660515 สงครามข่าวสารกับปรากฏการณ์จริงการเมืองไทย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #22 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660515 สงครามข่าวสารกับปรากฏการณ์จริงการเมืองไทย รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #22 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53263.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1e6r4S8ZInMqMF23SlIBBBDJgxu9Rkt4q/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1vXXQ9ktr-XmZWL2qdLExJzuF2qmfrX0Y/view?usp=share_link

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/Ael65wzAoS8 และ https://fb.watch/ky56H52z9Z/

สงครามข้อมูลข่าวสาร กับความยึดให้เที่ยงกับความยึดให้เปลี่ยน พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 11 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ เราก็มาโอภาปราศรัยกันไปตามฐานะที่เป็นมนุษย์ก็คุยกันพูดกัน รู้เรื่องกันด้วยกันพูดนี่แหละ ฉลาดหรือโง่ก็อยู่ที่การพูดนี้ด้วยเป็นอย่างยิ่ง โลกทุกวันนี้ มันเต็มไปด้วยการส่งสื่อสารข่าวสาร มันเป็นโลกแห่งข่าวสารมวลชน มันก็เลยหลงข่าวสารกัน คนที่เก่งเรื่องการทำข่าวสารกับคนที่เก่งเรื่องการทำ ลงมือทำ ทำจริงๆ ด้วยกาย วาจา ใจออกมาเป็นผลผลิตเป็นชิ้นงาน เป็นผลงานให้มนุษย์ได้กินใช้อาศัย อย่างถ้าเจริญก็สุขสำราญเบิกบานใจเลย แต่ทุกวันนี้ผลที่ประเทศไทยกำลังได้รับขณะนี้ เป็นเรื่องของผลของผู้ชนะด้วยความเก่ง ในการใช้ io ใช้ยุทธการทางข้อมูลข่าวสารกัน ความรู้ที่รู้กันแค่ข่าวสาร ซึ่งถูกกรอกหูกรอกตากัน กรอกวันแล้ววันเล่ามากมาย มันเป็นแค่การรับรู้ที่ฉาบ พอก เอาไว้เพียงภายนอก ตอนนี้มันกำลังแสดงผลว่ามันมีผลมาก ผลของการกรอกหู กรอกตาพวกนี้ มันมีผลมากในยุคสมัยนี้สมัยใหม่ ซึ่งมันเป็นการใช้เครื่องมือ แล้วก็ใช้วิธีการ ซึ่งเป็นเทคนิคสมัยใหม่ ที่คนผู้ไม่รู้ทัน เขาเรียกอันนี

อ่านต่อ

้อย่างสวยงามเลยนะว่า ปัญญาประดิษฐ์ ที่จริงไม่ใช่ ถ้าเข้าใจปัญญาอย่างที่อาตมาอธิบายแล้ว มันไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ แต่มันเป็น เฉโกประดิษฐ์ ใช้ภาษาผิดว่าเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นแล้วก็เรียกมันว่า ปัญญา เพราะฉะนั้น คำพูดก็ผิดแล้ว แล้วเขาก็เอามาใช้ครอบงำคน คนส่วนใหญ่แม้แต่คนไทย เข้าใจคำว่า ปัญญา กับ เฉโก ยังไม่ได้ยังมิจฉาทิฏฐิกันอยู่ด้วย ก็เลยยิ่งงมงายกันไปใหญ่ ยิ่งหลงเลอะเทอะกันไปใหญ่ เพราะฉะนั้นนัยยะสำคัญที่ผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ในยุคนี้ก็คือ คำว่าความรู้ความฉลาดที่เป็นปัญญา กับความรู้ความฉลาดที่เป็น เฉโก สงครามระหว่าง เฉโก กับ ปัญญา ตอนนี้ เฉโก กำลังทำท่าว่าจะชนะ นั่นคือการใช้ IO IO นี้มาจากคำว่า Information Operation แปลเป็นไทยว่ายุทธการทางข้อมูลข่าวสาร

ไอโอ (IO) หรือ Information Operation คืออะไร แล้วมันคือกลยุทธ์ทางสงครามแบบไหน?

IO มาจาก “Information Operation” แปลเป็นภาษาไทย คือ “ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร” มันเป็นกลยุทธ์การสู้ด้วยข้อมูลข่าวสารนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างกระแสความได้เปรียบมาอยู่ในฝ่ายตนเอง อีกทั้งสามารถใช้เพื่อการปลุกปั่นยุยงส่งเสริมให้เป็นไปตามความต้องการอีกด้วย ให้เขายอมรับนับถือเราว่าเรามีความรู้ความเก่งความสามารถ จนกระทั่งถึงขั้นแย่งชิงตำแหน่งนายก ตำแหน่งผู้นำประเทศตอนนี้กำลังแย่งชิงกัน อย่างเช่นผู้ชนะตอนนี้เป็นผู้ที่ใช้ io กันจริงๆเลย ช่องทางของการใช้ ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร Information Operation หรือที่เรียกย่อๆ ว่า IO นั้น เป็นยุทธการทางข้อมูลข่าวสารโดยใช้สื่อต่างๆ เช่น

เครือข่ายอินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ จิตวิทยามวลชน ภาพมายาทางทหาร การปล่อยข่าวลับ แพร่ข่าวลวง การบิดเบือนข่าวสาร

IO ถูกนำมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างอิทธิพลในการตัดสินใจของฝ่ายตรงข้าม โดยการควบคุมข้อมูลข่าวสารที่ศัตรูได้รับ รวมทั้งการหว่านพืชหวังผลการข่าว ปลุกกระแสมวลชน ยึดครองอำนาจและประโยชน์ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่เคียงคู่กับการสู้รบในโลกมาตั้งแต่ไหนต่อไหน

สงครามที่ใช้ IO เป็นเครื่องมือสำคัญที่โดดเด่นที่สุดในโลกนี้คงหนีไม่พ้น “สงครามเย็น (Cold War)” สงครามที่เกิดขึ้นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ขั้วอำนาจด้านเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา แย่งชิงความเป็นใหญ่กับขั้วอำนาจสังคมนิยมสหภาพโซเวียต ยุคสมัยของสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาไม่ได้จับอาวุธขึ้นรบกับสหภาพโซเวียตโดยตรง แต่ต่อสู้กันผ่านสงครามตัวแทนอย่างสงครามเวียดนาม (Vietnam War) และสงครามเกาหลี (Korean War) ไปจนถึงการใช้ข้อมูลข่าวสารชิงดีชิงเด่นสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายตัวเองอย่างที่เรียกว่า กลยุทธ์ IO นั่นเอง ดังที่มีกรณีกระฉ่อนออกมาเรื่องการส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่เรื่องลวงโลกกันแน่ จนกลายเป็นกรณีศึกษาเรื่อง IO ชื่อดังระดับโลก

พ่อครูว่า... พิสูจน์ตัวเองไปศึกษาความจริง พิสูจน์ตัวเองไป อาตมาพูดได้เลยว่า พิธากับนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำงานการเมืองไปแล้ว 8 ปี นายกประยุทธ์ อาตมาว่าไม่เก่งเรื่อง IO เท่าพิธาหรอก ไม่เก่งเท่าหรอก ขออภัยที่ดูถูกปรามาสนายกประยุทธ์ พิธาเก่งกว่า แล้วก็มีคณะด้วย แล้วใช้ด้วย เจตนาด้วย จนได้ผล อย่างที่เป็น เพราะฉะนั้นก็ดูไป เพราะว่ามันเป็นจริง เกิดมาในเหตุการณ์ กติกาของสังคมก็เป็นไป เป็นกฎหมายของสังคม เขาก็ใช้ เขาไม่ได้ทำนอกกฎหมายอะไร หรือแม้แต่เขาทำอะไรที่มันผิดกฎหมายอยู่ เดี๋ยวกฎหมายก็จะทำงานตามหน้าที่ของกฎหมายขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น การพิสูจน์ความเป็นจริงของคน อาตมาว่าเพียงประเด็นเดียว ของคน คือประเด็นความซื่อสัตย์ประเด็นเดียว อาตมาว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่แล้วที่จะใช้ตัดสินกันได้ เพราะฉะนั้นก็พิสูจน์กันไป ประเด็นซื่อสัตย์ ประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักจริงๆเลย อย่างพิธากับประยุทธ์ แค่ประเด็นความซื่อสัตย์ประเด็นเดียว อาตมาก็ว่ามันมีความเป็นจริงของมันอยู่ในนั้น แต่แน่นอน ความเก่งของคนเก่งที่มันเก่งวิธีการ ไม่ใช่เก่งงานการ แต่เก่งวิธีการ เขาใช้วิธีการ เขาก็ได้ผล เพราะฉะนั้นก็จะยังวิจัยวิจารณ์อะไรไปไม่ได้หรอก ก็ดูผลไปก็แล้วกัน อาตมาวิจัยวิจารณ์ไป ดีไม่ดีประเดี๋ยวจะผิด แต่อาตมามั่นใจอยู่เหมือนกันว่าวิจารณ์ได้โดยไม่ผิดหรอก แต่ว่าอย่าวิจารณ์ดีกว่า เพราะว่ามันไม่เหมาะ ดูไปเถอะ คนที่ได้ไปลงคะแนนให้โดยหลงลมพิธา จนกระทั่งเห็นแล้วว่ามันผิดพลาดหักปากกาเซียนไปจมเลย โอ้โห! ปากกาเซียนหักไปไม่รู้กี่ด้ามงวดนี้ ไม่น่าเชื่อ ว่าพรรคก้าวไกลจะเก่งถึงขนาดนี้ มากันได้อย่างขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องความเป็นไปของโลก มันเป็นเรื่องของความหมุนวนหมุนเวียน โลกมันก็หมุนวนเวียนอยู่อย่างนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของความจริง ความไม่เที่ยง ทีนี้ใจคนหรือใจใครก็แล้วแต่ ใครไปยึดตนเองว่า โลกต้องไม่หมุน หยุด มันก็ผิดแล้วนะ โลกมันต้องหมุนเวียนอยู่ตลอด มันหยุดนิดหนึ่งก็อยู่ไม่ได้ มันต้องหมุนเวียนต้องเดินไป จะให้โลกต้องเป็นอยู่อย่างที่ตนเองยึดให้มันอยู่อย่างเก่านี่แหละ อยู่อย่างเดิมนี่แหละ เป็นหนึ่งเดียว อยู่อย่างเดิมอย่างเก่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นี่แหละคนไหนที่เข้าใจอย่างนี้แล้วยึดอย่างนี้อย่างสายเทวนิยม สายพระเจ้า ยึดพระเจ้าเที่ยงเป็นหนึ่งเดียว ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีการขึ้นกับอะไรทั้งนั้น กี่ยุคกี่สมัย กาละ เทศะ ฐานะใด อย่างไรก็ช่าง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ผู้ที่ยึดอย่างนี้แหละเขาก็ยึดของเขา เขายึดอยู่อย่างนี้มันก็จะไม่เป็นไปตามที่เขายึดหรอก เขาก็ไม่ค่อยชอบที่มันจะมีการเปลี่ยนแปลง เขาก็เป็นทุกข์แต่เขาไม่รู้จักทุกข์ เขาก็จะเอาให้ได้ ได้สมใจก็เป็นสุข ยึดถือทั้งๆที่มันก็เป็นไปไม่ได้ ยึดให้มันหยุดให้มันเราหนึ่งเดียว ครองโลก ถ้ายึดอย่างที่ว่านี้ ให้มันเป็นหนึ่งเดียวคงที่ เที่ยงแท้ นิรันดรเลย ต้องให้เป็นหนึ่งคงที่เที่ยงแท้นิรันดร อันอย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้แล้วมันก็ทุกข์ด้วย หรือไม่ใช่อย่างนั้น กลับกันยิ่งไปหลงการเปลี่ยนแปลง ฟังให้ดี คำนี้ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่ได้สัดส่วนนะ ยิ่งไปหลงการเปลี่ยนแปลง ไม่ให้ตั้งอยู่อย่างเก่า ต้องเปลี่ยนไป ต้องก้าวไป ต้องให้ไปก้าวไปไกลๆ ต้องก้าวไปไกลๆ แล้วมันก็เป็นการก้าวเกิน ก้าวมากเกินกว่าความเหมาะสม ก้าวไกล ก้าวเกิน ก้าวไถล หัวคะมำแน่ คนนี้หัวคะมำคว่ำไปเองแน่ แม้ว่าเขาจะยึดผลได้ดูเหมือนว่าเขาชนะเขาได้ ก็ดูกัน เพราะฉะนั้นตอนนี้มันก็เป็นสงครามที่เขาเขียนอันนี้ให้อาตมาวิเคราะห์ ลองฟังดู

พลังแห่งความแพ้ พลังแห่งความเสียสละยิ่งใหญ่ที่สุด ก้าวไกล vs อนุรักษ์นิยม ใครชนะ

ปกติผมไม่เขียนเรื่องการเมืองเลย เพราะมีพี่น้องและผู้ใหญ่ที่นับถือ อยู่ทุกพรรค แต่วันนี้จะมาพูดภาพรวมให้ฟังก็พอ

ถ้ามองภาพแค่วันนี้ ดูเหมือน ฝั่งอนุรักษ์นิยม จะชนะ เพราะมีทั้ง สว. 250 ทั้งองค์กรอิสระ ช่วยทั้งคะแนนเลือกตั้ง ทั้งรอยุบพรรคด้วยข้อหาประหลาดๆ ซึ่งเอาเข้าจริง ก็ไม่ได้ประหลาดใจเท่าไหร่ เพราะคนระดับนายกสมัคร ยังตกเก้าอี้ด้วยข้อหาทำกับข้าวออกทีวี เรื่องอื่นก็คงไม่ต้องพูดถึง ข้อหาอะไรก็ยัดๆได้หมดแหละงั้น

ชัยชนะของฝั่งขวานั้น คือการเป็นรัฐบาลวันนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องทำอะไร น่าเกลียดขนาดไหน นั้นคือชัยชนะของเขา ซึ่งเอาเข้าจริง กองเชียร์ขวาก็รู้ แต่ ก็กูได้เปรียบอยู่ ก็เลยลืมๆไปซะ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... แต่ถ้ามามองภาพรวม ส่วนตัวผมว่า พวกซ้ายแบบก้าวไกล นั้นชนะทุกกระดานมาเรื่อยๆ โดยที่ฝั่งอนุรักษ์นิยมหลงกลเขาโดยไม่รู้ตัว

ผมไม่คิดว่า ฝั่งพวกซ้าย มีเป้าหมายจะเป็นรัฐบาลในวันนี้ ไม่งั้นจะขาดใจตายเหมือนพวกนักการเมืองรุ่นเก่า

แต่เป้าหมายเขาคือ การชนะใจคนรุ่นใหม่ ให้เกลียดอีกฝั่งแบบชาตินี้ไม่เผาผีกับฝั่งซ้าย อันนี้ เขาทำสำเร็จมาเรื่อยๆแบบที่มี พวกอนุรักษ์นิยม ทำตามบทของเขาแบบไม่รู้ตัว

การที่ใครจะเป็นพระเอกได้ ในบทมันต้องมีผู้ร้าย ผู้ร้ายตามบทหนัง ควรเป็นเผด็จการ บ้าอำนาจ หน้าตาแก่ๆโกงๆ สมุนก็ปากดี แต่ทำงานไม่เป็น มีกลโกงแบบโจ่งแจ้งสารพัด ถือปืน พลิกแพลงกฎเข้าข้างตัว แถกันแบบ คนดูร้องโห่ทั้งโรง อันนี้ พวกขวาทำครบ แถมตีบทแตกแบบ เทคเดียวผ่านมาตลอดหลายปี จนคนดูส่ายหัวทั้งโรง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... ก็คอยดูกันต่อไป

_ส่วนพระเอก ต้องหน้าตาหล่อ มีฝีมือ และก็ต้องโดนรังแก ให้คนเห็นใจ แต่ก็ยังสู้ เพื่อกู้โลก เพื่อประชาชน ต้องโดนเหยียบย่ำในช่วงแรกให้คนดูเอาใจช่วย โดนแล้วก็ต้องลุกขึ้นมาพูดจาคมๆ กระแทกใจคนดูแล้วสู้ยิบตาต่อ คนดูก็เชียร์ สุดหัวใจ ร้องไห้ตาม

อันนี้ พวกก้าวไกล ทำครบ แถมตีบทแตกแบบเทคเดียวผ่าน แม่ยก เชียร์ช่วยทั้งโรงเหมือนกัน

ธนาธรเองก็เคยบอกไว้ว่าตามแผนเขา ใช้สี่การเลือกตั้ง หรือ 16 ปี ในการจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าตามแผนเดิมเขา นี่เพิ่งเดินมาแค่ สี่ปี หรือยกแรก แต่ก็ดูเหมือนเขาเดินมาเร็วกว่าแผนของเขาอีก เพราะอนุรักษ์นิยมดันทำทุกอย่างไปเร่งให้เขาชนะ

คนชอบไปคิดว่า การถูกยุบพรรค ทำให้พวกเด็กๆแพ้ กลับบ้านไปเล่นเกม เลิกเล่นดีกว่าไม่สนุกแล้ว แต่ผมคิดกลับด้าน

เด็กๆ พวกนี้ ฉลาดเป็นกรด ผมว่า การรอให้โดนยุบพรรคเป็นหนึ่งในแผนของเขา โถ ประสบการณ์ในอดีต ที่เห็นไทยรักไทย พลังประชาชน นายกสมัคร และอีกมากมาย เด็กพวกนี้ เห็นมาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น เที่ยวผับ วันที่เขาวางแผน เขาจะไม่รู้รึ ว่าตัวเองจะโดน ถ้าเป็นผม ใน war room นี่คือ ซีนแรก ที่ต้องวางเลยว่า มันเป็นแบบนี้ 100% เดี๋ยวเราจะโดนยุบพรรค เราจะเก็บซีนอย่างไร ให้ได้ใจคนดู ให้เกลียดอีกฝั่งแบบจับใจ เขาไม่ได้หวังคนแก่ ที่ดัดนิสัยไม่ได้ เขาหวังเด็กๆ รุ่นใหม่ และก็ได้ผลเต็มๆ

วันแรกที่เขาตั้งพรรค อนาคตใหม่ ผมเชื่อว่า ในเวลาหาเสียง 60 วัน ธนาธร ไม่คิดหรอกว่าจะได้ สส. ขนาดนี้ คงกะแค่ เจ็ดแปดเสียง เข้าไปเป็นฝ่ายค้านด่าเก็บดอก ก็หรูพอแล้ว

แต่พวกคนแก่ เล่นใหญ่เกินเรื่อง แถมมีเรื่องยุบพรรคอื่น ที่ทำให้คะแนนไหลไปหา ธนาธร เลยเปิดตัวมาซะ 80 เสียง ตัวคนได้ยังงงเอง แต่ก็ต้องไหลไปตามเกม แถมยังไปตัดสิทธ์ ธนาธร ช่วยให้เขาดังระดับโลกไปอีก ด้วยข้อหาแบบ อัยการไม่ฟ้องภายหลัง

ผมว่าอยู่ในแผนของเขา เขารู้อยู่แล้วล่ะว่าเขาจะโดนไม้นี้และเตรียมไว้แล้ว แต่คงคิดในใจว่าน่าจะโดนข้อหาทำกับแกล้ม ออกยูทูป อะไรมากกว่า ข้อหา ถือหุ้นสื่อที่ปิดไปนานแล้ว

ถ้าธนาธรไม่โดนวันนั้น พิธา ก็ยังไม่ได้เกิด เพราะรัศมี ธนาธร กับ ปิยบุตร ช่อ จะบังไว้ ความดังก็อาจแค่ระดับ หมอวาโย ณ วันนี้

แต่พอพวกคนแก่ ทุบโครม ตามแผนเขา เขาก็ดัน พิธาที่เตรียมไว้ขึ้นทันที และก็ได้ผลสมใจ แถมพิธาตีบทแตกกระจุย ด้วยความหล่อบวกดีกรีมหาลัยระดับโลก แถมไม่เคยตายไมค์ กลายเป็นซุปตาร์ระดับ ยืนหนึ่งแบบไม่มีใครเทียบทันที คราวนี้ เด็กๆ ก็ได้ซุปตาร์ มาเพิ่มฟรี คือ ธนาธร อันนั้นดังติดลมบนไปแล้ว พิธามาเป็นหน้าใหม่ แถมยังมี มือรองๆระดับ โรม วิโรจน์ มาแซมเวที อีกเพียบ ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ สส. เด็กๆ เขาไม่สนหรอก แผนเขาเกมยาว เป้าหมายเขาคือ ทำให้คนเห็นว่า พวกคนแก่นั้น น่าเกลียดเพียงใด ทำทุกอย่างได้เพื่อให้ตัวเองมีอำนาจวันนี้แบบไม่สนหน้าอินทร์ หน้าพรหม และก็สมใจ บางคนออกมาบอกว่า ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยไปก่อน ด้วยมือ 250 สว. และใช้แม่เหล็กดึงเอาทีหลัง แฉแผนโจ๋งครึ่มเหมือนผู้ร้ายในหนังฝรั่งทุนต่ำ ที่ชอบแฉแผนตัวเองก่อนจะฆ่าพระเอกแล้วตายเองตอนจบขนาดนี้ เด็กรุ่นใหม่ 6 ล้านเสียงจะไปไหน นอกจากไปก้าวไกลหมด ไม่เหลือให้พรรคอื่นเลย

แถมตัดสิทธ์ ธนาธร แล้วธนาธรกลับบ้านเลี้ยงลูกซะเมื่อไหร่ ก็ยังเป็นกรรมธิการงบประมาณ เดินอยู่ในสภาแถวนั้นแหละ เพียงแต่ ไม่ได้ติดบัตรเขียนว่า สส. เท่านั้น แต่ความดังทะลุฟ้าไปแล้วระดับอินเตอร์ กลายเป็นตำนานเดินได้ ต้องขอบคุณพวกคนแก่ที่ดันเขามาถึงขนาดนี้

รอบนี้ไม่เข็ด จะเอาข้อหา itv ที่เด็กรุ่นใหม่เกิดไม่ทัน มายัดต่อ เด็กงง ทั้งประเทศ itv มันคืออะไรวะ กระทั่งคุณนิพิษฎ์ ปชป.เก่า ตอนนี้อยู่พลังประชารัฐ ฝั่งตรงข้าม ขนาดเป็นคู่แข่งยังทนดูไม่ได้ ต้องรีบมาปรามกรรมการ บอกไม่หวายๆ เดี๋ยวกองเชียร์หายหมด หนักกว่าซีเกมส์เขมรอีก

คู่แข่งยังทนดูไม่ได้ แล้วคนดูจะทนดูได้เรอะ แต่พระเอกรับคะแนนแม่ยกไปแล้วเต็มๆ

ตอนนี้เด็กๆ คงหัวเราะก๊าก ทำอะไรตามแผนกูหมดเลย

ซึ่งเขาก็รู้ว่า เดี๋ยวพวกคนแก่จะยุบก้าวไกล แหม คนทั้งประเทศรู้ สามล้อ แท๊กซี่รู้ ทำไมเด็กพวกนี้จะไม่รู้ เผลอๆตอนนี้ดีไซน์ โลโก้พรรคใหม่เสร็จแล้ว รอว่าเมื่อไหร่จะยุบกูซะที เร็วๆหน่อย รอไม่ไหวแล้ว จะได้เก็บคะแนนสงสาร เพิ่มอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ และตำนาน เพิ่มความแค้นให้ผู้คน แบบเดือดเกินร้อย สะสมให้รอวันระเบิด

ธนาธร กับพิธา ก็ดังค้างฟ้าไปเหมือนพี่เบิร์ด และปั้นซุปตาร์ตัวใหม่ น่าจะเป็นไอติม หรือ บ่มดีๆ อีกพักยังมี สี่จตุรเทพ มีนไชยนันท์ ที่หล่อราวกับเทพบุตร รวยหมื่นล้าน ถ้าเดินขึ้นมานำเมื่อไหร่ สาวๆตายหนักกว่าพิธา แต่บทยังไม่มา รอคนแก่ ยัดให้อยู่ แต่เดี๋ยวก็มาแน่นอน ไม่มีผิดหวัง

ตัวดีๆ หล่อๆแบบนี้ พวกเด็กๆมีอีกเพียบ แค่ยืนรอบท จากคนแก่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ดังแบบข้ามวันได้เลย นักการเมืองพรรคอื่นบ่น กูยืนมาสิบปี เหมือนพี่หนวด พยายามขี่ทั้งม้า แต่งชุดลิเก ยังไม่ดังสมใจ มีแต่คนไปถามว่ารับแก้บนมั้ย ยังไม่ดังได้เท่าเด็กๆพวกนี้ วันเดียวเลย

เอาจริงเข้าผมว่า พิธายังไม่อยากเป็นนายกหรอก แต่ก็เล่นตามบทไหลตามกระแสที่ส่งมา โย่ว นี่คือเสียงของนายก เด็กกรี้ดสนั่น สาวสลบ แต่เอาเข้าจริง เข้าไปเป็นนายกตอนนี้ รับรอง ทำอะไรไม่ได้ เพราะ ขรก. ประจำ ยืนขวางอยู่ ไอ้ที่บอกว่า นักการเมืองโกงกิน ถ้าเอาเรื่องจริง สุดท้ายคือ ขรก. ประจำนี่แหละมากที่สุด นักการเมือง ยังสอบได้มั่ง ตกมั่ง เป็นฝ่ายค้านมั่ง แต่ ขรก. ประจำนี่แหละ กินนาน กินทน กินยันเกษียณ นักการเมืองทำอะไรไม่ได้เลย ถ้า ขรก. ไม่เขียนชง ใส่พานมาประเคนแล้วแบ่งกัน จะให้ รมต. เดินไป เอาเงินสดในกระทรวงกลับบ้านยังไง ถ้าระดับตั้งแต่ ผอ. ยัน อธิบดี ไม่ชงไปให้เซ็น แต่ด่านักการเมืองมันสนุกไง ภาพชัดดี ด่าแล้วเท่ดี ก็เลยเอากันแค่นี้พอ

เกมนี้ถ้ามองกว้างๆ ผมว่า คนแก่ถูกเด็กหลอก เดินตามแผน เขาไปแล้ว เพราะชัยชนะของพวกเด็กๆ เขาไม่ได้ต้องการเป็นรัฐบาลวันนี้เดี๋ยวนี้ เป้าหมายเขาคือต้องการให้รุ่นใหม่รักเขาและเกลียด พวกคนแก่ แบบสุดหัวใจ ซึ่งเขาทำสำเร็จแล้ว โดยใช้มือของพวกคนแก่ ที่หิวโหยอำนาจ โชว์ความน่าเกลียดเอาเปรียบทุกอย่าง ให้คนรุ่นใหม่เห็น เหมือนซีเกมส์เขมร และเทใจไปให้เขา

ผมว่าก้าวไกล งวดนี้ ยังไม่ยอมร่วมรัฐบาลง่ายๆหรอก ถึงมีคนมาชวนก็จะยื่นเงื่อนไขแบบสุดโต่ง จนพรรคอันดับหนึ่งไม่ยอม และทำอะไรบ้าๆบอๆ จนคะแนนความชอบไหลมาทางพวกเด็กๆอีก สะสมพลัง บ่มศรัทธา รอเวลา

จนถึงวันนึง ที่มวลชน อยู่ในมือเขาเต็มกำลัง แบบมืดฟ้ามัวดิน ขนาดพลิกฝ่ามือ ซ้ายขวาได้เมื่อไหร่ วันนั้นแหละ

ซึ่งอีกไม่นานหรอกเพราะพวกคนแก่ เดินทุกอย่างตามแผนของเขาหมดเลย

ขงเบ้ง ของพวกเด็กๆคือใคร ขอคารวะจริงๆ พ่อครูว่า... เราก็ไม่รู้ว่า ขงเบ้ง ของเขาคือใคร นี่คือสงครามสังคมเขาก็เอาความเห็นกันมาอย่างนี้ อาตมาก็ขอวิจัยนิดหน่อยก่อน แล้วเดี๋ยวจะขออ่าน SMS บ้าง มันไม่ใช่เพิ่งเกิดสงครามชนิดนี้อย่างนี้ในโลก มันเกิดขึ้นมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย เป็นแต่เพียงว่ามันมีองค์ประกอบของเครื่องมือเทคโนโลยี อาวุธยุทธภัณฑ์ อะไรต่างๆนาน แม้แต่สิ่งที่โลกไม่เคยเกิด สมัยก่อนมันก็มีมาแล้ว ยิ่งสมัยนี้มันมีอะไรเกิดขึ้นมาสารพัดซับซ้อน จนกระทั่งมีสงคราม blockchain สงครามเงินทางดิจิตอลต่างๆนานาสารพัด ซึ่งมันสุดยอด สงครามทางพวกที่จะแย่งความได้เปรียบ แย่งความชนะ แย่งจะเป็นเจ้าโลก ซึ่งเป็นเรื่องจะบำเรอกิเลสทั้งสิ้น เขาก็ทำไปสนุก สุขทุกข์ แต่เขาไม่รู้ทุกข์ เขาก็ทำไป แพ้เขาก็ทุกข์ ชนะเขาก็สุข แต่เขาก็เสี่ยงแต่เขาก็ทำ เพราะเขาไม่รู้ เขาต้องทำ มันก็ดำเนินกันไปอย่างไม่หยุดไม่หย่อน เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่จะรู้จักความพอเหมาะพอควร ที่ในหลวง ร. 9 ใช้ศัพท์คำว่า พอเพียง ได้สัดได้ส่วนที่พอเหมาะ แล้วก็เป็นอยู่อย่างมีชีวิตที่ไม่ต้องไปรบราฆ่าฟันอะไรกับใคร ใครจะมาทำร้ายเราหรือใครจะมารังแก เราก็ยอมแพ้ได้ โดยการยอมแพ้ของเราหรือของใครก็แล้วแต่ที่แพ้อย่างมีปัญญา แพ้ก็แพ้แต่เราก็ไม่ได้ไปแก้แค้น ไม่ได้ไปทำร้ายตอบอะไร เราก็ทำดี ดีไม่ดีเราทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ช่วยเหลือเขาด้วย แต่แน่นอนเราไม่ไปเสริมพลังทำลาย เช่น ไปเสริมพลังสร้างอาวุธให้เขา ไปเสริมซื้ออาวุธเขา หรือทำอะไรซับซ้อนให้เขาเองยิ่งทำเลวหนักขึ้นซึ่งมันบาปด้วย แล้วเราก็มีปัญญาพอที่จะไม่ไปสนับสนุน เราก็ทำสิ่งที่มีประโยชน์ ทำอาหารการกิน ทำยารักษาโรค ช่วยกัน ให้เขากินเขาใช้ ให้เขาได้รับประโยชน์ ซับซ้อนขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้ผู้รู้อย่างพวกเราชาวอโศก ที่อาตมาได้สรุปแล้วพาดำเนินไปอยู่ คนเขายังไม่เชื่อหรอกว่า พลังแห่งความหยุดหรือพลังแห่งความยอมแพ้ พลังแห่งการยอมเสีย คำศัพท์เต็มๆก็คือ เสียสละ ยอมเสียสละให้คนอื่นไปเรื่อยๆ มันเป็นสิ่งที่สูงสุดแล้ว มันเป็นฐานความดีเยี่ยมของคนที่ยืนอยู่ในฐานที่เจริญสุดแล้ว ที่อาตมาสรุปด้วยคำว่า อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ ปลายเปิดไว้ว่าเพิ่มพูนการเสียสละ นั่นแหละเป็นผู้ที่ให้เขาเท่านั้น แล้วเราก็จะได้พวก ได้หมู่ ได้มวลที่มีทิฏฐิที่สัมมาทิฏฐิตรงกัน แล้วก็มีฐานของสถานะเจริญเข้ามาร่วมได้ มีศีล สมาธิ ปัญญา ขออภัยใช้ศัพท์วิชาการไปก่อน มีหลักเกณฑ์ในการประพฤติตนแล้วมีการเจริญทางจิตเป็นศีลสมาธิปัญญา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ ขึ้นมาเรื่อยๆ กลายเป็นคนโลกุตระ เป็นอาริยกะ เป็นผู้ที่เจริญจริงๆไม่ใช่ มิลักขชน คนเถื่อน เขาไม่รู้ว่าเขามีความเถื่อน เช่น อเมริกา เขาไม่รู้ว่าเขามีความเสื่อมความต่ำลงเป็นสภาพเชิงซ้อนที่เขาไม่รู้ตัว เช่นอเมริกาทุกวันนี้ อย่างไรอย่างไรก็แพ้จีน อาตมาที่พูดที่อธิบายอะไรพวกนี้ก็อาศัยความจริงจากโลก จากสังคมโลกเขาก็ประพฤติอยู่ อาตมาไม่ได้เป็นนักศึกษา ไม่ได้เป็นนักคิดนักเรียน ที่ไปได้รู้ข้อมูล ได้รู้วิธีการเข้าใจ ไม่ อาตมาเป็นคนทึ่มๆเป็นคนซื่อๆเซ่อๆ มีข้อมูลอะไรก็เอาที่เป็นปัจจุบันเอาไปใช้เป็นปฏิภาณปัญญา บางทีก็ไม่ค่อยทันสมัย บางทีก็สอบตกด้วยซ้ำ แต่ที่มันเป็นจริงนั้นมันอยู่ที่พวกเรา ที่อาตมาพาทำพาปฏิบัติแล้วได้มรรคได้ผลแล้ว จะเป็นคนจริง เป็นคนจริงที่มี วรรณะ 9 เป็นคนจริงที่มาอยู่ร่วมกันเป็นสาราณียธรรม 6 ได้แล้ว จนกระทั่งเป็นสังคมสาธารณโภคี เป็นอย่างนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏจริงแล้วจึงยืนยัน ส่วนจะเป็นเหตุเป็นผลเป็นปฏิภาณ เป็นหลักเกณฑ์ ที่ปราดเปรื่องเหมือนรู้รอบ อย่างคุณเปลวสีเงินหรืออย่างนักวิเคราะห์วิจัยสังคม เต็มไปหมดในสื่อสารมากมาย อาตมาก็พยายามจะวิเคราะห์วิจัยอย่างเขาบ้าง บางทีก็ดูเหมือนจะไม่ทันสมัยเหมือนอย่างเขา แต่อาตมายืนอยู่ได้เพราะอาตมามีลักษณะจริงของสัจธรรม ที่มีคนทำได้แล้ว ซึ่งไม่ใช่ง่าย เป็นคนคลาสสิคอย่างที่อาตมาได้พูดถึงไปแล้ว คลาสสิคเป็นภาษาอังกฤษเขา เป็นภาษาเก่า คลาสคือชั้นเป็นคนมีขั้นมีคลาส เป็นชั้นสูง แล้วเป็นชั้นสูงที่มีเนื้อแท้ ไม่ใช่เปลือก ที่จะสูงเด่น โชว์ผิว ไม่ใช่ แต่เนื้อเห็นยาก เป็นพวกเนื้อๆแก่นๆ เห็นยาก ต้องผู้มีภูมิปัญญาจริงๆถึงจะเข้าถึงแก่น หยั่งรู้ถึงเนื้อแท้ของพวกเรา เพราะฉะนั้นแก่นแท้จะเป็นหลักของทุกอย่าง ยั่งยืนนาน ทนต่อการพิสูจน์ อย่าางพวกเราที่เป็นไป อาตมาชะลออายุ พยายามที่จะไม่ตายง่ายๆเพราะว่าต้องนำพาพวกเรา เพื่อจะให้สิ่งที่กำลังนำพาอยู่นี้ที่เป็นสัจธรรม ของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้แล้วเอามาประกาศแก่โลกไว้ อาตมาพยายามเอามาสืบสาน มันได้ประมาณนี้ยังไม่ไปถึงไหนเท่าไร อยู่ในวงแคบ แม้แต่ในประเทศไทยเองก็ยังอยู่อย่างนี้อยู่ในวงแคบ ยังอยู่ในกลุ่มเล็กน้อย ซึ่งรักษาตัวรอด คนอื่นทำลายลงได้ยาก อสังหิรัง ใครจะมาหักล้างลงไปได้ยาก แล้วเพราะพวกเรานี้เที่ยง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เพราะฉะนั้นคนจะมาหักล้างมาทำลายได้ยาก สุดท้ายพวกเรา อสังกุปปัง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่กลับกำเริบ ไม่เปลี่ยนไปแล้ว ท่านไม่ใช้คำว่า ที่มันจะค้านแย้งกันไปในตัว แต่มันก็ค้านแย้งกันไปในตัว _สู่แดนธรรม... ท่านไม่ใช้ไม่ค้านแย้งกับไตรลักษณ์ครับ พ่อครูว่า... ใช่ ทุกอย่างนอกจากจะใช้ไตรลักษณ์แล้วก็มีว่า ทุกสิ่งเสื่อมไปเป็นธรรมดา นี้เป็นปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าด้วย ทุกอย่างเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้ว่าทุกอย่างเสื่อมไปเป็นธรรมดา จะไปดึงดันเอาไว้ทำไม ถ้าจะแปลว่าเสื่อมคือความน่าเกลียด ถ้าจะแปลว่าแพ้ก็ดูดี ถ้าแปลว่า “เสื่อม” ดูน่าเกลียด แต่เสื่อมคือความจริง แพ้คือความหลอก แพ้เหมือนกับประโลมใจพูดโก้ จะเสื่อมนั่นคือความจริง ผู้ที่รู้ความจริงอันซับซ้อนลึกซึ้งว่าทุกอย่างก็เป็น 0 ผู้ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอม 0 ก็จะวนเวียนเหมือนหนังจีนแล้วยิ่งสะสมวิบากซับซ้อน แค้นคนเดียวไม่พอ สั่งสม ให้ลูกหลานแก้แค้นให้ปู่ย่าตายายนะไปอีก นี่ เพราะความไม่รู้ มันต้องเลิกพยาบาท เลิกจองเวร อโหสิไปทั้งหมด ต้องยอมให้จบให้หยุด เสร็จแล้วเราก็เอาพลังงาน แรงงาน ความรู้ต่างๆ ทุนรอนที่มี เอามาสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างผู้ที่เสียสละ เพิ่มพูนการเสียสละไปเรื่อยๆ อันนี้แหละจบครองโลก เราไม่ได้เป็นผู้อดอยาก เราไม่ได้เป็นคนที่ไม่ทำงาน เป็นคนยอดขยัน ทุกคนนอกจากยอดขยันแล้วมีสมรรถนะ มีความรู้ความสามารถและมีปัญญา มีปฏิภาณปัญญาความเฉลียวฉลาด รู้จักสงวนหรือประหยัด สงวนหรือประหยัดคำนี้เป็นคำใหญ่ ภาษาอังกฤษเขาก็ใช้คำว่า Economy หรือ Economic แปลว่าประหยัด แต่เขาไปแปลว่าเศรษฐศาสตร์ คนเจริญต้องเป็นคนประหยัด เป็นคนสงวน เป็นคนมีน้อยมักน้อย ไม่เอามาก ไม่สะสมมากอีกด้วย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสัจจะมันจะลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบหมดเลย เพราะฉะนั้นผู้ทำหรือปฏิบัติประพฤติตนได้ตรงกับผู้รู้ที่เป็นปราชญ์เอกอย่างพระพุทธเจ้า เป็นต้น ซึ่งพวกเราคนไทยหรือชาวพุทธ เรียกว่ากุศลมาก เรียกศัพท์โลกๆว่ามีบุญมาก ที่จริงซับซ้อน บุญมันไม่ใช่มีมากหรอก บุญมันต้องน้อย แต่ผลของบุญคืออาวุธฆ่ากิเลส เพราะคุณฆ่ากิเลสได้มากคือผลบุญของคุณทำได้สำเร็จมากก็เลยเป็นคนเจริญ คำว่าบุญคำเดียวเป็นสิริมหามายา คุณจะต้องทำบุญได้ฆ่ากิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน