ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข16 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 4 _ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม · กราบนมัสการค่ะ พ่อท่านเป็นนักประชาธิปไตยโลกุตตระ ค่ะ ไม่มีตำแหน่งรองรับ เป็นจริงทำจริงที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ นำพวกเราไป ประท้วง มา 5 รัฐบาล สำเร็จแล้ว ประชาธิปไตยโลกุตตระ ไม่ต้องหาเสียง เป็นการทำดีแบบต่อเนื่องคือได้เสียงเอง สาธุค่ะ พ่อครูว่า... อาตมารับรองคำพูดนี้ถูกต้องที่สุดว่าอาตมานี้เป็นนักประชาธิปไตย เดี๋ยวจะได้พูดขยายความกันต่อเรื่องนี้ อาตมาขอยืนยันว่าขณะนี้ในโลกมีประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น ไม่ได้พูดเล่น พูดอย่างแข็งแรง พูดอย่างยืนยันยืนหยัด ประกาศไป เดี๋ยวนี้สื่อสารทั่วโลกผู้ที่เขาเข้าใจแล้วเขาก็รับรู้ แปลไทยเป็นภาษาเขาเองได้ด้วยว่าอาตมาหมายถึงอันนี้จริงๆ ยืนยันภาษาประชาธิปไตยเป็นคำกลางๆที่เข้าใจกันทั่วโลกแล้ว แต่มันมีนัยยะสำคัญที่ลึกซึ้งละเอียดในความเป็น เป็นลัทธิหรือเป็นแบบเป็นระบอบของการบริหารการปกครองการเป็นอยู่ของมนุษยชาติ แล้วของโลกุตระนี้เหนือกว่า เหนือกว่าประชาธิปไตยที่โลกเขามี เหนือกว่าที่เขามีกันคือ ไม่มีตำแหน่งรองรับ เป็นจริง ทำจริง ที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ นำพวกเราไปประท้วงมา 5 รัฐบาลสำเร็จแล้ว ประชาธิปไตยโลกุตระไม่ต้องหาเสียง เป็นการทำดีแบบต่อเนื่อง คือได้เสียงเอง เสียงเองหมายถึงเสียงของประชา ของมวลประชา ของพหุชน คือมวลประชา พหุคือมาก ชน คือประชาชน คำว่าพหุชนนี่แหละคือ มวลประชาชน ในคำศัพท์ของพระพุทธเจ้าใช้ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นอายะ 3 อาตมาเคยอธิบายมาแล้ว แล้วสิ่งเหล่านี้ที่เป็นประชาธิปไตยโลกุตระนี้ ไม่ต้องหาเสียง ฟังเน่อ นักการเมืองทั้งหลายเอ๋ย การปฏิบัติประพฤติเป็นนักการเมืองเป็นนั

อ่านต่อ

กรัฐศาสตร์ที่ประพฤติต่อสังคมอยู่ ไปรับหน้าที่รับตำแหน่งอะไรเข้าไป ศึกษาดีๆคำว่าไม่ต้องหาเสียงกับการหาเสียงคืออย่างไรแท้ๆ การไปทำดีคือการไปทำงานกับมวลประชาชน ใช้สมรรถนะความรู้ความสามารถทั้งหมดกับมวลประชาชน เขาลำบากเขาไม่อยู่ในฐานะที่ควรจะเป็น ต้องช่วย แล้วเราก็ได้ช่วยจริงๆตามควร มันมีคนอยู่ในตำแหน่งในสถานที่ต่างๆที่เราจะสามารถรู้ได้ทั่วถึง แล้วเราก็รู้ว่าคนนี้ควรช่วยก่อน คนนี้ควรช่วยกว่า แล้วก็ลงมือไปช่วยเห็นควรก็ไปช่วยเท่าที่เราเห็นว่าเราอยู่ในฐานะที่จะช่วยได้ก็ช่วยกันไป โดยจะใช้แรงงาน ทุนรอนของตนเองเป็นหลัก ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่สามารถที่จะเอาทุนรอน หรือองค์ประกอบต่างๆที่จะเอามาใช้เพื่อช่วยเขาได้ เท่าที่ควรก็ทำเต็มที่ แล้วก็ได้ช่วยคนเช่นนั้น สังคมเช่นนั้น นี่เป็นสัจจะที่ในโลกนี้ควรเป็นควรมีกัน ทำจริงๆ แล้วเสียงคนเสียงของประชาชน เสียงคำนี้เป็นคำกลางๆคือความรู้รู้จักของประชาชนให้เขาเห็นเขารู้ว่า ท่านผู้นี้ได้ทำงานเพื่อเขา ได้ทำงานเพื่อมวลประชาชน เห็นรู้ว่าได้ทำงานเพื่อเขาเพื่อมวลประชาด้วยใจซื่อสัตย์สุจริตเสียสละ จริงใจจริงจังสุดความสามารถของเขา จนเขาได้พ้นทุกข์ มนุษย์ก็มีมุทิตาจิตเห็นจริงๆมีมุทิตาจิตต่อคนที่ทำงานให้เขา ระลึกถึงคุณ รู้จักบุญคุณคน ว่าคนๆนี้แหละคือคนที่จะต้องให้เขาทำงานอย่างนี้แหละ นี่แหละคือความเป็นนักการเมืองตัวจริง โดยไม่ต้องหาเสียง ขอให้ทำเท่านี้เลยนักการเมืองเอ๋ยสิ่งที่ได้จะเป็นเสียงบริสุทธิ์เสียงสวรรค์เสียงจากสัจจะของมนุษยชาติ เขาจะให้เราเอง ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น คุณอยากเกิดมามวลกับมนุษย์คนโง่หมู่มวลสังคมของคนโง่ ทำเท่าไหร่เขาก็ไม่รู้ก็เป็นสัจจะอย่างหนึ่ง คุณเกิดมาในมวลหมู่ของคนที่ฉลาดรู้ฉลาดอย่างซื่อสัตย์ด้วย เขาก็จะรู้ โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคุณธรรมโลกุตระ มันจะนำพาโลกุตรธรรมที่จะเป็นรูปร่างจะเป็นภาวะธรรมสภาพธรรมที่ เกิดเป็นประชาธิปไตยโลกุตระนำโลก ทำให้โลกเห็นซึ่งไม่ต้องการโชว์ ไม่ใช่ต้องการอวดอ้าง แต่มันจะเกิดจริงเป็นจริงเลย เป็นการเกิดจากสัจธรรม ไม่ใช่เสแสร้งแอ็คท่า มีนายกที่ชื่อว่าประยุทธ์ จันทร์โอชา นี้ก็ตามหรือผู้อื่นใดก็อยากขึ้นมาเป็นนายกขึ้นมาแคนดิเดตขึ้นมาหลายผู้หลายคน ก็ไม่เป็นไร ประชาชนก็ต้องดูจริงๆแล้วก็เห็นควร จะเป็นเรื่องของกฎหมายที่มันขัดแย้งไม่ให้เกิดที่ควรจะเป็น เขาก็จะแก้กัน แก้ได้ก็ได้ แก้ได้จะไม่มีทางออกของมัน ซึ่งอาตมาก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามันจะทะลุทะลวงไปได้สำเร็จการขนาดไหน แต่เห็นความจริง เอาบุคคลกล่าวถึงก็แล้วกันเพื่อยืนยันให้ไปศึกษาจากพฤติกรรมของแต่ละคน เช่นขนาดนี้มีนายกประยุทธ์ มีผู้ที่กำลังจะชิงเพื่อจะไปเป็นนายกขึ้นมา ในโอกาสต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นอุ้งอิ้งไม่ว่าจะเป็นพลเอกป้อม ไม่ว่าจะเป็นอนุทิน ว่าจะเป็นใครๆอีกที่เสนอหน้าออกมาอีกหลายผู้หลายคน จุรินทร์บ้าง พิธาบ้าง แม้แต่ สุดารัตน์บ้าง วราวุธบ้าง ที่เขาประมวลไว้ก็พอรู้กัน นี่เป็นรุ่น candidate ทั้งนั้นนะ มีภาพพลเอกป้อมอยู่สูงสุดเลย insert มา ตรงใจกลางเป็นอุ้งอิ้ง สวยพริ้งเลยนะ อย่าขึ้นมาเอาเป็นยอดเลยนะ ก็ค่อยๆดูกันไปว่ากันไป อาตมาได้สาธยายมาเรื่อยๆ อธิบายตามที่ร่างเอาไว้ เป็น script แผนที่นิดหน่อย อาตมาได้อธิบายมาถึงว่า อาตมาได้ทำงานและยืนยันว่าเป็นนักธรรมะที่ทำประชาธิปไตย และยืนยันตัวเองเป็นนักธรรมะที่ทำประชาธิปไตย ตามฐานะราษฎร ไม่ได้เป็นข้าราชการ ทั้งข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำที่เขาบริหารบ้านเมือง ข้าราชการปกติก็เป็นนักการเมืองตัวจริง เป็นข้าราชการการเมืองประจำ ส่วนนักการเมืองนั้นเป็นข้าราชการจร โดยมีตำแหน่งหน้าที่และมีเงินเดือนด้วย ผู้ได้รับแต่งตั้งได้รับเงินเดือน ผู้ที่เป็นราษฎรเป็นนักประชาธิปไตยราษฎรไม่มีเงินเดือนจากรัฐ ทำด้วยใจรัก อย่างอาตมาทำมาไม่ได้มีเงินดาวเงินเดือนกับเขา ดีไม่ดีถูกด่าด้วย ก็พยายาม โลกเขาเรียกว่าหน้าด้านก็ช่าง แต่อาตมาไม่ได้หน้าด้านหรอก เป็นการรู้อยู่ว่าอาตมาไม่ได้ทำสิ่งชั่วสิ่งเลว ไม่ได้ทำสิ่งผิดด้วย ขอยืนยันว่าไม่ได้ผิดเรื่องของธรรมะพระพุทธเจ้า ออกไปทำตามเหมาะควรของสถานะเราเอง