วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ตอนที่ 2 พ่อครูว่า... มาต่อเรื่องของ 4 นี่แหละ ยังจะต้องทวนไปทวนมาให้ละเอียดละอออีก เรื่องของ 7 8 9 9 วิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์มีวิญญาณฐิติ 7 ผู้นี้ตรงกันข้ามกันกับ สัตตาวาส 9 ผู้ที่ไม่มีวิญญาณฐิติ 7 สมบูรณ์ผู้นั้นจะตกมาเป็น สัตตาวาส 9 ไม่มากก็น้อย ถ้าเต็มสมบูรณ์แล้ว มีวิญญาณฐิติ 7 สัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ จะไม่ตกไปเป็น สัตตาวาส 9 เลย ไม่ลังเลสงสัยเลย เพราะฉะนั้นใน สัตตาวาส 9 จึงไม่มีแม้แต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่ก็พูดมาหลายเหลี่ยมมุมแล้ววิญญาณฐิติ 7 จบที่ อากิญจัญญายตนะ เพราะจะไม่มีอีก ignore จะว่าไม่ใช่หรือจะใช่ ก็ไม่มี มีแต่ตรงๆๆ ถูกต้อง กิเลสจบหมดเลย อากิญจัญญายตนะ อย่างนี้เป็นต้น
ทีนี้ วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 คือ ลำดับของธรรมะแต่ละขั้นแต่ละลำดับ เรียงกันอย่างเต็มที่ สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่มีปัญหา แม้ว่าสัมมาทิฏฐิบริบูรณ์ปฏิบัติได้อย่างเด็ดขาดเป็นวิญญาณฐิติ 7 ไม่มีแม้แต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่ง อนุปุพพวิหาร 9 มี หรือแม้แต่ วิโมกข์ 8 ก็มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ อนุปุพพวิหาร 9 ก็มี แน่นอน สัตตาวาส 9 ย่อมมี จบอยู่แค่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เขาจะไม่มี สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะเขาไปหลงนิโรธที่ อสัญญีสัตว์ พวก สัตตาวาส 9 สัตตาวาส 9 ผู้เป็นสัตว์อยู่นี้ปฏิบัติ ฌาน 4 มาก็ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นโลกีย์ฌาน เป็นฌานเดียรถีย์ ไม่ใช่ฌานแบบพุทธ เพราะฉะนั้นเขาจะปฏิบัติไปอย่างไร ฌาน 1 เขาก็ยังเป็นเดียรถีย์ ฌาน 2 เขาก็บังเป็นเดียรถีย์ ฌาน 3 ก็เป็นเดียรถีย์ จนกระทั่งไปฌานที่ 4 มันเป็นนิโรธแบบมิจฉาทิฏฐิ ดับสัญญาดับเวทนา คือดับแต่แค่สัญญาดับ เวทนามันก็ดับด้วยแล้ว ดับสัญญาด้วยก็ไม่กำหนดรู้ดับ เป็นการข
อ่านต่อ
่มเท่านั้นไม่ได้ดับกิเลสที่เป็นเหตุ เพราะฉะนั้นถ้าดับกิเลสแล้วยิ่งขั้น 5 ขั้น 4 ก็ยิ่งสว่างยิ่งออกมาแจ้ง ยิ่งมีอิริยาบถ ปาคุญญตา ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแบบคนตาย ไม่ใช่เลยมันคนละลักษณะ เพราะฉะนั้น อากาสานัญจายตนสัตว์ วิญญานัญจายตนสัตว์ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ สัตว์อรูป 4 รูป เป็นสัตว์ นิรมาณกาย ต่างคนต่างไม่เห็นของใครแต่ก็แต่ละ อทิสมานกายมา บริโภคหมู่ สัมโภคกาย เหมือนคนตาบอดชวนคนตาบอดมาชมฟ้าสวย บอกว่า ฟ้าสวยจังเลย คนตาบอดก็สำนองรับคำเลย โอ้ ใช่ๆ ฟ้าสวยจัง ตาบอดเอ๋ย ตาบอดสอดตาเห็นหมดเหมือนกันเลย นั่งคือ สัมโภคกาย ต่างคนต่าง อทิสมานกาย ไม่เห็นกัน เห็นตัวเองเห็นของเก๊เป็นนิรมานกาย ต่างคนต่างสร้างขึ้นมา ของใครของมัน อยู่ในภพตัวเองทั้งนั้น แล้วไม่มีใครเห็นของใคร แต่มาโมเมว่า ใช่แล้วอันนี้อันเดียวกันอย่างเดียวกันนะ ขี้หมาสิ อย่างเดียวกัน ไม่มีเดียวกันเลยแม้แต่ข้อที่ 1 สัตตาวาส 9 ข้อที่ 1 หรือ วิญญาญฐิติ ข้อที่ 1 กายต่างกัน สัญญาต่างกัน สัตว์นรกก็คนละเรื่อง มนุษย์ก็คนละเรื่อง เทวดาก็คนละเรื่อง ต่างสมมุติกันไปเองหมดเลย เป็นอะไรก็ไม่รู้เอามาเทียบกันไม่ได้เลย เพราะมันไม่ได้เอามาเทียบกัน ของใครของมัน เห็นไหม มันต่างคนต่างหลงเลอะเทอะกันไป ตามตัวใครตัวมันเลย นี่คือข้อที่ 1 ของความเป็นสัตว์โง่ๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุแล้วข้อที่ 1 จึงรู้ดีว่า ตายๆๆ แต่ก่อนนี้เราก็ไปหลงเลอะเทอะว่าอย่างนี้เป็นอย่างนี้ ๆ ค่อยๆปรับมาเรื่อยๆจากข้อที่ 1 เป็นวิญญาณฐีติข้อที่ 1 ข้อที่ 2 3 4 มา จนกระทั่งถึงข้อที่ 7 จึงจะครบบริบูรณ์ ตรวจสอบธรรมะพระพุทธเจ้านี้ท่านให้ถึงให้ตรวจสอบด้วยวิญญาณฐิติ 7 ตรวจสอบไปให้บริบูรณ์เลย วิญญาณฐิติ 7 ข้อที่ 1 อธิบายไปแล้ว ต่อมาข้อที่ 2 กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกันคือสัญญาว่าไม่มีนิวรณ์ 5 พวกมิจฉาทิฏฐินั่งหลับตา เขาก็ทำให้จิตของเขาไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ แต่เขาหลับตา หยาบๆ เห็นได้ง่ายๆ ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น ลืมตาสบายๆไม่ได้หลับตากระทบสัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กระทบรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ไม่มี กระทบสัมผัสรุนแรงขนาดไหนก็ไม่มี ตามบารมี บารมีของผู้ที่ได้จริงๆกระทบสัมผัสรุนแรงอย่างไรอย่างไร จะหลอกจะล่อ มุมนั้นมุมนี้อย่างไรก็ไม่หลงตาม เฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามบารมี วิญญาณฐิติข้อที่ 3 เอา ความเป็นอาภัสราเป็นเครื่องตัดสิน อาภัสราคือสภาพสภาวธรรมที่สว่าง สว่างเหมือนสายธัมมชโย ธัมมชโยนี่คือ พวกตาบอดตาใส ใสๆๆ สมมุติขึ้นมาให้มีความใสเป็นกายใส แต่ต่างคนต่างนั่งหลับตาใสหมดเลย ใสหมดเลย เขาลืมตาออกมาก็กลายเป็นเนรมิตกายใสอีกด้วย ทั้งๆที่ความเป็นจริงคุณลืมตาคุณจะต้องเห็นรูป อ้าวนี่ผัก นี่คน แต่คุณก็ไปใสๆๆ อยู่นั้นแหละ บ้าเหรอ คุณก็ต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริงสิ ตากระทบรูปก็ต้องเห็นรูป ตากระทบสีก็เห็นสี กระทบเหลี่ยมมุมก็ต้องเห็น เสียงก็ต้องได้ยินอย่างนี้อย่างนี้ไม่ใช่ว่าใสๆๆหมดเลยตีขลุมไปหมดเลย เอาแต่คำว่าใสไปครอบงำความคิดสะกดจิตแล้วก็ครอบงำทางความคิด ให้คนหลงละเมอเพ้อพก อย่าว่าแต่ทำให้กลายเป็นรูปใสเลย กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีให้มีตัวตนไปเลยก็ได้เช่น เห็นผีอย่างนี้เป็นต้นเห็นรูปร่างโครงกระดูกเดินอยู่ สะกดจิตแล้วให้เห็น ลืมตามาเห็นโครงกระดูกเดิน มองคนนี่ไม่มีตัวตนหรอก มันใส นี่มีแต่โครงกระดูกเดินเท่านั้น เขาก็จะมองทะลุเนื้อไปเลยยิ่งกว่าเอ๊กซเรย์ มองเห็นโอ้โห…โครงกระดูกเดินไปตาม มันจะมีอิริยาบถขาแขนแกว่งไกว ก็จะเห็น แต่เขามองทะลุเป็นใสหมดเลยแต่เป็นสมมุติทั้งนั้น คนก็เดากันได้ว่าโครงกระดูกแขนขามันเป็นอย่างไร ก็ได้นี่เดาได้ นี่ คือรายละเอียดพวกที่มันไม่รู้ความจริงก็ถูกหลอก ที่จริงจะหลอกหรือไม่หลอกแต่อาตมาว่าธัมมชโยนี้หลอก เพราะเป็นสมี 2 ตัว สมีตัวหนึ่งก็คือ สมีอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตนเองจริง เขาไม่ได้รู้จริงรู้จังอะไรเลย เขาก็โกหกคนซับซ้อนอยู่อย่างนั้น ทั้งๆที่คนจับได้แล้วที่มีหลักฐาน บอกว่าเขาไม่ได้มีอุตริมนุสธรรมจริงเลย เขาก็ยังอลัชชี. เขาก็ยังเป็นอลัชชีที่หลอกชาวบ้านเขาอยู่อีกนั่นแหละ เดี๋ยวนี้เขาก็ยัง จนกระทั่งหลอกต่อเลยว่า ไม่รู้ตายหรือยัง ปิดกันเลยแม้แต่คณะเดียวกันเขาก็ยังปิด ไม่รู้ว่าตายหรือยังก็ไม่รู้ หากไม่ตายเขาก็จะบอกคนข้างในได้อยู่ ถ้าตายแล้วก็ออกมาหลอกคนด้วยว่า ธัมมชโยยังอยู่ อย่างนี้ มันซับซ้อนมากเลย นั่นเป็นสายอาภัสรา ส่วนวิญญาณฐิติข้อที่ 4 นั้นเป็นสายอาจารย์มั่น สายดำสายมืด สายกิณหา สุภกิณหา ตัวนี้อธิบายยากกว่าอาภัสรา เพราะสัมมาทิฐินั้น มองกิณหาเป็นกิณหา กิณหาคือสภาพความมืดความดำมันไม่ใช่นิโรธทีเดียว แต่มิจฉาทิฏฐิ มันเอาตรงที่ตัดสินกันตรงที่ว่า คนหนึ่งมิจฉาทิฏฐิ คนหนึ่งสัมมาทิฏฐิ ถ้าคนมิจฉาทิฐิก็เป็นสัตตาวาส 9 คนที่สัมมาทิฏฐิก็เป็นวิญญาณฐิติ 7 แล้วคนที่วิญญาณฐิติจะรู้ทั้งความมืดความดำ จะรู้ทางนิโรธว่าต่างกัน แต่ในความหมายของวิญญาณฐิติ 7 พยัญชนะที่ท่านบอกกำหนดคือ อย่างเดียวกันทั้งกาย กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน มันทั้งคู่เลย อย่างเดียวกัน แต่มันมีต่างกันที่ท่านไม่ได้พูดไว้ในวิญญาณฐิติ 7 มันมีต่างกันตรงที่ทิฎฐิ คนผิดคือ สัตตาวาส 9 คนถูกคือวิญญาณฐิติ คนที่เข้าใจก็รู้ว่า อ๋อ…มันต้องเลือกเอาอย่างที่ถูกสิ อย่างที่ผิดและก็รู้แล้วผู้รู้. ผู้รู้จะรู้ทั้งผิดและถูก ส่วนผู้ไม่รู้นั้นไปรู้ผิดเป็นถูก คือ สัตตาวาส 9 ในตัวข้อที่ 4 ของวิญญาณฐิติ 7 ทั้ง 2 อันเป็นข้อที่ 4 ส่วนข้อที่ 5 นั้น วิญญาณฐิติ ไม่มีอสัญญีสัตว์ ไม่ได้ดับสัญญาเลยมีแต่สัญญาสว่างแจ้งสว่างไปเลย แล้วรู้จักอากาศ รู้จักวิญญาณ รู้จักอากิญจัญญายตนะ วิญญาณฐิติ 7 จะเข้าใจอากาศคือความว่างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ว่างลงไปหาที่สุดมิได้ อ๋อ รู้ สภาวะรูปชนิดนี้ หรืออรูปชนิดนี้ คือ สิ่งที่เป็นรูปหรือเป็นสิ่งที่เป็นวัตถุก็ได้ และอีกอันหนึ่งคือนาม คือวิญญาณหรือจิตวิญญาณ วิญญานัญจายตนะ ก็ต้องมี 2 อย่าง มีรูป มีนาม อากาศเป็นรูป วิญญาณเป็นนาม ที่บริบูรณ์แล้วสมบูรณ์แล้วก็รู้ว่า ความว่างคือความว่าง Space ทั้งหลายแหล่ เพราะฉะนั้นที่ทางวิทยาศาสตร์เขาบอกว่า Space คือ เทหะวัตถุแท่งทึบ คือคนมืดคนไม่รู้เขามองเป็นสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ามืดไปหมด แต่คนรู้ก็จะเห็นสว่างทุกอย่าง นอกจากจะมีความสว่างแล้วก็จะเห็นสิ่งที่อยู่ในความสว่างว่า มีอะไรในความสว่าง เป็นการรู้ที่สมบูรณ์แบบ จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก เมื่อมีแสงสว่าง มีตา ก็จะรู้ความจริงอะไรที่เป็นความจริงตามความเป็นจริง ตาก็จะสัมผัสสิ่งนั้น ตั้งแต่คุณสามารถสัมผัสได้หยาบได้ละเอียดๆ ก็ตามบารมีของแต่ละคน อย่างคนสายตาสั้น ตาไม่ดีก็เห็นได้ไม่ชัดเท่าไหร่ได้ไม่มากไม่ละเอียดเท่าไหร่ ก็เป็นธรรมดา เอารูปธรรมมาอธิบาย นามธรรมก็ยิ่งละเอียดกว่านั้น เพราะฉะนั้นในวิญญาณฐิติข้อที่ 4 นี้ จึงเป็นการ จะว่าจริงๆแล้ว ปัญญาญาณทุกอย่างครบแล้ว ในวิญญาณฐิติ 7 จบที่กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน จบแล้ว อีก 3 อันนั้น อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ กับ อากิญจัญญายตนะ ก็เป็นการบอกสภาวะ 3 เส้า ของ Cyclic Order ของสามอย่าง มีอากาศ มีวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวงที่สามารถรู้อากาศกับรู้ความไม่มี รู้ความว่างกับความไม่มี อากาศ กับ อากิญ นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มีแล้ว หมายเอาชัดๆก็คือหมายความไม่รู้หรือความไม่มีกิเลส อากิญ นี่ ไม่มีอะไรที่จะไม่รู้แล้ว รู้หมด หรือกิเลสไม่มีแล้ว ไม่มี หมด อากิญฯ ไม่มี ส่วนอากาสานัญจายตนะ ก็เป็นสิ่งที่รองรับ แล้วมีวิญญาณเป็นธาตุรู้ที่เต็มสภาพของความเป็นวิญญาณ เป็นวิญญาณที่จบบริบูรณ์เป็นวิญญาณของพระอรหันต์ขึ้นไป เป็นวิญญาณของพระโพธิสัตว์ทุกๆระดับ เลยจากอรหันต์ขึ้นไปแล้ว เป็นความบริบูรณ์จบอีก 3 วิญญาณฐิติ 7 จึงจบที่ 3 นี้ ทีนี้ไป อนุปุพพวิหาร 9 แถม เนวสัญญานาสัญญายตนะ ใน อนุปุพพวิหาร 9 นั้น มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ และ สัญญาเวทยิตนิโรธ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งวิญญาณฐิติไม่มี อนุปุพพวิหาร 9 มี แน่นอน สัตตาวาส 9 ก็มีด้วย แล้วจบที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะด้วย เพราะแกก็จบที่ว่า อะไรวะ ใช่หรือไม่ใช่วะ จบที่วิจิกิจฉา เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือ วิจิกิจฉา คือความ อะไรวะ ignore จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ ปฏิเสธก็ไม่ได้ด้วยซ้ำ พยายามจะให้รู้ ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ จะว่ามาก มันก็มากผิด มันรู้มากแต่ส่วนที่รู้มากคือมันผิด ไอ้ส่วนที่รู้จริงๆส่วนที่ถูกต้องมันมีน้อยหรือไม่มีเลย แต่มันชักจะเริ่มมีแล้วมันถึงเกิด ignore มันถึงเป็นสภาพที่ใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ พยัญชนะ ท่านก็เลยสรุปคำความว่า ใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แปลเป็นภาษาไทยของ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เนวสัญญานา เป็นความหมาย อายตนะเป็นตัวตน ตนะคือตน อายะคือ ตัวที่สัมพันธ์กันอยู่ อายะ คือ ตัวที่เป็นอาการหรือเป็นยางเหนียว เป็น อยะ ที่ทำงานเต็มที่เลย ยางเหนียวที่จับ ต กับ น ต คือสิ่งที่ตั้งอยู่ น คือสิ่งที่ไม่มี แต่คุณเอาสิ่งที่ไม่มีมาเป็นสิ่งที่มี เชื่อมด้วยยาง อายะ ไม่ใช่หนังสะติ๊กนะไม่ใช่ Epoxy ด้วย ละเอียดกว่ามากเลย อยะ คือยางเหนียว อายะคือ พหูพจน์ของ อยะ มันเป็นตัวผูกตัวมัดตัวติดไว้ ตัวดึงดูดกันไว้ บางทีก็ไปหมายถึงมันเหมือนแม่เหล็ก ดูดไว้ อะไรอย่างนี้ นี่เอาพยัญชนะอธิบายแทรกให้ฟัง ซึ่งมันลงตัวกันหมด อาตมาก็มีความรู้ในฐานะอาตมาขณะนี้มีบารมีเท่านี้ พยายามอธิบายให้ละเอียดให้ฟังตามที่ความจริงใจมี เห็นว่าควรจะอธิบายให้รู้ทั้งพยัญชนะทั้งสภาวะอย่างนี้ ฟังดูดีไหม พวกเราเข้าใจได้มีภูมิธรรมรับได้ จะชัดเจนมันลึกซึ้งจริงๆนะ อาตมาไม่ได้ชมตัวเองนะ แต่มันเป็นเรื่องละเอียดลออจริงๆใช่ไหมทั้งสภาวะและพยัญชนะ มันสุดยอดเลย คนเราสื่อกันด้วยพยัญชนะหรือบัญญัติคำพูดภาษา แล้วก็สื่อกันด้วยอักษรตัวหนังสือพยัญชนะบัญญัติกำหนด คำกำหนด บัญญัติพยัญชนะตัวอักษรเลย Alphabet เลยอย่างนี้เป็นต้น ก็บอกกันได้ สื่อกันได้ด้วยพวกนี้ เป็นคำพูด เป็นภาษา เป็นปฏิฆสัมผัสโส ที่มี อธิวจนสัมผัสโสแล้ว มีคำพูด ถ้าเป็น ปฏิฆสัมผัสโส มันมีสภาวะแล้วเป็นอย่างนี้ มันเกิดเป็นอายตนะแล้ว ปฏิฆสัมผัสโส มี 2 อย่างขึ้นไปสัมผัสกัน ถ้ายังไม่มีวจนะไม่มีคำพูดตั้งชื่ออันนี้แล้ว คุณก็จะมีแต่สภาวะจริง แต่ของพระพุทธเจ้าท่านตั้งไว้หมดแล้ว มีพระพุทธวจนหมดแล้ว เป็น อธิวจนสัมผัสโส ก็เอามาสื่อมาบอกกันได้ ไม่ต้องบัญญัติใหม่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้หมดแล้วยังมีเป็นต้น เพราะฉะนั้นสรุปลงไปที่สิ่งที่มันต่างกัน วิญญาณฐิติต่างจากวิโมกข์ 8 วิญญาณฐิติจบที่ 7 ตัว วิโมกข์ 8 แถมขึ้นมาอีกมี 8 ลักษณะ แต่ก็มีสภาวะนัยยะสำคัญที่ต่างกันกับ วิญญาณฐิติ คงไม่สับสนนะ เดี๋ยวค่อยอธิบายลงไป ส่วน อนุปุพพวิหาร 9 นั้น คือ ตัวบอกขั้นตอนของสภาพ ฌานก็ดี รายละเอียดของ สัตตาวาส 9 ก็ดี ถ้ามิจฉาทิฏฐิ ก็เป็น สัตตาวาส 9 ถ้า สัมมาทิฏฐิไปตาม อนุปุพพวิหาร 9 มีทั้งสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ พวกหลับตาปฏิบัติเขาก็เอา สัตตาวาส 9 มาแทน อสัญญีสัตว์ ตัวที่ 5 เอามาแทน สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะเขาไม่มีนิโรธจริง สัตตาวาส 9 เขามีแต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และ นิโรธของเขาคือ อสัญญีสัตว์ เมื่อ อสัญญีสัตว์ แล้ว ทวนอีก อันหลัง อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนเนวสัญญานาสัญญายตนะ ของชาวเดียรถีย์ จึงเป็นนิรามาณกายเป็นพวกเพ้อพก ของใครของมัน แต่มาหลงเป็น สัมโภคกาย เป็นคนตาบอดชวนคนตาบอดมาดูฟ้าสวย ยกตัวอย่างอย่างนี้เลยมาจบ มันโมเม ว่าใช่ๆๆ เหมือนกับธัมมชโยหลอกให้คนนั่งหลับตาใส กายต่างกันสัญญาต่างกันหมดเลย แต่เขาหลงว่ามันเป็นอันเดียวกัน โดยใช้พยัญชนะคำว่า ใส ตั้งแต่หลวงพ่อสด ใสเป็นรูปธรรมใสมา หลวงพ่อสดเป็นต้นตอของความหลอก ได้วิชาเขาก็เรียกวิชาธรรมกาย ไปหยิบเอาพยัญชนะของพระพุทธเจ้ามา พระพุทธเจ้าบอกว่าธรรมกายเป็นกายของตถาคต คือกายที่มีธรรมะอันบริบูรณ์ แต่ทางธัมมชโยหรือหลวงพ่อสดเอาไปตีกินเป็นของเขา ที่จริงของเขาเป็น อธรรมะที่บริบูรณ์ กาย มิจฉาทิฏฐิ เขายังไม่ได้เข้าใจคำว่า กาย หลับตาปฏิบัติไม่มีกายแล้ว แค่นี้เขาก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นผู้ที่หลับตาปฏิบัตินี้ไม่พ้น สักกายทิฏฐิ ครบกาย ก็ต้องมีภายนอกด้วย แล้วเขาไปหลับตาปฏิบัติไม่มีภายนอก และเขาไปยึดว่าเขาได้มรรคได้ผลในการหลับตา มันเป็นของหลอกของเก๊หมดเลย เป็นสัมภเวสี ไม่มีที่ตั้งไม่มีฐานที่ตั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อะไร กายมี 5 ตาหูจมูกลิ้นกาย กาย คือ กามคุณ 5 ตาหูจมูกลิ้นกายไม่มี จิตของคุณวิปลาสหมดเลย สัญญาของคุณวิปลาส จิตของคุณก็วิปลาส จึงวิปลาสหมดเลย จิตวิปลาส สัญญาวิปลาส เพราะว่า ทิฏฐิวิปลาส เพราะความเห็นความเข้าใจวิปลาสจึงมัวมาปฏิบัติสัญญาวิปลาสเพราะต้นตอของจิตของคุณวิปลาสหมดแล้ว แม้แต่เอาเข้าโรงพยาบาลบ้า เขาก็รักษาไม่ได้คนพวกนี้เพราะว่าจิตเขาวิปลาส โรงพยาบาลบ้าเขาจะรักษาคนที่เป็นโรคประสาทวิปลาส ถ้าจิตวิปลาสถาวรแล้วเลิกเลยหมดทางรักษา แต่เขาก็เหมือนคนเป็นๆนี่แหละอย่างสายธรรมกายแล้วมีเยอะด้วย คนพลเมืองที่โง่ เห็นไหมว่าพลเมืองที่โง่หลอกง่ายกว่า อาตมาเอาความจริงมาพูดได้เท่านี้ แต่ธัมมชโยมาหลอก โอ้โห..เป็นล้านๆเลย แม้แต่คนร่ำคนรวย คนที่มีอำนาจบาตรใหญ่อะไร หลอกได้หมดเก่งจริงๆเลย ในทางฉิบหาย เก่งจริงๆ ในทางเรือหาย เดี๋ยวจะว่าหยาบ ขออภัยนะที่อาตมาพูดไปนี้ก็ได้แต่สงสาร ไม่ได้ไปโกรธไปชังเขา น่าสงสาร ควรจะอยู่ในวงการเกิดมาในยุคนี้ที่มีอาตมาแล้วนะ ไม่เลย แต่เขาโอ้โห เท่อีก อย่างคือ เขาไม่ตำหนิใครเลยโอ้โห..หล่อเป็นบ้า สวยเป็นบ้า ดีเป็นบ้าเลย ดีเป็นบ้าเลย ไม่ตำหนิใครเลย พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คนไม่ตำหนิใคร พระพุทธเจ้านั่นแหละนักตำหนิเราจะกระหนาบแล้วกระหนาบเธออีก เราจะตำหนิแล้วตำหนิอีก นิคคัณหะ นี่แหละตำหนิ เราจะตำหนิเธอแล้วตำหนิเธออีก เหมือนช่างปั้นหม้อ นวดดินที่ยังเปียกอยู่ยังไม่แข็งนี่แหละจะปั้นเป็นวัวปั้นควายก็ได้ แข็งแล้วปั้นไม่ได้ นี่คืออุทาหรณ์ที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบเอาไว้สวยสูงสุด อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในวิญญาณฐิติ 7 วิโมกข์ 8 อ้าวที้นี้มาลงที่ วิโมกข์ 8 อนุปุพพวิหาร 9 กับ สัตตาวาส 9 พักไป มาลงที่ วิโมกข์ 8 วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 รูปีรูปานิปัสสติ ผู้มีรูป หมายความว่าเป็นคนๆหนึ่ง และเป็นคนตาไม่บอด มีรูป ย่อมเห็นรูป มีรูปทั้งหลาย รูปีรูปานิ คุณจะเอาคำไหนเป็นรูปก็ได้ เอาคำไหนเป็นคนก็ได้ ปัสสติเป็นตัวร่วมคือ การเห็นบริบูรณ์ ปัสสติ คือเห็นครบสามเส้าเลย มีทั้งปัญญามีทั้งประธานและก็มีทั้งรูปกับนาม มีทั้ง อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ เป็นสภาพ 3 เส้า เห็นรูป ผู้มีตามีสถานะที่จะเห็นรูปได้ มีรูปด้วยก็ต้องเห็นรูป อ้าว นี่ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ต่อมาผู้ที่ไม่สำคัญมั่นหมาย รูปในภายใน เห็นรูปภายนอก พยัญชนะใน วิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 นี้ก็คือ อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ อัชฌัตตังคือภายใน พหิทา คือภายนอก เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติธรรมะมีฐานของวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 ขึ้นมาแล้ว มีภูมิสูงขึ้นมา พระพุทธเจ้าก็บัญญัติข้อที่ 3 จะเป็นผู้ที่เห็นในรูปภายในที่ยังมีภายนอก พหิทา รูปภายนอก ในรูปภายนอก รูปที่มันเห็นในภายนอกเป็นภายใน รูปที่มันเห็นภายในนี่มันมีภายนอก สับสนไหม เพราะฉะนั้นมันมี ฮัชฌัตตังภายใน มีทั้งพหิทาภายนอก เพราะฉะนั้นผู้ที่รวมความเป็น เอโก แปลว่าหนึ่ง จะกลายเป็นคนว่าผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ ในพระไตรปิฎกหลายเล่มแปลว่าคนผู้หนึ่ง ที่จริง เอโก นี่แปลได้ทั้งของใครของมันเป็นหนึ่งเดียว และ มันมีสำคัญอีกอันคือเอกังสะ คือ หนึ่งเดียว มันจะรู้สัจจะเป็นหนึ่งเดียว ที่มีทั้งนอกมีทั้งใน ตั้งแต่ขั้นรูป ไปจนถึงขั้นอรูป กามก็เป็นรูปที่หยาบภายนอก หมดกามภายนอกแล้ว จึงจะเลื่อนเข้าไปปฏิบัติธรรมขั้นรูปภายใน รูปก่อนนะ ยังไม่ถึงอรูป กามาวจร สมบูรณ์แล้ว ดับกามได้แล้วก็ยังมีกามที่สัมผัสอยู่นี่แหละ อยู่เหนือมัน ไม่ได้หนีมัน ธรรมะพุทธเจ้าไม่ได้หลับตาเห็นอยู่นั่นแหละ แล้วมันก็มีฤทธิ์เดชอยู่ข้างนอกนี่แหละฤทธิ์เดชของกิเลส แต่กิเลสทำอะไรผู้ที่บรรลุเป็นอนาคามีขึ้นไปไม่ได้ รูปภายนอก ก็แล้วแต่รูปภายใน รูปาวจร อรูปาวจร ที่มันยังดำเนินอยู่ในข้างใน คุณก็เรียนรู้กิเลสตัวนี้ แล้วก็ทำให้เกิดปัญญาอันแจ้งเห็นได้ว่า มันเป็นอนิจจังอนัตตา อนิจจังตั้งอยู่ ทุกขัง มันเป็นทุกข์ มันไม่เที่ยงหรอก ทุกขัง มันไม่จริงแท้อยู่ได้หรอก มันจะต้องเปลี่ยนแปลงไป และสุดท้ายมันจะต้องเป็นอนัตตา ปัญญาญาณในอนิจจังทุกขังอนัตตา 3 คำนี้ยิ่งใหญ่มาก คุณจะสมบูรณ์แบบเลยว่า ปัดโธ่เอ๋ย .. มันเป็นอนัตตา มันไม่ใช่อัตตามันไม่เที่ยง จะไปยึดให้มันเที่ยงมันก็เท่าที่เรายึด จิตของเราไปกำหนดยึดมันเท่านั้นเอง คุณคลายความยึด คุณปล่อยเมื่อไหร่ มันก็ว่างเมื่อนั้น แต่ไม่ปล่อยเอง โอ้ย.. เพราะฉะนั้น เมื่อคุณสามารถเกิดปัญญาญาณ เกิดปฏิภาณตรงนี้ แท้จริงแล้ว ทุกอย่างจึงรู้ว่า สิ่งที่มีกับไม่มี ไอ้หมดแล้วมันก็ไม่มี ในสิ่งที่มีอยู่ก็คือ คนที่ยังมีตาหูจมูกลิ้นกายมีจิตมีวิญญาณ รู้อย่างไร เรารู้อย่างนั้นกับเขาหมด แม้ที่สุด รู้แล้วก็มีภูมิปัญญาเทียบเท่าผู้ที่เจริญเป็นอาริยะ เป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 ระดับ 6 ระดับ 7 ระดับ 8 ที่สุดสูงที่สุดก็ระดับ 9 ที่อาตมายังไม่ถึง ระดับ 8 นั้นกำลังเจริญขึ้นมา ระดับ 7 นั้นแน่นอนแล้วอาตมายืนยัน ใครจะเชื่อไม่เชื่อไม่มีปัญหาหรอกอาตมามีแต่ปัญญา ใครจะยอมรับไม่ยอมรับอาตมาไม่ได้มีปัญหา เพราะอาตมาไม่ได้จ้างให้ใครมาเชื่อ คุณจะเชื่อก็เรื่องของคุณ เชื่อแล้วจะมาทำตามหรือไม่ทำตามก็เรื่องของคุณ เห็นไหม ขวานจักตอกพูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเหลืออีก 6 นาที ขอสรุปลงตรงที่ว่า บุคคล7 พระพุทธเจ้าตรัส ที่จริงบุคคล 9 ท่านตรัส บุคคล 9 แต่บุคคล 9 พระพุทธเจ้ายกไว้อย่าเพิ่งไปกล่าวถึงบุคคลอย่างพระพุทธเจ้า บุคคล 8 พระปัจเจกเราก็อย่าเพิ่งไปพูดถึง เรามาพูดถึงบุคคล บุคคล 7 คือ อุภโตภาควิมุติ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คำว่าถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายนี้คือ บุคคลที่ครบบริบูรณ์อยู่เลย ไม่ต้องละเว้นคำกล่าวใดๆกล่าวเต็มสภาพเต็ม อุภโตแปลว่า 2 ทั้งรูปทั้งนาม ทั้งศรัทธาทั้งปัญญา 2 ทั้งนั้น ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายคือ อุภโตภาควิมุติ แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ หมายความว่ามันจบแล้ว มันสำเร็จแล้วมีอิริยาบถอย่างไรก็อยู่อย่างนั้นผู้ที่ได้แล้ว ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว ประเด็นนี้เป็นประเด็นตัดสิน อาสวะทั้งสิ้นหมดไปแล้ว ซึ่งต่างกันกับคำว่าอาสวะบางอย่าง ยังไม่สิ้นยังไม่หมด อันนี้ผู้นั้นอาสวะผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นการหมดอาสวะต้องใช้ปัญญาเท่านั้น ไม่มีปัญญาไม่มีทางทำให้อาสวะหมดได้ ฟังอีกทีหนึ่ง ต้องหมดด้วยปัญญานะ วงเล็บตรงนี้เลย เพราะฉะนั้นสายศรัทธายังไม่มีปัญญาต้องเติมปัญญา คุณจะเป็นศรัทธา คุณจะได้สภาวะธรรมสมมุติว่าคุณทำอาสวะสิ้นในทางเจโตในทางศรัทธา สมมุติว่าคุณทำได้มากเท่าไหร่ก็ตามแต่ถ้าไม่มีปัญญาเข้าไปสมทบอีกไม่มีทาง อุภโตภาควิมุติ ศรัทธาจะอ่อนแอกว่าปัญญาตรงนี้ตรงที่ต้องมีปัญญาเข้าไปช่วย แต่ปัญญาไม่ต้องมีศรัทธาเข้าไปช่วย ในข้อที่ ปัญญาวิมุติ อาสวะสิ้นแล้ว บุคคลในโลกนี้ บุคคลที่ชื่อว่าปัญญาวิมุติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เป็นอรหันต์แล้วนะ บุคคลที่ 7 นี้ เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ชื่อว่าปัญญาวิมุติ เพราะฉะนั้นผู้ที่เอาอาสวะสิ้นเป็นตัวตัดสิน และสามารถสิ้นอาสวะ มันก็เป็นอรหันต์มันก็จบ จบกิจ อรหันต์คือผู้จบกิจ เพราะฉะนั้นในนี้มันจึงมีความเป็นศรัทธาหรือ เจโต อยู่ในตัวแล้ว แต่ผู้ที่ได้แต่ศรัทธา ยังไม่ได้ขึ้น อุภโตภาควิมุติ ได้แต่ศรัทธาต่อให้คุณ อาสวะของคุณทำด้วยศรัทธา ด้วยเจโต นั่งหลับตาสะกดจิตเป็นต้น นั่งหลับตาสะกดจิตที่คุณจะทำได้ เพราะบารมีเก่า ถ้าไม่มีบารมีเก่าสะกดจิตแล้ว คุณไม่มีภายนอก คุณดับกิเลสไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ อาสวะจะสิ้นไม่ได้ แต่คนมีบารมีเก่ามานั่งหลับตาคุณก็ระลึก เตวิชโช คุณก็ได้สิเพราะของคุณมีแล้วได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่ศรัทธานี้มีอาสวะสิ้นมาก่อน คุณหลับตาคุณก็ได้ แต่ถึงหลับตาอย่างไรคุณก็ต้องมีปัญญาเข้ามาสมทบจึงจะชื่อว่า อุภโตภาควิมุติ ไม่เช่นนั้นยังไม่ตัดสินว่าเป็นอรหันต์ ส่วนปัญญาวิมุตนั้นไม่ต้องเอาคำว่าศรัทธา ไม่ต้องเอาคำว่า เจโต มาตัดสินปัญญาตัวเดียวรู้ทั้งนอกทั้งในแล้วสัมมาทิฏฐิ เพราะว่าผู้ที่เป็นวิญญาณฐิติ 7 รู้ทั้งในทั้งนอกมีพร้อม ไม่ได้เข้าใจคำว่ากายผิดอย่างพวกหลับตาปฏิบัติเป็นต้นที่เข้าใจคำว่ากาย ผิด จึงต้องมาอธิบายสำทับพวกนี้ เพราะฉะนั้นความหมายที่แปล น เหวโข พระบาลีว่าอย่างนั้น แล้วไปแปลว่ามิได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คือผู้มีปัญญาวิมุติ มีคำบอกว่า น เหวโข แล้วเขาไปแปลว่า มิได้ ไม่ (น) เขาก็ไปแปลว่าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายแล้วอาสวะมันจะสิ้นได้อย่างไร อาสวะไม่ใช่บางอย่างบางส่วน แต่หมดสิ้นอาสวะทั้งหมดเลย เป็นปัญญาวิมุติอาสวะสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้น น เหวโข ที่มีอยู่ในบุคคล 7 [๔๑] บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” (กตโม จ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น เหว โข อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต ฯ)
ปัญญาวิมุตนี้อาสวะสิ้นแล้ว แต่แท้จริง น เหวโข แปลว่าสิ่งนี้ไม่ต้องไปกล่าวว่า จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะผู้นี้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายและวิญญาณฐิติมาครบหมดแล้ว ไม่ได้หลุดกายเลย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นด้วยต้องไปสัมผัสด้วยภาษา ไม่ต้องบอก อาสวะท่านก็สิ้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่แปลนี้ อาตมาก็เห็นใจ เพราะว่าผู้แปลไม่ใช่อรหันต์ ไม่ใช่โพธิสัตว์ ไอ้ที่แปลนี้คือผู้ที่แปลพระไตรปิฎกนี่แหละ คำแปลของคนยุคนี้แหละ พระไตรปิฎก _สู่แดนธรรม... ท่านก็เลยอธิบายว่าผู้ที่ได้ปัญญาวิมุติ มิได้สมาบัติ พ่อครูว่า... เอาคำว่าสมาบัติมาด้วย แล้วสมาบัติของท่านที่พูดนี้ก็มิจฉาทิฏฐิอีก คือไปนั่งหลับตามีวิโมกข์ 8 ท่านนึกว่าสมาบัติ แล้วถ้านึกว่าวิโมกข์ 8 เป็นการนั่งหลับตา ก็อธิบายมาแล้วรูปีรูปานิปัสสติ ข้อที่1 ก็ต้องลืมตาเห็นรูป ไม่ใช่คนตาบอดตาใสด้วย เห็นไหมมันผิดมาหมดตั้งแต่ข้อที่ 1 เลย เพราะฉะนั้นเมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดอื่นๆก็ผิดหมด นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ที่น่าสงสาร อาตมาพูดนี้ด้วยความสงสารด้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive