สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน รู้กายผิด หมดสิทธิ์บรรลุอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน รู้กายผิด หมดสิทธิ์บรรลุอรหันต์ อาตมามั่นใจจริงๆว่าอาตมามีธรรมะพระพุทธเจ้าที่ถึงขั้นบรรลุ โดยไม่ได้คิดว่าอยากอวดอยากโอ่นะ เพราะอาตมาคิดว่าคนไม่เชื่อมีเยอะ แต่คนเชื่อก็มี แม้อาตมาบอกไปแล้วก็เชื่อว่าคนมีจิตผลักจะมี เพราะเขาไม่เข้าใจว่าผู้บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าคือโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์นั้นเป็นอย่างไร แม้คำสอนพระพุทธเจ้าอยู่ครบพยัญชนะมีอยู่ แต่เขาอ่านจิตไม่ออก ไม่รู้อาการลิงค นิมิต อุเทศ ที่ต้องรู้กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งสี่อย่างนี้คือ จิตทั้งนั้น และมีสภาวะ สสัมภาระ และอารัมนะอย่างไร สมมุติเรียกว่ากาย นั่นคือจิต ตามที่ตถาคตเรียกว่า กาย บ้าง จิตบ้าง มโนบ้าง ท่านผู้แปลในพระไตรปิฎก ภาษาไทย อาตมาก็รับรองว่าถูกต้องไม่ผิดเลย แล้วท่านก็แปลถูกด้วย กายนั้นตถาคตเรียกว่าจิตบ้างมโนบ้างวิญญาณบ้าง กายท่านไม่ได้ตรัสว่าแค่คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อาการอย่างไรมีจิตร่วมอยู่ที่เรียกว่ากาย เพราะกายคือจิต เน้นจิตเป็นหลัก แต่คำว่ากายนั้นขาด ดิน น้ำ ไฟ ลมไม่ได้ ถ้าขาดดินน้ำไฟลมไป จิตร่วมกับดินน้ำไฟลมนั้นไม่ได้ขาดตรงนี้ ถ้าดินน้ำไฟลมส่วนใหญ่ขาดจิตไปร่วมด้วยอันนั้นไม่ใช่กาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่มันไม่มีจิตไปร่วม อันนั้นตัดทิ้งได้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ส่วนที่ไม่เจ็บไม่รู้สึก อันนั้นไม่ใช่กาย แต่ภาษาไทยคำว่ากายนี้ ทั่วไปเลย ภาษาพระ ภาษาธรรมะก็เพี้ยนไปแล้ว มูลกรรมฐาน 5 นี้ผิดเพี้ยนไปแล้ว นักปฏิบัติธรรมทั้งนั้น แม้ส่วนที่ตัดขาดจากร่างเราไป เขาก็เรียกว่า กาย ซึ่งตรงกันข้ามกับสัจจะความจริง ส่วนที่ตัดออกไปไม่ใช่กาย เมื่อไม่รู้จักคำว่า กาย ก็ไม่รู้สักกายทิฏฐิ กายในกาย ไม่ได้ ไม่รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ อย่างไร มันคือกาย ไม่ถูกต้อง เข้าใจผิดแน่นอน เมื่อเข้
อ่านต่อ
าใจผิดแล้วมันปฏิบัติไม่ได้ เมื่อเข้าใจผิดตั้งแต่กายไปแล้ว ที่สุดพระพุทธเจ้าว่า ต้องรู้ว่าตนบรรลุธรรม จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มีกายสักขี ต้องมีกายสักขี สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาตมาว่าสับสนหมดเลย อาตมาจึงกล้าพูดโดยผ่าเต็มรูปแบบเลยว่า ไม่มีใครบรรลุธรรม ไม่มีอรหันต์ ตั้งแต่ภาษาไทยที่ได้บัญญัติว่า กายคือร่าง คือดินน้ำไฟลม แต่เมื่อได้เรียนรู้กายแล้วอย่างถูกสัมมาทิฏฐิ จึงปฏิบัติบรรลุได้ คือต้องรู้ สักกายะก่อนอื่น ถ้ารู้คำว่ากายนี้ก่อนไม่ได้ก็หมดสิทธิ์บรรลุอรหันต์ เมืองไทยจึงไม่มีอรหันต์มานาน เท่าที่เข้าใจคำว่ากายผิดไปนี่ โดยเฉพาะในวงการศาสนาพุทธ ที่เข้าใจผิดเพี้ยนเป็นสัญญาวิปลาส จิตก็วิปลาสด้วย จะไปปฏิบัติอย่างไรก็วิปลาสหมด จะเข้าใจความเที่ยงไม่เที่ยง มีตัวตนไม่มีตัวตน สุภะหรืออสุภะก็ผิดหมด จะไปเข้าใจว่าทุกข์ว่าสุขไม่ได้ อาตมาบอกว่าสุขนี่เป็นของเท็จ มีบัญญัติว่าสุขขัลลิกะ ผู้รู้ในเมืองไทยหาว่าอาตมาพูดผิด แต่อาตมารู้สภาวะว่าสุขนี่เป็นเท็จ ทุกข์มันจริงกว่า ต้องปฏิบัติพ้นทุกข์อาริยสัจ แต่เข้าใจทุกข์สุขไม่ได้จะไปรู้อาริยสัจได้อย่างไร ที่ว่าทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปนั้นจะได้อย่างไร เขาฟังไม่ขึ้นว่าสุขเป็นเท็จ อาตมาประกาศว่าอาตมาเป็นอรหันต์เขาหัวร่อเลย เขาจะเข้าใจลักษณะอรหันต์คนละอย่างกับอาตมาเลย อาตมาพูดตำหนิด่าว่า เขาว่าดูเหมือนโกรธ เขาอ่านจากกิริยาข้างนอกเท่านั้น แต่อาตมาบอกว่าอาตมาไม่มีชอบหรือชังเลย ถ้าอาตมาประกาศอรหันต์ไปนี่ หนึ่งจะมีเสียงด่า หรือว่าจะไม่มีคนฮือฮาเลย เพราะว่าถ้าพระพุทธเจ้าอุบัติในโลก เสียงเล่าลือกันไปมากมาย แต่ยุคนี้อรหันต์ประกาศ เหมือนพระพุทธเจ้าประกาศก็ประกาศเฉยๆอย่างนี้แหละ แต่ถ้าความเชื่อของสังคมเขาก็ไม่ต่อต้าน แต่อาตมาไม่ได้ยกตนเทียบพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าท่านมีบารมีพร้อม อาตมาไม่ได้มีบารมีเช่นนั้น ถ้าอาตมาบอกไปนี่ หนึ่ง จะมีผลสะท้อนด่าว่ามา สอง จะไม่ฮือฮาคนไม่ตื่นเต้นเพราะเขาไม่เชื่อ ตกลงอาตมาประกาศไปเป็นจริง ไม่ตื่นเต้นไม่ฮือฮา และสอง ที่ว่าจะด่ามานี่ผิดคาดนิดหน่อยว่า ไม่มี เพราะว่ากว่าอาตมาจะประกาศก็ใช้เวลานาน อาตมาประกาศปี 2558 ที่งานพุทธาภิเษกฯ เดือนมีนาคม ที่ไพศาลี อาตมาทำงานศาสนามา 45 ปีย่างเข้า 46 จึงประกาศ ไม่ใช่อาตมาไม่รู้ตัว แต่อาตมารู้ตัวเองมานาน อาตมาเคยเล่าแล้ว ว่าเคยบอก น้องสาวคือขวัญดี กับอ.แสง จันทร์งามไป ไม่ได้พูดไปเล่นๆเรื่อยๆเลย แต่เหมาะสมแล้วจึงบอก แม้แต่ตอนอาตมาจาริกไปโคราช ปี 2517 หลังบวชปี 2513 ไปปักกลดที่ศาลากลาง ท่านเจ้าคุณ เจ้าคณะจังหวัดมาถามจะเอาเรื่องอาตมา อาตมาก็ว่าเผยแพร่ธรรมะ ท่านก็ถามว่าเอาอะไรมาเผยแพร่ อาตมาก็ว่าเอาความรู้ทางธรรมะ ท่านก็ว่าจบอะไร อาตมาก็ว่าเอาธรรมะที่เป็นการบรรลุธรรมของอาตมา ท่านก็ว่าอ๋อบรรลุหรือ แต่ในยุคนี้ก็ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อยมาปฏิบัติจนได้ผล เกิดเป็นหมู่กลุ่ม เช่นทุกวันนี้ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้ง รู้ตามได้ยาก สงบอย่างคล่องแคล่ว เช่น กายปัสสัทธิ ไม่ได้หมายถึงนั่งนิ่งไม่กระดิก แต่กายปัสสัทธิคือ เจตสิกสาม คือ เวทนา สัญญา สังขาร มีความสงบจากกิเลสแต่แคล่วคล่องว่องไว เป็นกายปาคุญญตา ทำงานได้คล่องแคล่วปราดเปรียว เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อน ไม่ใช่สงบแบบที่ว่า ผู้นิโรธจะเชื่องช้า ไม่ใช่นะ แต่จะยิ่งคล่องแคล่ว เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะทุกวันนี้เข้าใจไปแบบฤาษีชีไพร เข้าใจอาริยะคือพวกพระป่าฤาษีชีไพร เป็นพระนั่งหลับตาเอานิโรธแบบมิจฉา มันไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นมโนมยอัตตา ไม่ใช่ธาตุรู้ที่รู้ความเป็นจริงอย่างปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค สัมมาทิฏฐิ จะทำให้เกิดนิโรธที่จะมีปัญญาเจริญ ยิ่งรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งเป็นผู้รู้ผู้ตื่น ไม่ใช่ว่ารู้อย่างหลับๆแล้วหลับไม่รู้ ไม่ใช่ แต่ยิ่งเบิกบานปราดเปรียว Active ไม่ innert ที่อาตมาได้ประกาศโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้รู้จะพยายามศึกษา แต่ผู้ไม่เชื่อก็อาจหมั่นไส้ก็ต้องขออภัย หรือท่านไม่ฟังเลยก็ดีจะไม่ได้เกิดอาการทางจิต
590328_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ โสณทัณฑสูตร ๓