สื่อธรรมะพ่อครู(อารามตา) ตอน อารามะ 4 ที่ควรเลิก.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อารามตา) ตอน อารามะ 4 ที่ควรเลิก พ่อครูว่า...พวกเราทำดำเนินมาจนเกิดเป็นชุมชน อยู่อย่างพี่น้อง เช้ามาก็ทำกับข้าวกับน้ำ กินเสร็จแล้วก็แบ่งกันไปทำงาน เป็นสัมมาอาชีวะเป็นอาชีพที่ไม่ทำบาปทำอกุศลจริงๆ แล้วก็เป็นอาชีพที่ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่สูญเสียเปล่า เป็นอาชีพที่ต้องอาศัยใช้สอย เน้นที่อาหารการกิน นอกนั้นก็เป็นสิ่งประกอบชีวิตเป็นเครื่องใช้เครื่องสอยเป็นยาต่างๆก็ทำ เป็นสังคมที่มีการงานที่เป็นสัมมากัมมันตะการงานที่ดีที่ควร เราก็เลิกละสิ่งที่น่ามีน่าเป็นน่าได้อย่างโลกๆ ได้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเราก็เลิกละมาเป็นลำดับ ที่เขาเคยเป็นกันเช่นวันนี้เราเคยเห็นว่าแต่ก่อนนี้สวยสวยมากสัมผัสแล้วก็อยากได้ ได้มาแล้วก็ชื่นใจ แต่เดี๋ยวนี้สัมผัสแล้วก็เขาว่าสวยเราก็รู้ว่าสวย เราก็ใช้เฉยๆ อ่านอาการทางจิต อาตมาได้ภาษาครบเรียกว่า อารามตา เป็นอาการ มีทั้งอาการที่เป็นสิ่งไม่จริง ของเก๊ ส่วนอารมณ์จริงที่สัมผัสแล้วเรารู้สึก ถ้าประสาทไม่เสีย ไม่ว่าเชื้อชาติไหนสัมผัสแล้วเกิดอาการเหมือนกันหมด ไม่ว่า แดงเขียว เหลือง ร้อนเย็น เหม็นหอม เหมือนกันหมด ส่วนอารามนี้ คือคนนี้อารามไม่ขึ้น สัมผัสเหมือนกันนี้ แต่อีกคนหนึ่งขึ้น เกิดผลักไม่ชอบ อีกคนเกิดรัก ชื่นชอบใจ อันเดียวกันแต่ไม่เหมือนกัน สีเดียวกัน กลิ่นเดียวกัน รสเดียวกัน เย็นร้อนอ่อนแข็งเดียวกัน แต่อารามไม่เหมือนกัน อารามตา พระพุทธเจ้ากำหนดให้ศึกษาดีๆ 4 อย่าง 1. กัมมารามตา 2. ภัสสารามตา 3. นิทรารามตา 4. ปปัญจรามตา สี่อย่างนี้แหละที่มันเก๊ ถ้าเราไปเกิดอารามะ กับงานนี้ พระพุทธเจ้าว่าเกิดความเสื่อมแล้ว ภัสสารามตา คือคำพูด หากพูดแล้วเราก็อร่อยมันในการพูด อร่อยในการพูด แต่คนฟังนี้จะตายอยู่แล้ว อิ่มแล้วเต็มแล้ว แต่คนพูดนี้มันไปเรื่อ
อ่านต่อ
ย อาการที่เกิดรสเช่นนั้นเรียกว่าอารามะ คือของปลอม เฟ้อเกิน นิทรารามตา คือการนอน อาตมาเคยมีชีวิตนอนแล้วอร่อย แต่ทุกวันนี้ไม่ได้นอนด้วยอร่อย ถูกบังคับนอนด้วย ร่างกายควรพักแต่ใจไม่ค่อยพัก อาตมานั้นบางอย่างมันน่าทำ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรม ไม่ได้เสพอร่อยอะไร ไม่ได้มีรสชาติ ฝืนด้วยซ้ำ หากมันน่าจะพักแล้ว มีอาการหาวแล้ว ร่างมันฟ้องประท้วงแล้ว มันไม่ได้อยากจะนอน แล้วมันไม่ได้เกิดรสในการนอน จะเห็นชัดเจนว่ายาก คนที่ติดแล้วเขาจำได้ การงานก็ติดเป็นรสกัมมารามตา การพูดก็ติดเป็นรสภัสสารามตา การนอนก็ติดเป็นนิทรารามตา สังคนิการามตา คือการหลงติดในหมู่กลุ่ม การละเล่นสันทนาการเป็นต้น แต่ปปัญจรามตา แปลว่าการทำให้เนิ่นช้า พยายามให้นาน เพราะมันเพลินมันอร่อย เป็นพิษมาก นี่เป็นการเนิ่นช้าเสียเวลา เสียแรงงาน เสียทุนรอน นี่เป็นอารามะ คืออารมณ์ที่เก๊ เป็นอารมณ์หลอก เป็นอารมณ์อุปาทาน เป็นอารมณ์ที่หลงสร้างมาเอง โดยเชื่อตามเขามาแล้วหลงยึดว่าเป็นจริงก็เลยติด ที่จริงมันไม่มีจริง ล้างได้ พวกเราได้ทำการพิสูจน์แล้ว จึงไม่ต้องมีอารามอันนี้ แต่ทีนี้พวกเรายังลึกซึ้งไม่พอ ทำงานแล้วยังมีอาราม ยังรู้สึกชื่นชอบ ยังมีรส อันนี้ซ้อนลึก จนกระทั่งบางทีควรพัก ร่างกายมันเกินแล้ว ไม่ไหวแล้วก็ไม่ยอมพัก พาเสื่อม ถ้าเราเลิกจากสิ่งที่เราเคยติดเคยหลงเสพแล้ว เราก็ได้เวลาทุนรอนแรงงานกลับคืนมา มาสร้างอันอื่นที่มีคุณค่า อย่างที่เขาหลงเขาก็ว่าไป เราหลุดพ้นแล้ว จิตดับสนิทในความเป็นรสชาติอันนั้น นี่คือนิโรธ ความดับสนิท และหลุดพ้น จิตไม่ได้ดับหรอก จิตรู้ จิตสูญในอาการนั้น แต่หลุดพ้นคือไม่ต้องสัมผัส อาตมาพาพวกเราทำจนเกิดหมู่บ้านไม่มีอบาย มีศีล 5 อย่างต่ำ โสดาบันต้องไม่มีอบายมุขหนึ่ง สองมีศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของเรา ไม่มีจิตที่อยากได้ของที่ไม่ใช่ของเรา รู้ว่าไม่ใช่ของเราก็เฉยไม่ละลาบละล้วง ไม่ฆ่าสัตว์แม้จะฆ่ามากินเราก็ไม่ทำ เพราะจะรู้ว่า เราก็ชีวิต เขาก็ชีวิต ถ้าคนต่างก็เห็นคนที่ไม่ใช่ตัวเราเป็นอาหารแล้วจะอยู่กันได้ไหมนี่ คนนี้น่ากินนะ น่าทำเป็นอาหารอย่างนั้นอย่างนี้ จะเป็นอย่างไรนี่สังคมนี้ เราจะศึกษารู้ว่า วิบากกรรมมีจริงและมันจะผูกพันเป็นเวราณุเวรก่อกันและกันนับชาติไม่ถ้วน เพราะชีวะที่เป็นจิตนิยามมีรักมีพยาบาทไม่จบ ถ้าอยากให้วิบากน้อยลงก็ต้องหยุด เราจะรู้ว่าพืชนี่ไม่มีเวทนา ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีวิบากมันมีแต่สามเส้าของตัวเอง ปรุงแต่งในตัวมันเอง จะบอกว่ามันแย่งใครก็ไม่แย่ง ในธาตุจิตนิยามไม่มีพยาบาท แต่พีชนิยามมีแต่ตัวกูของกู self แต่ไม่มี ish มันทำแต่ตัวมันแต่ไม่ไปแย่งทำร้ายหรือดูดดึงใครมา โสดาบันมีกรอบของศีล 5 1. ชีวิตเขาอย่าไปเที่ยวได้ผูกพันสัมพันธ์หรือตอแย วิบากเขา เขาจะไปกระทบใครก็เรื่องของเขา อย่าไปทำร้ายเขาถ้าเราจะกินก็กินแต่พืชก็พอ มีธาตุเลี้ยงร่างนี้ได้สมบูรณ์ เราพิสูจน์แล้ว กินมาจะห้าสิบปีแล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย กินแต่พืชนี่แหละ 2. ของไม่ใช่ของเราเอามาเป็นของเราทำไม เป็นเวรกรรม จิตนิยามนี่ลึกๆก็ไม่ให้ใครง่ายๆ ถึงเขาให้มามันก็เป็นวิบาก เขาคือผู้ให้เราเป็นผู้รับอีก แม้เขาว่าเขาไม่เอาคืนหรอก แต่เราไปเอาของเขามาไหม ถ้าเราไม่เอาของใครมามันก็เต็มตัวเรา พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าพึ่งตนเอง ได้แล้วมีเหลือก็แจกจ่ายคนอื่น เด็ก คนแก่ คนป่วย คนพิการไร้สรรถภาพ เขาสุดวิสัยเราช่วยได้ก็ช่วย พระพุทธเจ้าไม่ให้ไปเอาของใคร เผื่อคนอื่นให้คนอื่นได้ยิ่งดี 3. สัมผัสเสพรส รสเก๊พระพุทธเจ้าก็ว่าหัดเลิก ไม่ต้องเอาเต็ม ครึ่งหนึ่งลดได้ จะรู้ว่ามันไม่จริงหรอก อุปาทานว่ามันเป็นรสชาติไปเอง มันไม่มีหรอก ชาติไหนๆก็รสอย่างนี้ ตัวใครตัวมันสมมุติเอง 4. วาจานั้นไม่ต้องใช้ความไม่จริงไปหลอกเขาเลย เรียนรู้ให้ใช้แต่ความจริง เราเลิกละมาได้ตามที่พระพุทธเจ้าสอน เราก็ไม่มีสิ่งหลอกลวงที่เขาว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น ที่เขาว่าสุภะเราก็เลิกได้มาตั้งแต่ต้น ศีล 5 เป็นเกณฑ์ เลิกเมาตั้งแต่สุระคือเรื่องหยาบใหญ่ของเรา ของที่มันหนักเหนื่อย เลิกเสียเถิด ก็ของใครของมันจัดการเลิกเอา จนจิตเราไม่ต้องไปสุขทุกข์กันมันได้จริง ตัวเราก็เลยได้หลุดพ้นมา เริ่มต้นของโสดาบันต้องอ่านอาการรสอัสสาทะที่มันติดตั้งแต่ใหญ่หยาบคือสักกายะ แต่ก่อนอาตมาเคยติดรสชาติพริก แต่ตอนนี้กินแทบไม่ได้ต้องมาฝึกให้กินได้บ้างแต่ก็ไม่จัด แค่ขนาดมีธาตุของพริกที่พอดีก็พอ แต่ถ้าเผ็ดแสบมากไอเลย ทั้งที่แต่ก่อนอร่อยข้าวทุกคำมีพริกแกล้มเลย แต่ตอนนี้ไม่มีอร่อยแบบนั้นเห็นจริงเลยว่าอร่อยปากลำบากตูด นี่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าค้นพบแล้วให้พวกเราทำต่อมา สรุปว่า ไม่สูญเสียเวลา ทุนรอน แรงงาน สามอย่างนี้คืนมาก็เอามาทำอื่นที่ดี ไม่ต้องเสียเวลาไปล่าสัตว์หรอกเลี้ยงสัตว์เอาไปขายอีก เอา เวลา ทุนรอน แรงงาน สามอย่างนี้คืนมาคือเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เดี๋ยวนี้เขาเอาสามอย่างนี้ไปทำหยาบคาย ซับซ้อนปลุกเร้าในกามในราคะ เช่นพวกพริตตี้ที่ทำตอนนี้เป็นต้น ส่วนพวกเราเอาคืนมาได้ทั้งสามอย่าง ถึงได้ทำอะไรได้ทัน ทำได้เหลือเฟือ แม้เรามีคนน้อยก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ควรเรียนรู้อย่างยิ่ง ภัสสารามตา ตัวร้าย มันซ่อนรูปมาเป็นนี่แหละ คือโทรศัพท์ คุณนิดเดียวแต่โทษมหันต์ อาตมาไม่ไปติดอย่างคุณนี่อาตมาตกต่ำกว่าคุณหรือ? ก็ไม่ นิทรารามตา เราก็ไม่ได้เสพรส คนเขาก็พยายามให้นอน ตอนนี้น้ำหนักเหลือ 47 อาตมาก็ว่า ไม่ได้ลดถอยอะไรนะ ทำงานได้ปกติ อาตมากำลังศึกษาความควบแน่น เพราะอาตมาไม่มีอาการเปลี้ยเพลียโหยอะไร มีแค่อาการคันคอ เขาเอาเลือดไปตรวจว่าทำไมถึงน้ำหนักลด กินไม่ได้น้อยลงนะ ปปัญจรามตาก็คือเนิ่นช้า หากสิ่งที่คุณชอบก็อยากให้เนิ่นนานเป็นยามา เป็นกามเทพ อยากให้อยู่กับเรานิรันดร ติดใจมันก็ดูดไปอีกนาน ก็ยิ่งเสียเวลา ปปัญจะ ยิ่งเนิ่นช้า ถ้าคุณผลักมันก็จะเลิกเร็ว แต่ผลักมันไม่ดีไม่ได้สัมพันธ์เกี่ยวข้องช่วยเหลือกัน คนร้ายคนเลวคนชั่วก็น่าช่วย ถ้าต่างคนต่างดีไม่ต้องช่วยกันก็ได้ บุคคลเสวยเวทนาอันใดก็จำอันนั้น จำได้ก็ตรึกถึงเวทนาอันนั้น ตรึกนึกถึงเวทนาบ่อยก็เนิ่นช้าในอันนั้น เวทนาก็ครอบงำบุรุษในรูปที่จะถึงเห็นเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต ในรส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็เนิ่นช้าในนั้น พวกเราไปหลงยินดีในงาน การการพูดคุย แม้จะเป็นสาระประโยชน์คำสอนก็ควรมีกาละเวลา ไม่ได้สัดส่วน ในความซ้อนลึกของพระพุทธเจ้า ภัสสารามตา ตอนนี้การพูดมันอยู่ในการกดรับโทรศัพท์เอา นิ้วจะด้านหมดแล้ว นิทรารามตา มันเป็นรสชาติเสียแล้วพวกนั่งสมาธิหลับตาคือหลับคือพัก เสพรสเดียวกับนิทรารามตา การนั่งสมาธิหลับตาบางครั้งดับสนิทนิโรธเลยว่างเบาคือการหลับไม่มีอย่างอื่นคือการนิทรา คือลักษณะ อารามตา 4 กัมมารามตา ภัสสารามตา นิทรารามตา ปปัญจรามตา หากเราหลุดพ้นสี่อันนี้ได้ จะมีเวลา ทุนรอน แรงงานเหลือ ไปทำประโยชน์อีกมาก คนไปติดนั่งสมาธิ เช่นเนสัชชิ 24 ชม. เสียเวลาไปเท่าไหร่ นึกว่าได้บุญอีก แท้จริงมีแต่กิเลสเสริมติด คนมีจิตวิปลาส 4 ก็จะไม่มีทางไปเห็น ความไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ความทุกข์ว่าทุกข์หรอก เขาก็เห็นเป็นสุขน่าได้น่ามีน่าเป็น ก็วิปลาส แม้มันไม่มีตัวตนเลยอนัตตาก็ไปเห็นว่ามันมีตัวตนอีก ผู้ใดเห็นอนิจจัง ทุกขัง อสุภะ อนัตตา ก็ชัดเจนว่าแท้จริงมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ แล้วไม่เป็นตัวตนไม่เป็นภาระกับเราด้วยถ้าไม่มีมันเลย ไม่มีสุขไม่มีทุกข์กับมันเลย ไม่น่ามีน่าได้ ไม่น่าเป็นกับมันเลย ก็อยู่ได้ดีด้วย เพราะคุณติดสี่อย่างนี้ เลยมีทิฏฐิ จิตและสัญญาวิปลาสทั้งสามอย่างนี้
โสดาบันเริ่มรู้ไปเรื่อยๆ ปริตตัง ทำตามสัจจะของตนไปเรื่อยๆ ถ้ายิ่งได้มากขึ้นจะค่อยประหยัดแรงมากขึ้นอีก ตัวที่จะรู้เห็นซ้อนจากสัญญา คือกำหนดรู้เวทนา อารมณ์กับอารามคือการซ้อนเป็นธรรมะสอง อารมณ์นั้นเหมือนกันหมด ส่วนอารามคือส่วนของตัวเองที่วิปลาส ใครเข้าใจอาการสภาวะจิตที่ไม่มีรูปร่างสีกลิ่นแต่มันมีอาการ มันเคลื่อนไหวนะ เป็นนามธรรม แต่เรารู้ได้ เช่น อารมณ์โกรธ อารมณ์อยากได้ อารมณ์รัก ปฏิพัทธ์รัดรึง ก็อ่านอาการว่ามันเกิดกับตนอย่างไร อ่านได้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า [60] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ หนึ่ง มันอยู่จริงๆตามความเป็นจริงของมัน เช่น เขียวมีอยู่ หวานมีอยู่ สอง มีสิ่งที่เป็นอาราม ที่เป็นรส ที่เราไปหลงผิด อันนั้นไม่จริง คุณทำมันหายได้ มันก็เหลือหนึ่ง แต่ที่หายไปก็ยังจำได้อยู่ คุณเคยมีเคยเป็น คนอื่นเขายังเป็นอยู่ จึงเรียกว่า ในสอง แม้นิโรธหลุดพ้นวิมุติไปแล้วก็จะเหลือสัญญาจำได้อยู่อีก เพราะฉะนั้นคำว่า ในสอง นี้จึงแปลยาก บาลีในไทยนี้ยังใช้ได้ ก็ขอบคุณ
590327_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ อารามะ ๔ ที่ควรเลิก