มีสมณสารูปมีพฤติกรรมที่พอเหมาะ แต่คนยังเข้าใจยาก ขอยืนยันว่าอาตมาจะไม่ไปเป็นนักการเมืองทางระบบนักการเมืองที่เป็นข้าราชการประจำ ไม่เข้าไปเป็นทั้งนักการเมืองที่เป็นข้าราชการจร อย่างที่เป็นกันอยู่นั้นที่พูดสั้นๆผ่านไปแล้ว ไม่เป็นอย่างนั้น แต่เป็นนักการเมืองราษฎร ในความเป็นตัวของอาตมาที่มีผู้ที่เห็นด้วยเห็นตามกับอาตมาอยู่กลุ่มหนึ่ง เรียกว่าชาวอโศกนี้เป็นแกนกลาง ส่วนที่ไม่ใช่ชาวอโศกได้ศึกษาตาม ดูซิว่ามนุษย์คนนี้ โพธิรักษ์มันจะเป็นอะไรแน่วะ จะเป็นนักการเมืองหรือจะเป็นนักบวช หรือว่าจะเป็นอะไรเขาก็จะศึกษาไป แล้วจะค่อยๆรู้ว่า อาตมาไม่ได้มีบัญญัติว่าเป็นนักการเมืองนักธรรมะ แต่อาตมาเป็นมนุษยชาติเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้ทั้งการเมืองและมีความรู้ทางธรรมะ และเอาธรรมะและการเมืองมารวมกัน 2 เป็น 1 2 เป็น 1 แล้วเอาเนื้อแท้คุณภาพ คุณสมบัติคุณลักษณะ ชัดๆของ 2 เป็น 1 ลงไปให้กับมนุษย์และสังคม ตามที่ได้กระทำมาแล้วเปิดตัวตั้งแต่ 2549 อาตมายังจำภาพที่อาตมานำสมณะเรียงแถวตอนเรียง 3 จากถนนราชดำเนินแล้วเดินนำไปสู่สนามหลวง โดยมีสมณะ และมีฆราวาสชาวอโศกเดินขบวนไปจากวันนั้นเปิดตัวมาจนรวมถึงวันนี้ ไม่อธิบายต่อ แล้วอาตมาก็ทำงานการเมือง ขออภัยที่ต้องพูดตรงนี้ ว่าอาตมาก็เป็นผู้นำของคณะอโศกทั้งหมด จะมีมวลอโศกกี่คน มีพฤติกรรมอย่างไร มีผู้เห็นได้มารวบรวม ใช้เวลาใช้แรงงาน ใช้ทุนรอน ใช้องค์ประกอบต่างๆ เท่าที่มีได้ ไม่เสียดมเสียดาย อะไรเลย สละให้แก่งานการเมือง ทำงานตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ไม่ได้ประมวลว่ามีราคามีค่าเท่าไหร่ ตั้งแต่ราคาของวัตถุจนถึงราคาของแรงงาน และที่สุดราคาของธรรมะ ไม่มี ไม่ได้ไปตีราคาหาค่าบ่มิได้ แต่เกิดผลสำเร็จ อาตมาใช้คำว่าเกิดผลสำเร็จ ไล่ตัวบุคคลและคณะแต่ละครั้งแต่ละคราว เริ่มต้นตั้งแต่ ตัวทักษิณ ไม่ได้มีคณะเราไปร่วมทีเดียว มีพลเอกสนธิเป็นผู้ทำปฏิวัติ เอาทักษิณออกไป จากนั้นมาทักษิณก็มีฤทธิ์แรง ไปตั้งนอมินีเอา สมัคร. สุนทรเวช ขึ้นมาแทน ตอนนี้แหละเราออกไปเต็มที่ ยังไม่เต็มทั้งหมดหรอกมันก็เท่าที่เรามีเริ่มต้นออกไป โดยอาตมาพาเป็นไป จนกระทั่งสมัคร หลุดออกไป ไม่ได้หลุดออกไปเพราะว่าแรงประท้วงทีเดียวแต่มันมีองค์ประกอบช่วย มีตุลาการภิวัฒน์ตัดสินให้สมัคร ตกเก้าอี้ออกจากนายกรัฐมนตรี ก็แค่แกไปทำผิดกฎหมาย กฎหมายก็เป็นตุลาการภิวัฒน์ช่วยเป็นสัจธรรมที่ประกอบกัน ช่วยหยุด กันเป็นทักษิณก็แสดงฤทธิ์เอาน้องเขยเข้ามาต่อ มาเป็นนายกอีก พวกเราตอนนี้เข้าไปทำงานเต็มที่ ยึดทำเนียบเลยจน สมชาย เข้าทำเนียบไม่ได้ เป็นนายกที่ไม่ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลเลย เป็นตัวอย่างอันปรากฏในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย เป็นนายกที่ตะลอนตะลอนไม่ได้เข้าทำเนียบเลย จนกระทั่งพวกเราไปปลูกข้าวทำนาในทำเนียบ นี่ก็เป็นประวัติศาสตร์เล็กๆน้อยๆ แต่มันแสดงความจริงอะไรให้ว่านี่คือประชาชน เป็นพลังงานของประชาธิปไตยแท้ๆสดๆใสๆบริสุทธิ์สะอาดจริงใจ ไม่ได้มีอาวุธ ไม่ได้มีความรุนแรงอะไรต่างๆนานา ถ้าจับรายละเอียดตั้งแต่พวกเรามาร่วมกัน เอาสมณะมาล้อมรอบผู้ที่เราจะต้องรักษา นักการเมืองที่ปากโป้งพวกทักษิณเขาจะเอาตายเราก็รอบล้อมรักษาไว้ มีสมณะล้อมรอบแล้วก็มีประชาชนล้อมไปอีก เป็นภาพประวัติศาสตร์รวมเอาไว้ อาตมามั่นใจประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยโลกุตระของไทย ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ มันจะเป็นหลักฐานที่ให้ชาวโลก ต้องการเช่นนี้ ให้ชาวโลกนี้ได้ศึกษาจริงๆว่า นี่แหละเป็นประชาธิปไตยแท้ๆ ของพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้แต่ไม่ได้มีลงไปในบัญญัติ เอาคำว่าอธิปไตยจากโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตยกับธรรมาธิปไตย อธิปไตย 3 จากโลก จากอัตตา จากธรรมะ มารวมกันกับประโยชน์ที่จะเกิดแก่มวลประชาชน เป็นประโยชน์หรือความสุขหรือเอื้ออนุเคราะห์มนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อีกสามเส้า มารวมกัน นี่แหละคือองค์ประกอบของความเป็นประชาธิปไตยที่บริบูรณ์ ไม่มี 2 อันนี้มารวมกันเข้า ไม่มีในตำรา โดยเฉพาะตำราของประชาธิปไตยเทวนิยมที่เป็นโลกียะเท่านั้น ขอย้ำยืนยันว่า ประชาธิปไตยในโลกนอกจากของโลกุตระของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นประชาธิปไตยขาเดียว เป็นประชาธิปไตยโลกียะ เป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์แบบตามสัจธรรมของความเป็นสังคม และ มนุษยชาติ ประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบต้องมี 2 ขา ต้องมีรูปนาม ต้องมีคำว่า 2 สภาวะ 2 นี้ทั้งนั้น จะไม่เป็นประชาธิปไตยที่โด่เด่ มีแต่รูปธรรมโดยมีแต่กฎหมายเป็นหลักโดยไม่รู้จักจิตวิญญาณ แต่ต้องมีจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวงและเอามารวมกันเป็นหนึ่งอย่างสนิทเนียน เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะนี้ไม่มีในตำราต่างประเทศหรอก คำว่า ตำรา นี้ก็สำคัญ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสเรื่องคำว่า ตำรา อาตมาก็นำมาขยายความอยู่ ท่านตรัสไว้ นัย มุมหนึ่ง มิติ 1 เอานัยยะมุมมองบริหารเศรษฐศาสตร์แบบคนจน ท่านตรัสแล้วก็บอกว่า ถ้าจะบริหารก็บริหารแบบนี้ คำอธิบายไปตามภูมิธรรมของท่านและท่านก็ว่าไป ว่าผู้ที่บริหารหรือผู้นำพาต้องทำแบบนี้เพราะผู้มาถามนั่นคือ ข้าราชการการเมืองเหมือนกัน เป็นรัฐมนตรีเพื่อนของนายกรัฐมนตรีชาวเกาหลีใต้ มาพูดมาทูลถามในหลวง ร. 9 ว่าควรจะบริหารปกครองอย่างไร ท่านก็บอกว่า ถ้าจะใช้คำว่าตำรานำ ต้องเอาตำราแบบคนจนไม่ใช่ตำราของเทวนิยมรัฐศาสตร์ที่เรียนกันในตะวันตก เป็นตำราคนรวยเป็นตำราที่เป็นโลกียะจะต้องเอารวยเข้าว่ามีอำนาจมาก แต่อันนี้มันทั้งในความเป็นอำนาจหรืออธิปไตยก็ไม่ไปเบ่งข่มใคร มาจนมาน้อยไม่ใช่ไปมาก ไม่ใช่มักมากแต่ว่ามักน้อย อัปปิจฉะ ไม่ใช่ มหัปปิจฉะ ใช้ตำรานี้ใช้ความอะลุ่มอล่วยคือ compromise ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นผู้ที่ใช้อันนี้โดยใช้คำว่า compromise ประนีประนอมทำให้มันเหมาะสมไปเรื่อยๆต่อยอดอันนี้ยิ่งใหญ่ ในหลวง ร. 10 ตอนนี้รู้ดีเรื่องนี้ท่านทรงรู้แล้วก็นำพา ถ้าใช้ตำราแบบคนจน ตำรานี้ไม่มีจบ Infinity จะพัฒนาเจริญขึ้นไม่มีจบเลย จะก้าวหน้าเรื่อยๆ นี่ก็เป็นคำตรัสรับรองของในหลวง ร. 9 จะก้าวหน้าเรื่อยๆไม่ได้ถอยหลังไม่ได้อยู่กับที่เลย ไปเรื่อยๆเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นเลย ไปอย่ างเจริญไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นคำว่าประชาธิปไตย อาตมามา เรียกในยุคนี้เขาเรียก เดี๋ยวเรียกให้ไปตามสากล ภาษาอื่นๆจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่อาตมาไม่ค่อยเก่งภาษา แต่รวมแล้วก็คือ ซินโนนีม คำเดียวกัน ใช้แทนกันกับคำว่าประชาธิปไตยนี่แหละ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยนี่เป็นความรู้ความเห็นความเข้าใจแบบที่อาตมายืนยันว่าเอาของพระพุทธเจ้ามาอธิบายขยายความและยืนยันลงไปในเมืองไทย ว่าไทยนี้ทำประชาธิปไตยตามพระพุทธเจ้า อันมีสังคมศาสตร์ มีเศรษฐศาสตร์ มีรัฐศาสตร์ สามเส้า แบบโลกุตระ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยตรัสถึงความเป็นเศรษฐศาสตร์ว่าต้องแบบคนจน การขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นี่รวมเป็น เส้า 1 ของความเป็นประชาธิปไตย อันนี้เรียกว่าเชิงเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ของโลก ในหลวงท่านตรัสเอาไว้ว่าต้องเอาลักษณะนี้ คือขาดทุนของเราคือกำไรของเรา สรุปแล้วก็คือการเสียสละคือการได้ ได้ตัวนี้นี่เป็นภาษาเท่านั้น แล้วเราก็ไม่ได้ไปยึดความได้ จบที่การเสียสละในตัวมันเอง เสียสละนี่แหละคือการได้ แต่ไม่ต้องบอกว่าเราได้หรือเราไม่ได้เราไม่แข่งคำนั้นแต่ความจริงจบในตัว 2 เป็น 1 2 เป็น 1 อยู่ที่การเสียสละจบแล้ว นักการเมืองนักบริหารนักรัฐศาสตร์เบอร์ 1 แล้วท่านก็ทรงยืนยันว่าไม่มีตำราของชาวโลก ที่เรียนๆกันอยู่ทั้งโลก เปิดตำราเรียนกันในเรื่องเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์อะไรก็ตาม สังคมศาสตร์ก็ตามไม่มี ตำราใดๆก็ไม่มี ไม่มีตำราได้ตำราที่จะบอกอันนี้ได้ ถ้าเปิดได้ก็มีแต่ตำราโลกียะเศรษฐศาสตร์โลกียะ รัฐศาสตร์โลกิยะ สังคมศาสตร์โลกีย์ อ่านแล้วก็มีเท่านั้นเท่าที่โลกียะเขามี อ่านจบแล้วก็ปิดได้เพราะมันมีเท่านั้น ที่นี้จะเรียนเศรษฐศาสตร์ระบบโลกุตระหรือเรียนรัฐศาสตร์สังคมศาสตร์โลกุตตระ ก็ต้องมาเรียนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นมีแต่ในตำราของพระพุทธเจ้า เปิดเรียนกันดีๆเถอะ โลกุตตรธรรม จริงๆแล้วคำว่าโลกุตตรธรรมนี้ก็คือ เนื้อหาของธรรมะ ในประเทศไทยก็ตามที่เป็นเมืองพุทธได้นำพากันมาถึง 2,500 ปีใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ประเทศไทยเกิดมาไม่ถึง 2,500 ปี เท่าที่เป็นพุทธและนำใช้มา พอมาถึง 2,500 ปีนี้มันเสื่อม คนเสื่อมนะไม่ใช่ธรรมะเสื่อม ชาวพุทธนี่แหละเสื่อมไปจากธรรมะของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะชาวพุทธที่เป็นคณะยึดเป็นกระแสหลักหรือพุทธคณะใหญ่ ชาวพุทธคณะใหญ่ที่บริหารดูแลก็เสื่อมไป บุคคลเสื่อมไปจากโลกุตตรธรรมของพระพุทธเจ้า ก็มีอาตมาเกิดมาในยุคนี้พอดี อาตมาก็มากอบกู้โลกุตรธรรมขึ้นมาเพื่อให้โลกุตรธรรมยืนยาวอยู่ในโลกไปได้อีกจนกว่าจะถึงพ.ศ. 2500 กว่าปีเรื่องนี้ก็เป็น อจินไตย ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดง่ายๆเล่นๆ ถ้าไม่จริงก็บาปกินหัวหนักคุยโม้โอ้อวดไม่เข้าท่า เป็นการอวดอุตริมุสธรรมที่ไม่มีในตน ปาราชิกด้วย อาตมาก็เป็นสมี ถ้าเผื่อว่า อาตมาพูดผิด แต่อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาพูดจริงพูดถูกอย่างมั่นใจ อาตมาใช้ภาษาความหมายความรู้ความเข้าใจแม้แต่คำว่าปัญญา ปัญญา 8 อาตมาขยายความตามธรรมะพระพุทธเจ้า ตอนนี้เขียนหนังสือเป็น 3 เล่มแล้วจะมีถึงเล่ม 4 อีก ตอนนี้เพิ่งทวนไปได้ร้อยกว่าหน้าเอง อาตมาก็ พยายาม บอกตัวเองว่าอย่าขยายแต่มันขยายหน่อยนี่ก็หลายร้อยหน้าแล้ว คิดว่าพยายามอย่าให้มากคิดว่าพยายามจะสรุป เพราะฉะนั้นเรื่องของ อจินไตย ที่อาตมามีจริงๆในเรื่องนี้ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในอธิปไตยต่างๆนั้น แล้วก็นำมาเปิดเผย เช่น เปิดเผย ฌานวิสัย อันเป็นของพระพุทธเจ้า ต้องวงเล็บนะว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ฌานแบบ อาฬารดาบส อุทกดาบส ฌานวิสัยของพระพุทธเจ้าก็เป็นสิ่งที่ต่างจาก ฌานฤาษี ซึ่งเป็นเรื่อง อจินไตย ในอจินไตย 4 กรรมวิบาก โดยเน้นธรรมะที่มีวิบากอย่างสัมมาทิฏฐิ วิบากคือผล ผลของกรรมที่ทำให้สัมมาทิฏฐิ ยืนยันโดยเอาตัวเองมาเป็นตัวหลักเลยมายืนยัน อ้างอิงหลักฐานคำสอนพระพุทธเจ้า อ้างอิงตำนาน อ้างอิง ตัวบุคคลอ้างอิงพระไตรปิฎก แล้วก็แก้ไขการอธิบายบาลี ที่ใช้คำว่าแก้ไขอธิบายบาลีคือ ท่านได้อธิบายเบี้ยวบาลีไป หรืออธิบายบาลีผิดๆกันมา ท่านอธิบายมา อาตมานั้นพูดเองและยืนยันเองว่าท่านอธิบายมาผิด ท่านก็เข้าใจว่าท่านถูกท่านอธิบายมาถูก แต่อาตมามาพูดจริงๆด้วยความจริงยืนยันว่านั่นแหละผิด อย่างอาตมาอธิบายยืนยันนี้ถูก ท่านก็ต้องแย้งผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง ของอาจารย์ ของสิ่งที่ท่านยึดถือกันมาในกระแสหลักในขบวนนักพระพุทธศาสนาด้วยกัน อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีแล้ว ได้ผลตามที่เกิดจริงเป็นจริง มีโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เกิดจริงๆดังที่ชาวอโศกเป็นกัน เช่น มาเป็นคนจน มาเป็นคนเสียสละ มาเป็นคนขยัน มาเป็นคนทำงานรับใช้ประชาชน มาแสดงความไม่เห็นแก่ตัวที่มีจริงใจจริงมีจริงๆ นี่อย่างนี้เป็นต้น ยังมีอีกเป็นกลาง เป็นปลายอีกนะ ที่พูดนี้แค่ต้นๆนะ แล้วก็ทำกันไปเรื่อยๆ ยืนยันความเป็นการเมืองที่เป็นโลกุตระ พากันสร้างประชาธิปไตยที่เป็นแบบพุทธ สร้างขึ้นมาให้แก่โลกเห็นแจ้งรู้จริงกันขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งมันรู้ตามได้ยากเห็นตามได้ยาก ลึกซึ้ง มีความสงบอันวิเศษพิเศษจริงๆ แม้แต่คำว่าความสงบอันวิเศษพิเศษที่ชาวอโศกเราเป็นเรามี ก็มีในตัวจริง หรือพูดถึงในประเทศไทยมี ประเทศไทยมีความสงบอันมีความขัดแย้งกันพอเหมาะ นี่ยังมีเห่าบ๊องๆๆหมาน้อยเห่าอยู่ มันเป็นธรรมชาติ ถ้าไม่มีความขัดแย้งในที่ใดๆที่นั้นน้ำเน่าที่นั้นมีแต่จะเน่าสูญสลายเสียหาย เพราะฉะนั้นความเจริญต้องมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ เกิดปฏิกิริยาที่ได้สัดส่วนให้เกิดความเจริญ ซึ่งมันรู้ตามได้ยาก ลึกซึ้ง มีความสงบอันพิเศษ พิเศษจริงๆเพราะเป็นความประณีตสุขุมสุดๆที่จะรู้ตามได้ ไม่ใช่แค่เรื่องตรรกศาสตร์ อตักกาวจา แต่เป็นเรื่องราวกรรมวิบากที่มีอจินไตยที่มีฌานวิสัยที่สุดวิเศษ ของพระพุทธเจ้า เป็น อจินไตยนี่แหละ คำว่าวิสัย คือ ทำกันจนฝังไว้อยู่ในวิสัย อธิบายไว้ใน วิสัย นิสัย. อนุสัยพยายามจริงๆอาตมาพยามฝืนอยู่ในการพิสูจน์อันนี้ไป วันนี้วันที่เท่าไหร่ 15 50 กว่าปีแล้วอาตมาก็ยังเปิดเผยธรรมะที่เปิดเผยความเป็นการเมืองโลกุตระกันได้แค่นี้เอง แล้วก็ยังจะพยายามต่อ ที่จริงอายุขัยของอาตมานั้นมันสิ้นแล้วมาตั้งแต่อายุ 72 ปี ได้ฟังกันมา ใครจะเชื่อไม่เชื่อไม่มีปัญหาหรอก อาตมาก็มีความรู้ของอาตมา ก็บอกความจริงไปด้วยความจริงใจ แต่อาตมาพยายามฝืนไม่ยอมตายตอนอายุ 72 ยืดอายุขัยของตัวเองให้ยาวขึ้นมา แล้วก็เป็นการพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าด้วย จนกระทั่งวันนี้ 88 ปี 8 เดือน 10 วันแล้ว จะพยายามลากสังขารลากชีวิตให้ยืนยาวต่อไปอีก ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความจริงตามธรรมะพุทธเจ้าให้จริงๆด้วย ที่สำคัญก็คือมันเป็นความจริงที่ต้องพิสูจน์ให้แก่คนในโลกได้เรียนรู้และได้เห็น ได้สัมผัสความจริงนี้ยืนยันว่าเป็นโลกุตรธรรมกันจริงๆ ซึ่งมันไม่ใช่โลกียะ ไม่ใช่โลกียธรรมแน่ๆมันต้องต่างกัน โดยเฉพาะความเป็นสาระสัจจะ ที่เรียกโดยพยัญชนะว่าโลกุตรธรรม มันขึ้นอยู่กับ ลาภ โลกียธรรมกับโลกุตตรธรรม จะมีความเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข นี่เป็น โลกียธรรมที่คนติดยึดแย่งชิงกอบโกยหอบหวงและเอามาแบ่งมาข่มกัน เอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มาเบ่งมาข่มกัน ใช้อันนี้เป็นตัวยืนยัน ผู้ฟังดีๆฟังเข้าใจดีๆจะชัดเจน แต่พวกเราไม่สะสม ไม่เอาอำนาจของ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไปเป็นอำนาจอธิปไตยอะไรเลย เราเอาความตรงกันข้ามกัน ไม่ใช้อำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ เราได้รับคำตำหนิคำลบหลู่ด้วยซ้ำ แต่อาตมาก็ว่ามันมีภาวะลึกซ้อน ว่ามันมีความจริงที่ไม่ใช่จริงๆ ไม่ใช่อำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ แม้แต่อำนาจสุข ก็ไม่ใช่ เป็นอำนาจที่ทวนกระแส ไม่มีคำพูดแล้วทีนี้ เป็นอำนาจที่ ปฏิโสตัง เป็นอำนาจที่ทวนกระแสกันคนละเรื่อง เขาไปทางนี้ เราไปทางนี้ อธิบายได้เท่านี้ เพราะมันเป็นเรื่องของทิศทาง เป็นเรื่องของกระแส เป็นเรื่องของความรู้ เป็นเรื่องของความจริงที่มันสวนกระแสกัน ปฏิโสตัง มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้หยุดอยู่มันพัฒนาไปเรื่อยๆ มีสิ่งที่มนุษยชาติจะเห็นว่ามันเกิดจริงเป็นจริงได้ มันก็จะไปเรื่อยๆ เพื่อ ความเป็นประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษย์มหาชนต่างๆที่ใช้พยัญชนะว่า พหุชนะ คำเดียวกับมวลประชาชน แล้วก็มี อายะ ที่เป็น พหุชนะ หิตะ อายะ เป็น พหุชนะ สุขะ อายะ (พ่อครูไอตัดออกด้วย นาทีที่ ๑ ช.ม. ๒๘ นาที) หิตะ คือประโยชน์ สุขะ คือ อาการสุข (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... สิ่งที่ยากสำหรับโลกุตระธรรมคือมันไม่เหมือนอย่างโลกธรรม คนทางโลกเขาวัดความเจริญที่ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่พ่อครูว่า มีอำนาจที่ยิ่งกว่านั้น มันคือมันไม่ใช่ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่รู้ว่าเป็นความเหนือกว่า คนที่มีปัญญาเท่านั้นที่จะมองเห็นว่ามันเหนือกว่า แต่คนที่หลงลาภยศอย่างไรก็มองไม่เห็น พ่อครูว่า... มันเป็นประชาธิปไตยที่เพื่อประชาชนแก่มวลมหาประชาชน เรียกว่าพหุชนหิตายะ เป็นประชาธิปไตยที่เพื่อความสุขแก่มวลประชาชน พหุชนสุขายะ เป็นประชาธิปไตยที่อนุเคราะห์โลก โลกานุกัมปายะ ทั้ง 3 อายะ คือ อายะหิตะ อายะของสุขะ อายะของโลก นี่แหละคือกำไรคือประโยชน์คือผลที่ควรได้ มนุษย์ควรได้ มวลมหาประชาชนควรได้ ควรกำไร ควรจะได้ประโยชน์นี้ ความควรได้ และเป็นเครื่องอาศัยเรียกด้วยพยัญชนะว่าความสุขที่สงบไม่ใช่ความสุขที่ไม่ได้แย่งชิง หรือร้อน จะเป็นความสุขที่เย็นที่สบายเป็นความสุขที่ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ อาตมาใช้พยัญชนะพวกนี้อธิบายสภาวะให้ละเอียดไปเป็นแนวลึก ถ้าอาตมาพิสูจน์ความจริงนี้ได้ ซึ่งก็ได้เริ่มมาแล้วเปิดเผยตัวเองออกมาทำงานเพื่ออายะ 3 นี้หรือเพื่อ อธิปไตย 3นี้ ไม่ใช่เพื่อตนที่ทำนี้ ไม่ใช่เพื่อด้วยความเห็นแก่ตัว แต่เพื่อพาคนให้ลดตัวตน ลดของของตน ออกมาเป็นคนที่ไม่มีตัวตน มีแต่ชีวิตที่เพื่อผู้อื่น มีชีวิตเพื่อมวลมหาประชาชน ที่พูดนี้ไม่ใช่แค่ภาษาคำพูดปากเปล่า แต่เป็นความจริงที่จะตามพิสูจน์ยืนยันความเป็นจริงหรือความเป็นไปได้นี้จริงๆ ประชาธิปไตยเพื่อมวลประชาชน ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อทุนนิยม อธิปไตยเพื่อพวกตนเองเท่านั้นที่เป็นแค่คอมมิวนิสต์หรือว่าสังคมนิยมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยเพื่อตนเอง เพื่อหมู่ตนเอง ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์หรือเพื่อสังคมตนเอง แต่เพื่อมวลมหาประชาชนทั้งโลก ไม่มีกรอบ ไม่มีขีดคั่น จริงๆเลย มีคนเขาบอกมีคนเขาพูดว่า อโศกมันทำเพื่อพวกมัน มันมีแต่พวกมัน ถ้าว่าทำเพื่อพวกมันตามที่เขาว่า มันไม่ใช่แน่ๆ แต่ถ้าว่ามันมีแต่พวกมัน ซึ่งฟังดีๆนะ มันทำเพื่อพวกมันนั้นไม่ใช่ แต่บอกว่ามันมีแต่พวกมัน ซึ่งต่างกันไหม ต่างกันจริง คุณมาเป็นพวกเราบ้างสิ พูดเพราะๆ เอ็งมาเป็นพวกข้าบ้างสิ มึงมาเป็นพวกกูบ้างสิ พูดให้ครบๆไง พูดให้ครบๆ ใช้ศัพท์หลายคณะหลายลำดับ เพราะว่าโลกุตรธรรมนี้มันยังทำได้อยู่กันแค่ชาวอโศก นี่คือสรุปลงไป คนอื่นยังมาเป็นพวก คนอื่นยังมาทำตามไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเราถูกยืนยันว่า พวกมัน ก็ยอมรับ มาสิมาเป็นพวกมันๆด้วยกัน เป็นพวกมันๆด้วยกันที่นี่ ยิ่งกว่ามันเทศ มันโอกินาว่านะ มันยากแต่มันดีสุดยอดนะ มาถึงตอนนี้ก็เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกันโปรดติดตามตอนหน้ายังมีต่ออีก วันนี้ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก็แล้วกัน 660215 ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 4 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน