ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 2 พ่อครูว่า... เรามาต่อ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ พูดไปวันหนึ่งแล้ว ต่อจากเมื่อวานนี้ อาตมาก็ได้พาประชาชน กลุ่มหนึ่งก็คือพวกคุณนี่แหละ เป็นมวลเล็กๆคือชาวอโศกนี้ ออกมาร่วมงาน ต้องใช้คำว่าออกไปเพราะเราอยู่ที่นี่เราพูดถึงในอดีตและพูดถึงหลากหลายที่ด้วย ออกไปประท้วงรัฐบาลในระบบทักษิโนมิกซ์ ของทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 ได้ฟังทางโทรทัศน์เขาทวนมาก็เดือนกุมภาพันธ์ อาตมาก็จำไม่ได้ พอดีเขาพูดถึงเขากล่าวถึงเดือนนี้ เดือนกุมภาพันธ์ ก็ประมาณนั้น ซึ่งเป็นการเปิดตัวของอาตมาและชาวอโศกว่า เรานี้เป็นนักธรรมะและเข้ามาร่วมงานการเมืองเต็มรูป ต่อสาธารณชน ซึ่งมันขัดกันกับคนไทยที่เขายึดกัน คนไทยส่วนใหญ่เลยเขายึดกันหนัก ว่าธรรมะไม่ยุ่งกับการเมืองว่าอย่างนั้นเลย อาตมาก็ว่า เออ…คนเราก็คิดง่ายๆตื้นๆ คิดอย่างไม่เข้าใจ จะบอกว่าโง่มันก็ไม่เชิง คือมันยังไม่รู้จริงๆ มันไม่เดียงสา มันยังเด็กๆ เป็นอย่างนั้น ว่าการเมืองนี้เป็นเรื่องของมนุษยชาติ เป็นเรื่องของพลเมืองเลย แล้วไม่ให้เอาธรรมะเข้าไปลงในพลเมือง แล้วจะเอาไปให้ใครจ๊ะ เราอยู่ในประเทศนี้เป็นพลเมืองประเทศไทย แล้วเราจะเอาธรรมะไปลงในพลเมืองประเทศไทยแล้วธรรมะไม่ยุ่งกับการเมือง พลเมืองต้องมีการเมือง แล้วไม่เอาธรรมะไปลงกับการเมืองพลเมือง จะเอาไปให้หมาน้อย เอาไปให้สิงสาราสัตว์ที่ไหนกันล่ะ มันตื้นๆแค่นี้ก็ทำไมยังคิดไม่ได้ มันยิ่งกว่าเด็ก ธรรมะไม่มีการเมืองในคน มันถึงเหลวเละไง เข้าใจตื้นๆง่ายๆว่า เขาคิดอย่างนี้คือนักการเมืองนี่ มันไม่เป็นสัจจะ มันไม่เป็นธรรมะ มันไม่เป็นความดีงาม มันเป็นความเสียหาย การเมืองนี่มันทำให้คนเข้าใจว่า ไม่ศรัทธาการเมือง คนปฏิบัติ นักการเมือง ไม่ได้อยู่ในร่องได้รอยมันเลอะเทอะ เขาก็เลยพาลโลโ
อ่านต่อ
ฉเก ตัดคนออกไปจากๆความเป็นคนเลย คือพวกนี้พวกไม่ใช่คน นักการเมืองนี่ คนมันต้องมีธรรมะสิ ก็เลยแยกเลย ตัดมันทิ้งไปเลยพวกนักการเมือง อย่าเอาธรรมะไปให้มัน ใจด๊ำใจดำ อาตมาชัดเจนในเรื่องนี้ ที่พูดไม่ได้เข้าใจผิด ไม่ได้เข้าใจอย่างที่เขาเข้าใจ ธรรมะนั่นแหละต้องยุ่งกับการเมือง โดยเฉพาะนักธรรมะที่มีภูมิปัญญาแท้ อย่างอาตมาอย่างนี้เป็นต้น นักธรรมะที่มีปัญญาจริงๆ เป็นภูมิอาริยะ มีโลกุตตรธรรมแท้ๆ จะเป็นคนผู้มีคุณธรรมที่บรรลุธรรมจริงๆ ตั้งแต่คุณของโสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี จนถึงอรหันต์ ก็มีความจริงใจที่เต็มไปด้วยปัญญาหรือวิชชาอย่างสัมมาทิฏฐิ จึงรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ในประชาธิปไตยไทย หรือประชาธิปไตยซึ่งสมัยพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เรียกคำนี้ ประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้า เป็นแบบธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านมีความรู้มีสัพพัญญูในเรื่องความจริงของธรรมะที่มนุษย์ที่ไปทำงานการเมือง จะต้องเอาจะต้องเป็นคนที่มี ควรจะมี มันต้องมีจึงจะเป็นนักธรรมะ จึงเป็นนักการเมืองที่ดี เป็นนักการเมืองที่ดีจริงๆ คำว่าอธิปไตย ประชาธิปไตย คือประชาชน ที่มีอธิปไตย เพราะฉะนั้นประชาชนไม่มีอธิปไตยที่ดีหรืออธิปไตยที่เป็นธรรมะ อธิปไตยที่เป็นธรรมะนั้นพระพุทธเจ้าสรุปไว้มี 3 1. โลกาธิปไตย 2. อัตตาธิปไตย 3. ธรรมาธิปไตย เป็นอธิปไตย 3 อย่าง ผู้ที่รู้อธิปไตย 3 อย่างนี้เป็นผู้รู้อธิปไตยครบแล้ว มนุษย์จะมีอธิปไตยคือความรู้ในความเป็นโลก อธิปไตยที่มีความรู้ในความเป็นอัตตา อธิปไตยที่มีความรู้ในความเป็นธรรม โดยเฉพาะธรรมะ รู้ธรรมะที่เป็นโลกีย์ รู้ธรรมะที่เป็นโลกุตระ มีโลกมีตนและก็มีความรู้ มีธรรมะที่รู้ธรรมะชัดเจน จึงสามารถที่จะช่วยโลกช่วยตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีธรรมะเอง เป็นอาริยะ อรหันต์ขึ้นไป ไม่มีตัวตน ก็จะเป็นผู้ที่รู้โลกหรือรู้องค์ประกอบองค์ประชุมที่มันประชุมอยู่เป็นโลก โลกที่มีทั้งมนุษย์ มีทั้งคน และมีทั้งสังคม มีทั้งทุกๆอย่างเป็นองค์ประกอบที่มันปรุงแต่งกันอยู่ ยิ่งไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตนจริงๆ ก็เห็นแต่ ผู้อื่น เห็นแต่แก่ผู้ที่มีทุกข์ ผู้ที่มีความผิดพลาด ผู้ที่มีความไม่ถูกตรง ก็จะตำหนิบ้าง ตำหนิเป็นการช่วยเหลือ การตำหนิคนไม่ใช่เป็นการไปทำร้ายทำลาย ตำหนิด้วยปัญญา ตำหนิด้วยความเห็นใจ เห็นใจเขาว่า เขายังมีความรู้มีความเข้าใจที่ไม่ถูก ก็เป็นใจที่เข้าใจไม่ถูก ความรู้ยังผิด ดีไม่ดีมันไม่ใช่ผิดธรรมดา มันทำลายครอบงำทางความคิดของคน อย่างธรรมกายนี่ก่อนจะลงมา พอดีท่านแสนดินเปิดธรรมกายตอนนี้จะสร้างพระบรมพุทธเจ้าอะไรขึ้นมา เป็นพระพุทธรูปเพื่อขาย เอาเงินคนคือหลอกเอาเงินคนแล้วพวกโง่ๆนี้ก็โง่ได้ดักดาน โง่ได้ถาวร มันทำไมมีคนโง่ที่ มันไม่กระเตื้องได้หนอ มันน่าสงสารจริงๆ ก็หลอกกันไปหลอกกันมาอะไรต่ออะไร คำโฆษณานี้โอ้โห.. ตื้นๆ ดูแล้วหลอกไปเหมือนหลอกเด็กๆ แล้วคนพวกนั้นก็จบปริญญาเอกบ้างปริญญาโท ปริญญาตรี หรือว่ามีปฏิภาณปัญญามีความเฉลียวฉลาด ล่าลาภล่ายศได้ ก็ร่ำก็รวย ลาภ ยศ ฉลาดทางโลกียะเอาเปรียบเอารัดทางโลกียะเขาได้ แต่ไม่มีความรู้ทางโลกุตระ ไม่มีความรู้ทางธรรมะพระพุทธเจ้า ปล่อยให้คนที่โง่ดักดาน อย่างธัมมชโย หลอกได้หลอกดี คนที่เขาหลอกคนอื่นได้ แสดงว่าเขาก็ฉลาดกว่าคนที่โง่นะ เพราะฉะนั้นคนที่ถูกธัมมชโยหลอกนี้ โง่กว่าคนที่โง่ที่สุดในโลกแล้วเท่าที่อาตมาเห็น ธัมมชโยนี้อาตมาก็เห็นว่าเป็นคนที่โง่สุดโง่ในโลก คำว่า โง่ คำนี้ไม่ใช่เป็นคำดูถูก แต่เป็นคำที่บอกความจริงว่า ไม่มีภูมิธรรมในธรรมะพระพุทธเจ้าเลย นอกจากไม่มีแล้วยังมีความรู้ที่ผิดมา ทำลายธรรมะพระพุทธเจ้า มาบิดเบือนธรรมะพระพุทธเจ้า จนแหลกเหลวละเอียดบาปกินหัวจริงๆ ธัมมชโย นี่ อาตมา พูดสัจธรรม ไม่ได้ไปด่าไปว่าอะไรใครเขาหรอก แต่พูดธรรมะพูดสัจธรรมสู่คนทั่วไปฟัง ใครฟังได้เข้าใจ อาตมาไม่ได้ไปเกลียดชังธัมมชโย เป็นสมี 2 ตัวแน่ะ ธัมมชโย สมีทางอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน กับสมีในทางทรัพย์สิน ทำผิดปราชิกในทรัพย์สิน จนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราช ต้องมีเป็นลายลักษณ์อักษรลิขิตเลยว่าเป็นปาราชิก ตั้ง 4-5 แผ่น ซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำว่าธัมมชโยปาราชิก คนที่โง่ๆที่ถูกหลอก โง่กว่าธัมมชโยก็ไม่ฟัง ขนาดพระสังฆราชตรัส เอ๊.. เขาจะหูหนวกก็ไม่น่าจะใช่ จะมืดบอด จนกระทั่งไม่ดูข่าวคราวก็ไม่น่าจะใช่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 ผู้ตรวจการแผ่นดินชี้ พระธัมมชโยก็ไม่น่าจะเรียกพระแล้ว ธัมมชโยเฉยๆก็ดีแล้ว ที่จริงควรจะใส่คำว่าสมีปาราชิก สมีธัมมชโยปาราชิก 20 กรกฎาคม 2558 ผู้ตรวจการชี้ นี่เป็นวันนี้ในอดีตเขาเขียนไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ แหม.. อาตมาเป็นผู้มาทำงานทางด้านศาสนาพุทธ มากอบกู้ความผิดพลาด ก็พูดไปแล้วก็ต้องพูดถึงผู้ที่มาทำลายหรือผู้ที่ผิด แสดงอาการผิด มาชักชวนให้ชาวพุทธหลงทางหลงผิด ก็ต้องพูด มันต้องพาดพิงต้องไปเกี่ยวถึงมันเป็นธรรมดาธรรมชาติที่ต้องเป็นเช่นนั้น ที่นี้มาพูดถึงอธิปไตย อธิปไตยจริงๆทุกวันนี้คือต้องใช้พลังอำนาจเข้ามาใช้อำนาจหรือพลังนี่ ที่คนมีอำนาจทางกายเนื้อ ทางความแข็งแรงกล้ามเนื้อ อันนั้นก็ง่ายๆ คนก็เข้าใจ แต่อำนาจทางนามธรรม พลังทางนามธรรม พลังทางจิต จิตมีพลัง โลกียะก็เป็นพลังแบบโลกียะ โลกุตระก็เป็นพลังแบบโลกุตระ ผู้ที่รู้อย่างอาตมานี่รู้แยกโลกียะออก แยกโลกุตระออก เพราะฉะนั้นพลังทางความรู้ความฉลาดหรือพลังทางจิต ในตะวันตก ยุโรป อเมริกาอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ชาวไทย ไม่มีโลกุตระมีแต่โลกียะ เพราะฉะนั้นอธิปไตยที่ชาวโลกทั้งหลาย โลกียะเขารู้ จึงเป็นอธิปไตยอยู่ในกรอบของโลกียะเท่านั้น จะไม่มีความรู้ในอธิปไตยที่เป็นความรู้ออกมา นอกกรอบออกมาเป็นโลกุตระ ยังไม่มี อัญญธาตุ คนพวกนั้นยังไม่มี อัญญธาตุ แม้แต่หน่วยหนึ่ง อัญญธาตุ อาตมาก็อธิบายแล้วคือเป็นธาตุฉลาด ธาตุความรู้ ธาตุ ธาตุความฉลาดที่เป็นความรู้อีกชนิดหนึ่งเรียกว่าโลกุตระ เริ่มตั้งแต่ 1 หน่วย 2 หน่วย 10 หน่วย 100 หน่วย 50 หน่วยมี อัญญธาตุ 50 หน่วย ก็เป็นจำนวนหนึ่งขึ้นมาในมวลปริมาณของ อัญญธาตุ เลยขึ้นมาแล้วก็ถึงจะพอรู้เรื่องพอจะเข้าใจพูดกันได้ ค่อยๆซับๆ 50 60 70% หรือ 50 60 หน่วย 70 หน่วยขึ้นมา 80 หน่วย 90 หน่วย มี อัญญธาตุ ขึ้นมาเรื่อยๆมาเป็นพุทธ พุทธ ก็จะเติม อัญญธาตุ เพราะชาวพุทธที่ยังไม่รู้อิโนอีเหน่เหมือนอย่างธัมมชโย ไม่ต้องไปพูดถึงโลกุตรธรรม แค่โลกียธรรมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ชัดเจนในสัมมาทิฏฐิ ในกัลยาณธรรมโลกีย์ธรรมดาดีแท้อย่างไร ชั่วแท้อย่างไร ดีชั่วเป็นสมมุติ ศาสนาหนึ่ง ก็สมมุติความดีแบบหนึ่งความชั่วแบบหนึ่ง ศาสนาอีกศาสนาหนึ่งก็สมมติความดีอีกแบบหนึ่งความชั่วแบบหนึ่ง ซ้ำกันบ้างคล้ายกันบ้าง แต่มันมีต่างกันมีมุมเหลี่ยมต่างกันไปหลากหลาย แต่ละศาสนาจะดีชั่วไม่ตรงกันหมดเลย ไม่ตรงกันหมดเลย ศาสนาพุทธจะรู้ดีรู้ชั่วของแต่ละศาสดามากขึ้นตามภูมิบารมี อย่างพระโพธิสัตว์อย่างอาตมาก็รู้ ระดับอาตมาก็จะรู้ความต่างของเขาได้เยอะ คือในสัจธรรมทั้งโลกมันมีความต่างกัน 1 หน่วยก็คือ 1 หน่วย พอเริ่มมี 2 หน่วยก็ต่างกันแล้ว อะไรก็แล้วแต่ใน 2 ปรมณูขึ้นมาต่างกันทั้งนั้น นี่ก็พูดซ้ำย้ำให้ฟังไม่รู้กี่ที เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้ความแตกต่างของสภาวะ 2 หรือเทวะ ได้มากเท่าไหร่เท่าไหร่นั่นแหละคือผู้ที่มีความรู้สูง สูงสุดก็คือพระพุทธเจ้ารู้ความเป็นเทวะหรือภาวะ 2 สุดยอด และเป็นผู้ที่มีสภาวะ 2 ที่แยกโลกีย์กับโลกุตระ มีในศาสนาพุทธเท่านั้น เพราะฉะนั้นความเป็นอธิปไตยของประชาชน ศาสนาเทวนิยม ไม่มีความรู้ทางโลกุตระ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นนักรัฐศาสตร์และเรียนรู้รัฐศาสตร์หรือการเมืองมาจาก ตะวันตกทางเทวนิยมทั้งหลาย ที่เขารู้อำนาจอธิปไตย แล้วที่จะใช้กับมวลประชาชน เขารู้แต่ในกรอบโลกียะเท่านั้น ยังไม่สามารถมีความรู้ที่เป็นโลกุตระ ต้องมาเรียนรู้ดีๆในธรรมะพระพุทธเจ้า ให้ตัวเองเป็นอาริยะ มี อัญญธาตุ เป็นอาริยะจริงแล้วจึงจะเข้าใจในความแตกต่างที่มันเป็นภาวะซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อน โลกียะเขาก็มีเต็มของเขา แต่โลกุตระนั้นมี ล้มล้างโลกียะ นี่คือประเด็น ประเด็นสำคัญที่สุดคือ โลกียะ เขามีอย่างนิรันดร แต่ โลกุตระนั้นล้มล้างที่ความมีนี้ให้ไม่มีได้ อ๋อ มันมีแต่แค่สมมุติอาศัย ใช้ให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้เหตุปัจจัยความแตกต่างได้มาก จึงสามารถใช้ได้อย่างเป็น กัมมัญญา ได้อย่างถูกต้อง ได้อย่างเหมาะควร กับ แต่ละอันๆๆ อ้อ… อันนี้ใช้ได้ดี อันนี้ใช้ได้พอสมควร อันนี้ใช้ได้น้อยจนไม่ต้องไปทำแล้วมันเสียเวลา อันอย่างนี้ทำไม่ได้เลย ตีทิ้งลูกเดียวหรือตำหนิอย่างหนักได้ ใช้คำไทยก็คือด่า ตำหนิหนักๆ ตำหนิอย่างข่มมากๆ ภาษาไทยก็มี synonym คือคำว่าด่า ข่มหนักๆด่าหนักๆแรงๆ ถ้าเป็นคนหยาบกระด้าง ด่าเลย แต่ อาตมาว่าอาตมาไม่ได้ใช้คำหยาบนะ มีแต่แรงๆหนักๆ คำที่ใช้อยู่นี่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) อาตมานำโลกุตรธรรม ที่เป็นอธิปไตยแบบโลกุตระ มันทวนกระแสกับโลกียะ เอามาสถาปนาลงไปในพวกเรา พวกเราจึงเป็นคนที่มีอธิปไตย กับมวลประชาชนเรียกว่า ประชาธิปไตย อธิปไตยกับมวลประชาชน ก็มีพยัญชนะว่าประชาธิปไตย ใช่ ที่นี้ประชาชนที่ได้อธิปไตยโลกุตระที่อาตมาทำมา ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ นี่ก็มีมวลชาวอโศกได้มาจนกระทั่งเข้ามาอยู่ในหมู่ในกลุ่ม มาอยู่ในสัปปายะ 4 เสนาสนะสัปปายะแล้วก็มีกลุ่มร่วมกันและมีเครื่องอาศัยร่วมกันมีธรรมะร่วมกันแล้วเราก็ฟังธรรมะ ฟังกัน วันๆหนึ่ง ไม่อาตมาพูด ก็สมณะ สิกขมาตุ พูด บรรยายกันทุกวัน มีบางวันที่ต้องยกเลิกก็ว่าไป แต่ก็มีรีรัน มีหมุนให้ฟังอยู่ตลอดมันมีเครื่องมือเครื่องไม้เทคโนโลยี เดี๋ยวนี้ก็เลยมีเยอะ แล้วพวกเราก็ฟังดีฟังได้ฟังได้ฟังดีฟังทน โอ้โห..ฟังเก่ง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระอรหันต์ท่านไม่มีความพอในการที่จะฟังธรรม ท่านจะยินดีในการฟังธรรมตลอด แม้แต่เป็นอรหันต์แล้ว คนที่เป็นอรหันต์เก๊ก็บอกว่าจบแล้วไม่ฟังแล้วธรรม อวดดีมีมานะมีกิเลส แม้ธรรมะที่จะผิด ผู้แสดงธรรมผิดเราก็ฟัง อย่างอาตมาดูนี่ของธัมมชโยเขาพูดอย่างไรก็เปิดดูก็ฟัง เราไม่ได้ไปฟังโดยตรง ก็ฟังจากเครื่องมือได้ฟังได้ดู พวกสายหลับตา พวกสายมหาบัว ที่ได้นำมายืนยันเอามาเทียบเคียงเอามาพูดเอามาบอกให้ฟัง หรือแม้แต่ สภาวะที่เขาเป็นอยู่อะไรต่างๆก็ให้รู้กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มนุษย์เขามี บอก เปรียบเทียบยืนยันให้ฟัง ไม่ใช่เพื่อไปข่มไปเบ่งอะไรกัน แต่เพื่อให้เห็นความจริงว่า มันต่างกันนะ มันมีจริงอย่างนี้ แต่จะไม่พูดพาดพิงถึงใครเลย พูดไปแล้วไม่มีในโลกเลย จะไปพูดทำไม ลองพูดแต่สิ่งที่คนเขาเป็นจริงๆแล้วยืนยันได้ว่าอย่างนี้ชัด มีคนเขาเป็นจริงๆนะ โง่ได้ขนาดธัมมชโยก็ยังมีเลย ก็เอามายืนยัน คนมันโง่ได้ขนาดนั้น แล้วที่โง่กว่านี้อีกก็คือ พวกที่มาหลงคารมธัมมชโย นี่พวกที่เป็นสมาชิกบริวารของธัมมชโยฟังอาตมาพูดแล้ว ได้ยินอาตมาพูดนี่ จะโกรธจะเคืองจะอะไรอาตมา ถ้าเผื่อว่าเขายึดมั่นถือมั่นอคติเยอะๆ เขาจะโกรธ เพราะว่าเขายังไม่หมดความโกรธความชัง อาตมาก็ไม่ได้กลัวคนจะชัง แล้วก็ห้ามไม่ได้ที่เขาจะโกรธ แต่อาตมามันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดความจริง พระพุทธเจ้าให้พูดความจริงกัน ที่มีสิ่งอ้างอิง มีหลักฐาน มีที่เป็นที่มีจริง ปรากฏ อย่าไปพูดลอยลมเฟ้อๆฟุ้งๆ ไม่มีความเป็นจริงเลยไม่มีสภาพจริงเลยก็ตั้งภาษาอย่างที่ธัมมชโยเขาตั้ง เป็นพระพุทธเจ้าที่ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าชื่อว่าบรมพระพุทธเจ้า เอาภาษามาครอบงำหลอก โอ้.. น่าสงสารจริงๆ ศาสนาพุทธยุคนี้ แล้วเถรสมาคมก็ยังไม่จัดการอะไรเลย ไม่มีภูมิไปจัดการเขา ดีไม่ดีจะตกเป็นทาสเขาด้วยซ้ำ เป็นทาสเขาเพราะว่าเขาเองเขาใช้อำนาจแบบโลกๆ เอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มาประเหลาะ ติดสินบนให้ก็พูดไม่ออก ถูกสินบนพวกนี้อุดปากอุดคอ มันช่างน่าเกลียดน่าสงสาร ที่นี้มาขยายความประชาธิปไตย ประชาธิปไตยบอกแล้วว่า ทางตะวันตกทางยุโรปอเมริกาอะไร ประเทศอื่นที่ไม่มีพุทธศาสนาที่เป็นโลกุตระ แม้แต่ในประเทศไทย คนไทยชาวพุทธ เมื่อเข้าใจโลกุตรธรรมไม่ได้มันก็ไม่มี แต่ผู้ที่เข้าใจได้หรือมีในธาตุจิตวิญญาณ มีมาในสัญญา สัญชาตญาณหรือสัญญา พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 แม้แต่ผู้ที่บริหารประเทศแต่ละผู้แต่ละคน มีโลกุตรธาตุอยู่ในตัวฝังมา ติดมาในตน หรือมาได้รับความรู้ แล้วก็เอามาใช้ ที่อาตมาเคยยืนยันเหมือนว่า เมืองไทยนี้โชคดีที่มีคนที่มีโลกุตรธรรม พลเอกประยุทธ์บริหารอยู่ขณะนี้นี่ เป็นผู้มีโลกุตรธรรมอยู่ในตัว ซึ่งเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อาตมาพูดไปนี้ คนก็จะบอกว่า โมเม ขนาดเขาเป็นพระเป็นเจ้าเขายังหาโลกุตรธรรมได้ยากเลย พลเอกประยุทธ์ไม่ได้บวชไม่ได้เรียนอะไรด้วย จะไปมีได้อย่างไร เขาก็ว่าไป อาตมานั้นชัดเจน ว่านักธรรมต้องยุ่งกับการเมือง นักธรรมะที่มีธรรมะที่เป็นโลกุตระที่แท้ ซึ่งไม่ใช่ยุ่งหรอกบอกแล้วพูดแล้ว การเมืองมันยุ่งมากที่คนพวกนักการเมืองที่มันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร มันไม่มีภูมิปัญญาแท้ มันต้องทำการเมืองให้ยุ่ง เราก็เลยต้องไปแก้ความยุ่ง พูดอย่างหวัดๆลัดคัดสั้น พูดอย่าง concise ตัดลัดไป ชัดๆสั้นๆ ก็คือ ยุ่งการเมืองหรือต้องไปทำการเมืองเพราะมันมีเหตุยุ่ง ต้องลงไปแก้ความยุ่ง ไม่ใช่ไปทำให้มันยุ่งมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นนักการเมืองที่พอจะมีภูมิอาริยะฟังอาตมาก็จะ เออ อาตมานี้มีความรู้ทางรัฐศาสตร์เหมือนกันเนาะ เขาจะเข้าใจ มีความรู้ทางการเมืองเหมือนกันเนาะ อาตมาเป็นนักบริหาร และคัดเลือกประชาชนมาบริหาร ประชาชนที่มันไร้สาระเสียเวลาเปล่า อาตมาคัดทิ้ง โดยวิธีการของธรรมะไม่ต้องไปคัดเขาโดยอย่างนี้อย่างนี้แล้วก็ต้องให้ลงบัญชีมาสมัคร ไม่มี เทศน์ไป คนฟังเขาก็ตัดสินของเขาเอง เขาคัดตัวของเขาเองออกไปจากวงการศาสนา หรือวงการธรรมะ ที่อาตมาบรรยาย เขาจะไม่ฟังอาตมาเลยพวกนี้ เขาจะตีทิ้งอาตมา อาตมาไม่ได้ไปตีทิ้งเขาหรอกสงสาร แต่เขาจะตีทิ้งอาตมาอย่างไม่ดูดำดูดีเลยพวกนอกรีต พวกไม่ใช่พุทธอะไรไปมันก็เป็นธรรมดา อาตมาไม่ได้สงสัยไม่ได้ประหลาด ผู้ที่พอฟังรู้เรื่องบ้างก็จะบอกว่าอันนี้ก็ฟังดูเข้าธรรมะอยู่นะนิดๆหน่อยๆ ผู้รู้มากขึ้นก็บอกว่า เออ..มีธรรมะมากขึ้น มากขึ้นจนกระทั่งรู้ว่าเป็นคุณค่า เป็นคุณค่าทางโลกุตระ อย่างนี้ใช่ๆ ก็จะมา ก็เหลือจำนวนน้อยลง เพราะฉะนั้นคนที่จะมาฟังธรรมะมาเรียนรู้ประชาธิปไตยแบบโลกุตระ ก็จะมีจำนวนที่คัดเลือกขึ้นมาได้โดยสัจธรรม อาตมาไม่ได้ไปนั่งลงบัญชีคัดเลือก สมัครแล้วก็มาสัมภาษณ์อะไรไม่หรอก มาโดยธรรมชาติโดยธรรมะ ที่นี้ก็อธิบายรายละเอียดของเนื้อหาสภาวะ ธรรมะโลกุตระก็จะต้องมีเนื้อหาของความรู้ เริ่มต้นความรู้สภาวะ 2 สภาวะ 2 ตัวแรกที่สุดนั้นพยัญชนะว่า กาย กายนอกกาย หรือกายในกาย เพราะกาย มันมีทั้งนอกทั้งใน มี 2 ถ้ากายมีแต่นอกเฉยๆ ไม่มีใน ไม่มีจิตเข้าไปร่วมด้วย ถูกต้องไหม ?....ไม่ กาย มีแต่สรีระข้างนอกมีแต่ศพ สรีระเขาแปลว่า ศพ แปลว่า ร่างเฉยๆบอดี้ Body มีในพจนานุกรมเขาเขียนไว้อย่างนั้นเลย อาตมาเปิดดูพจนานุกรมเล่มหนึ่ง เขาเขียนไว้ สรีระหรือ(Body) หมายถึงศพ ร่างเฉยๆไม่มีจิตวิญญาณเกี่ยวเนื่องด้วยเลย คนที่เข้าใจว่า กาย หมายถึง ร่าง หมายถึงสรีระส่วนเดียวเฉยๆ นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วคนไทยนี่เอาคำว่า กาย นี้และใช้ผิดๆไปถือผิดๆ กาย ไปเข้าใจว่าเป็นแต่สรีระเป็นแต่Body เป็นแต่ ดินน้ำไฟลมไม่มีจิตร่วมด้วยเลยใช่ไหม พวกคุณกว่าจะมาได้ฟังอาตมาพูดเคยเข้าใจว่าอย่างนี้ พวกคุณเข้าใจกาย เป็นอย่างไร ... ก็มีแต่ร่างแต่Bodyเฉยๆข้างนอก ไม่ได้มีจิตร่วมด้วยเลย นั่นแหละคือมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นคนไทยก็ตามเป็นชาวพุทธไทยก็ตาม มันมิจฉาทิฏฐิคำว่ากายมาเป็นคำแรกเลยในสังโยชน์ข้อที่ 1 สังโยชน์ ข้อที่ 1 ต้องพ้น สักกายทิฏฐิ กายะ สภาพ 2 มีรูปมีนาม เช่นมีตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง องค์รวม องค์ประชุม ในพจนานุกรมเขาแปลไว้ถูกไว้ดี กาย แปลว่า องค์ประชุมหรือความเป็นหมู่ เป็นพวก เป็นกลุ่ม ที่รวมไว้ไม่ใช่เดียว ของ เจตสิก ของ เวทนา สัญญา สังขาร มีมากกว่า 2 มีเวทนา สัญญา สังขารเป็นเจตสิก 3 อย่างนี้เป็นต้น เป็นองค์ประชุมเรียกว่ากาย องค์ประชุมของเจตสิก หมายเอาอย่างนั้นด้วย แล้วก็ เรียนรู้ตัวนี้แหละสำคัญ เพราะกาย ข้างนอกนี้ง่ายรู้ง่าย จะเลี้ยงดู จะรักษามันไว้อาศัย ร่าง จะเลี้ยงดูให้อาหาร รักษามันไว้อาศัย ก็จะให้ธาตุจิตธาตุเจตสิกนี้อาศัยอันนี้ไป แล้วก็ไปด้วยกันทำงานไปจนกว่าจะเหลือแต่บอดี้เหลือแต่สรีระ จิตวิญญาณออกจากร่างก็เหลือแต่ศพ เหลือแต่สรีระ ต้องอาศัยกันทำงานไป และก็สำคัญที่จิต คนก็เป็นไปมีรูปธรรมนามธรรม คนนี้รูปร่างอย่างนี้หน้าตาอย่างนี้ถือว่าสวย คนนี้ถือว่าไม่สวย คนนี้ถือว่าขี้เหร่ อะไรก็แล้วแต่ คนนี้ถือว่าสูง คนนี้ถือว่าต่ำ คนนี้ถือว่าต่ำ คนนี้ถือว่าขาวอะไรก็ว่าไป คนนี้ทางรูปร่าง สุ้มเสียงคนนี้เสียงดี คนนี้เสียงไม่ดี คนนี้กลิ่นต่างกันนะ หมามันดมกลิ่นใครต่อใครมันรู้หมดเลยนะให้จำได้ เอาหมาจำคนนี้ได้แล้วให้ไปตามคนๆนี้ มันตามได้นะ แต่คนนี้ดมไปเถอะจำไม่ได้ จำได้บ้างนิดๆหน่อยๆ คนๆนี้กลิ่นก็ไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่ มีเต่าก็ต่างกัน มีหอมๆก็ต่างกัน ไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ใกล้เคียงกันบ้าง ใกล้เคียงกันมาก มีมากมีน้อย มีรูป มีกลิ่น มีเสียง มีสัมผัส มีอะไรต่ออะไรก็ต่างๆกัน พระพุทธเจ้าประมวลไว้หมดแล้วความรู้ที่เราจะมาเรียน แล้วก็พยายามที่จะสร้าง สร้างกาย สร้างจิต สร้างองค์ประกอบ รวมทั้งรูปธรรมด้วย ทั้งวัตถุธรรมภายนอกด้วยความเป็นโลก จิต ก็เอาไปทางอัตตาก็สร้าง 2 อย่างมารวมกันให้มีคุณค่าทั้งทางร่างภายนอก กับทางภายใน ทางภายนอกพูดอีก ก็มันหยาบมันง่าย มันทำให้ความพอ เออ เท่านี้ก็พอแล้วร่างกายของเรา ได้รูปธรรมนามธรรมมาประมาณนี้ แข็งแรงเท่านี้ มีกล้ามเนื้อมีความแข็งแรง มีสิ่งที่จะอาศัยใช้สอยสำหรับตน แต่ละคนก็พอเหมาะพอควร เราก็รู้ที่จบของมันแล้ว ก็ไม่ต้องไปประคบประหยมปรุงแต่งบ้าๆบอๆแฟชั่นมันหลอกขาย ผู้หญิงไม่เอาอะไรหรอก เอาแต่หน้านวลอย่างเดียวก็ขายเอาขี้หมาทาสีอะไรมาหลอกขาย ใส่ น้อยๆใส่ไอ้นั่นไอ้นี่มาแต่น้ำหอมผสม ใส่กล่องทำแพ็คกิ้งหลอกขาย ซื้อไปราคาแพงอะไรก็โฆษณาหลอก เหมือนธัมมชโยหลอก โฮ้ย หลง ซื้อไปแล้วก็โฆษณา ทางโทรทัศน์จะเห็น (ทำท่า) ไม่ว่าผู้ชายผู้หญิงเดี๋ยวนี้ โอ้ย.. เห็นแล้วมันน่าสงสาร ประมาณเอ็นดู สงสารเอ็นดู มันคือไม่เดียงสาดูแล้วน่าเอ็นดู ไปโกรธก็โกรธไม่ลง ชังก็ชังไม่ได้ มันก็ต้องมีอยู่ในโลก ก็มีไปสารพัดแตกต่าง เห็นแล้วก็ปลงสังเวช มนุษย์หนอมันหลอกกัน ทุกวันนี้จึงเป็นสังคมที่สร้างอำนาจอิทธิพล หลอกคนให้หลงแม้แต่กายภายนอก และจิตภายใน แล้วก็เป็นอำนาจ ที่นี้อำนาจที่หลงโลกียะแบบนี้ รวมแล้วมันจะเป็นอำนาจไปหาจาก ลาภ ไปหายศ จากยศไปหาสรรเสริญแล้วก็เสพได้ ตามที่เรามีสมใจใน ลาภ ยศ สรรเสริญ ในรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆก็เป็นอิทธิพล เป็นอำนาจ เป็นพลัง เห็นไหมมันซ้อนกันไปหมดแล้ว พวกเราหลุดพ้นจากแฟชั่นแบบที่ตื้นๆ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอกง่ายๆ เข้ามาอยู่ในนี้ จึงไม่เป็นภาระเรื่องนี้แล้ว พลังงานในตัวเรา พลังงานก็เอาไปเป็นอำนาจเอามาใช้ในการเรียนรู้ เอามาใช้ในการสร้างสรร เพราะฉะนั้นพวกเรานี้มีคนน้อยๆกลุ่มหนึ่งไม่โต ไม่มากอยู่ในประเทศไทย แต่เราก็สร้างสรร อย่างเช่นพืชพรรณธัญญาหารเหล่านี้ แล้วเราก็มีปัญญาสร้างสรรอย่าง สรร ไม่มี ค.การันต์ คือเลือกเฟ้น แล้วก็ สรร ส่วน สรรค เลือกเฟ้นก่อนที่จะ สรรคะ สร้างขึ้น สิ่งที่ไม่จำเป็นตั้งแต่แฟชั่นเครื่องประทินผิว หรืออาวุธยุทธภัณฑ์จะร้ายแรงหรือไม่ก็ตามไม่สร้างไม่เสียเวลา มาสร้างสิ่งที่เป็นสาระแก่นสารของชีวิตเป็นปัจจัยของชีวิต เกิดมาชาติหนึ่งกี่ปีจะตาย เราก็เอาเวลามาทำสิ่งที่ดี จนกระทั่งมาถึงขั้นอาตมาพาพวกเรามาทำแล้ว ก็ไม่ต้องยึดมาเป็นของเรา เป็นเราเป็นของเรา แล้วเราก็สรรเลือกสิ่งที่ทำที่เป็นเหตุปัจจัย เป็นสาระปัจจัยแก่ชีวิตเรียกว่าปัจจัย 4 เป็นหลัก นอกนั้นก็มีองค์ประกอบที่จำเป็นจะใช้กับโลกเขาบ้าง นี่ มีวัตถุมีเครื่องปรุงแต่งอะไร ที่เป็นอุตสาหกรรม ที่ใช้บ้าง หรือจะเป็นสิ่งก่อสร้างอะไรต่ออะไร ก็มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค นี่เป็นเหตุปัจจัยที่พระพุทธเจ้าท่านย่นย่อไว้หมดแล้ว แล้วเราก็มีอำนาจหรือมีพลังที่จะมาใช้ในการทำสิ่งที่เป็นสาระ เป็นเหตุปัจจัยแห่งชีวิตเป็นหลัก เราก็เบา ไม่ไปเสียเวลาแรงงานทุนรอนไปกับโลกที่มันมอมเมาหลอกเราให้หลงไป เหนื่อย จะเห็นได้ว่าคนที่ยังติดอยู่ในโลกียะ ซอกๆ หมาหอบแดด วันๆหนึ่งทำงานอะไรไม่ทัน เพราะว่ามันจะต้องเอาเข้าหมด ไอ้ขี้หมาทาสีอะไรเลอะเทอะหลอกเอาหมด นึกถึงตัวเองเถอะ อย่างผู้หญิงนี่ถูกหลอกในเรื่องความสวยความงาม แต่ก่อนนี้เป็นภาระไปเยอะแยะใช่ไหม เสียเวลาไปกับมันตั้งเท่าไหร่ พอมาค่อยๆลดละเรียนรู้มา ถึงมันจะเห็นชัดอย่างพวกชาวอโศก อย่างผู้หญิงชาวอโศกเห็นชัดเลย ในเรื่องของที่จะต้องไปประเทืองอะไรต่ออะไรที่สวยๆงามๆ มันหมดภาระไม่ต้องไปเสียเวลาแรงงานทุนรอน ที่จะต้องไปเสียกับมันกับสิ่งเหล่านั้น ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่คือ แรงงาน เวลา ทุนรอน ที่ไปโถมกับมัน เอาคืนมาได้หมด แล้วเอามาสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นถ้าพวกเรานี้เข้าใจ เมื่อเอามาได้แล้วไม่ขี้เกียจซะอย่าง พวกเราจะมาตกอยู่ตรงที่ว่า เออ..เราไม่ทำอย่างโน้นแล้วล่ะแต่มาอยู่ในนี้ อ้าว อยู่ก็สบายๆนี่หว่า ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ แต่ข้าไม่ไปเก็บช่วยหรอก ป่วยเจ็บมีคนรักษา เราไม่ใช่พยาบาลไปรักษาได้ไง แล้วเราก็อยู่ไปวันๆ ฝันถึงดวงดาว เจ็บปวดรวดร้าวปีนป่ายไม่ถึง ไม่มีอะไร นั่งฟุ้งซ่านไปเปล่าๆ ดีไม่ดีก็หลับฝันฟุ้ง ดีไม่ดีก็รู้สึกว่าอยู่ในนี้ก็รำคาญออกไปข้างนอกดีกว่า ไม่ช้าไม่นานก็จะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าคนที่มีสาระรู้ว่าชีวิตวันๆหนึ่ง นี่ทำงานสนุกสนานไปกับเพื่อน งานนี้ก็น่าทำ สวนเรานี่ยังสร้างได้อีกเยอะเลย แต่ยังไม่ทำ สวนไม่ทำไม่ได้กิน แล้วยังมีสวนอื่นๆตั้งชื่อให้มันปลุกเร้าคนให้ไปทำ แล้วไปทำให้งามเต็มสวน นี่ มีสวนร้างๆแห้งๆก็เยอะ ขยันชั่วคราว ถ้าเราแรงงานพวกเรานี้ขยันเป็นกสิกรแข็งขันกันจริงๆ แล้วเราทำจริงๆเลยพวกเราจะมีผลผลิต ที่เป็นอาหารเลี้ยงโลก รู้ไหมว่าคนที่สร้างอาหารเลี้ยงโลกคือคนอะไร คนฉลาด คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ ทำลิปสติกนี่ก็เป็นอาวุธ อาวุธโง่ เอาไปฆ่าคนโง่ คนโง่ก็ติดลิปสติก มันกลับกันไง คนโง่นี้ฆ่าไม่ตาย เอาหอกแทงอย่างไรก็ไม่ตาย ลิปสติกแทงตัวเองทาปากทุกวัน อาตมาเคยเทศน์เคยพูดสมัยโบราณ ไม่ต้องเอานานหรอกในยุคอาตมาเกิดใหม่ๆ ที่พอรู้ความแล้ว ผู้หญิงทาปากคือผู้หญิงหากิน จริง ใช่ไหม รุ่นอายุมากๆแล้วใครเคยมีความรู้เหมือนอย่างที่อาตมาพูดบ้าง ผู้หญิงทาปากคือผู้หญิงหากิน ผู้ที่ทาลิปสติก ภาษาอีสานเขาเรียกแม่จ้าง โสเภณี ภาษาอีสานเรียกแม่จ้าง โสเภณี นางคณิกา สมัยนี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive