05 610329 บทที่ 2เอมอร-1.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 เอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ย ว ข้อง การ ศึกษา วิจัย ผลของการเสริมพลังต่อพฤติกรรมการลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์และภาวะสุขภาพของผู้เข้าอบรมแพทย์วิถีธรรม ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทบทวนแนวคิ ด ทฤษฎี และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการทบทวนได้นำเสนอเนื้อหาตามลำดับดังนี้ 1. การแพทย์ ทางเลือก วิถีธรรม 2. ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับอาหาร 2.1 โรคมะเร็ง 2.2 โรคอ้วน 2.3 โรคเบาหวาน 2.4 โรคความดันโลหิตสูง 2.5 โรคหัวใจและหลอดเลือด 2.6 โรคภูมิแพ้ 2.7 โรคโลหิตจาง 2.8 โรคกระดูกพรุน 3 . การบริโภคเนื้อสัตว์ 3 .1 ปัจจัยเสี่ยงต่อการบริโภคเนื้อสัตว์ 3 .2 ผลกระทบจากการบริโภคเนื้อสัตว์ 3 .3 กรณีศึกษาผู้ป่วย 3.4 องค์ความรู้การบริโภคอาหารให้เป็นยา 4 . แนวคิดทางด้านพุทธศาสนา 5 . แนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง 5 .1 ทฤษฎี การเสริมพลัง 5 . 2 ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา 5.3 ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง 5 .4 ทฤษฎี แรงสนับสนุนทางสังคม 5 .5 แนวคิด เกี่ยวกับภาวะสุขภาพ 5.6 การตรวจประเมินภาวะสุขภาพร่างกาย 6 . งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 . กรอบแนวคิดในการวิจัย การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม องค์ความรู้การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์แนวคิดสำคัญ ๆ จากหลาย ๆ แนวคิดไม่ว่าจะเป็น แนวคิดพุทธธรรมะ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดสุขภาวะตามหลักพุทธศาสนา แนวคิดการแพทย์ทางเลือก แนวคิดการแพทย์แผนไทยและแผนพื้นบ้าน แนวคิดสุขภาพบุญนิยม แนวคิดวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน แนวคิดทฤษฎีกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับสสารกับพลังงาน ทฤษฎีขั้วตรงกันข้ามเชิงสุขภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับ ข้อมูลผ่านประสบ
อ่านต่อ
การณ์ในการจัดทำค่ายสุขภาพตลอดระยะเวลา 15 ปี ได้บูรณาการและพัฒนาเป็นวิธีการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตาม “ แพทย์ทางเลือกวิถีธรรม ” ( ใจเพชร กล้าจน . 2553 : 61-85) 1. สาเหตุของความเจ็บป่วยตามหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม 4 สาเหตุหลัก 9 สาเหตุย่อย มีดังนี้คือ 1.1 สาเหตุหลัก 4 ข้อ ของความเจ็บป่วยตามหลักแพทย์วิถีธรรม 1.1.1 ความร้อนเย็นไม่สมดุลด้านวัตถุ 1.1.2 ทำบาป/อกุศลกรรม 1.1.3 การไม่บำเพ็ญบุญกุศล 1.1.4 ความกลัว/ความวิตกกังวล 1.2 สาเหตุย่อย 9 ข้อของความเจ็บป่วยตามหลักแพทย์วิถีธรรม 1.2.1 อารมณ์เป็นพิษ เช่น ความเครียด ความกลัว ความวิตกกังวล ความโลภ โกรธ หลง ยึดเกิน เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น 1.2.2 อาหารเป็นพิษและไม่สมดุลพิษจากอาหาร ประกอบด้วยหลัก ดังนี้ 1 .2.2.1 พิ ษจากอาหารที่มีสารพิษ สารเคมี ตกค้างทั้งในพืชและสัตว์ ทั้งขบวนการผลิตและการปรุงอาหาร 1. 2 .2.2 พิษจากอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์มากเกินไป 1.2.2. 3 พิษจากอาหารที่ปรุงรสจัดเกินไป 1.2.2. 4 พิษจากอาหารไม่สมดุล 1.2.2. 5 พิษจากของเสียและความร้อนจากขบวนการย่อย สันดาปและเผาผลาญอาหาร 1.2.2. 6 พิษจากการไม่รู้เทคนิคในการรับประทานอาหารสุขภาพอย่างผาสุกและไม่รู้วิธีปฏิบัติในการ ลด ละ ล้าง ความอยากในจิตต่ออาหารเป็นพิษอย่างถูกตรง 1.2.3 พิษจากการไม่ออกกำลังกาย หรือการออกกำลังกายและอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง 1.2.4 พิษจากมลพิษต่าง ๆ ในโลกเพิ่มมากขึ้น เช่น อุณหภูมิบรรยากาศโลกที่ร้อนขึ้น ควันพิษและสารพิษต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทำให้พิษดังกล่าวเคลื่อนเข้ามาทำร้ายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ถ้าเราไม่รู้จักวิธีถอนพิษออกจากร่างกาย ก็จะเร่งความเสื่อมของร่างกายและก่อโรคภัยไข้เจ็บได้ 1.2.5 พิษจากการสัมผัสเครื่องยนต์/เครื่องไฟฟ้า/เครื่องอิเล็กทรอนิกส์มากเกินความสมดุล 1.2.6 ไม่พึ่งตน ด้วยวิธีที่ประหยัดเรียบง่าย ในการลดความรุนแรงของพิษหรือระบายพิษออกจากร่างกาย 1.2.7 การเพียรการพักที่ไม่พอดี 1.2.8 บาป/อกุศลกรรม ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้า “ ความสั่งสมบาปนำทุกข์มาให้ ” ( พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 59) และข้อมูลในพระไตรปิฎก เล่มที่ 14 1.2.9 การบูรณาการองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ไม่สามารถลดปัญหาสุขภาพด้วยการแก้ที่ต้นเหตุ ส่วนใหญ่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ มีค่าใช้จ่ายที่สูง และ คนพึ่งตนเองได้น้อยลงในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพตนเอง ผลจากความ เจ็บป่วยเป็น มา จากการใช้ชีวิต ไม่ สมดุล การใช้ความคิดมากเกินไป การขาดการอ อกกำลังกาย การ กินอาหารไม่ถูกต้อง ความกดดันทางจิตใจ จากความขัดแย้งกับบุคคล สิ่งแวดล้อม (สุรพล ธรรมร่มดี และมิรา ชัยมหาวงศ์ . 2552 : 19) 2. กลไกการเกิดและการหายของโรค/อาการเจ็บป่วย ตามหลักแพทย์ทางเลือก วิถีธรรม 2.1 กลไกการเกิดและการหายของโรค/อาการเจ็บป่วย ตามหลักแพทย์วิถีธรรม การเกิดของโรคเนื่องจากภาวะร่างกายร้อนเย็นไม่สมดุลมีผลต่อปฏิกิริยารีเฟล็กซ์เป็นการทำงานอย่างอัตโนมัติของเซลล์ และปัจจัยที่ทำให้โครงสร้าง หรือโครงรูปของเซลล์คงสภาพหรือเสียสภาพ เมื่อเกิดภาวะร่างกายร้อนเย็นไม่สมดุลโครงรูปของเซลล์ ผิดปกติ เซลล์ก็จะเสียหน้าที่ ไม่สามารถกำจัดพิษต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พิษต่าง ๆ ก็จะสะสมค้างอยู่ในร่างกาย ทำให้เซลล์เสื่อมและตายก่อนเวลาอันควร การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ก็เสื่อม จึงทำให้เกิดโรคได้ทุกโรคหรือเกิดอาการเจ็บป่วยได้ทุกอาการหรือ เกิดความเสื่อมได้ทุกเซลล์ทุกอวัยวะของร่างกาย ปัจจัยที่สัมพันธ์เพิ่มเติมคือการ ละบ าป บำเพ็ญ บุญ และการเพิ่มพูนความวิตกกังวล จะทำให้ภาวะร่างกายร้อนเย็นไม่สมดุลมากยิ่งขึ้ น ส่วนการละบาป บำเพ็ญบุญ และเพิ ่ มพูนใจไร้กังวล จะทำให้ภาวะร่างกาย ร้อนเย็นสมดุลมากยิ่งขึ้น ความเข้าใจกลไกการเกิดและการหายของโรคหรืออาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เป็นรหัสที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยที่ต้นเหตุได้อย่างถูกต้อง 3. กลุ่มอาการเจ็บป่วย ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม 5 กลุ่มอาการ อาการเจ็บป่วยแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ 3.1 กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกิน 3.2 กลุ่มอาการของภาวะร่างกายเย็นเกิน 3.3 กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน 3.4 กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายร้อนเกิน ตีกลับเป็นอาการเย็นเกิน (เย็นหลอก) 3.5 กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายเย็นเกิน ตีกลับเป็นอาการร้อนเกิน (ร้อนหลอก) ตัวอย่างอาการของภาวะร่างกายร้อนเกิน (ยุคนี้ ร้อยละ 80 มักจะร้อนเกิน) อาการเด่นที่มักเกิดเมื่อมีภาวะร่างกายร้อนเกิน ได้แก่ กระหายน้ำ ปวด บวมแดง ร้อน ตึง แข็ง มึนชา แผลผุพอง ปากคอแห้ง ผื่น คัน ปัสสาวะเข้มมีปริมาณน้อย อุจจาระแข็ง กำลังตก ชีพจรเต้นแรง เส้นเลือดขยายตัว เมื่อมีภาวะร่างกายร้อนเกิน ให้แก้ด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นเท่าที่รู้สึกสบาย ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเท่าที่รู้สึกสบาย ตัวอย่างอาการของภาวะร่างกายเย็นเกิน (ยุคนี้ ร้อยละ 5 มักจะเย็นเกิน ซึ่งมีสาเหตุตรงกันข้ามกับภาวะร่างกายร้อนเกิน) อาการเด่นที่มักเกิดเมื่อมีอาการภาวะร่างกายเย็นเกิน ได้แก่ ปากคอชุ่ม ไม่กระหายน้ำ รสของน้ำจืดผิดปกติ ปวด เหี่ยว ซีด เย็น ตึง แข็ง มึน ชา ท้องอืด หนาวสั่น ปัสสาวะใสปริมาณมาก อุจจาระเหลว กำลังตก ชีพจรเต้นเบา เมื่อมีอาการภาวะร่างกายเย็นเกิน ให้แก้ด้วยการใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเท่าที่รู้สึกสบาย ลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเท่าที่รู้สึกสบาย ตัวอย่างกลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกินและเย็นเกิน เกิดขึ้นพร้อมกัน (ร้อนเย็นพันกัน) ยุคนี้ ร้อยละ 15 อาการเด่นที่มักจะเกิด ได้แก่ มีไข้สูง แต่หนาวสั่นหรือเย็นมือ เย็นเท้า ปวดศีรษะ ตัวร้อนร่วมกับท้องอืด ปวดบวมแดงร้อน ร่วมกับมึนชาตามเนื้อตัว แขน ขา เป็นต้น วิธีแก้อาการภาวะร่างกายร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแก้ โดยการผ่านไฟหรือกดน้ำร้อนใส่หรืออาจผสมสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเท่าที่รู้สึกสบายลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นสดเท่าที่รู้สึกสบาย ตัวอย่างกลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายร้อนเกิน ตีกลับเป็นอาการเย็นเกิน (เย็นหลอก) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายร้อนเกิน ตีกลับเป็นอาการเย็นเกิน (เย็นหลอก) มีต้นเหตุมาจากภาวะร่างกายร้อนแต่มีสภาพตีกลับจนเกิดอาการร่างกายเย็นเกิน เมื่อใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแก้ อาการจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม แต่พอใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นกลับรู้สึกสบาย ก็ให้ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแก้ เพราะต้นเหตุเกิดจากภาวะร่างกายร้อน การดับทุกข์ดับที่ต้นเหตุจะทำให้ทุกข์ดับและเกิดความสุขขึ้น ตัวอย่างกลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายเย็นเกิน ตีกลับเป็นอาการร้อนเกิน (ร้อนหลอก) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายเย็นเกิน ตีกลับเป็นอาการร้อนเกิน (ร้อนหลอก) มีต้นเหตุมาจากภาวะร่างกายเย็นแต่มีสภาพตีกลับจนเกิดอาการร่างกายร้อนเกิน เมื่อใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นแก้ อาการจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม แต่พอใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนกลับรู้สึกสบาย ก็ให้ใช้สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนแก้ เพราะต้นเหตุเกิดจากภาวะร่างกายเย็น การดับทุกข์ดับที่ต้นเหตุจะทำให้ทุกข์ดับและเกิดความสุขขึ้น อาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายร้อนหรือภาวะร่างกายเย็นเกินที่มีลักษณะเด่นซ้ำกัน เวลาวินิจฉัยแยกภาวะร้อนเย็นให้สังเกตอาการอื่น ๆ ที่แตกต่างกันประกอบการวินิจฉัย 4. การปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ตามหลักแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม “3 สูตรปรับสมดุล 4 กลวิธีหลัก 9 เทคนิค ” 4.1 การปรับสมดุลเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ตามหลักแพทย์วิถีธรรม ใช้ 3 สูตรปรับสมดุล 4 กลวิธีหลัก 9 เทคนิค ดังนี้ 4.1.1 สูตรปรับสมดุล 3 สูตร ได้แก่ 4. 1 .1.1 สูตรร้อน ใช้แก้อาการของภาวะร่างกายเย็นเกินและอาการของภาวะร่างกายร้อนหลอก 4.1.1. 2 สูตรเย็น ใช้แก้อาการของภาวะร่างกายร้อนเกินและอาการของภาวะร่างกายเย็นหลอก 4.1.1. 3 สูตรร้อนผสมกับสูตรเย็น ใช้แก้อาการของภาวะร่างกายร้อนและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยปรับสมดุลด้วยสิ่งที่ประหยัดเรียบง่าย ไปสู่จุดที่รู้สึกสบาย เบากาย มีกำลัง ตามหลักการใน พระไตรปิฎก “ จัตตาริสูตร ”, “ กกจูปมสูตร ”,” อนายุสสสูตร ” และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 4.1.2 ปรับสมดุลด้วย 4 กลวิธีหลัก ได้แก่ 4. 1 .2.1 สมดุลร้อนเย็น 4.1. 2 .2 ละบาป 4.1.2. 3 บำเพ็ญบุญ 4 .1.2.4 เพิ่มพูนใจไร้กังวล 4.1.3 ใช้เทคนิคปรับสมดุล 9 ข้อ ดังนี้ 4.1.3.1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล คลอโรฟิลล์ในพืชและฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงของสัตว์ชั้นสูง มีโมเลกุลเหมือนกันเกือบ 100% มีความแตกต่างกันเพียงแค่แกนกลางของคลอโรฟิลล์ในพืชเป็นธาตุแมกนีเซียม ( Mg) ทำให้คลอโรฟิลล์มีสีเขียว แต่แกนกลางของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงเป็นธาตุเหล็ก ( Fe) ทำให้ฮีโมโกลบินมีสีแดง ความเหมือนกันโดยเหลือเชื่อถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ 2 ท่าน คือ ดร.ริชาร์ด วินสเตเตอร์ จากมหาวิทยาลัยพบว่า คลอโรฟิลล์ในพืชกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในสัตว์ และนายแพทย์ฮานส์ ฟิสเธอร์ ชาวเยอรมัน พบว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างเม็ดเลือดแดงและคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นธาตุเหล็ก ทำให้มีอัตราการเพิ่มของเม็ดเลือดแดง และธาตุแมกนีเซียมที่หลุดออกมาจากศูนย์กลางของคลอโรฟิลล์ทำหน้าที่พาแคลเซียมเข้าไปอุดตันในกระดูกต่าง ๆ ทำให้กระดูกแข็งแรงประโยชน์ของคลอโรฟิลล์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระยั้บยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งต่าง ๆ ต่อต้านสารอัลฟ่าทอกซินในการก่อให้เกิดมะเร็งตับ ช่วยล้างพิษจากสารเคมีและยาในร่างกาย ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษ (บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ . 2556 : 213-215) 4.1.3. 2 กัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม การกัวซาเป็นการแพทย์ดั้งเดิมของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ชาวไทยภูเขาบางกลุ่ม ชาวจีน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น มีประสิทธิภาพโดดเด่นในการเอาพิษออกจากร่างกายโดยระบายพลังงานที่เป็นพิษจากเลือดที่ถูกกระตุ้นให้เคลื่อนมาระบายพิษที่ผิวหนัง ทำให้สามารถบรรเทาอาการไม่สบายได้อย่างรวดเร็ว “ กัวซา ” มีความหมายคือ “ กัว ” แปลว่าขูด “ ซา ” แปลว่า สารพิษ หรือ หมายถึง เชื้อโรค หรือสิ่งปนเปื้อนผิดปกติออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย การกัวซามีกลไกต่อสุขภาพคือ การขูดที่ผิวหนังจะทำให้เลือดซึ่งมีพลังงานและสสารที่เป็นพิษสะสมอยู่ เคลื่อนมาที่ผิวหนัง อวัยวะภายในก็ไม่ถูกพิษในกระแสเลือดทำร้าย กล้ามเนื้อของอวัยวะภายในเริ่มเกร็งตัวอาการไม่สบายจึงลดลงและเริ่มฟื้นตัว ส่วนเลือดที่เป็นพิษกลับสู่อวัยวะภายใน พลังงานที่มีพิษก็ระบายออกจากร่างกาย พร้อมกับเม็ดเลือดขาวและเซลล์ที่บริเวณผิวหนัง การกำจัดพิษดังกล่าว และขับพิษทางผิวหนังพร้อมกับเซลล์เม็ดเลือดจะขับคาร์บอนไดออกไซด์และรับออกซิเจนเข้าเซลล์ทางผิวหนัง กลไกดังกล่าวทำให้เม็ดเลือดสะอาดจากพิษและแข็งแรง กล้ามเนื้อบริเวณผิวหนังจะคลายตัว รับเลือดที่มีคุณภาพดีกลับไปเลี้ยงอวัยวะภายใน ทำให้อวัยวะภายในแข็งแรง การขูด กัวซา จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนน้ำเหลือง เป็นการช่วยขจัดพิษออกจากระบบหมุนเวียนเลือดและระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เมื่อพิษสะสมในร่างกายลดลง ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น สามารถบำบัดโรคให้กับตนเองได้ดีขึ้น (บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ . 2556 : 139) 4.1. 3 .3 การสวนล้างลำไส้ใหญ่ ( Colon detoxification) ด้วยสมุนไพร การสวนล้างลำไส้ใหญ่นั้นไม่ใช่เทคนิคหรือวิธีการใหม่ หากแต่พบว่าได้มีการทำมาแล้วตั้งแต่ 1,500 ปีก่อนคริสตกาลโดยชาวอียิปต์แม้ในคัมภีร์ไบเบิลก็ระบุถึงการสวนล้างลำไส้ การแพทย์กรีกยุคฮิปโปเครติสถือเอาการสวนล้างลำไส้เป็นกรรมวิธีหนึ่งในการรักษาโรค ปัจจุบันในยุโรปและสหรัฐอเมริกา การสวนล้างลำไส้ใหญ่เป็นแขนงหนึ่งของวิชาวารีบำบัด 4 .1.3.4 การแช่มือแช่เ ท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยสมุนไพ ร การแช่มือแช่เท้าเป็นกลไกการถอนพิษออกจากร่างกาย คือ ร่างกายมีธรรมชาติของการระบายพลังงานที่เป็นพิษจำนวนมากออกทางมือเท้าอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าแพทย์โบราณหลายประเทศมีการกดจุดหรือขูดระบายพิษจากมือและเท้า หรือเมื่อเราใส่ถุงมือ/ถุงเท้า/รองเท้านาน ๆ มักจะรู้สึกไม่สบายตัว เนื่องจากพิษระบายออกไม่ได้ ดังนั้น เมื่อคนเราใช้มือและเท้าในกิจวัตรประจำวัน กล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่มือและเท้ามักก็จะเกิดสภาพแข็งเกร็งค้าง ทำให้ขวางเส้นทางการระบายพิษจากร่างกาย การแช่ในน้ำอุ่นจะช่วยให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่แข็งเกร็งค้างคลายตัว พลังงานที่เป็นพิษในร่างกาย จึงระบายออกได้ดี ทำให้สุขภาพดีขึ้น ธาราบำบัด/วารีบำบัด ( Hyprotherapy) เป็นศาสตร์ที่สืบทอดกันมาจากยุคกรีกและโรมันคือการนำคุณสมบัติของน้ำที่ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายแร่ธาตุต่าง ๆ มาใช้เพื่อบำบัดรักษาโรค รักษาความเจ็บป่วย มีทั้งน้ำร้อน น้ำเย็น น้ำจืด น้ำจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกายช่วยให้ไขมันและสารพิษสลายตัวและขับออกจากร่างกายได้ ถ้าเป็นความร้อนของน้ำพุที่อุณหภูมิ 40 องศาจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ขยายรูขุมขนมีผลให้ขจัดสิ่งสกปรกในผิวหนังออกได้ แช่ตัวครั้งละไม่เกิน 20 นาทีเพราะจะทำให้ร่างกายร้อนเสียเหงื่อมาก ( ปวารณา อัจฉริยบุตร . 2553 : 89-90) 4.1.3. 5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ในสมัยก่อนเป็นยุคที่สภาพอากาศเย็นจึงมักใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันโลกร้อนขึ้น การใช้สมุนไพรใช้สิ่งที่มีฤทธิ์เย็นมากขึ้น และการปรับกลับไปกลับมา ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและสิ่งแวดล้อม ณ ปัจจุบันนั้น ๆ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น การอบสมุนไพรช่วยเร่งการขจัดพิษออกจากระบบน้ำเหลืองเพราะความร้อนจากการอบสมุนไพร ระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายทำงานมากขึ้น เร็วขึ้น ทั้งระบบการเผาผลาญอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งระบบการขับพิษด้วย การขับเหงื่อออกมาจำนวน มากจะช่วยนำพาสารพิษออกจากระบบหมุนเวียนเลือด และระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองจำนวนมากด้วย (บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ . 2556 : 140) วิธีการขับพิษในสมัยพุทธกาล การขับพิษออกจากร่างกายมี 3 วิธี คือ วิธีการขับพิษด้วยการขับถ่าย การขับพิษด้วยการอบร่างกายในเรือนไฟ การขับพิษด้วยการเดินจงกลม (พินิจ ลาภธนานนท์ . 2556 : 42) 4.1 .3.6 การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง การออกกำลังกายแนะนำการเดินเร็ว และการกดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ออกแบบโดยนายใจเพชร กล้าจน ใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที อาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ตามสภาพร่างกายของบุคคลนั้น ๆ ณ เวลานั้น อาจทำทุกวันหรือทำวันเว้นวันก็ได้ การบริหารที่ถูกต้องสมดุล เป็นประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย เมื่อทำเสร็จจะได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น การเข้าที่เข้าทางของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก การออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสม จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมีกำลังบีบของดีไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ สามารถบีบของเสียออกจากร่างกายได้ ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี การเดินเร็ว เหมาะสำหรับทุกวัย โดยเฉพาะวัยผู้ใหญ่ขึ้นไป วิ่งจ๊อกกิ้ง เหมาะสำหรับเด็กหรือวัยรุ่น ให้ดูความเหมาะสมได้จากความรู้สึกเบากาย มีกำลัง ไม่เกิดการบาดเจ็บหรือไม่สบายต่าง ๆ ภายหลังการออกกำลังกาย 4.1.3. 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า “ อาหารเป็นหนึ่งในโลก ” อาหารที่สมดุล ก็จะได้สุขภาพดีที่หนึ่ง อาหารที่ไม่สมดุล ก็จะได้สุขภาพเสียที่หนึ่ง อาหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สำคัญมากต่อสุขภาพ หลักสำคัญในการรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย คือ รับประทานผัก ผลไม้รสไม่หวานจัด โปรตีนจากถั่ว หรือจากปลาแทนในกรณีงดเนื้อสัตว์ไม่ได้ วิธีการปรับสมดุลอาหารรักษาโรค ตามหลักแพทย์วิถีธรรม 1 . ปรุงอาหารด้วยการต้ม นึ่ง ไม่ปรุงอาหารรสจัด 2 . งดหรือลดอาหารหวานจัด น้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ของเค็มจัด หมักดอก ปลาร้า ปลาเค็ม ไข่เค็ม และผงชูรสมาก เพราะมีผลทำให้ภูมิต้านทานลด ความดันสูง ไตเสื่อม 3 . ใช้เกลือปรุงอาหารในปริมาณน้อย ส่วนน้ำปลาและปลาร้ามีฤทธิ์ร้อน โซเดียมสูง ไม่ควรนำมาปรุงอาหาร 4 . ฝึกเคี้ยวอาหารช้า ๆ ให้ละเอียดก่อนกลืน 5 . ถ้ าร่างกายมีภาวะร้อนเกินให้รับประทานผลไม้ฤทธิ์เย็น ได้แก่ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร สั บ ปะรด กระท้อน ชมพู่ มังคุด แตงไทย แตงโม แคนตาลูป มะม่วงดิบ มะขามดิบ มะละกอห่าม 6 . ง ดหรือลดผลไม้ฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ทุเรียน ขนุนสุก มะม่วงสุก กล้วยไข่ กล้วยหอม ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ มะปราง มะตูม ส้มเขียวหวาน สละ อง ุ่ น ฝ รั่ง น้อยหน่า ละมุด ลองกอง รวมทั้งผลไม้ทุกชนิดที่ผ่านความร้อนทั้งปิ้ง ย่าง ตากแห้ง อบ 7 . เลือกผักสดฤทธิ์เย็น ได้แก่ ใบอ่อมแซบ ผักบุ้ง แตงกวา กวางตุ้ง สายบัว ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดขาว ผักกาดหอม ถั่วงอก ใบบัวบก มะเขือเปราะ มะเขือลาย มะเขือยาว มะเขือเทศ ใบมะยม เป็นต้น 8 . งดหรือลดผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ผักรสเผ็ดและพืชกลิ่นฉุนทุกชนิด เช่น ชะอม คะน้า กะหล่ำปลี แครอท บีทรูท ถั่วฝักยาว ถั่วพู สะตอ ลูกเนียง ผักกระเฉด กระถิน โสมจีน โสมเกาหลี ฟักทองแก่ ผักกาดเขียวปลี ใบยอ ผักโขม หน่อไม้ เม็ดบัว เป็นต้น 9 . รับประทานข้าวจ้าว ข้าวซ้อมมือ หรือ ข้าวกล้อง ลดข้าวเหนียว ข้าวแดง ข้าวดำ ซึ่งมีฤทธิ์ร้อน เป็นต้น 10 . รับประทานธัญพืชต้ม ได้แก่ ถั่วขาว ถั่วเขีย ว ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่ว โ ช เล่ ย์ ขาว ลูกเดือย เป็นต้น 11 . ลดหรืองดอาหารโปรตีนฤทธิ์ร้อน เช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วลิสง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วที่นำมาทอด เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เป็นต้น 1 2 . งดหรือลดอาหารไขมันสูง 13 . รับประทานข้าวต้มถอนพิษร้อนกับผักผัดด้วยน้ำในมื้อเย็นถ้าร่างกายเริ่มมีภาวะร่างกายเย็นเกินให้ปรับลดสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นออกเพิ่มสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน ปรับกลับไปกลับมาตามสภาพจริงของร่างกาย ณ ปัจจุบัน ในการรับประทานอาหารมีเทคนิคการกินอาหารตามลำดับ ควรรับประทานดังนี้ ลำดับที่ 1 ดื่มน้ำสมุนไพรต่าง ๆ เช่น น้ำคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ ประมาณ ½-1 แก้ว ก่อนอาหาร ไม่ควรดื่มหลังอาหารทันที จะทำให้การย่อยอาหารไม่ดี ยกเว้นรู้สึกกระหายน้ำหรือมีอาการไม่สบายในกลุ่มที่ภาวะร่างกายร้อนเกิน การดื่มน้ำสมุนไพรควรดื่มหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรือตอนท้องว่าง ซึ่งจะดื่มในปริมาณและความเข้มข้นมากหรือน้อยตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายแต่ละคนเป็นหลัก ลำดับที่ 2 รับประทานผลไม้ ถ้ารสเปรี้ยวนั้นไม่เสียวฟัน ให้รับประทานก่อนผลไม้หวาน แต่ถ้าเสียวฟัน ให้งดการกินเปรี้ยว ส่วนผลไม้ที่หวาน ควรรับประทานเพียงเล็กน้อยแค่พอสบายตัวและมีกำลัง ลำดับที่ 3 รับประทานผักสดหรือผักผ่านไฟ อาจกินเป็นสลัดผัก ยำ ห่อใบเมี่ยงรับประทานกับส้มตำ น้ำพริกหรือกับข้าวอื่น ๆ ที่ปรุงรสไม่จัด สามารถรับประทานแกล้มกับผักได้ ลำดับที่ 4 รับประทานข้าวเปล่าโรยเกลือ หร ือรับประทานข้าวพร้อมกับข้าวต่าง ๆ ลำดับที่ 5 รับประทานถั่วเขียวต้ม อาจใส่เกลือหรือน้ำตาลเล็กน้อย (ต้มพอสุกไม่เปื่อยใช้ไฟปานกลาง) หรือถั่วหลากพันธุ์ที่ถูกกับสภาพร่างกาย น้ำเต้าหู้ (ในคนที่รับประทานได้โดยไม่มีอาการผิดปกติ) ลำดับที่ 6 รับประทานแกงจืด/แกงอ่อม/แกงเลียง/น้ำซุป/น้ำแกงอื่น ๆ ที่รสไม่จัด อาหารดังกล่าวสามารถรับประทานได้ทุกขั้นตอนของอาหาร และขณะย่อยอาหาร ร่างกายจะใช้พลังความร้อนในการย่อย ถ้าเรารับประทานน้ำแกงหรือน้ำที่ผ่านการรับความร้อนจากไฟ ล้างคอแทนน้ำเปล่า ควรเป็นลำดับสุดท้ายจะช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดี การรับประทานอาหารตามเทคนิคดั งกล่าว เป็นการรับประทานอาหารตาม ลำดับจากการย่อยง่ายไปย่อยยาก และตามลำดับการคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย โดยน้ำสมุนไพร จะดูดซึมเร็วที่สุด ย่อยง่ายที่สุด รองลงมาเป็นผลไม้ ผัก ข้าว โปรตีนและไขมัน ตามลำดับ การรับประทานอาหารตามลำดับจะทำให้อาหารดูดซึมไปใช้ได้เร็วโดยไม่ติดขัด ไม่เป็นภาระในการแบกรับน้ำหนักของอาหารในระบบย่อยของกระเพาะอาหารและลำไส้ การรับประทานอาหารตามลำดับ จะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อได้รับการคุ้มครองเซลล์ เพราะในขณะที่เราหิว จะเกิดภาวะร้อนขึ้นจากไฟย่อย น้ำย่อยทำงาน คนส่วนใหญ่เวลาหิว มักจะรับประทานข้าวก่อนอย่างอื่น ข้าวเป็นคาร์ไฮเดรตที่ให้พลังงานความร้อน ความร้อนก็จะเผาเซลล์เนื้อเยื่อของเรา กว่าที่สมุนไพรผักผลไม้ซึ่งมีฤทธิ์เย็นจะเข้าไปคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อ เซลล์เนื้อเยื่อบางส่วนก็ถูกความร้อนทำลายไปแล้ว จะสังเกตได้ว่าในขณะที่เราหิวมาก ๆ จะรับประทานข้าวไม่ลงหรือติดคอนั่นคือสัญญาณต้านของร่างกาย ถ้าเรารับประทานผักผลไม้ก่อน (ผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น) หรือถ้ามีน้ำสมุนไพรที่ฤทธิ์เย็น รับประทานก่อน จะทำให้ฤทธิ์เย็นเข้าไปคุ้มครองเซลล์ของร่างกายก่อน พอรับประทานข้าวพลังงานความร้อนจากข้าวก็จะไม่เผาทำลายเซลล์ และเมื่อความร้อนจากข้าวเริ่มออกฤทธิ์ก็จะพอดีย่อยถั่ว เพราะถั่วต้องการใช้พลังงานในการย่อยสูง ซึ่งจะทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายสบาย เบาเนื้อเบาตัว สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และมีกำลังกว่าการไม่รับประทานอาหารตามลำดับ สอดคล้องกับที่ เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ และพรทิพย์ เติมวิเศษ (2545 : 14-15) อธิบายว่า โรคและอาการบางอย่างเกิดขึ้นจากพฤติกรรม ถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ เลือกกินในสิ่งที่มีประโยชน์ การมีสุขภาพดีจะเกิดอย่างทั่วหน้า อีกทั้งผลดีด้านอื่น ๆ จะเกิดกับเราอย่างแน่นอน บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ( 2556 : 216-217) กล่าว ว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ผัก ผลไม้ดิบเป็นอาหารหลัก ถ้าเรากินอาหารตามกฎธรรมชาติเราก็จะได้ประโยชน์จากอาหารตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันเราขาดโอกาสในการกินอาหารตามกฎธรรมชาติ เพราะว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการในเรื่องรูปแบบของอาหารการกินที่ผิดไปจากเดิมมาก ร่างกายของมนุษย์สามารถปรับตัวให้เข้ากับอาหารรูปแบบใหม่ได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่สามารถปรับตัวได้ 100% ดังนั้น มนุษย์จึงยังคงมีความ จำเป็นต้องรับประทานอาหารสด (ดิบ) ควบคู่ไปกับอาหารปรุงสุก ถ้าเราปฏิบัติตามหลักการนี้เราจะมีสุขภาพดี ไม่มีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ จากการใช้ชีวิตผิดกฎธรรมชาติ 4.1.3.8 ใช้ธรรมะ ทำใจให้เป็นสุข ยินดี เต็มใจ เบิกบาน แจ่มใส สงบ สบายไร้กังวล “ ธรรมทั้งหลาย มีจิตนำหน้า ” ( พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 11), “ เมื่อจิต ไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ (พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 64)” เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวัง ” ( พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 64) จะเห็นได
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive