640224_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์33 KB
วันที่แก้ไข19 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

640224_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์ https://www.boonniyom.net/50088.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1GT5pY0mx7p-KOJ1wkuBoYo63Sq1RLBH2bJ1FG5uJosQ/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1bkV7XF0EwzltUu-amyckQa5dGDvO_skw/view?usp=sharing

และยูทูปที่ https://youtu.be/eStXewPQkVM

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำส่วนแห่งบุญให้เข้าสู่อาริยบุคคลตามลำดับ พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ปีชวด ก็เทศน์เปิดยุคบุญนิยมคาบนี้เป็นครั้งสุดท้ายคาบที่ 3 พรุ่งนี้ก็ตอบปัญหาแล้ว พวกเรานี้มีปัญหาน้อยลงๆ บรรลุกันขึ้นมาเรื่อยๆ วันมะรืนก็เป็นวันมาฆบูชา เปิดยุคบุญนิยม คำว่าบุญนี้ ก่อนก็ยังอธิบายคลุมเครือปนเปไปกับกุศลนานพอสมควร จนกระทั่งมาแยกชัดชี้ชัดออกให้เห็นจริงๆเลยว่า จริงๆแล้ว ความเสื่อมของศาสนาพุทธก็เพราะว่า เข้าใจคำว่า บุญ ไม่ได้ ไม่สัมมาทิฏฐิที่แท้จริง ก็เพราะว่ามีนัยยะสำคัญที่สำคัญมาก มันละเอียดลึกซึ้งซับซ้อน ที่แยกในนัยยะที่สำคัญ มันเป็นพลังงานที่ไม่ใช่สร้างแต่ความดี เป็นพลังงานตีกลับ ถ้าจะว่าไปแล้วทำงานเป็นความร้าย จะเรียกว่าชั่วก็ไม่ได้ ต้องเรียกว่ามันร้ายมันแรง มันร้ายตรงที่ว่ามันประหาร มันฆ่า มันทำลาย มันไม่ใช่ไปสร้าง ถ้าจะว่าสร้างมันก็ตีกลับ มันสร้างความเป็นคน มันสร้างสิ่งที่ประเสริฐสิ่งที่ดีงามอย่างแท้จริง ตรงเหตุเลยฆ่าเหตุตัวเหตุแท้ๆเลย คือกิเลส กิเลสมีหยาบ กลาง ละเอียด มีตั้งแต่มันทำอย่างหยาบคายรุนแรงโหด ทำอย่างไม่เข้าท่าเลย จัดการก่อนตามลำดับๆให้มันเพลาลง ก็จึงเรียกว่าได้ส่วนบุญ ได้เบาลงๆ มาตามลำดับ เรียกว่าได้ส่วนบุญ แต่มันก็ยังมีกิเลส กิเลสมันก็ยังไม่หมด กิเลสในบางส่วน ลดลงๆๆ แ

อ่านต่อ

ต่ละส่วนๆ จึงเรียกว่าส่วนบุญ ทีนี้คำว่า ได้ส่วนบุญ ภาษาไทยเหมือนของได้ มันก็หยาบๆง่ายๆว่าได้ แต่ที่จริงมันไม่ได้ มันได้ความสะอาด มันได้ความบริสุทธิ์ มันได้ความเจริญอย่างหนึ่ง เป็นความเจริญทางโลกุตระ อันนี้ก็เป็นภาวะซับซ้อน ความเจริญทางโลกีย์มันร่ำรวยลาภยศ เจริญคือร่ำรวยลาภยศ มีมากมายขึ้นมา ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข มันเข้ามาบำเรอ แต่นี่มันเอาออกๆ อ้าว มันก็เข้าใจยากซับซ้อน เพราะฉะนั้น ได้ส่วนบุญ ก็เรียกว่าเข้าใจคำว่า บุญ คือการกำจัดกิเลสออกเป็นส่วนๆ ถ้าจะเริ่มนับตั้งแต่บุคคล ก็เริ่มนับตั้งแต่ โสดาบัน มีบุญส่วนหนึ่ง ใน 4 ส่วน แบ่งกิเลสออกเป็น 4 ส่วน ส่วนที่ 1 หมดไปเป็นโสดาบัน นี่พูดกันอย่างตัดเลย ที่จริงมันจะเหลื่อมกัน ไม่ใช่ว่าตัด พั้วเลย แต่มันจะค่อยๆบางเบาลง อีกอันนึงก็ค่อยๆหมดลงด้วย สกิทาฯก็หมดไปด้วย โสดาบัน กิเลสบางลงๆ คุณภาพของจิตวิญญาณ คุณภาพความเจริญ คุณภาพของความประเสริฐ ของจิตวิญญาณดีขึ้นดีขึ้น ความประเสริฐดีขึ้น เจริญดีขึ้น ก็เข้าไปหาสกิทาฯ พอกิเลสมันหมดเขต 25 เปอร์เซ็นต์ มันก็ตัดเกรดของโสดาบันได้ เหลือแต่สกิทาคามี สกิทาคามีแต่ก่อนมันก็เหลื่อมกันอยู่ระหว่างโสดาบัน สกิทาคามีก็ค่อยๆหมดลงไปด้วย พอตัดเขตโสดาบัน สกิทาคามีแท้ๆ ก็เหลื่อมไปหาสกิทาฯ ก็เหลื่อมไปหาอนาคาฯ ความเป็นสกิทาคามีความเป็นประเสริฐสูงขึ้นๆ อนาคามีก็ได้สูงขึ้นด้วย พอตัดเขต 50% กิเลสของสกิทาคามีถือว่าหมด อนาคามีก็ยังมีเหลื่อมอยู่ สกิทาคามีก็ยังเหลื่อมอยู่กับอนาคามี จนกระทั่งหมด หมดอนาคามี เอาภพกามภพภายนอกมาเป็นเครื่องชี้วัดอันนี้ หมดกามภพภายนอก ไม่ต้องเดือดร้อนดิ้นรนอย่างหยาบ ไม่ต้องบำเรอทางนอกเลย ทางนอกขาดได้ ไม่มีเดือดร้อนไม่มีอะไรเลย ไอ้เดือดร้อนเป็นเรื่องของจิต มันก็เดือดร้อนภายใน แต่ไม่เป็นไร เรื่องภายนอกไม่ขาด ไม่ขาดสภาพภายนอก แต่อารมณ์ภายในนั้นมันก็เดือดร้อน เพราะมันยังไม่หมด ซึ่งอาการของจิต สภาพของธรรมะพวกนี้ เป็นสภาพธรรมะที่ยากมากๆเลย

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน มนสิการสังขารให้เข้าถึงฌานทั้ง 4 การปรุงแต่งหรือการทำใจในใจหรือการจัดการปรับปรุง จิตของเรา ทำใจในใจของเรา การกระทำที่เรียกว่า การ มนสิการ คำว่ามนสิ แปลว่าที่ใจ การคือ งานกระทำ บทบาทพฤติกรรม ทำที่ใจ มนสิการนี่แหละ โดยอีกคำหนึ่งก็คือ สังขาร ปรับปรุง ปรับแต่ง จัดการ อย่างยิ่ง เรียกว่า อภิสังขาร เพราะฉะนั้นปรับปรุงปรับแต่งอย่างยิ่งที่เป็นการสังขารปรับปรุง ปรับปรุงอย่างยิ่ง โดยการรู้จักกิเลส รู้หน้าตากิเลส จับตัวกิเลสถูกตัวถูกตน ไอ้คำว่า ถูกตัวถูกตนนี้แหละมันเป็นเครื่องตัดสินได้ยาก ที่ทางตักกะ บัญญัติทางที่เรียนรู้แต่ความหมายภาษาคำพูด เขาเข้าไม่ค่อยถึงสภาวะจริง อารมณ์ผิวเผิน อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ อารมณ์สนุกรื่นเริงบันเทิง ออกมาประกอบกับกายกรรม วจีกรรม ภายนอก มากมาย เขาเข้าใจได้ แต่พอมีแต่อาการใจ ทางพวกบัญญัติทางเรียนพยัญชนะภาษา เรียนคำพูดการกำหนดหมายแบบเหตุแบบผล เขาเข้าไม่ถึง อันนี้แหละยากมาก เข้าไม่ถึง ที่เข้าไม่ถึงเพราะรู้คำว่า กาย ไม่สมบูรณ์แบบ แล้วคำว่า กาย ก็ยิ่งเนียนใหญ่เลย แยกกันไม่ออกนะ คำว่า กายนี้มี 2 สภาพ ทั้งภายนอกภายใน ทั้งรูปทั้งนาม ทั้งดินน้ำไฟลม ประกอบกับอาการ อาการนี้เป็นตัวกลาง ประกอบกับจิตเชื่อมอาการอยู่ อาการเป็นตัวเชื่อมกายกับจิต จึงยากมากเลย คนที่จะเข้าใจสภาวะครบครัน เป็นสามเส้า เป็นเจ้าเป็นประธานแล้วก็มี 2 ภายนอกกับภายใน รูปกับนาม แล้วก็เป็นประธานจัดการกับพลังงานทางจิต แล้วก็พลังงานกาย หมดพลังงานกาย มากระทบ มันจะเป็นรูปร่าง เป็นพลังงานก็ได้ มากระทบ อย่างแสงเสียง เสียงมากระทบ แสงทางตากระทบรูปมากระทบ ข้างนอกจริงๆนี่คือแสงทางตากับเสียงทางหูข้างนอก ถ้ากลิ่นนี้เข้าไปครึ่งๆ ถ้าลิ้นนี้ต้องเข้าไปกระทบภายในเลย แล้ว 5 ทวารข้างนอกเรียกว่า โผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะ นี่ยากใหญ่เลย เพราะว่า โผฏฐัพพะ ต้องมีสัมผัส 5 ได้เสมอ จึงจะครบกาย แล้วกายก็จะต้องชัดเจน อ่านให้รู้ว่า อาการของจิตนะ กาย เน้นอาการของจิต กายนี่ เพราะฉะนั้นใน เล่ม 16 ข้อ 230 พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า กายนี้ ตถาคตเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ มันก็เลยยากมากเลย คนเข้าใจยากมาก ยากจนกระทั่งเสื่อมง่าย เพราะมันยาก แล้วคนก็เลยจับไม่ค่อยติด ละเอียด เสื่อมง่าย เสื่อมจนกระทั่ง กาย ไม่ได้หมายถึงจิตเลย กาย ไปหมายเอาแต่ข้างนอก กายไปหมายเอาแต่ดินน้ำไฟลมไปเลย นานเข้าจนสนิท ศาสนาก็เสื่อมไปเลยเพราะคำว่า กาย คำเดียว กายคำนี้ แถมคำว่า บุญ อีกคำเข้า เสร็จเลย ศาสนาพุทธเลยบอดมากว่า 2,500 ปี หมดเชื้อเลย อาตมาต้องใช้คำว่าหมดเชื้อ เชื้อโลกุตระหมด การจะอ่านตัวอาการกิเลส การจัดสร้างพลังงานอภิสังขาร สร้างพลังงานจิตให้เป็นฌาน พลังงานฌานคือการสร้างพลังงานให้เกิดไฟ ตั้งแต่คำว่าวิตกวิจาร ฌานที่ 1 ฌานที่ 1 มีวิตกวิจาร มีปีติ สุข ก็ยังไม่รู้สึกมากเพราะมันยังไม่สงบ ยังแรงอยู่ ยังจัดการอย่างเอาจริงเอาจัง ยังเข้มเคร่งอยู่ มันหนักหนาสาหัส มันจะเอาสุขที่ไหนมา ฌาน 1ฌาน 2 ท่านยังไม่ใช้คำว่าสุข อาการสุข จะเริ่มมีที่ ฌานที่ 3 อุเบกขาเรียกว่าสงบเริ่มที่ฌาน 3 ฌาน 1 ฌาน 2 ยังยากอยู่ ฌาน 3 ถือว่าสงบ การเข้มเคร่งลดลง ค่อยได้หายใจ ค่อยได้หายเหนื่อย ค่อยได้พักขึ้นมา อาการของฌาน นี่พอฌาน 4 ก็เริ่มหมดกิเลส อุเบกขา ถือว่าสะอาดจากกิเลส ก็หยุดที่จะทำงานล้าง ก็พักได้ กิเลสมันไม่กล้ามาทำงานได้เรื่อยๆ ก็สั่งสม ตกผลึกสะอาด ได้จิตอุเบกขาคือจิตสะอาด อาตมาอธิบายคำว่า ไม่ทุกข์ไม่สุข กับ อุเบกขา มีนัยยะต่างกัน อย่างมีนัยยะสำคัญต่างกันอย่างละเอียด ทีนี้ทางโลกเขาแยกไม่ออก ก็ใช้แทนกันเลย ไม่สุขไม่ทุกข์ อาการสุขเขาก็หยาบ อาการทุกข์เขาก็หยาบ ทีนี้สุขที่ละเอียดเข้าไปเขาอ่านไม่ออกแล้วปนเปกันแยกไม่ได้มันก็เลยไปไม่ออก เขาก็ทำฌานไม่ได้ โดยเฉพาะเขาเป็นนักสะกดจิตอยู่ภายใน ไม่มีอาการนอกที่แรงเขาก็เลยไม่รู้ว่า มันจะมีตัวเปรียบเทียบที่ต่างกัน แรง แต่นี่ไม่มี กับเบา นี่ไม่มีแล้ว ข้างนอกนี้มันแรงแต่ข้างในมันไม่มีแล้ว แต่นี่มันไม่มีการเปรียบเทียบเลยไม่กระทบตาหูจมูกลิ้นกายนั่งหลับตาก็เลยไม่เข้าใจรายละเอียด มันก็ไม่รู้ได้ ก็ซวย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก อาตมาถึงบอกว่าคุณไม่ต้องไปหลับตาเลย ไม่ต้องไปปฏิบัติธรรมหลับตาปฏิบัติ ทำ อปันกปฏิปทา 3 ให้ครบ แล้วอ่านให้ชัดเจน ให้รู้ตัวตนของอาการที่มันเรียกว่ากิเลสกาม กิเลสปฏิฆะ กิเลสโกรธให้ชัด เมื่อกระทบแล้ว หรือเมื่อจิตเริ่มดำริ เมื่อกระทบแล้ว เกิดจิตตักกะ วิตักกะ ตักกะ การดำริ เริ่มอาการของจิต กระทบสัมผัสแล้วเกิดสภาวะขึ้นมา ถ้าไม่กระทบสัมผัสกัน สภาวะของจิตคุณก็เอาของเก่ามาคิด หนึ่ง มันไม่จริง ของมันเลิกไปแล้วพักไปแล้วไม่มีปัจจุบัน กับอดีต ศาสนาพุทธถึงละเอียดตรงที่ อดีตก็ไม่เอา ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยิ่งอนาคตเป็นของเพ้อเจ้อ ของเพ้อฝันเลอะเทอะ อดีต ท่านก็บอกว่า มันเกิดจากเหตุ อาศัยขันธ์เก่าระลึก 18 อย่าง อาศัยขันธ์ใหม่ ระลึกอนาคตอีก 44 อาตมาก็ยังไม่แจกแจงทิฏฐิ 62 เอาไว้ก่อน ลักษณะการหลับตาก็มีแต่อดีตกับอนาคต สิ่งที่เป็นจริงๆๆ มีในปัจจุบันเท่านั้น คำว่าปัจจุบันก็ยากมาก ที่อาตมาพยายามขยายความว่า ปัจจุบันเป็นตัวสัจจะที่แท้จริง ไม่มีปัจจุบันไม่ถือว่าสัจจะ ไม่มีแสงสว่าง ตาไม่ลืม หูไม่เปิดรับ จมูก ลิ้น กายสัมผัสไม่เปิดรับความรู้สึก ไม่ถือว่าเป็นสัจจะ สัจจะต้องครบภายนอกภายในทำงานร่วมกันอยู่ มีการสัมผัสสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นอธิบายไปละเอียดแล้วถึงตัดเรื่องหลับตาทิ้งได้เลย ว่า เสียเวลา คุณทำทวนไปทวนมาเสียเวลาเปล่าๆ คุณทำภายในอาจจะมีกิเลสบางส่วน อาสวะบางส่วน จัดการไปได้นานมากจนกระทั่งสลายไปโดย ชรตาก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ว่ามันละเอียดเกินไปแล้วมันก็ไม่รู้ชัดเพราะตัวธาตุรู้ที่จะรู้ลักษณะความละเอียด มันเป็นอย่างไร มุมเหลี่ยมมิติต่างๆ มันไม่รู้ มันอ่านอาการกระดุกกระดิก อาการเคลื่อนไหวข้างในมันยาก ปัญญาธาตุรู้แท้ๆที่มันจะสามารถรู้ได้แท้ๆเลย มันจึงไม่โตพอ ปัญญามันไม่โต ปัญญามันไม่ครบเครื่อง ปัญญามันไม่เต็มรูป มันมีแต่สัญญา มันไม่ใช่ปัญญา หรือไม่มันก็มีแต่ อัญญา มันไม่ใช่ปัญญา มันรู้ไม่ได้ ถ้ามันจะรู้ รู้ได้อย่างเก่งก็แค่ จัญญา จัญญา มันรู้ได้แค่ความรู้ มันก็ไม่สว่าง เพราะไม่มีแสงสว่างไม่มี อาโลก มันไม่ครบ จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก ซึ่งเป็นกระบวนการองค์ประกอบของการรู้ที่เรียกว่า ปัญญา ที่เรียกว่า ความรู้ต่างจาก เฉโก เพราะฉะนั้นในคำว่ารู้ เฉโกก็ดี ปัญญาก็ดี ญาณก็ดี วิชชาก็ดี เฉโก กับตัวปัญญา ปัญญาเป็นตัวต้นของความรู้แบบโลกุตระ ที่มีความรู้ อัญญธาตุ ธาตุทวนกระแสโลกีย์ที่เรียกว่า อัญญธาตุ ที่เริ่มนับเป็นความรู้ความเข้าใจในลักษณะโลกุตระ ปัญญาเป็นตัวรู้สูงกว่า อัญญา อัญญะเป็นเอกพจน์ อัญญาเป็นพหูพจน์ ปัญญาก็เป็นตัวรู้โลกุตระตัวแรก แล้วจึงไปเป็น ญาณ แล้วจึงไปครบคำว่า วิชชา เพราะฉะนั้น ปุญญาภิสังขาร คำว่า การปรับปรุง การสร้างสังขารที่ยิ่งใหญ่ การปรุงแต่งของมันเป็นโลกโลกียะ สังขารก็เป็นสังขารธรรมดาของอวิชชา อวิชชาสังขารปรุงแต่งเป็นอย่างโลกๆไปจนเจริญสูงสุดได้ถึงขั้นเป็นพระศาสดา องค์ใดองค์หนึ่ง ของเทวนิยม ที่มันไม่ใช่โลกุตระเลย มันเป็นโลกีย์ เก่งยอดได้ แต่ไม่ออกมานอกกรอบของโลกียะ มันไม่ทวนกระแส มันวนอยู่ในโลกเก่า ความรู้อันนี้เป็นความรู้ที่ไม่ง่าย อาตมาว่าถ้าอาตมาไม่นำมาพูด แยกไม่ออก ไม่เข้าใจกันหรอก ก็จะสูญไปเลยจากศาสนาพุทธ ความรู้อันนี้มันไม่มีแล้ว อาตมาถึงบอกว่าอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ออกมาพูดเรื่องนี้ พูดเรื่องคำว่า บุญ คำว่า กาย แล้วก็เข้าไปถึงคำว่า ฌาน คำว่าสมาธิ 4 คำนี่แหละ คำว่าบุญ คำว่ากาย คำว่าฌาน คำว่าสมาธิ ซึ่งใช้ร่วมกันอยู่ในภาษาธรรมะทั้งเทวนิยมและก็ อเทวนิยมใช้ร่วมกัน แต่เทวนิยมใช้เป็นอีกฝั่งนึงเลย ส่วนอเทวนิยมของพระพุทธเจ้า รู้ทั้ง 2 ส่วน อีกส่วนหนึ่งมันเลิกส่วนโลกียะ เลิกมาเรื่อยๆ ค่อยๆเลิกมาจนกระทั่งหมดสิ้น เป็นคนละโลกเลย ดาวคนละดวงเลย เป็นชาวต่างดาวไปเลย พอเป็นชาวต่างดาวกันบริบูรณ์ มันก็พูดกันไม่รู้เรื่องเลย พูดกันคนละภาษาเลยไม่เป็นภาษาร่วมกันเลย คนละเรื่อง มันก็เลยกลายเป็นคนละโลก ทะเลาะกันเลย ทีนี้ อาตมาเป็นมนุษย์ต่างดาวมา มาคนเดียว ลงมาในโลกนี้ มันก็เลยโอ้โห เขาก็เลยเอาใหญ่เลย บอกว่า ไม่เหมือนชาวโลกเขานี่ อาตมาก็บอกว่าใช่ อาตมาว่า ไม่ใช่ชาวโลกนี้หรอกอาตมาเป็นชาวโลกโลกุตระโลกที่พระพุทธเจ้าท่านอยู่ ซึ่งเป็นชมพูทวีป อันนี้มันเป็น กาฬทวีป ทวีปมืดทวีปดำ ทวีปที่ไม่มีแสงสว่าง ทวีปชัดๆก็คือ ทวีปตาบอด ทวีปคนตาบอด มีประสาทรับรู้บ้างคนตาบอด แต่มันเป็นตัวสำคัญเลยเรื่องแสงสว่างเรื่องภาพทางประสาทตา ยิ่งใหญ่กว่ารู้อะไรมากกว่าเพื่อนเลยรู้ได้ครบกว่าทางนอกนะ ทางทวาร 5 ตานี้เป็นเอกเลย นอกนั้นมันก็ จะเป็นเรื่องของจมูก ลิ้น ลิ้นนี่ยิ่งในไปอีก หูก็รองมา จมูกก็รองลงมา พอโผฏฐัพพะ กระจายไปเลย ก็เลยรู้ยากกว่าเพื่อน โผฏฐัพพะ รู้มากกว่าเพื่อนเลยจนจับไม่ติดได้ง่ายๆ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พ่อครูเป็นไก่ตัวพี่ที่แทงหอกทะลุศีล สมาธิ ปัญญา ได้ในยุคนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักคำว่า กาย ไม่รู้จักคำว่าบุญ อย่างถูกต้อง ฌานก็ดี สมาธิก็ดี จึงต่างกันไปเลย เพราะคำว่ากาย คำว่าบุญ 2 คำนี้เข้าใจไปคนละทาง การกำหนดรู้ด้วยสัญญา การรู้ความหมายก็เรียกว่ากำหนดหมาย ก็ธาตุสัญญานี้แหละต้องกำหนด หมายรู้ สำคัญมั่นหมาย พยายามเอาภาษาไทยมาเรียกสภาวะของธรรมะโลกุตระ อย่างคำภาษาบาลีมาเป็นคำๆเลย แต่ของไทยมันไม่มี มันก็เลยต้องขยายความ ก็เลยมีหลายพยางค์หลายคำ เพราะฉะนั้นเมื่อความผิดเพี้ยนในความหมายคำว่ากาย ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้น เป็นตัวหมายถึงสภาพ 2 สภาพ ภายนอก-ภายใน สภาพธาตุคู่ ซึ่งมีภาษาคำว่า เทวะ เป็นคำกลาง หมายถึงธาตุวิญญาณ ธาตุวิญญาณ พระพุทธเจ้าก็มาแยกว่า วิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่เขาหลงผิดกัน พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วจะมาเปิดเผยความจริง วิญญาณยิ่งใหญ่ วิญญาณพระเจ้า เขาจึงใช้พยัญชนะมาร่วม มากินรวบ มาตีกินว่า เป็นพระเจ้า แล้วก็อธิบายลักษณะพระเจ้าเป็นเผด็จการไปเลย เป็นเจ้าของอัตตา เป็นใหญ่ในอัตตา เป็นเจ้าของอัตตา มีสิทธิในทุกอัตตาของสัตว์โลก มนุษยชาติ เป็นเจ้าของหมดเลย จะเป็นอย่างไรนี้อยู่ในอาณัติของพระเจ้าหมด นั่นคือ โลกไหนๆ ก็จะเกิดความเห็น 2 อย่างนี่แหละ ความเห็นของเทวะก็เป็นความเห็นของโลกีย์ธรรมดา เมื่อไหร่เมื่อไหร่เกิดมาในมนุษย์ มนุษย์ก็จะเห็นอยู่แค่นั้น มีพระพุทธเจ้าเป็นไก่ตัวพี่เจาะกระเปาะออกมาได้ก่อนเพื่อน ก่อนชาวศาสดาโลกียะทั้งหมดเลย พระพุทธเจ้าเจาะออกมาได้องค์เดียว เป็นไก่ตัวพี่ คำว่า เป็นไก่ตัวพี่ ของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าท่านเป็นเจ้าของไข่ เจ้าของไก่ ออกมาจากไข่ไข่ออกมาจากกะลาครอบ ออกมาจากกะลาโลก ท่านไม่ยึดว่าท่านเป็นเจ้าของ เหมือนพระเจ้ายึดเป็นเจ้าของ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ยึดเป็นเจ้าของ มันก็ตรงกันข้ามแล้วคนละโลกแล้ว พระเจ้านั้นยึดเป็นเจ้าของอย่างเด็ดเดี่ยวเลย แต่พระพุทธเจ้านั้นไม่ยึดเป็นเจ้าของเด็ดเดี่ยวเหมือนกัน เห็นไหมมันมีความต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะฉะนั้นใครๆอย่าออกนอกรีตพระพุทธเจ้าเป็นลูกนอกคอกนะ อย่าไปยึดว่าเรา ของเรา ไม่มีอะไรเป็นเรา ของเราหรอก คนอื่นมีสิทธิ์ แต่เขายังไม่ได้เราก็สงสารเขาช่วยเขา เขาอยู่ในฐานะรับได้ก็เอา ผู้ใดรับไม่ได้ก็จะรู้ฐานะของเขา เขายังไม่อยู่ในฐานะที่จะรับได้ ให้อย่างไรก็รับไม่ได้หรอก จอกน้ำมีจอกแค่นี้ แล้วก็มีน้ำเต็มด้วย ใส่เข้าไปยังไงน้ำก็ล้นออกหมด จะรับเข้าไปมากกว่านั้นไม่ได้หรือจะไม่เข้า เหมือนกับหอกแทงเข้าไปแทงด้วยหอก100 เล่มเช้าแทงก็ไม่เข้า มันชัดกว่าจอกน้ำ เอาน้ำเทใส่เข้าไป เทมันก็ต้องเข้าไปบ้าง น้ำ มันไหลออก ไม่รู้ว่าน้ำมันไหลมันไหล มันก็น่าจะเข้าบ้าง เป็นของเปรียบเทียบที่มันก็ไม่มีเหมือนกัน เอาน้ำเทใส่จอกน้ำ มันน่าจะเข้าไปได้ แต่ไอ้นี่เอาหอกแทงสัตว์ตัวนี้ ที่จริงก็คือโจรไม่ใช่สัตว์หรอก เป็นคนนี่แหละ เป็นโจรฆ่าศาสนาทำลายศาสนา พระพุทธเจ้าไม่ชี้ให้ชัดรับให้ชัดเท่านั้นแหละ อาตมาชี้ชัด โดยเฉพาะชาวพุทธด้วยกันเป็นโจรนี่แหละ แทงหอกหักเลย แทงเข้าไปหอกพังหมดเลยหอกหักแทงไม่เข้า พระราชาเจอตอนกลางวันถามอีกว่า ฆ่าโจรตายหรือยัง ก็บอกว่ายังไม่ตาย ก็บอกว่าเอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มอีก แทงหอกเล่มที่ 1 2 3 4 5 เล่มที่ 8 ก็เมื่อยแล้ว คนแทงจะไปมีกำลังอะไรมากมาย แค่พูดยังเมื่อยแล้ว 100 เล่มหักหมด ต้องยอมแพ้ แต่อาตมาไม่ยอมแพ้ เพราะสงสารเขา มันน่าจะได้คนที่จะต้องหนักๆสักวัน ถูกแทง สามร้อยเล่ม พระพุทธเจ้าท่านตั้งสังขยาเลขไว้แค่ 300 เล่ม อาตมาว่าอาตมาแทงไปหมด 900 เล่มแล้วนะ 50 ปี ไม่ใช่แทงอะไรมากหรอก แทงประเด็นว่า เลิกหลับตา มาลืมตาศึกษาจรณะ 15 มาเรียนรู้ศีล สมาธิ ปัญญา นี่ ให้เข้าใจเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ให้สัมมาทิฏฐิ ให้ถูกต้อง ที่คุณเรียนกันมันไม่ถูกต้อง มันไม่เข้าหลักเกณฑ์ของจรณะ 15 วิชชา 8 ศีล เป็น 1 จรณะอีกตั้งแต่ ข้อ 2 ไป ยันข้อ 15 นี่คือจิต อธิจิต อีก 8 เป็นวิชชา ซึ่ง วิชชาเป็นยาดำ ปัญญาเป็นยาดำ ผสม มีมาร่วมตั้งแต่ศีล ศีลต้องมีปัญญาไม่มีปัญญาไม่ได้ต้องมีปัญญาร่วมเสมอ ปฏิบัติศีล ต้องมีธาตุรู้ร่วมไปด้วย ควบคุมศีล จัดการกับศีล ศีลข้อที่ 1 เป็นข้อกำหนดหมายเรื่องราว กรอบขอบเขตและเรื่องราวพฤติกรรมต่างๆ เรียนรู้รูปนาม จัดการกับวิญญาณที่เลือกวิญญาณผีออกมา วิญญาณซาตานวิญญาณมารออกมาให้ชัดซึ่งเป็นกิเลสนั่นเอง แล้วจัดการ แล้ว การจัดการของพระพุทธเจ้าก็ไม่รุนแรงด้วย จัดการอย่างผู้ดี จัดการอย่างให้รู้สึก ให้เข้าใจ ให้รู้ตัว ว่าตัวเองเป็นผีนะ ตัวเองเป็นตัวไม่มีตัวตน ตัวเองเป็นมายา ตัวเองเป็นผีหลอก เป็นลักษณะมาหลอก มาเท็จ มันไม่มีจริงมันไม่มีตัวจริงมันเป็นอนัตตา เอ็งน่ะ มันไม่ใช่ตัวอนัตตาพิสูจน์ได้ เป็นพลังงานก็เป็นพลังงานที่เก๊ ที่สลายได้ ไม่ใช่พลังงานนิรันดร พังสลายพลังงานได้หมดเลยเป็นชิ้นๆได้หมดเลย พูดถึงตรงนี้แล้วอาตมาก็นึกถึงรถแทรกเตอร์ D10 เขาแยกชิ้นมาเป็นชิ้นๆใหญ่เลย อาตมาไปดูแล้ว พูดตรงๆแล้วมันจะเอาใส่ครกไหมนี่ อาตมาก็ว่า..โอย แต่อาตมาก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ มันทำไม่สำเร็จก็ต้องยอม มันวิบากเรานะ ลุ้นในใจลึกๆนะ ไม่ได้ดูถูกนะ แต่อยากให้เก่งน่ะ ไม่ใช่จะดูถูกหรอก ก็รู้ดีนะ อย่างน้อยก็ได้ศึกษาฝึกฝน แต่น่าจะสำเร็จ เพราะมันชิ้นใหญ่ไม่ละเอียดเหมือนนามธรรม มันน่าจะรู้ อย่างไรอย่างไรวัตถุมันก็ไม่ได้ละเอียดเท่านามธรรม ลุ้นๆอยู่นี่ ก็ไม่ได้ลงโทษไม่ว่า แต่มันดี อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็ได้เรียนรู้ฝึกปรือลงทุนไป หากเรียนรู้สำเร็จก็จบวิชา พวกเรามีช่างที่ทำเรียนจบอันนี้ด้วยหรือเปล่า มีไหม?... มีคนไปทำมี ผ่านฟ้า เก้า ตั๊ก กอและ ต้อม เขียว เป็นต้น

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน บุญใช้ดับสิ้นอาสวะ ไม่ใช้ดับอนุสัย สรุปแล้วปุญญะ เป็นตัวชัดเจนว่าเป็นพลังงานที่ต่อจาก ฌาน เปลี่ยนตัวจบของฌาน เหมือนคำว่า พละหรือผล อินทรีย์คือพลังงานที่สะสมไปเรื่อยๆ อินทรีย์ 5 พละ 5 พละ 5 คือตัวจบของผล อินทรีย์คือ 1 2 3 4 ไปถึง 5 ฌานก็เหมือนกัน ฌาน 1 2 3 4 มาถึงตัวผลก็เป็นบุญ จะเรียกว่า 5 หรือไม่เรียก 5 ก็ได้แต่เขาไม่เรียก 5 เขาเรียกว่าบุญจบไปเลย ไม่เรียก 5 เพราะตัวจบคำว่าบุญนี้เมื่อถึงเป็นคำว่าบุญมันหายไปเลย มันจบไปเลย มันมีแต่จิตสะอาด ตัวจิตสะอาดเท่านั้นสิ้นอาสวะ ก็ไปเรียกปริสุทธา ไปเรียกว่าบริสุทธิ์รอบ สุทธะ สุทธา สุทธิ ปริสุทธา บริสุทธิ์สะอาดรอบกิเลสตายหมดก็สั่งสมตัวที่หมดอาสวะหมดกิเลสสิ้น ตัวสิ้นอาสวะนั้น ตัวจิตที่สะอาดจากอาสวะนั้นมันตกผลึก ไม่ใช่เอาจิตอะไรที่ยังไม่สะอาดมาสั่งสมด้วย ไม่ใช่เด็ดขาด อันนี้แหละเป็นตัวโลกุตระซึ่งสำคัญมากตัวอุเบกขา มันหมดสุขหมดทุกข์แล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นพยัญชนะ อุเบกขาเป็นพยัญชนะที่บอกตัวจบ ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์ยังนับเป็นโลกีย์ แต่อุเบกขานับเป็นโลกุตระแท้ๆ ถ้าแยกสองตัวนี้ ไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขมสุขกับอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์นี้ ฟังภาษาก็แทนสภาวะของโลกีย์ ไม่สุขไม่ทุกข์ๆ แต่อุเบกขานี้ ถ้าคนโลกโลกุตระจริงๆ ไม่รู้จักโลกียะเลย อะไรไม่สุขไม่ทุกข์ สุขคืออะไร ทุกข์คืออะไร คือโลกโลกุตระจะพูดไม่รู้เรื่องกับโลกโลกียะเลย ถ้าเป็นโลกุตระที่เด็กๆไม่เดียงสา อะไรไม่สุขไม่ทุกข์ จะไม่รู้เรื่องเพราะแกอยู่อุเบกขา เด็กโลกุตระเขามีอุเบกขาแล้ว อะไรไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่รู้ภาษา เพราะฉะนั้นภาษาของโลกียะเอามาใช้กับโลกุตระ ถ้าชาวโลกุตระไม่รู้ภาษาของโลกีย์ก็เหมือนเด็กๆไม่รู้ภาษาพูดอย่างที่บอกเมื่อกี้ ไม่สุขไม่ทุกข์อะไร? เขาไม่รู้เรื่อง ผู้ใหญ่ก็อธิบายให้ฟัง อุเบกขาไงลูก เขาก็ว่าอุเบกขาเป็นยังไง เด็กก็จะงง แต่จริงๆแล้วโลกุตระรู้ต้องรู้ทั้งสองอย่าง แยกกันไม่ได้ เหมือนกาย ทั้งภาษาโลกีย์ภาษาโลกุตระ ทั้งสภาวะโลกีย์สภาวะโลกุตระต้องรู้ทั้ง 2 อย่าง ถ้ายังไม่รู้ทั้ง 2 อย่างก็ยังเว้าๆแหว่งๆ ยังพูดกันไม่รู้เรื่อง พอปุญญะนี่มาลงตรงนี้ จบตรงนี้สั้นๆก่อนก็แล้วกัน ปุญญะ จบพลังงานฌานแล้วมาจบที่ปุญญะ เสร็จหน้าที่ คำว่าปุญญะ หมดหายไป พยัญชนะ คำว่าปุญญะพอจบกิจ ทำให้อาสวะสิ้น คำว่าอาสวะสิ้นเท่านั้น เป็นหน้าที่ของบุญ ส่วนอนุสัย ไม่ต้องเกี่ยวกับบุญ ไม่ต้องเอาบุญมาพูดกับอนุสัย เพราะฉะนั้นคำว่าอนุสัยนั้น ก็เข้าใจเป็นคนโลกีย์ ไม่เป็นคนโลกุตระก็เข้าใจคำว่าอนุสัยเหมือนกับอาสวะ ก็พยัญชนะสองตัว มันจะเหมือนกันได้อย่างไร

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สายศรัทธาจะบรรลุต้องหาสัตบุรุษเพื่อให้เกิดความละอายอย่างแรงกล้า จัดหมวดอาสวะก็เข้าไปในสังโยชน์ 10 ส่วนจัดหมวดอนุสัยก็เป็นอนุสัย 7 สภาวะภายในที่มันจะเป็นลำดับก็ต่างกัน อนุสัย 7 กับอาสวะ 10 ไม่เหมือนกัน แม้แต่ 3 อาสวะแรก สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ของอาสวะมี แต่อนุสัยไม่ต้องเพราะในอนุสัยมี 3 อย่างนี้แล้ว สภาพของผู้อุภโตภาควิมุติ สายปัญญา ธัมมานุสารี จะรู้จักเรื่องอนุสัย แต่สายสัทธานุสารี ยากที่จะรู้จักอนุสัย ต้องเริ่มจาก สัทธาวิมุติ ไปทิฏฐิปัตตะ จนกว่าจะมีญาณมีปัญญา ถึงขั้นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิที่บริบูรณ์จึงจะสามารถเต็มทิฏฐิปัตตะ ทิฏฐิปัตตะ จึงจะสามารถทำอาสวะสิ้นได้ ก่อนสัทธาวิมุติ นี่ไล่ บุคคล 7 สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ ซึ่งทิฏฐิปัตตะเป็นอันที่ 4 ออกมานอกสามเส้า สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ นี่อยู่ในกรอบโลกียะ สัทธาวิมุติ จะเรียกว่าเป็นโลกุตระก็ยังไม่ได้ ต้องหลุดพ้นออกจากกรอบมาเป็น ทิฏฐิปัตตะ จะเริ่มรู้จัก กาย บุญ รู้จักกายกลิ แล้วจะไปรู้จักจิตกลิ จะไปรู้จักจิตกลิก่อนไม่ได้ ต้องรู้ทีหลัง ทิฏฐิปัตตะ จึงจะมีคำว่ากายสมบูรณ์รู้จักคำว่ากายได้ดี พ้นกาย พ้นสักกายทิฏฐิ รู้จักกาย รู้จักตัวเอง เรียนรู้จิตเจตสิก รูป นิพพาน ของตัวเองโดยเฉพาะจิตเจตสิกแยกออกเป็น 2 ได้ แยกกิเลสกับตัวสะอาดได้ แล้วก็จัดการทำลาย จึงสามารถทำให้เกิด กาย ดับ ไม่มีอาการกาย มีแต่จิตสะอาดขึ้นๆ แม้กระทบกับกายภายนอกจิตก็สะอาดได้ จึงมีกาย จากทิฏฐิปัตตะ จึงไปถึงกายสักขี ตัวกายสักขี จะเห็นว่ามีทั้งภายนอกภายใน เป็นพยานหลักฐานยืนยันได้ต่อคนทั้งมวล เพราะออกมาชัดเจน ถ้าทิฏฐิปัตตะ ไม่ปฏิบัติภายนอกคุณอยู่แต่ภายใน มันก็ไม่ได้อะไร พวกหลับตามีแต่หลับตามันปิดประตู มันไม่มีโอกาสที่จะออกมาทิฏฐิปัตตะอะไรเลย คุณต้องออกมาภายนอกมาทำกายให้สัมมาทิฏฐิ กายของคุณ สักกะของคุณเอง กาย ก็คือภายนอกภายใน นี่หอกหักไปอีก 600 เล่มแล้วนะ เมื่อไหร่จะออกจากความดักดานตรงนี้ ผู้ที่หลับตาทั้งหลายแหล่ ถ้าเผื่อว่าผู้ที่ทางหลับตา ฟังอาตมาแล้วสะดุดตรงนี้แล้วหยุดหลับตาแล้วมาสนใจ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่าไปหลับตา มาลืมตา ปฏิบัติ อปันกปฏิปทา 3 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ออกมารับภายนอกเริ่มเลย มาผัสสะ มีผัสสะ เป็นปัจจัยแล้วค่อยมนสิการ คุณมัวแต่ไปนั่งหลับตาเมื่อไหร่มันจะคล่องแคล่ว เมื่อไหร่มันจะชำนาญ เมื่อไหร่มันจะรู้ดี ออกมาเสียทีสิ มาเรียนรู้ตามลำดับศีล สมาธิ ปัญญานี่ เมื่อมาเรียนก็มาเรียนสิ่งที่ใกล้ตัวก่อน อาหารที่กินทุกวัน ทางภาคเหนือเป็นพระภิกษุก็ล่อ 3 มื้อเลย ภาคกลาง ภาคอีสานนี่เขาก็กินมื้อเดียว พระมื้อเดียวภาคอีสานมีเยอะ ส่วนทางภาคเหนือ พระล่อ 3 มื้อมีเยอะใช่ไหม ขออภัยที่พูดแรง อาหาร โภชเนมัตตัญญุตาคำข้าว กวฬิงการาหาร มาเรียนรู้ให้ครบอาหาร 4 มีผัสสะกับอาหาร แล้วก็พยายามมีผัสสะแล้วอ่านจิตเจตสิกตัวเอง มันมีอาหารมีเครื่องอาศัย อ่านแยกแยะให้ออกว่า อันนี้ชอบอยู่นะ อันนี้ไม่ชอบนะ ก็ดู มันจะมีปฏิกิริยาพวกนี้ของเรานี่แหละมัน ส่อ อาการภายนอกภายในให้ชัดเจนมาเรียนรู้ตรงนี้ แล้วหยั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน