640117_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทำไมพ่อครูพาชาวอโศกลงสู่สนามการเมือง.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์783 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

640117_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทำไมพ่อครูพาชาวอโศกลงสู่สนามการเมือง https://www.boonniyom.net/49967.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/13IYSlTjUMJatqMdCbSgci0eIGWApotdftCdID8GUceQ/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1whI56nqJijTjzkaXhBvZ5glxUUbHOX0V/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://www.youtube.com/watch?v=AlxvGJrYHF8

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก สถานการณ์ covid ตอนนี้ก็ยังไม่หยุดยั้งทั่วโลกติดเชื้อกว่า 2 ล้านคนแล้ว โควิดมาปราบปรามคนที่ยุ่งกับเนื้อสัตว์ อยู่กับอบายมุข ทุนนิยมอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้คนเหล่านี้ไม่หยุดยั้ง โควิดก็ติดไปไม่หยุดยั้ง ก็จะมาพิสูจน์สิ่งที่พ่อครูพาทำในยุคสมัยนี้ ที่พามาถือศีลปฏิบัติธรรม ปลูกพืชผัก พ่อครูว่า…พ่อครูยกเอาหัวหอมใหญ่ ต้นหอมใหญ่ มาให้คนดู ทำถูกต้องตามสูตร มันมีอะไรลึกซึ้ง มีกะจิตกะใจ มีความเอาใจใส่ยินดี ถ้าเป็นความใส่ใจต้นทุนของความใส่ใจ ที่ไม่กินพืชเต็มที่ 100% ไปกินเนื้อสัตว์ไปกินอะไรก็ไม่รู้ ของปรุงแต่งอะไรที่ชอบกันสารพัด มันก็ไม่เต็มที่ เพราะพลังงานที่ละเอียดพวกนี้ถ้ามันมาเป็นอย่างเดียวเป็นเอกภาพจะทำอะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ดีสมบูรณ์แบบ เต็มที่ อาตมาว่ายังอธิบายไม่เก่งแต่พอเข้าใจไหม เป็นพลังงานอันลึกซึ้งที่ซับซ้อน สมณะฟ้าไท…คนเอาน้ำใส่ข้าว หากว่าคนจิตใจดีจะไม่ขึ้นรา แต่หากคนจิตใจไม่ดีเอาน้ำใส่ข้าวก็ขึ้นราได้ พ่อครูว่า…ที่เราไม่ใส่สารเคมีไม่ใช้ยาฆ่าหญ้ายาฆ่าแมลง อยู่ใกล้เคียงกับเขาที่เขาใส่ ของเราแข็งแรงกว่ากัน แล้วสิ่งเหล่านั้นไม่โดดมาหาเรา ซึ่งมันเป็นความลึกซึ้งซับซ้อน เป็นความเจริญอุดมสมบูรณ์ บางทีไม่ค่อยมีฝีมือเท่าไหร่มาปล

อ่านต่อ

ูกก็ยังไม่เลว มือใหม่ก็เถอะ จะดีใจเลยเห็นผักงาม บางทีฟลุ๊คดีกว่าได้ด้วยเพราะองค์ประกอบมันพอดีมันจะได้อะไรดีกว่าด้วย แต่ครั้งเดียวนะไม่ถาวร จนกว่าจะมีมือแม่นๆความเก่ง ได้ดีต่อเนื่องถาวร สมณะฟ้าไท…ผมถามเกษตรกร ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์แมลงไม่ค่อยกิน แปลกจริงๆเลย ของคนที่ใช้เคมีแมลงกัดกินเสียเกลี้ยงแรงเลย

โอวาทปาติโมกข์ 3 เป็นของพระอรหันต์ พ่อครูว่า…ก่อนอื่นอาตมาขอไขความละเอียดลออของโอวาทปาฏิโมกข์ 3 ว่าพระพุทธเจ้าท่านนั่งสมาธิบรรลุธรรมใต้ต้นโพธิ์วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 โอวาทปาติโมกข์ 3 มีอะไร? 1. สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง, 2. กุสลัสสูปสัมปทา, 3.สจิตตปริโยทปนัง อันนี้มันเป็นโลกุตระ พระพุทธเจ้าตรัสอันนี้กับพระอรหันต์ว่า “พวกเธอมี สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง, กุสลาสูปสัมปทา, สจิตตปริโยทปนัง แล้ว บรรลุอรหันต์แล้วสมบูรณ์แบบจบ” ไม่ใช่โลกีย์ โอวาทปาติโมกข์ 3 ไม่ใช่โอวาทแบบโลกีย์ ที่ไปอธิบายว่า “สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง”คือไม่ทำชั่ว, “กุสลาสูปสัมปทา”คือทำแต่ดี, “สจิตตปริโยทปนัง”คือทำจิตให้ผ่องใสสะอาดผ่องใส ซึ่งไม่ใช่แค่ทำดีทำชั่ว อาตมาอธิบายหลายครั้ง ดีชั่วมันเป็นแค่ของโลกีย โลกุตระนั้นเอาภาษามาเทียบเคียงได้เลย ไม่ใช่เรียนกันแค่ดีชั่ว โลกุตระนั้นก็เรียนดีชั่วตามสมมติสัจจะเข้าใจด้วย แล้วก็อนุโลมปฏิโลมกับความดีไม่ทำชั่วด้วยกับเขาเหมือนโลกียะ ไม่เป็นไร เพราะเข้าใจสมมุติสัจจะของโลกมีโลกวิทู ไม่ใช่คนไม่รู้โลกแบบหลับหูหลับตา ใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง อย่าเอาธรรมะไปยุ่งเกี่ยวกับโลกอะไรต่ออะไร ซึ่งมันไม่ใช่ โลกุตระนั้นรู้โลกและอยู่เหนือโลก โลกทำอะไรโลกุตตรจิตโลกุตรธรรมของผู้บรรลุธรรมไม่ได้ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ กระทบโลกธรรมอยู่ จิตก็ไม่หวั่นไหว ไม่มีกระทบกระเทือนจิตก็ยังแข็งแรงตั้งมั่นเป็นคุณสมบัติพิเศษเลย สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสลาอุปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง คือผู้ที่ไม่ทำบาปแล้วสัพพปาปัสสะอะกะระณัง คือไม่ทำบาป ไม่ทำโดยไม่ใช่แค่ข่มฝืน แต่พระอรหันต์เป็นปกติที่จะไม่ทำบาปแล้วโดยมีปฏิภาณปัญญารู้ทันบาปทั้งปวง บาปคือกิเลส บาปต่างจากกุศล บาป เฉพาะเลยคือทำให้กิเลสเกิดในจิตคือบาปคู่กันกับบุญ ส่วน “กุศล” นั้นคู่กับ “อกุศล”เป็นโลกียะ, “บาป” กับ “บุญ”เป็นโลกุตระ แต่บาป เขาเอาไปเรียกในโลกียะ ด้วยก็อนุโลมเพราะถ้าคุณเข้าใจบาปคืออกุศลก็ดีแล้ว ยิ่งคุณเข้าใจคำว่าบาปก็คือเรื่องของการมีกิเลส อกุศลนั้น แม้แต่สมมติเราก็รู้ว่าอันนี้ไม่ดีตามสมมุติ แต่ไม่ได้เป็นโลกุตระ กิเลสจะไม่มีก็เป็นอกุศล หรือกิเลสจะมีก็เป็นกุศล เพราะว่าโลกเขายอมรับว่าดีสมมติสัจจะก็ยอมรับก็ดี แต่ไม่เกี่ยวกับกิเลส กุศลอกุศลไม่ได้อธิบายกิเลสอย่างเดียว แต่อธิบายก็ได้สำหรับคนที่มีปัญญา แต่จริงๆแล้วกุศลกับอกุศลไม่มีศูนย์ เป็นพระอรหันต์แล้วกุศลก็ยังมีอยู่ อกุศลไม่มีแล้วมีแต่กุศล จึงกุสลสูปสัมปทา กรรมใดๆของพระอรหันต์ต่อไปจึงมีแต่กุศลไม่มีอกุศลเลย บาปก็ไม่มี อกุศลก็ไม่มี นี่คือพระอรหันต์ แต่กุศลนั้นพระพุทธเจ้าแท้ๆยังไม่สันโดษในกุศล แต่บาปนั้นหมด พระอรหันต์ก็หมดบาปเต็มสมบูรณ์แล้ว ไม่มีบาปและไม่มีบุญ ทำกรรมใดๆไม่ต้องใช้บุญเพราะกิเลสหมดแล้วเพราะว่าบุญมีหน้าที่ฆ่ากิเลส สรุปโอวาทปาฏิโมกข์ 3 นั้นไม่ใช่ของโลกียะเลย แต่เป็นของโลกุตระ เป็นเรื่องของบุญบาป เป็นเรื่องของสุขทุกข์ สุขทุกข์นี้เขาเข้าใจกันยากมาก เพราะว่าสุขทุกข์เป็นโลกียะ ถ้ารู้สุข รู้ทุกข์ เป็นอริยะ สุขทุกข์เป็นโลกียะ พอมาเรียนรู้ความสุขความทุกข์และความสุขความทุกข์ดับความสุขความทุกข์หมดก็จบโลกียะเป็นพระอรหันต์เลย ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อทุกขสมสุข หรืออุเบกขา จิตมีอุเบกขานิรันดรด้วย ไม่ได้เดานะ อุเบกขาไม่ใช่เดา เป็นอจินไตย แต่มีความละเอียดละออ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ที่ท่านแยกไว้ใน ธาตุวิภังคสูตร ปริสุทธาคือ บริสุทธิ์จากกิเลส ปริโยทาตา ยิ่งบริสุทธิ์แข็งแรงจากกิเลสมากขึ้น มุทุ จิตมีคุณสมบัติเป็นธาตุจิต 2 สภาพทั้ง เจโตและปัญญา ไวเร็ว นิ่ง ยิ่งไวยิ่งนิ่งๆๆๆ ซึ่งอธิบายแยกไม่ได้ มุทุ ทั้งนิ่งและไวๆๆ เป็นจิตที่ มุทุ การแปลโดยพยัญชนะวรรค ว่าอ่อน อาตมาแปลว่าจิตหัวอ่อน ทำให้เป็นก็ง่าย ทำให้ฉลาดก็เร็วทั้งสองสภาพ ทั้งเจโตและปัญญา เร็ว เจริญ เพราะจิตเจริญจึงมีกัมมัญญา มีอัญญาคือจิตฉลาดของโลกุตระ อัญญธาตุมาเป็นอัญญา กัญญา ปัญญา ชัญญา อะไรพวกนี้ ยังไม่ลงลึกในพยัญชนะเหล่านี้ อาตมารู้ในรากฐานพยัญชนะโดยมีสภาวะรองรับ เขาเรียนมาไม่เหมือนกับอาตมา เขาเรียนไวยากรณ์ตามวจีวิพากษ์ วากยสัมพันธ์ตามสมัยใหม่ ไม่ใช่รากฐานเดิม รากฐานเดิมไม่มีไวยากรณ์ เป็นธรรมชาติสภาวะเกิดตามภาษาธรรมชาติและผู้รู้มาเรียบเรียง ตอนนี้ไวยากรณ์เขาเรียนกันมาผิดเพี้ยนกันก็เลยแปลสภาวะผิดเพี้ยนไปด้วย แต่ไม่เป็นไร อาตมารู้ว่ามันเป็นความจำเป็นที่ต้องเป็นอาตมาต้องมาแก้มันเป็นสัมภาระวิบาก ที่ต้องทำ

พระพุทธเจ้าไม่ได้นั่งสมาธิบรรลุธรรมวันวิสาขบูชา อีกอันหนึ่ง พระพุทธเจ้าไม่ใช่นั่งสมาธิบรรลุธรรม ไม่ใช่ได้ปฏิบัติธรรมด้วยการนั่งสมาธิ แต่ท่านนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านทำเตวิชโช ใช้การทบทวนระลึกของเก่ามาเห็นมารู้ เตวิชโช ท่านถึงระลึกรู้ว่าท่านได้ผ่านมาแล้วบุพเพนิวาสานุสติญาณ เป็นพระโพธิสัตว์ผ่านมามากมายจนเต็มระดับ 9 แล้ว เกิดมาในชาตินี้ต้องมาประกาศศาสนา ลงมาปางนี้เป็นพระสมณโคดมจากเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะฉะนั้นท่านเลยรู้ตัวเองว่าเราจะต้องมาทำงานนี้ แต่กระนั้นก็ดี จะต้องทบทวนอีก 49 วัน เรียกว่าเสวยวิมุติอีก 49 วัน ทบทวน ระลึกเอา สิ่งที่เป็นของเก่าของท่าน ถึง 49 วัน เลข 7 กับ 7 เป็น 49 เสร็จแล้วถึงได้เริ่ม เอาล่ะ มีความรู้สัมมาสัมโพธิญาณขึ้นมาพอสมควร แล้วก็เอามาประกาศศาสนา ตอนแรกก็จะไม่สอนเพราะคิดว่าไม่คุ้ม แต่มีสหัมบดีพรหมมาอาราธนาให้พระพุทธศาสนา สรุปคือ โอวาทปาติโมกข์ 3 เป็นของโลกุตระเป็นของพระอรหันต์ พระพุทธเจ้า ก็อย่าไปเข้าใจผิดว่าท่านนั่งหลับตาสมาธินั้นเป็นปฏิบัติธรรม นั่งหลับตาสมาธิไม่มีทางบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า พวกที่ยึดมั่นถือมั่นในการนั่งหลับตาปฏิบัติ หากอาตมาทำให้พวกนั่งหลับตาตื่นรู้ขึ้นมา คนนั่งหลับตาจะเข้ามาปฏิบัติในนี้เยอะถ้าตื่นรู้ ทางโน้นก็จะพร่องเขาก็จะเสียกำลัง เสียมวล สองมันยังโง่ไม่เสร็จ ขออภัยไม่ได้ด่า มันยังไม่เกิดวิชชาไม่เกิด อัญญธาตุ ไม่เกิดอัญญา ไม่เกิดปัญญา ก็เลยยังไม่ตื่นยังไม่ฟื้น ก็ไม่ท้อ เพราะว่าคนที่แสวงหามีคนที่ไม่มีอคติมีคนที่เคารพด้วยความเต็มใจยินดี มีอยู่ มีความยินดีเต็มใจอย่างแรงกล้าเคารพอย่างแรงกล้า ละอายอย่างแรงกล้า ที่ตนเอง รู้ตัว เรานี้หลง ดีไม่ดีเคยดูถูกพระโพธิรักษ์ ก็จะเกิดความละอายซึ่งไม่ต้องเกิดความละอายหรอก ละอายก็ดีแล้ว หิริดีแล้ว โอตตัปปะดีแล้ว เข้ามาเถอะ แต่อาตมาไม่ได้ไปถือสาว่า คุณได้ด่าอาตมาจัดการอาตมาอย่างไร อาตมาจะไม่ถือสาเลย ขอยืนยัน อาตมาจะยินดีด้วยซ้ำไป ดีแล้วหนอ สาธุๆ อนุโมทนาที่คุณได้เข้าใจและรู้สึกจริงๆได้เข้าใจจริงๆ ตื่นขึ้นมาจริงๆชาคริยา ชาคระ ตื่นขึ้นมาจริงๆ ดีๆๆ แล้วจงตั้งใจเถิด แสวงหาทางนี้ ขอยืนยันว่าอาตมาไม่ใช่ของปลอมหรอกแต่เป็นของจริง ยืนยันอย่างนี้เขาก็อาจจะหมั่นไส้สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจศรัทธา เดี๋ยวจะมีอย่างคุณเดชา อัมพร ที่จริงไม่ได้โกรธไม่ได้จองเวร แต่ชมเชย อาตมาชอบผู้แสวงหาอย่างนี้ แย้งมา สักวันหนึ่งอาตมาเป็นของจริงก็จะเป็นของจริง กาลเวลาจะพิสูจน์ อาตมาไม่กลัว ของจริงต้องจริง กาลเวลาพิสูจน์ คุณตามไปเถอะสักวันจะรู้ ของจริงจะเที่ยงแท้มั่นคงไม่ต้องห่วงหรอก กาลเวลาจะยืนยัน สรุปโอวาทปาฏิโมกข์พระพุทธเจ้านั่งสมาธิหลับตาบรรลุธรรมนั้น อย่าไปคิด แบบนั้นไม่ใช่ ท่านปฏิบัติลืมตา ท่านนั่งนึกทบทวนของเก่าเอามาใช้ แม้แต่อาตมาทุกวันนี้ก็ทำ ยังไม่หมดนะ การระลึกยังระลึกได้อยู่ แม้แต่ของพระพุทธเจ้าท่านก็ได้อยู่เสมอ ที่ท่านใช้สำนวนว่าคุยกับเทวดา เทวดามีรัศมีสว่างจ้าไปทั่ววิหารเชตวัน ท่านคุยกับจิตสูงจิตเจริญของท่านเองไม่ใช่เทวดาที่ไหนหรอก ของท่านเองแล้วก็เอามาเพิ่มขึ้น ท่านคุยกับเทวดาในตอนที่อยู่ในภวังค์ คือตัวเราเอง คนไม่มีเทวดามาคุย มีเทวดาปลอมปรุงแต่งเองใหม่ เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ กลายเป็นนิรมาณกาย

อานิสงส์ของศีลมีอะไร SMS วันที่ 15-16 ม.ค. 2564 _1614 ศีลที่เป็นกุศล มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์..??/ฑริกา พ่อครูว่า…พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลย การได้อานิสงส์ 10 ของศีล กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ ที่ปฏิบัติธรรมไปแล้วผลของศาสนาหรือศีลจะเกิดที่จิตไม่ใช่เกิดแค่กายเจริญ วจีเจริญ เขาแบ่งแยกตีแยกเลย ว่าศีล มีประโยชน์เกิดแค่กายกับวาจา ส่วนสมาธินั้นไปนั่งหลับตาเอา ไม่เป็นอิทัปปัจจยตากับศีล ตอนนี้อาตมากำลังตรวจหนังสือเปิดยุคบุญนิยม สรุปเรื่องศีลมีอานิสงส์อย่างไรโดยละเอียด ศีล มีอานิสงส์ทางจิตเริ่มตั้งแต่ กาย วจี ใช้กุศล ส่วนใจใช้บุญ ทำให้กิเลสลดเมื่อกิเลสลดก็ไม่เดือดร้อน 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ความยินดีมีหลายระดับ 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) เป็นตัวมรรคผลของการปฏิบัติธรรม ปัสสัทธิ มาจาก ปัสสะ เป็นราก เกิดจากการเห็นตากระทบรูป จะมีทวารทั้ง 5 กระทบมีผัสสะ แล้วมีกิเลสก็ทำการสงบจากกิเลส ไม่ใช่สงบอย่างไม่มีเหตุปัจจัยเป็นลิงไปหยุดเลย ต้องมีคำขยายความว่าสงบจากกิเลส กิเลสมันลด มันดับ มันตาย ดับไม่เกิดอีกเลยอย่างนี้เป็นต้น 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) เป็นจิตที่ว่าง แต่ยังไม่ว่าง อนุโลมมาเรียกภาษาโลกีย์ สุข ทุกข์ เป็นภาษาโลกุตระ แต่อนุโลมใช้สุข เป็นฐานนำมาสู่โลกุตระไม่บำเรอตน มีคำว่า วูปสโมสุข เป็นสุขที่ทำให้เกิดความสงบตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สุขบำเรอกิเลส สุขแบบโลกีย์ คนละอย่าง ต้องสำคัญมั่นหมายในความเป็นสุขให้ชัดให้คม แต่ละคนต้องพึ่งพาตนเองว่าสัญญาต้องแม่นคมชัดละเอียด สัญญาจะต่างกัน สัญญาต้องพึ่งมากเลย ของแต่ละคน ต้องใช้สัญญาเจตสิกทำงานมากตั้งแต่ต้นจนจบเรียกว่า วัวงานที่ยิ่งใหญ่ของจิต ยิ่งใหญ่ของนามธรรม ต้องอนุโลมใช้คำว่าสุข ที่เป็นปรมังสุขัง เขาแปลว่า สุขอย่างยิ่ง แต่อาตมาแปลว่า ยิ่งกว่าสุข ถ้าเข้าใจแค่นี้ไม่ได้ก็ยากจะอธิบายให้รู้เรื่องโลกุตระ สุขอย่างยิ่งกับยิ่งกว่าสุข ถ้าแยก 2 อย่างนี้ไม่ได้ อาตมาก็ว่าคุณจะเรียนโลกุตรธรรมได้ยาก เรียนไปหาอรหันต์ได้ยาก 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) ท่านใช้คำกลางๆ ของพระพุทธเจ้า สมาหิโต หรือจะบอกสมาธิก็จะมีคำว่าสัมมาสมาธิ แบ่งเป็นมิจฉาสมาธิกับสัมมาสมาธิ ถ้าเป็นสมาธิสมบูรณ์แบบเรียก สมาหิโต ส่วนที่มีเจโตสมาธิ หรือคำอื่นๆก็มีคำควบอีกเยอะ เป็นคำที่พิสดาร 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) คือความเจริญทางปัญญาความเฉลียวฉลาดทางปัญญา ยถาภูตญาณทัสสนะ เรียกก็คือธาตุรู้ ญาณทัสนะคือความรู้ยิ่ง ปัญญา ญาณ วิชชา คำว่าญาณ ทางโลกีย์เขาก็เอาไปใช้คำว่าปัญญาคำว่า วิชชา โลกีย์ ก็เอาไปใช้ผิดเพี้ยนตามใจชอบเขา เสียหมด อาตมาก็ต้องดึงขึ้นมาใหม่แต่จะไปตั้งภาษาใหม่ก็ไม่ไหว พระพุทธเจ้าท่านใช้มาแล้วใช้มาไม่รู้กี่รุ่นก็ขอใช้อันนี้ก็แล้วกัน บาลีเป็นภาษาที่ตายแล้วให้กลับคืนไปเข้าใจให้ถูกก็แล้วกัน เอาให้มันเข้าใจให้ถูกตรงกันก็ใช้ได้ สรุป ยถาภูตญาณทัสสนะคือความรู้ทางปัญญาอันยิ่ง ปัญญา ญาณ วิชชา 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) มันเบื่อหน่ายคลาย แรกๆจะเบื่อจะผลัก แรง 9. วิราคะ (คลายกิเลส) คลายราคะ ไม่เอาราคะ ปฏิเสธราคะ ราคะต้องละเอียดขึ้นไป หมดกามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ ไล่ไปตามชั้น 10. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1, 208) ขยายจาก ยถาภูตญาณทัสนะ ยถาภูตะ หมายถึงจิต ส่วนวิมุติ หมายถึงหลุดพ้น ญาณทัสนะตัวเดียวกัน ส่วนตัวที่ 10 วิมุติญาณทัสนะคือ ปัญญาญาณที่รู้แจ้งเห็นจริงในวิมุติหรือนิพพาน นิพพานกับวิมุต เป็นซินโนนีม ผลกระทบจากการ ได้แต่เราจะชนะ เวลาไปสงสารมาก สภาวะอันเดียวกัน แต่มองในแง่ต่างกัน นิพพาน แปลว่า ตาย ส่วนวิมุติ แปลว่า หลุดพ้น กิเลสตายกิเลสดับ แต่ว่าวิมุติคือ หลุดพ้นจากความติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภยศ สรรเสริญ ใช้พยัญชนะสื่อสภาวะถ้าตั้งใจฟัง มันจบที่สภาวะ ไม่เถียงกัน ถ้ายังได้แต่พยัญชนะจะเถียงกันไม่จบ แย้งกันไม่จบ เสียเวลาไปกับพยัญชนะ ซึ่งน่าสงสารมากติดยึดกันเยอะ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีผู้รู้ติดยึดในพยัญชนะเยอะ ในยุคพระพุทธเจ้ามีพระโปถิละ พระพุทธเจ้าเรียกว่าพระใบลานเปล่า เดี๋ยวนี้มีผู้รู้อยู่เยอะเลยเป็นแบบนี้ ได้รับปริญญาเอกได้เปรียญ 9 ปริญญาพุทธศาสนาบัณฑิต ได้อภิธรรมอะไรหลายชั้น ก็เรียนพยัญชนะเก่งท่องจำ จำได้เยอะ อธิบายได้เจื้อยแจ้วเลย แต่เป็น ปทปรมะ เก่ง จำภาษาได้มาก ท่องจำได้มาก สอนคนอื่นก็มาก แต่ตัวเองไม่ได้บรรลุธรรม ในชาตินั้นแหละ พูดไปก็น่าสงสาร

โดนัลด์ทรัมป์ตัวอย่างความล้มเหลวของประชาธิปไตยขาเดียว _Sutas Supapattarnon (สุทัศน์ สุภาภัทรานนท์) : ทรั๊มปเรียนแบบไทยปลุกม๊อบทำอเมริกาเสียชื่อจีนแขวะไปอยู่ฮ่องกง กรรมเลยสนองทรั๊มป์ พ่อครูว่า…โดนัลด์ทรัมป์กับทักษิณเป็นพวกสายเดียวกัน จะเอาแบบประชาธิปไตยขาเดียวมีประธานาธิบดีเป็นประมุขไม่เอาแบบกษัตริย์เป็นประมุข อาตมาขอยืนยันว่าให้ยืนหยัดประชาธิปไตย 2 ขาที่มีกษัตริย์กับประชาชน ถ้าไม่มีกษัตริย์ก็เป็นประชาธิปไตยขาเดียวประชาธิปไตยพิการ ให้ดูไปเถอะ แม้ต้นแบบประชาธิปไตยเขาเกิดที่อังกฤษ เขาก็ยังยืนยันมีกษัตริย์อยู่จนเดี๋ยวนี้ อเมริกาแยกจากอังกฤษสร้างใหม่ใหญ่โตขึ้นมา เป็นลัทธิแก้เป็นประชาธิปไตยไม่มีกษัตริย์ เท่ ใหญ่ แล้วคนก็หลงตามไปเยอะด้วย จนเดี๋ยวนี้ดึงกลับมาสู่สิ่งที่มันสมบูรณ์แบบไม่ได้เลย แต่ก็คิดว่าจะเข้าใจดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเมืองไทยเป็นประชาธิปไตย 2 ขามาตั้งแต่สร้างประเทศไทยมีกษัตริย์มาตลอด แล้วก็มีพุทธศาสนาซึ่งเป็นประชาธิปไตย 2 ขาในยุคพระพุทธเจ้าก็มี ในยุคของพระพุทธเจ้ามีกษัตริย์ มาเดิมแต่ก็เป็นประชาธิปไตย 2 ขา พระพุทธเจ้ารู้ดีว่าต้องมีประชาธิปไตย 2 ขาเพราะฉะนั้นจึงไม่มีเชิงที่จะให้ตีกษัตริย์ทิ้ง เข้าใจว่าต้องอาศัยกัน ภาษาสมัยใหม่มีคนตั้งชื่อว่า ราชประชาสมาสัย เรียกว่า ราช กับ ประชา อาศัยซึ่งกันและกันไม่แยกกันและเกื้อกูลกันและกัน รักกัน เคารพบูชากัน นับถือกันยกให้ อาตมาก็ต้องยกให้กษัตริย์ เพราะอาตมาเป็นประชาชน แม้จะมีธรรมะอาตมาก็ไม่บังอาจจะไม่รู้สมมุติ ปรมัตถ์ไม่แย่งในสมมุติ และปรมัตถ์ แม้อาตมาจะเหนือกว่า อาตมาก็ไม่แย่ง อาตมาพอใจอย่างที่อาตมาเป็น ไม่สงสัย อาตมาจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด จะยาวยืน ไปอีก 151 ปีถึงตาย อาตมาจะแสดงตัว คนจะนับถือเชื่อถือเข้าใจเพิ่มอีกมากก็ไม่มีปัญหาแล้วแต่คุณจะยกให้ อาตมาไม่มีปัญหาอะไร พูดไว้ก่อนเลยจะให้อาตมาเป็นสังฆราชไม่เป็น ไม่ใช่พูดเหมือนหมาเห็นองุ่นเปรี้ยวนะ ไม่ใช่นะ เพราะว่าอาตมาไม่มีหน้าที่ทำเช่นนั้นอาตมาไม่ทำ หากว่าไปเป็นแบบนั้นก็ต้องเอาเวลาไปทำราชพิธี และเป็นพิธีที่คุณติดกันทางฆราวาส เป็นภาระทางโน้นมันซึ่งมากไม่พอเสียเวลาทำไม..ไม่ทำ อาตมามุ่งเข้าหาปรมัตถ์ มุ่งเข้าหาโลกุตระ อันนี้เป็นเนื้อแท้เป็นเป้าหมาย พ่อครูว่า…ตอนนี้สงครามยังไม่จบจะไม่นับศพทหาร ให้สงครามมันจบก่อนค่อยนับศพทหาร มันยังไม่นิ่งไม่จบไม่สะเด็ดน้ำมาพูดไปก่อนหากเปลี่ยนแปลงมาเดี๋ยวหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ เอาไว้ให้แน่ก่อน ก็ขอไว้นิดนึงดูไปเถอะเรื่องของโดนัลด์ทรัมป์ ดันทุรัง แข็งขืน ติดยึดอย่างแรงกล้า เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า 1. ประชาธิปไตยขาเดียว 2. ติดในอำนาจบาตรใหญ่ 3. ค่ายกลการเมืองนี้ คอยดูเถอะโดนัลด์ทรัมป์ เขาไม่อยากลงเขาตายเป็นตายเพราะมีชนักติดหลังเยอะ พอลงเมื่อไหร่คดีความก็เยอะเหมือนกับทักษิณ เหมือนกันเลยทักษิณหนีไปเลย แต่โดนัลด์ทรัมป์จะหนีไปได้เหมือนทักษิณไหม อเมริกันเขาจะตามดึงกลับมาไหม จะให้คุณออกไหม ตอนนี้สร้างกำแพงกันตัวเองแล้วโดนัลด์ทรัมป์ ก็ดูไปโดยไม่ต้องไปดูไบ

_ตุ๊ก อัศวิน : ธรรมยามเช้าวันนี้..สุดแสนประทับใจจนต้องย้อนไปสืบค้นขอฟังอีกรอบจาก ธรรมะห้าดาว240326ตอน"ตอบปัญหาพุทธประวัติ" พ่อท่านตอบปัญหาในมุมมองที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน..ได้ไขข้อข้องใจที่มีมานาน..คลายสงสัยแล้วเจ้าค่ะขอโอกาสน้อมกราบ_/\_พ่อท่านด้วยความเลื่อมใสและสำนึกในพระคุณยิ่งและ ขอกราบขอบพระคุณทีมสื่อที่รักษาเทปธรรมะและคัดสรรมาให้อนุชนรุ่นหลังได้สดับตรับฟังเจ้าค่ะ

_มณฑา แก้วบำรุง : พ่อครูสอนสัจธรรมของชีวิตได้ดีมาก รูปกายไม่เที่ยง นำทุกข์มาให้ ตายแล้วสูญสิ้น คืออนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา ขอขอบพระคุณพ่อครูมากค่ะ พ่อครูว่า…อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เขาท่องคล่องปาก ใครก็ฟังมาหูแฉะ แต่จะเข้าถึงสภาวะอนิจจังเข้าถึงสภาวะทุกครั้ง แล้วคุณจะยังเป็นทุกขังอยู่หรือเปล่า มีหนังสือที่อาตมาเขียนชื่อ รู้คนขังสุข รู้ทุกข์ขังสัตว์ อาตมาเขียนหนังสือธรรมะเป็นร้อยเรื่องพิมพ์เป็นล้านเล่มแล้ว

_Vichain Poonyim (วิเชียร พูนยิ้ม) : ผมฟังธรรมะพ่อครู ตั้งแต่ปี 51 และเลิกกินเนื้อสัตว์ทุกชนิดแม้กระทั่งนม-ไข่ได้ในปี 54 และถือเพศพรหมจรรย์ปี 2555 ขณะนี้อายุ 67 ปีแล้วครับ

_เกษม สันทอง : วันนี้วันครู (16 มค. ) ขอน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระบรมครู(พระพุทธเจ้า) และพ่อครูโพธิรักษ์ ตลอดจนครูบาอาจารย์ทั้งหลายไว้ในโอกาสนี้ครับ

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท…พูดถึงฮ่องกง ตอนนี้นายกฮ่องกงเขาพาข้าราชการปฏิญาณตนให้ซื่อสัตย์ตามหลักของจีน(ที่ฮ่องกง) ถ้าพูดไปถ้าเราเป็นคนอย่างทรัมป์จะสนุกไหม? มีแต่ทุกข์คงจะดิ้นทรมานทรกรรม ทั้งที่เขามีลาภยศสรรเสริญมากมาย ต่างกับเราโดยสิ้นเชิง พวกเรานี้ลาภยศสรรเสริญไม่มีเลยมีแต่มาจน มีแต่0บ้านก็ทิ้งมา ทำงานก็ไม่มีรายได้ แถมทำงานหนักทำแล้วก็ให้ๆไม่เห็นต้องไปดิ้นแบบทรัมป์เลย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่อาตมาสรุปได้ว่ามีความฉลาดที่สุดในโลก จะพามนุษย์ชาติมาในสิ่งที่อยู่เหนือโลกเขาหลงกัน แล้วก็อยู่อย่างสบาย ดูไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อนอะไรเลย เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นแล้วเหรอ.. สาธุ

_เดชา อำพร : ท่านแสนดินก็อวยครูอาจารย์ซะมาก เคยได้ยินมั้ย 4 อย่างที่วิ่งแล้วไม่งาม คือ ช้าง(สัตว์ใหญ่)วิ่งไม่งาม สตรีวิ่งไม่งาม กษัตริย์วิ่งไม่งาม สมณะวิ่งไม่งาม ก็เคยบอกแล้วไงว่า ผู้นำอโศกเป็นนักรู้จิตวิทยาและเป็นนักใช้จิตวิทยาตัวยง ใน 3 สถานการณ์ที่แตกต่าง... ช่วงชุมนุมเสธ.อ้าย ผู้นำอโศกถูกแก๊สน้ำตา ท่านก็รู้ว่าถ้าไม่เดินหลบก็ต้องทรมานตายอยู่ตรงนั้น ท่านก็เลยรีบเดินหลบออกมา แต่ไม่วิ่งเพราะท่านรู้ว่า"สมณะวิ่งแล้วไม่งาม" เสียภาพพจน์สมณะหมด กลัวเขาจะว่า ไหนท่านบอกหลุดพ้นแล้ว ยังกลัวตายอยู่รึ? ขนาดแค่เดินหลบแค่นี้ เขายังว่าท่านคงกลัวตาย ท่านก็ออกมาแก้ต่างว่า ไม่ได้กลัวตาย แต่เห็นว่ายังไม่ควรตายตอนนี้ แต่ถามว่า ทำไมท่านไม่นั่งพนมมือหลับตาเหมือนตอนผู้พันแต้มจะสลายการชุมนุมยุคนายกอภิสิทธิ์ล่ะ? เพราะท่านเล็งแล้วว่าคงตายเปล่า เพราะนั่งหลับตาพนมมือคงทนต่อแก๊สน้ำตาหมดอายุไม่ได้ คงไม่ได้รับคะแนนนิยมอะไร แต่ตอนผู้พันแต้มจะขอคืนพื้นที่ ทำไมนั่งพนมมือหลับตาแค่นั้นก็ได้ ก็ท่านเล็งแล้วว่า ผู้พันแต้มท่านมีจิตใจอ่อนโยน,ไม่ทะลุดุดันเหมือนกับหัวหน้าตำรวจบางสมัย เห็นสมณะนั่งหลับตาพนมมือแค่นั้น ก็คงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกับพระหรอก ประมาณนั้น พ่อครูว่า…เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันอีกเยอะว่า “เอาความสงบสยบความเคลื่อนไหว” มันต้องศึกษากันอีกเยอะ เอาความสงบไปรบอยู่ในสนามรบของทรัมป์ ความรุนแรง ว่าเป็นพลังฤทธิ์ที่เป็นคุณพิเศษลึกซึ้งละเอียด เดาเอาไม่ได้ ถ้าเผื่อว่า พวกเรานี้ เอาความสงบไปรบอยู่ในสนามรบของโดนัลด์ ทรัมป์ ..ตายแล้ว 70 กว่าล้านเขามีคะแนนเสียงอยู่ในมือ แล้วพวกนั้นเป็นพวกกระเหี้ยนกระหือรือเยอะ ตาย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นนัยยะลึกซึ้งละเอียดของชาวอเมริกันกับคนไทย คอยดูจะได้ศึกษาพวกนักรัฐศาสตร์การเมืองจะได้ศึกษาอย่างลึกซึ้งขอสรุปตรงนี้ ธรรมฤทธิ์ของความสงบนั้นยิ่งใหญ่ เรารบด้วยความสงบมาและอาตมาพูดเขาก็ยังไม่เชื่อว่าความสงบที่พวกเราพาทำ คนไทยพาทำจนกระทั่งชนะรัฐบาลทักษิณ พลเอกสนธิเป็นคนปฏิวัติ แล้วเราก็พอใจเพราะมาทำให้เป็นช่วงรอยต่ออำนาจ เราก็เอาดอกไม้ไปเสียบปากกระบอกปืน ก็จะไม่อธิบายต่อ เหตุการณ์มันต้องเป็นไปเช่นนั้น ถ้าเผื่อว่าอำนาจปฏิบัติโดยทหารยังเด่นอยู่ พลังงานประชาชนปฏิวัติไม่เกิด ประชาธิปไตยจะไม่เจริญมาอย่างทุกวันนี้ ขอต่ออีกนิดนึงว่าเพราะประชาชนปฏิวัติสำเร็จแล้วพลเอกประยุทธ์มารับไม้ต่อ พวกนักรัฐศาสตร์ทั้งหลายก็ยังฟังไม่ขึ้น พลเอกประยุทธ์ยังจะบอกว่าผมขอยึดอำนาจซึ่งอาตมาก็บอกว่ามันไม่มีอำนาจให้ยึดแล้ว เพราะว่าคุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลไม่มีอำนาจอะไรเหลือแล้ว แม้แต่ในทางนิตินัยก็หลุดหมดแล้ว ไม่มีกำลังอะไรในมือเลย ก็เข้ามาทำเต็มอำนาจเลย ยากที่จะอธิบาย ตั้งแต่สมัครสมชายยิ่งลักษณ์ชินวัตร มันยังไม่หมด แต่เขาก็ยึดถือคำนี้บอกว่าประยุทธ์ไปยึดอำนาจเป็นพวกเผด็จการอำนาจทหาร ถือว่าทหารปฏิวัติ ที่จริงแล้วเป็นประชาชนปฏิวัติรัฐประหารมาตั้งหลายรัฐบาลแล้วตั้งแต่ทักษิณ สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ มีตัวขั้นเป็นอภิสิทธิ์ต้องยุบสภา ที่จริงเป็นเหตุปัจจัยที่จะช่วยกัน แต่ประชาชนปฏิวัติตั้งแต่สมัคร เขาก็อ้างว่าศาลตัดสินแพ้ สมชาย ยิ่งลักษณ์หมดจนกระทั่งทุกวันนี้ พอยิ่งลักษณ์จบแล้วรออยู่ตั้งนาน กว่าที่พลเอกประยุทธ์จะมาก็รออยู่ตั้งนาน พลเอกประยุทธ์รออยู่ตั้งแต่เราปฏิวัติสมัครก็ไม่มารับ เราปฏิวัติสมชายก็ไม่มารับ รอจนยิ่งลักษณ์จึงมารับ พ.ศ. 2557 แล้วก็ยังมีสภาพพวกนี้มันยังไม่หมดยังไม่งาม มันค่อยๆเจริญไป เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์การเมืองประชาธิปไตยจะมีพวกนี้บันทึกไว้เยอะ อย่างละเอียดลออ สรุปแล้วเรื่องประชาชนปฏิวัตินี้ เกิดในประเทศไทยด้วยความสงบและความจริง “ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไปไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ” ชนะด้วยความจริงชนะด้วยความสงบไม่มีอาวุธไม่รุนแรงไม่เคยทำร้ายใครซึ่งเป็นอำนาจของโลกุตระเป็นอำนาจของสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ มนุษย์เท่านั้นจะมีสำนึกนี้มนุษย์เท่านั้นจะมีปัญญาที่รู้ความและสยบต่อคุณธรรม ถ้าคนไทยไม่มีคุณธรรมทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะว่ามวลส่วนใหญ่ของคนไทยมีคุณธรรมจึงทำอย่างนี้ได้สำเร็จ

_คุณเดชา(ต่อ)...แต่ตอนที่เวทีผ่านฟ้า ทำไมไม่นั่งหลับตาพนมมือเหมือนตอนยุคอภิสิทธิ์กับผู้พันแต้มล่ะ? ก็ท่านรู้โดยจิตวิทยาว่า สถานการณ์วุ่นวาย,สับสน,หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ถ้าไปนั่งเช่นนั้นคงถูกบอมบ์สถานเดียว ไม่ตายก็ต้องมีบาดเจ็บแน่นอน สู้ลืมตาดูสถานการณ์ดีกว่า แล้วท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน