660503 ปลุกพลังเงียบช่วยกันทำให้การเมืองเจริญ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์38 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660503 ปลุกพลังเงียบช่วยกันทำให้การเมืองเจริญ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53266.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1deeb6Fkaiq0qC4ADyJ_neG3Wm5mqZ2LD/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/17630Vd0E8QlxZKtaxurMQBOMKuCryRT-/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/tPxX7uIsaow และ https://fb.watch/ki5BaOIldi/

สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 14 ค่ำเดือน 6 ปีเถาะ ปกติโดยทุกปี 15 ค่ำเดือน 6 จะเป็นวันวิสาขบูชา แต่ปีนี้มีเดือน 8 2 หน วิสาขบูชาปีนี้จะไปตกวันที่ 3 มิถุนายน 2566 งานอโศกรำลึกปีนี้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนเป็นต้นไปเลย เหลืออีก 11 วัน เป็นโค้งสุดท้าย เขาบอกว่าประเทศไทยจะได้เปลี่ยนแน่ ทางโลกบอกว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ เหตุการณ์ต่างๆในโลกในประเทศไทย พ่อครูมองว่าเป็นเครื่องกระเทาะให้เห็นว่าใครเป็นใคร ใครเป็นแก่น ใครเป็นแก้ว ใครเป็นของจริง ใครเป็นของปลอม ตอนนี้บางพรรคโพลมานำโด่งเลย พรรคที่บอกว่าคนแก่เป็นพวกไดโนเสาร์ จะกวาดเอาสิ่งดีงามของบ้านเมืองไปหมดสิ้นเลย เขาไปหลงตะวันตก หลงฝรั่ง ที่เชิดหน้าชูตาของเขา เขามั่นใจมาก เขาบอกว่า ก้าวไกลมาไกลเกินกว่าจะแพ้แล้ว ความอยากจะเป็นนายกทำให้คนจับโกหกได้ สร้างเรื่องราวเพื่อให้คนเชื่อ แต่ผู้คนก็ได้เห็นแก่น เขาไม่มีแก่น เป็นแก้วที่รอแตกร้าว เมื่อกระทบผัสสะแล้วจะไปได้ถึงไหน ดูลุงตู่น่าจะเหนื่อยมาก เพราะเดินทางไปที่นั่นที่นี่ตลอดเวลา โพลล่าสุดบอกว่า พิธานำอันดับ 1 อุ๊งอิ๊ง มาอันดับ 2 ลุงตู่เป็นอันดับ 3 ได้คะแนนนิดเดียว เทียบกับเด็กไม่สิ้นกลิ่นน

อ่านต่อ

้ำนมแล้วลุงตู่ดูเหมือนจะเทียบไม่ได้ แต่ก็เห็นความมั่นคง ไม่เห็นร่องรอยว่าจะย่อท้อ ไปแต่ละที่ยังดูมั่นคงแน่วแน่ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ อาจจะเพราะความบีบคั้นทำให้ต้องดึงพลังออกมาให้มากที่สุด เพื่อจะรักษาบ้านเมืองไว้จึงต้องทำให้เต็มที่สุดและแรงเกิด แต่การตอบโพลนั้น ประชาชนบางคนก็ต้องเก็บไว้ในใจ ไม่สามารถแสดงออกได้เปิดเผย ก็ลองดูว่าจะออกมาแบบไหน วันที่ 14 พลังเงียบจะเงียบเชียบต่อไปหรือเปล่า หรือพลังเงียบจะออกมายืนหยัดยืนยัน พวกเรามีเวลาอีก 10 วัน ใครจะไปช่วยชักชวนให้พลังเงียบตื่นขึ้นมาได้ก็เป็นการช่วยชาติบ้านเมือง แต่สิ่งที่จะช่วยได้อย่างมั่นคงยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เป็นสัจจะสาระต้องดำรงอยู่ในชีวิตเรา

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แสงธรรมจะทอบวรต้องปลุกพลังเงียบให้ออกมา พ่อครูว่า... ที่บอกว่าพลังเงียบและความเงียบนี่นะ อันนี้แหละ เป็นตัวชี้บ่งถึงความยังไม่เจริญ อยู่เงียบๆงุ่นๆคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร มันเป็นมิจฉาทิฎฐิที่ลึก มันไม่ใช่เรื่องของความเป็นมนุษย์เต็มรูปที่มีความตื่นเต็ม รู้จักสังคมข้างนอกก็รู้จักข้างใน รู้จักทั้งภายนอกภายในเต็ม100 สมบูรณ์แบบ มันไม่เป็นเช่นนั้น มันเป็นอวิชชาจริงๆของคน แต่ทีนี้อาตมายังหวัง ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียวว่า คนไทยจะมาถึงวันนี้แล้ว จะเสื่อมถึงขนาดนั้น อาตมายังมั่นใจว่า คนไทยทุกวันนี้เจริญ โดยเฉพาะทางด้านของการเมืองก็ตาม ศาสนาก็เอาเถอะมันอาจจะยาก แต่เมืองไทยนี่แม้ว่าศาสนาที่ว่ายาก แล้วก็ยังมีกลุ่มคนที่เข้าใจที่เข้าถึงสัจธรรมโลกุตระแท้ๆจะมีจำนวนน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่มีเชื้อโลกุตระอยู่ ไม่ใช่ มี แต่มันพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ถึงวันนี้นี่อาตมาก็ยังมั่นใจว่า มันจะชนะได้อยู่ ยังมั่นใจว่าสัจธรรมที่เป็นโลกุตระยังจะชนะได้อยู่ ถ้าจะว่าไปแล้ว นี่ไม่ใช่อาตมาจะคุยโม้ อาตมาทำงานโลกุตรธรรมมาตั้งแต่ พ.ศ 2513 ทำมาทำมาแล้ว ในหลวง ร. 9 เห็นร่วม เริ่มตั้งแต่ 2527 มาเรื่อยๆ ในหลวงเริ่มเห็นด้วยเริ่มตรัส สิ่งที่ท่านก็เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จะตรัสอะไรก็ต้องมั่นพระทัยว่าตรัสออกมาแล้วสู่สาธารณชน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ เช่น จะตรัสว่าแบบคนจน หรือมาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่เราเห็นท่านตรัสตามหลักฐานที่มีใน พ.ศ 2534 แต่อาตมาว่าท่านเริ่มตั้งแต่ พ.ศ 2527 มาเรื่อยๆ มาถึง 2534 ท่านถึงเต็มรูป ตรัสออกมาด้วยภาษาต่อสาธารณชนเลยว่า บริหารแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ต่อมา อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นเรื่องของภูมิธรรมของโพธิสัตว์แท้ๆ มันพูดเล่นไม่ได้หรอกในระดับในหลวงหรือสาธารณชนทั่วโลก พูดเล่นไม่ได้ แต่คนเข้าไม่ถึง อย่างข้าราชบริพารไม่มีปัญญารับช่วงต่อ มันก็เลยยากไปไม่ออก ทีนี้มาพวกเรานี่แหละรับไม้ หรือจริงๆก็ทำอยู่แล้ว พวกเราเป็นโลกุตระอยู่แล้ว รับทำอยู่แล้ว เมื่อในหลวงมาตรัสอย่างนี้อีกก็เลยยิ่งโอ้โห.. แทบจะถือว่า ถ้าไม่มีธรรมะหน่อยนี่จะผยองเลยนะ รีบคว้ามาถือว่าทำอย่างคะนอง ทำอย่างผยองเลย ซึ่งอาตมาก็ต้องระมัดระวังเรื่องนี้เป็นอย่างมากเลย เราก็ไม่ถึงขั้นคะนอง ไม่ถึงขั้นผยอง แต่ก็ทำตนเป็นผู้น้อย เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้แพ้อยู่ไป แต่พยายามเสนอเนื้อแท้ ๆๆ ให้ปรากฏทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งรูปธรรม นามธรรม ให้เต็มส่วน ให้เต็มสภาพเสมอๆ ก็เกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆๆๆมาตลอด ถ้าจะว่าจริงๆแล้วเปอร์เซ็นต์ที่มีแม้แต่อยู่ในประเทศไทย ก็ยังไม่ได้อยู่ในเขตขีดที่ถือว่า น่าจะมั่นใจหรือว่าน่าจะปล่อยได้ว่างั้นเถอะ ปล่อยเดี่ยวได้ ยังไม่ถึงขั้นนั้น มันจะต้องช่วยอุดหนุน ช่วยทุ่มแรงไปอยู่เรื่อยๆ อาตมาถึงบอกว่า มันน่าจะตายแล้วก็ยังตายไม่ลง ยิ่งทุกวันนี้ไอแรง มันมีเหมือนน้ำพิษออกมา มันบอกไม่ถูกรสชาติมันก็ทรมาน มันไม่ใช่น้ำกรดทีเดียวนะ มันเป็นน้ำพิษที่มันขื่นมันขมมันจะอ้วกมันจะไอออกมาสารพัดเลย มันไม่มีในสารบบ เลยไม่รู้จะบอกด้วยภาษาอย่างไรมันเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องขจัดออกไม่พึงต้องการ เพราะฉะนั้นจึงต้องไอขจัดอย่างแรงให้รีบเอาออกจึงทรมาน มันลึกซึ้งซับซ้อน พูดไปพวกคุณก็จะเห็นใจเปล่าๆ ปล่อยอาตมาไปเถอะ ตามวิบากไม่มีปัญหาอะไร ..ชาตินี้มีวิบาก.. นึกถึงเพลงบูรณภาพ มันสุดยอดเลย อาตมาแต่งตอนนั้นเหมือนเบลอๆ ทุกวันนี้ก็ยังจำเนื้อไม่หมด แต่ทุกคนก็ทำได้ดี อย่าเพิ่งเอาออกมา อาตมาจะมีวันที่พูดถึงเรื่องเพลง เรื่องกวีการเหล่านี้เหมือนกัน ซับซ้อนตั้งแต่เริ่มต้น รู้สึกว่าจะต้องแต่งเพลง เมื่อมาบวชแล้วนะ เพลงแรกที่แต่งตั้งแต่ตอนเป็นนักบวชแล้ว คือ เพลงขันติต้องไม่จาง หรือเพลงตะวันทอฟ้า ซึ่งอาตมาทบทวนแล้วเห็นว่ายากที่คนจะเข้าใจได้ เพ่งมองผ่านเมฆเฉกใจให้ช้ำ คล้ำดำซ้ำเป็นเห็นปานขวานผ่า เป็นกวีการที่ต้องขยายความกันเป็นวันๆเลย • เพ่งมองผ่านเมฆเฉกใจให้ช้ำ คล้ำดำซ้ำเป็นเห็นปานขวานผ่า ความคิดเคยเฉยเชือนก็เตือนตามมา แม้เพียรเพ่งแพงแรงพาผองธรรมก้าวมาหน้าแนวแล้วเล่า

มันมีสัมผัสทั้งเสียง ทั้งพยัญชนะ สระ มีสำเนียงเสียงเมโลดี้ด้วย เพ่งมองผ่านเมฆเฉกใจ คือเปรียบเทียบเหมือนกับใจเรานี่แหละ มันมีความให้ช้ำใจ เมฆสีดำ เราก็ยิ่งคล้ำอยู่ในใจ มันยังไม่ขาวไม่สะอาดสว่างออกมาเลย เห็นแล้วเหมือนขวานที่ผ่าเข้าไปในหัวใจให้แหลกละเอียดอะไรอย่างนี้ ความคิดเคยเฉยเชือนก็เตือนตามมา อาตมาเคยไม่เอาแล้วตั้งแต่ออกบวชใหม่ๆ กับคุณชวน ไปหาที่อยู่สัก 2 ไร่ ถ้าใครจำได้ แล้วจะไปอยู่ตรงนั้นจะไม่เอาเลย จะไม่พูดถึงธรรมะแล้ว เพราะเห็นเลยว่ามันยากจริงๆ พวกนี้พูดไม่ขึ้นหรอก อย่างไรก็คงปลุกไม่ไหว ไม่เอาแล้ว เฉยเชือน ความคิดตัดทิ้งเลยไม่เอาแล้ว แต่เสร็จแล้วความสำนึกก็เตือนตามมา ว่า ไม่ได้นะๆ ก็เลยจะต้องหันมาเพ่งเพียร พยายามทุ่มแรง แม้เพียรเพ่งแพงแรงพาผองธรรมก้าวมาหน้าแนวแล้วเล่า ให้ก้าวหน้ามา แรงนำหน้า แต่ผลมันไม่ตามมา อย่าว่าแต่นำหน้าเลย ตามยังยาก • ก็ยังช่างเย็นเช่นยาค่าไร้ หรือคนไซร้ซานเขลาคลานคุกเข่า ยอมซบจนซ้อนจมใต้ตมซมเซา มิเงยหน้าเลย เคยเนาฉันใดก็เยาว์เยี่ยงเดิม..โธ่เอ๋ย

ก็ยังช่างเย็นเช่นยาค่าไร้ มันเหมือนยาหมดอายุหมดค่าแล้ว ก็เลยนึกถึงคน หรือคนไซร้ซานเขลาคลานคุกเข่า หรือว่าคนทั้งหลายแหล่มันหมดแล้ว ไม่โงไม่เงยขึ้นมาแล้ว ยอมซบจนซ้อนจนใต้ตมซมเซา คนนี่คงจะขุดไม่ขึ้น ตกลงไปใต้ตรงซมเซาถูกโคลนทุกอะไรต่ออะไรมันทับถมไป มิเงยหน้าเลย เคยเนาฉันใดก็เยาว์เยี่ยงเดิม..โธ่เอ๋ย ไม่โงไม่เงยขึ้นมาเลย อยู่อย่างไรก็เป็นเช่นนั้นก็ยังเยาว์ยังเด็กยังเล็กเช่นเดิม โธ่เอ๋ย

• ฟ้าดินผินเพลินเผินพลอย เมินไม่คอยเอื้ออวยช่วยใด..ไยเฉย หรือธรรมต่ำศักดิ์นักจึงปึ่งเลย คนเอ๋ย..ควรครวญใคร่ก่อน ฟ้า ไม่หันหน้ามองเราเลย ไปหลงใหลอะไรอยู่ที่ไหนทำไมไม่มาช่วยเลยฟ้าดิน เมินไม่คอยเอื้ออวยช่วยใด..ไยเฉย ทำไมต้องเมินต้องเฉยต้องหนีไม่เห็นใจเราบ้างเลย หรือธรรมต่ำศักดิ์นักจึงปึ่งเลย หรือธรรมะมันต่ำศักดิ์นักหรือถึงได้ไม่ดูดำดูดีนักเลย ไปไหนก็ไม่รู้ไม่ช่วยอะไรเลย คนเอ๋ย..ควรครวญใคร่ก่อน แล้วก็หันมาหาคนว่าควรจะใคร่ครวญให้ดีๆซะก่อน

• ผิว์เป็นเช่นใด ไม่ควรด่วนท้อ แข็งพอขอเพียงมิพาลเพี้ยนผ่อน ยังยิ่งยง ยั้งยืนหยัดทนอาทร (๑)แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมสู้ทน (๒)แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมเถิดเทอญ.

ผิว์เป็นเช่นใด ไม่ควรด่วนท้อ ปลอบใจตัวเองไม่ควรจะท้ออย่ารีบท้อ ไม่งั้นก็ตายกันพอดี แข็งพอขอเพียงมิพาลเพี้ยนผ่อน เต็มครบเลย ฮึด ขึ้นมาเต็มที่เลย ขอเพียงไม่อ่อนไม่เพี้ยนไม่พาลไม่ผ่อน ยังยิ่งยง ยั้งยืนหยัดทนอาทร ต้องสู้ แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมสู้ทน แสงธรรมต้องทอบวร มิจางจิตถอนเทิดธรรมเถิดเทอญ. เป็นเพลงที่แต่งตอนมาบวชแล้ว มันก็มีจารีตประเพณีวัฒนธรรมหรือความยึดถือกันว่า นักบวชจะมายุ่งเกี่ยวกับการร้องรำทำเพลงไม่ได้ ไม่ถูกต้อง อาตมาก็ว่ามันใช้ได้นะ ยิ่งในยุคนี้ ยุคเพลงการมันทั่วโลกเลย มันใช้เป็นสื่อกลางเป็น Social Media ได้อย่างดีมากเลย อาตมาก็เลยไม่เป็นไรหรอก ใครจะว่าอย่างไรก็เอา ตัดสินใจแต่งเพลง เพราะฉะนั้นในคราบที่เป็นนักบวชก็แต่งไม่ใช่น้อยเพลง และแต่งไว้แล้วมันก็ยากอย่างที่ว่า คนคลี่ไม่ออก ยังขยายกระจายให้มันง่ายให้มันรู้ตื้นขึ้นมา ชักลึกมาให้ตื้นยังไม่ค่อยได้ ก็ยังพยายามทำไป อาตมาทุกวันนี้ก็เข้ามาหาเนื้อหาสาระของธรรมะก่อน อู๊ด..เขาบอกว่าเพลงระดับนี้ต้องโพธิสัตว์ระดับ 7 ถึงจะแต่งได้ พ่อครูว่า... อันนี้ก็จริง พูดไปก็ยกย่องกันเอง มันก็ดูน่าเกลียด

_ทอง เอ็นจีโอ tong ngo • มีบางคน..ค่าที่ลืมตาดูโลกและเติบใหญ่ขึ้นมา ก็เห็น "ทุกสิ่ง-ทุกอย่าง" ในความเป็นบ้านเมืองตัวเอง จนชินเหมือนปลา จะเห็นคุณค่าน้ำ ต่อเมื่อแล้ง-น้ำแห้งเกล็ด เหมือนนก จะเห็นคุณค่าท้องฟ้า ต่อเมื่ออยู่ในกรงขัง! เราทุกคน แต่ละก้าวชีวิต มีทั้ง "ผิดบ้าง-ถูกบ้าง" เป็นธรรมดา เพราะนั่น คือ ที่มาของคำว่า "ประสบการณ์" ฉะนั้น แต่ละคน...... จงใช้ "ประสบการณ์" ทบทวนตัวเอง บ่อยๆ จะได้ชื่อว่าเป็นคน "ไม่เสียชาติเกิด"! พ่อครูว่า... อาตมาได้เน้นไปแล้วว่าเกิดมาเป็นคนจะไม่เสียชาติเกิดได้อย่างไร เสียชาติเกิดเพราะไม่ได้ธรรมะโดยเฉพาะไม่ได้โลกุตรธรรมขึ้นไป คนโลกียะก็พยายามทำดีและชั่วก็พากเพียรไป โลกียะทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แล้วพยายามสั่งสมดีให้แน่นหนา มันยังไม่ใช่ปรมัตถ์ ยังไม่ใช่โลกุตระ มันยังเปลี่ยนแปลงได้ มันยังไม่ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มันยังไม่เป็น มันก็จะต้องวนเวียนกลับอยู่ โลกียะก็คือยังต้องวนเวียนกลับ ยังไม่จบกิจ ยังต้องหมุนเวียนอยู่ มันจะเป็นเช่นนั้น

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พลังเงียบพลิกเกมแน่ ถ้าแห่ออกมาช่วยกัน _อภิชาลา กลั่นแก้ว Apichala Klunkeaw • เชียร์ รทสช ✌🏻✌🏻แต่บอกตามตรงว่ามองไม่เห็นอย่างพ่อท่านเพราะมองรอบตัวเองทั้งในsocialและรอบๆตัว กระแสแดงส้มมาแรงมากค่ะ หวั่นใจ และเคยแสดงออกทางการเมืองบาดเจ็บมาพอสมควร ทุกวันนี้ประชาธิปไตยเขาไม่ใจกว้างกันเลย เอาแต่ใจและบูลลี่คนเห็นต่าง จนตอนนี้ไม่อยากแสดงออกอะไร ขอเชียร์เงียบๆค่ะ พ่อครูว่า... นี่แหละมันจะซวยที่ตรงขอเงียบๆนี่แหละ นี่แหละนี่แหละ เชียร์เงียบๆนี่แหละ เอาน่า..ออกมาหน่อย เห็นใจหน่อย คุณคิดแบบนี้อาตมาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐินะ พวกเราเคยพูดว่า บ้านเมืองไม่เจริญเพราะคนดีท้อแท้ หรือว่าคนดีไม่แสดงตัว ต่างคนต่างอยู่หรือปล่อยไปเถอะบ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว อันนี้แหละ ยิ่งขณะนี้นี่ เกมเข้มข้นโดยเฉพาะการเมืองของประเทศไทยขณะนี้ ต่างคนต่างเฉยไม่ได้นะ เงียบไม่ได้นะ เห็นแก่ตัวไม่ได้นะ ต้องออกมาเห็นแก่สิ่งที่ดีที่สุด ถ้าคุณไม่เห็นด้วย นายกตู่ก็แล้วไป หรือเอาเถอะ คุณไม่เห็นด้วยกับนายกตู่ คุณเห็นด้วยกับคนอื่น คุณก็ไม่ควรเงียบ ออกมาเถอะ จะได้รู้กันเต็มๆครบๆเลยว่า พลังทั้งหมดที่เงียบและเปิดเผย ออกมาให้เต็มที่เลยทั้ง 2 ฝ่าย มันจะได้รู้จำนวนเต็มเลยว่าใครมันเหนือกว่ากัน ใครแท้ๆ อาตมาก็อยากรู้ความจริงอันนี้เหมือนกันนะ มันจะเป็นความจริงเพราะคนออกมาแสดงความจริง เพราะฉะนั้น ก็ขอร้องผู้ที่เอาแต่เงียบๆขอร้องเถอะ ไขลานหน่อย อย่างไรก็อุตสาหะวิริยะหน่อยมาช่วยลงคะแนน คุณจะเห็นฝ่ายไหนก็ไม่ว่ากัน อาตมาก็ไม่ได้ไปกำหนดบังคับอะไรหรอก ก็อิสรเสรีภาพ ใครจะเห็นของใครยังไงก็แน่นอนของคนนั้น ขอร้องนะพวกเชียร์เงียบๆ อย่าเงียบเลย มาเถอะ!

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สอุปาทิเสสนิพพาน ต่างกัน อนุปาทิเสสนิพพาน อย่างไร _นาคินทร์...กราบถามพ่อครูว่า...ในมูลสูตร 10 ข้อ ๙. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน ๑๐. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน คำว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ต่างกับคำว่า อนุปาทิเสสนิพพาน อย่างไรครับ ในสภาวธรรม พ่อครูว่า... ในความหมายเบื้องต้นง่ายๆ ส แปลว่าเหลือยังประกอบด้วยยังเกี่ยวอยู่ อนุ แปลว่าไม่ อุปาธิ แปลว่าเชื้อ เพราะฉะนั้น สอุปาทิเสสะ หมายความว่า ยังมีเชื้อของกิเลสอยู่ นิพพานมาส่วนหนึ่ง แต่ยังเหลือ เสสะ แปลว่า เหลือ นิพพานส่วนหนึ่ง แล้วก็ยังมีส่วนเหลืออยู่ ส่วนคำว่า อนุปาทิเสสะ คือ อนุ กับ อุปาทิ คือไม่เหลือเชื้อของนิพพานแล้ว เบื้องต้น อนุปาทิเสสนิพพาน คือพระอรหันต์ ส่วน สอุปาทิเสสนิพพาน คือยังไม่ใช่พระอรหันต์เป็นเสขบุคคล คือผู้ได้นิพพานส่วนหนึ่ง ตั้งแต่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อันนี้เป็นความหมายเบื้องต้น ทีนี้ความหมายเบื้องปลาย สอุปาทิเสสนิพพาน คือผู้ที่มีนิพพานบริบูรณ์แล้ว หมดเชื้อกิเลสแล้ว แต่ยังรักษาชีวิตที่จะเกิดจะตายหมุนเวียนอยู่อีกเป็นอมตะบุคคล เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นอมตะบุคคลนี้ที่ยังไม่ยอมตาย จึงคือผู้ไปใช้ชีวิตแบบ สอุปาทิเสสนิพพาน ก็เรียกว่าอมตะบุคคล จะตายเมื่อไหร่ จะสูญแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ยังจะสะสมสัมภาระวิบากไปสู่ที่สุดที่สูง มุ่งมั่นไปจนถึงพระพุทธเจ้านั่นแหละ ไปเรื่อยๆ อมตะอันนี้ จึงหมายถึงชีวิตตัวเอง ของพระอรหันต์หรือโพธิสัตว์ที่จะเวียนเกิดเวียนตายอยู่ ยังไม่ทำ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ยังไม่ทำให้สิ้นสุด เป็นปริโยสาน เมื่อตายครั้งสุดท้าย แล้วไม่ต่อ ตายอย่าง สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน ตายอย่าง นิพพานสูญ นิพพานไม่ตั้งนิมิต นิพพานไม่ตั้งจิต ตายอย่างหมดเกลี้ยง สูญ จิตของผู้ปรินิพพานเป็นปริโยสานนี้ก็แยกเป็นดินน้ำไฟลมไป ในการตายครั้งสุดท้ายนั้น เรียกว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เพราะฉะนั้น สอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิเสสนิพพาน จึงอธิบายได้ 2 นัย นัยยะ ที่ยังเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ต่อไปอีกก็ได้ หรือนัยยะของ อรหันต์ก็ตาม พระโพธิสัตว์ก็ตาม จะตายไปสุดท้ายหรือแม้แต่พระพุทธเจ้า จะตายแล้วแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมเลย อธิบายแค่นี้ก่อน พูดมากไปละเอียดไปเดี๋ยวจะสับสน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก _ขวัญหินแก้ว · กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ขอถามคำถามงาน วิจัยป.โท ว่า..แนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก เป็นอย่างไรคะ พ่อครูว่า... แนวทาง 1. แนวทางการพัฒนาชุมชน 2. ยั่งยืน 3. ด้วยระบบสาธารณโภคีของหมู่บ้านราชธานีอโศก แนวทางการพัฒนาชุมชน ก็อยู่กับหมู่บ้าน ชุมชน ก็มีแนวทางอยู่แล้ว แนวทางที่เป็นแบบจรณะ 15 วิชชา 8 หรือเป็นแบบศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขา เป็นลำดับๆไป เป็นแนวทางการพัฒนาชุมชน จะพัฒนาชุมชนได้ก็คือพัฒนาคน คนรวมตัวกันเข้าก็เป็นชุมชนเป็นหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นคนจึงเป็นแก่นเป็นแกนของความจริง พัฒนาคนให้มีคุณธรรมที่เป็นโลกุตรธรรม จึงจะเป็นธรรมะอย่างยั่งยืน ในประเด็นต่อมา จึงจะเป็นธรรมะที่ยั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นี่เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นธรรมะที่จบกิจแล้ว ไม่มีการวนเวียน ไม่มีการพลิกฟื้น ไม่มีการหวนกลับอีก จบแล้วจบเลย ตายแล้วตายเลย จึงเรียกว่ายั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีการตายฟื้นตายแล้วตายเลย นั่นคือความยั่งยืน เพราะฉะนั้นด้วยระบบสาธารณโภคี นี่เป็นอันที่ 3 คำว่าสาธารณโภคีนี่แหละ เป็นความหมายสุดยอดของเศรษฐศาสตร์ แม้แต่รัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ที่เป็นสาธารณโภคี อธิบายยากกว่าเศรษฐศาสตร์ที่เป็นสาธารณโภคี เพราะมันเป็นเรื่องของนามธรรมที่บริหาร ส่วนเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจมันมีตัวรูปธรรม มีสิ่งที่จับติดกว่า ถ้ารัฐศาสตร์มันเป็นนามธรรมมากกว่า เศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์มันมีรูปธรรมมากกว่า ก็อธิบายได้ง่ายกว่า สาธารณโภคีหมายความว่า เป็นสาธารณะที่กินใช้ โภคี หรือโภคะ ร่วมกินร่วมใช้ร่วมอาศัยเป็นทรัพย์ศฤงคารเป็นอาหารเป็นผลผลิตอะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างเลย ทั้งสัปปายะบุคคล อาหาร ธรรมะร่วมกันไปหมด รวมกันอาศัยใช้กินร่วมกันหมด เป็นของส่วนกลาง ซึ่งอันนี้มันมีในระบบของจีนเขา เรียกว่าแบบกงสี เช่น กงสีจิ้นผิง กงสี คือ กินใช้ร่วมกันไม่แยกกัน แต่กงสีของคนจีน พอลูกเต้าลูกหลานแยกออกไปก็มีการแบ่งไปนะ แต่อันนี้ไม่มีการแบ่งไปเลย ของสัจจะของสาธารณโภคีจะไม่มีแบ่งไม่มีแยกเลย จะรวมส่วนกลางใครก็อยู่ที่นี่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กินอยู่ร่วมกันจนแก่จนตาย เลี้ยงดูกันจนตาย จึงเป็นระบบวิธีที่มนุษย์ร่วมอาศัยกันอยู่ในหมู่กลุ่ม สูงสุด ไม่ไปไหน เป็นเอกภาพ เป็นปึกแผ่น เป็นหนึ่งเดียวกันตั้งแต่เกิดจนตายๆๆ เกิดมาจนเป็นโตเป็นหนุ่มเป็นสาววัยสูงขึ้น จนกระทั่งแก่ จนกระทั่งตาย อะไรก็ช่วยกันหมด พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้สมบูรณ์แบบ จึงเรียกว่า สาธารณโภคี อันที่ 4 ของหมู่บ้านราชธานีอโศก ก็ยืนยันความจริงกัน หมู่บ้านราชธานีอโศกไม่ใช่ความคิดไม่ใช่ตรรกะ ไม่เชื่อเรื่องฝันๆเพ้อๆ ไม่ใช่เรื่องยูโทเปีย แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดจริงมีจริงแล้ว มีระบบระเบียบระเบียบ มีหลักฐานเต็มรูป ต่างกันกับยูโทเปียที่ยังไม่ได้เป็นรูปร่างของความจริง ยังเป็นแค่แนวคิดของ Sir Thomas More ต่างกันตรงนี้ นั่นของยูโทเปีย แต่ของราชธานีอโศกนี้มันเหนือชั้นกว่ายูโทเปีย เพราะมันมีสถานที่ มีบุคคล มีเครื่องอาศัย มีธรรมะสัปปายะ 4 ครบเลย เป็นลักษณะธรรมะขั้นโลกุตรธรรม เช่น บุคคลอยู่ด้วยกันอย่างสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างจริงมีพฤติกรรม กายกรรมเมตตา วจีกรรมเมตตา มโนกรรมเมตตา เมตตามีคุณลักษณะอย่างไร ก็คือผู้ที่ปรารถนาดี ช่วยกันให้พ้นทุกข์ ไม่ได้มาทำรุนแรง ไม่ได้ทำมาเบียดเบียนอะไรกันเลย มีแต่การเกื้อกูลช่วยเหลือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีคุณธรรมลึกซึ้งถึง 4 ขั้น พฤติกรรมนี้มีจริงเป็นจริง ยืนยันพิสูจน์ได้ ใช้เวลายืนยันได้ว่าเป็นเมตตาจริงๆ ไม่ใช่เสแสร้ง ไม่ใช่แกล้งหาเสียง ว่าจะช่วยนะจะช่วยนะ ไม่ใช่จะ แต่ช่วยจริงๆ ช่วยจนกระทั่งยั่งยืนถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นหนึ่งเดียว แล้วมาถึงข้อที่ 4 ลาภที่ได้โดยธรรมแล้วมาร่วม สาธารณโภคี กัน กินร่วมกันใช้ร่วมกันใน สาธารณโภคี ใน สาราณียธรรม 6 ข้อที่ 4 ก็คือพวกเราชัดเจน ต่างคนต่างมาร่วมกัน แล้วพวกเราแต่ละคนก็ขยันหมั่นเพียรมีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ มีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) พยัญชนะบาลี 9 ตัว อาตมาก็ขยายความมาไม่รู้กี่ปีกี่ครั้งมาแล้ว มันมีพฤติกรรมจริงตรงไหม เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) จิตมีความพอ สันโดษ สุดท้าย 0 ก็พอ มันเป็นระบบวิธี มันเป็นวัฒนธรรมที่สุดยอด เจริญ สมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องสะสมอะไร มี ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) ขัดเกลา กาย วาจา โดยเฉพาะมโน มีกิเลสอะไรเหลือก็ขัดเกลาไป เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) เป็นขั้นๆ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ ไปตามลำดับๆๆ พวกมิจฉาทิฏฐิจะบอกว่าธุดงค์คือออกป่าบุกดง ไปกันใหญ่เลย ไม่ใช่ แต่ธูตะ อยู่กับหมู่ฝูง อยู่กับหมู่กลุ่มแต่ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาลืมตาปฏิบัติสามัญตามมรรคมีองค์ 8 ตามโพธิปักขิยธรรม 37 จนกระทั่งได้มรรคได้ผล เป็นอาการที่ผู้รู้เห็นแล้วไม่ตำหนิ เป็นอาการที่น่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ผู้รู้ผู้มีภูมิปัญญาเห็นแล้วบอกว่าน่าเลื่อมใสเหมือนผู้ที่มองอยู่บนข้างบน เห็นเขาไต่ระดับขึ้นมาได้มรรคได้ผลอุตสาหะขึ้นมา น่าเลื่อมใส น่าส่งเสริม ปาสาทิโก มองจากยอดสูงไปหาผู้ที่ต่ำกว่า พากเพียรไต่ไปหาที่สูง จบที่ข้อสุดท้าย 2 ตัว ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นคนไม่สะสมสุดยอด แต่ละคนอ่านใจตัวเองจริงๆเลยว่า เรานี้แน่จริงขนาดไหนที่ไว้ใจกองกลาง ไว้ใจวัฒนธรรมของหมู่กลุ่ม ไว้ใจถึงสัจธรรม ที่ไม่มีปัญหาแล้ว มันสะอาดบริสุทธิ์ แล้วก็เป็นเรื่องที่อิสรเสรีภาพ เป็นเรื่องที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแท้จริงๆ เป็นสัจธรรมซื่อสัตย์ไม่มีกบฏอะไรเลย เพราะฉะนั้นก็จึง ไม่มีปัญหา ไปสะสมไปแบกไว้ทำไม บาทหนึ่งก็หนักแล้ว 5 บาท 10 บาท 100 บาท 1,000 บาท 10,000 บาท 100,000 บาทยิ่งหนักใหญ่เลย ก็อยู่กับกองกลาง มีความจำเป็นอะไรแค่ไหนก็ใช้ได้ มันดีตรงที่ว่า ถ้าเราจะใช้กองกลางเราไปขอเบิกเขา เขาไม่ให้ ผู้มีสิทธิ์ดูแลเขาไม่ให้ หรือกรรมการพิจารณาแล้วไม่ให้ มันก็ต้องมีเหตุมีผลมีวิบาก เหตุผลเขามี ดีไม่ดีเป็นเรื่องของวิบาก คุณยังไม่ได้ คุณก็จะต้องไม่ได้ก็ต้องไม่เอาสิ แล้วไม่ใช่ประชด หรือมันได้เท่านี้นะ ฐานะเราได้เท่านี้ก็ทำเท่านี้ไป ด้วยความอุตสาหะพากเพียร ทำดียังไม่ได้ดีเพราะทำดียังไม่มากพอ เขาก็เลยไม่เห็นดีของเรา เขาก็เลยไม่เอื้อไม่ช่วยเหลือไม่ยอมให้ ก็เป็นจริงสิอย่างนี้เป็นต้น ก็พากเพียรไปทำดีให้มากยิ่งขึ้น จนที่สุดเขาจะให้เองแหละ ทำจริงไป โดยไม่ต้องไปต่อรอง โดยไม่ต้องไปประชด ไม่ต้องไปแดกดันอะไร ทำด้วยความสุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน สร้างให้ดีไปเรื่อยๆเจริญไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการไม่สะสม แล้วเอาแต่ขยัน วิริยารัมภะ เขาแปลอย่างเพราะๆว่าปรารภความเพียร ท่านสมเด็จประยุทธ์ ปยุตโตหรือท่านประยุทธ์ท่านแปลว่าระดมความเพียร อาตมาแปลว่าขยันเสมอพากเพียรเสมอ อุตสาหะเสมอ วิริยารัมภะ เหมือนอย่างอาตมาว่าอาตมามี วิริยารัมภะ มันเป็นข้อ 1 ของปัญญา ปัญญาข้อที่ 6 วิริยารัมภะ ถ้าคุณไม่มี วิริยารัมภะ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร คุณท้อถอยจากความเพียร เมื่อไหร่ แพ้ ฟังไว้เลย ต้องเพียร สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะฉะนั้นสุดท้ายจบด้วย ไม่สะสมกับพึ่งพาความเพียรของตน เป็นเนื้อแท้เลย คนมีสมรรถนะกับความเพียรความขยัน อาตมาเคยสรุปจบ มีสมรรถนะกับมีความสามารถอยู่พอสมควรก็ได้อาศัยพอสมควร ถ้ายิ่งมีความสามารถดีก็แน่นอนยิ่งได้อาศัยมาก แล้วเราก็อย่าขี้เกียจต้องพากเพียรนั่นแหละ นี่แหละคือสุดยอดแห่งสมบัติ สมบัติที่มากสุดสูงสุดจบแล้วก็คือ สมรรถนะและความเพียรความขยัน นี่คือสุดยอดไม่มีใครแย่งได้ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ไม่มีใครแย่งได้ แล้วก็ไม่มีอะไรทำร้ายได้เลย ติดตัวไปจะเกิดอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติ สมรรถนะกับความเพียรสุดยอด เป็นสมบัติที่กินใช้ไม่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน