมีความเคียดแค้นชิงชังชาวอินเดียเป็นทุนเดิม และต้องการทำให้อินเดียได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของกองทหารอังกฤษ จึงสั่งให้ยิงผู้ชุมนุมจนเสียชีวิตนับพันคน บาดเจ็บกว่าสามพัน แต่ทว่าผู้ชุมนุมกลับไม่ได้ตอบโต้หรือต่อสู้แต่อย่างใด
ภาพความโหดเหี้ยมชั่วช้าดังกล่าวอันเกิดจากการกระทำของทหารอังกฤษส่งผลให้รัฐบาลอังกฤษเสื่อมเสียเกียรติยศอย่างหนักในสายตาประชาคมโลก และทำให้อังกฤษต้องทบทวนการกระทำอันต่ำช้านั้น
หลักอหิงสาคือหลักที่เน้นการใช้รูปแบบอารยะขัดขืน หรือ Civil Disobedience ดังปรากฏชัดเมื่อครั้งที่คานธีนำประชาชนอินเดียประท้วงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมของอังกฤษที่สั่งห้ามคนอินเดียผลิตเกลือด้วยตนเอง ซึ่งกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะห้ามคนอินเดียใช้ทรัพยากรของตนเอง ดังนั้นคานธีจึงพาประชาชนเรือนแสนออกเดินทางด้วยเท้าไปยังเมืองชายทะเล ณ ตำบลฑัณฑี เพื่อไปทำนาเกลือ ซึ่งเท่ากับจงใจฝ่าฝืนกฎหมายที่ไร้ความเป็นธรรมของอังกฤษอย่างชัดเจน
นี่คือการแสดงอารยะขัดขืนโดยปราศจากความรุนแรงทางกายภาพที่ชาวอินเดียได้แสดงออกให้ชาวโลกได้ประจักษ์อย่างชัดเจน เป็นการประท้วงที่ปราศจากการใช้กำลัง แม้ว่าจะถูกกองกำลังของรัฐบาลอังกฤษทำร้ายแต่ชาวอินเดียและคานธีก็ยังดำเนินการต่อไป แม้ร่างกายจะได้รับบาดเจ็บก็ตาม
ยิ่งทางการอังกฤษใช้ความรุนแรงกับชาวอินเดียมากขึ้นเท่าใดอังกฤษก็ยิ่งเสื่อมเสียเกียรติภูมิต่อประชาคมโลกมากขึ้นเท่านั้นจนในที่สุดรัฐบาลอังกฤษจึงต้องยอมให้เอกราชกลับคืนต่ออินเดีย
หลักอหิงสาและสัตยเคราะห์นั้นเป็นแบบอย่างของการประท้วงโดยสันติที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะในอเมริกา และในฟิลิปปินส์ รวมถึงในไทย ผู้รักสันติเชื่อมั่นว่าการต่อสู้แบบสงบอหิงสาจะให้ผลดีดีที่สุดกับสังคมโดยรวม เพราะมุ่งเน้นการไม่สอนคนให้เกิดความเกลียดชังต่อกัน และเน้นการใช้ความสงบเยือกเย็นเป็นสำคัญ จึงทำให้การชุมนุมของผู้ประท้วงปราศจากการใช้กำลังและความรุนแรงใดๆ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยกย่องคานธีว่า เป็นผู้นำประชาชนโดยไม่ต้องอาศัยอำนาจใดๆ จากสิ่งภายนอก เป็นนักต่อสู้ผู้ยิ่งใหญ่ผู้ต่อต้านและตำหนิการใช้กำลังรบ เป็นผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและความอ่อนน้อมถ่อมตน แต่เป็นผู้มีพละกำลังที่ยิ่งใหญ่คือความเด็ดเดี่ยวและความเสมอต้นเสมอปลายโดยไม่เปลี่ยนแปลง เป็นผู้อุทิศสรรพกำลังเพื่อยกระดับจิตใจ และความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น เป็นบุคคลที่กล้าเผชิญหน้ากับความก้าวร้าวโหดเหี้ยมของยุโรปด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ธรรมดา และทุกครั้ง คานธีก็สามารถอยู่ได้เหนือกว่า
ทุกวันนี้ คนที่นิยมความอหิงสาทั่วโลกยังคงระลึกถึงมหาตมะ คานธี ตลอดเวลา และยังคงยึดมั่นในหลักอหิงสาไม่เสื่อมคลาย และคนที่เคารพหลักอหิงสาของคานธี ก็ยังจดจำได้ดีถึงบาป 7 ประการ ตามทัศนะของมหาตมะ คานธี ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือชื่อ The Story of My Experiments with Truth เมื่อปี ค.ศ. 1925 ที่ว่า
1.ทำการเมืองโดยปราศจากหลักการ (Politics without principles)
2.หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด (Pleasure without conscience)
3.ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน (Wealth without work)
4.มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี (Knowledgewithout character)
5.ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม (Commerce without morality)
6.วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์ (Sciencewithout humanity)
7. บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ (Worship without sacrifice)
คานธี ถูกลอบยิงเสียชีวิตในวัย 78 ปี ขณะเดินไปร่วมสวดมนต์ประจำวัน ในสวนเวอริฮาร์ กรุงนิวเดลลี ผู้ยิงคานธีคือนาถูราม โคถเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนา และไม่ต้องการให้ฮินดูสมานฉันท์กับชาวมุสลิม
ที่ชวนคุณคิดในวันนี้ก็แค่เพียงอยากจะบอกคุณว่าการต่อสู้กับระบอบทักษิณนั้นต้องใช้หลักอหิงสา และใช้หลักความเมตตา เพราะทักษิณ ชินวัตร นั้นเป็นผู้มีความหยาบในจิตใจมากกว่ามนุษย์ทั่วๆ ไป
คำคมคานธี สุดท้าย....เมฆหมอกร้ายได้ผ่านไป ผมยังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี บนเส้นทางของการต่อสู้ ซึ่งไม่มีจุดหมาย มักมีแต่ความโดดเดี่ยว มันจะมีอุปสรรคปัญหา ซึ่งต้องคอยแก้ไข ซึ่งในที่สุด เจ้าตัวมักจะคิดอยู่เสมอว่า ตัวเองพ่ายแพ้อยู่ตลอดเวลา มันจะเป็นเช่นนี้ ตลอดไป....