21กพ26 เรือชีวิต อ.หญิง สัมภาษณ์ชาวอโศกไว้.docx
เนื้อหาในไฟล์
เรือชีวิต – ฆวาลา
คำขอบคุณ แด่แม่ผู้ยิ่งใหญ่ ขอบคุณแม่ที่เห็นเรื่องทุกข์ของคนอื่นเป็นเรื่องของตัว ทำให้หนูได้รู้จักการเอาภาระในความทุกข์ของผู้อื่น ขอบคุณแม่ที่ไม่เคยดูถูกคน ทำให้หนูได้รู้จักการเคารพในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ขอบคุณแม่ที่ไม่ผูกใจเจ็บคนที่ร้ายกับเรา ทำให้หนูมีหัวใจที่อิสระ ขอบคุณแม่ที่ไม่เคยบังคับให้หนูเป็นอย่างที่แม่ต้องการ ทำให้หนูเติบโตอย่างแข็งแรง และเป็นตัวของตัวเอง ขอบคุณแม่ที่รักหนูจนหมดหัวใจ ทำให้หนูรู้จักรักคนอื่นเป็นเช่นกัน
แด่พ่อผู้เป็นความภาคภูมิใจ ขอบคุณพ่อที่สอนให้มีระเบียบ ทำให้หนูรู้จักคำว่า “สะอาด” ขอบคุณพ่อที่สอนให้ใช้เวลาอย่างมีความหมาย ทำให้หนูรู้จักคำว่า “ขยัน” ขอบคุณพ่อที่สอนให้หนูรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ ทำให้หนูรู้จักคำว่า “ประหยัด” ขอบคุณพ่อที่รักแต่แม่คนเดียว มิเสื่อมคลาย ทำให้หนูรู้จักคำว่า “ซื่อสัตย์” ขอบคุณพ่อที่ดูแลปู่ย่าของหนูตลอดมา ทำให้หนูรู้จักคำว่า “กตัญญู” ขอบคุณพ่อที่คิดถึงผู้อื่นก่อนตนเอง ทำให้หนูได้เห็นตัวอย่างที่แท้จริงของ “การเสียสละ”
หญิง
คำนำ ขณะเป็นอาจารย์สาขาวิชาภาษาสเปน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเวลา 25 ปี (พ.ศ.2527-2552) ฉันได้เป็นกรรมการหน่วยจุฬาชนบท ที่ให้โอกาสเด็กเรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ เข้าศึกษาต่อ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งได้ทำงานกับองค์กรทางพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาที่ส่งเสริมให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนในชนบท การทำงานนี้ทำให้ฉันได้มีประสบการณ์มาเป็นเวลานับสิบๆ ปีในการเยี่ยมบ้านนักเรียนที่ขอรับทุน ในแทบทุกจังหวัดของประเทศไทย ครั้งหนึ่ง “ปุ๊” รุ่นน้องอักษรศาสตร์ ที่ทำงานอยู่นิตยสารพลอยแกมเพชรในขณะนั้น ได้ฟังเรื่องราวชีวิตของเด็กๆ และผู้คนที่ฉันได้พบเ
อ่านต่อ
จอ ปุ๊ถามฉันว่าทำไมไม่เขียนเรื่องเหล่านี้มาลงในนิตยสารพลอยแกมเพชร ฉันก็ได้แต่สงสัยว่า แล้วใครจะอยากอ่านเรื่องราวอันแสนรันทดเหล่านี้กันเล่า ปุ๊ชวนให้ลองเขียนดูสัก 3-4 เรื่อง แล้วจะส่งให้พี่ชาลี บก.นิตยสาร พิจารณา แล้วฉันก็ได้เล่าเรื่องจริงยิ่งกว่านิยายที่ฉันประสบมาลงในคอลัมน์ “เรือชีวิต” ถึง 75 ตอน ต้องขอบคุณปุ๊ ผู้แนะนำและพี่ชาลี ผู้ให้โอกาส รวมทั้งขอบคุณ ยี เพื่อนสถาปนิกผู้ยินดีและเต็มใจออกแบบรูปประกอบและทำอาร์ตเวิร์กให้หนังสือเล่มนี้ แม้ยีจะอยากวางมือแล้วก็ตาม ฉันคัดเรื่องที่เคยลงคอลัมน์ดังกล่าวออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อทำหนังสือเล่มนี้ มอบให้เด็กๆ รุ่นใหม่ที่ยังขอทุนสนับสนุนด้านการศึกษาที่ฉันยังคงพบเจอ เผื่อว่าบางทีเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้อาจจะส่งขวัญและกำลังใจ รวมทั้งเป็นแนวทางให้พวกเขาสู้ต่อไปจนกว่าจะถึงฝั่งฝัน
รัศมี กฤษณมิษ (หญิง)
สารบัญ 1 มองอย่างหมวย 2 “บัวพร” ผู้ได้รับพรอันประเสริฐ 3 ยิ้มของแม่ 4 สว่างกาย สว่างใจ 5 เด็กสาวกับหน้าต่าง 6 หูเปิด เมื่อใจพร้อม 7 เห็นทุกข์ 8 คนขี้เหงา 9 พบทู 10 ไปบ้านทู 11 เที่ยวบ้านทู 12 คิดได้เมื่อสาย 13 ย้อนกรรม 14 อาทิตย์สีทอง 15 มีกำลังใจ 16 สาวทรหด 17 ตัดผมเรียน 18 เพียงรู้ว่าเขาไม่มี 19 โลกอบาย 20 ลงมือก่อนสาย 21 เพียงก้าวต่อไป 22 แลกด้วยชีวิต 23 เพราะรักเรียน 24 มองบวกอย่างไม่ละลด 25 เมื่อชีวิตมีทางออก 26 ตื่นเพราะพ่อจาก 27 สองชีวิต 28 หน่อชิพอ 29 **เสียงเล่าถึงแม่ 30 แจ้งแก่ใจ 31 พ่อสอนได้ 32 ฝนฉ่ำฟ้า 33 ทำได้ ต้องทำให้ได้ 34 กลับไปหาโลกกว้าง 35 ฝ่าฟันไปทีละวัน 36 อาจารย์ผู้เป็นที่รักของฉัน
1 มองอย่างหมวย เส้นทางชีวิตเปรียบเหมือนเรือเดินสมุทรลำใหญ่ บรรทุกชีวิตจำนวนหนึ่งเอาไว้ จะเจอใครก็สุดแต่ว่าเราเลือกลงเรือลำไหน เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ที่ได้พบเจอชีวิตอื่นๆ ผู้ร่วมลง “เรือชีวิต” ลำเดียวกัน หมวยเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวจีนแท้ที่รักและเทิดทูนแต่ลูกชาย ลูกชายได้เรียนหนังสือสูงๆ ไม่ต้องทำงานบ้าน มีชีวิตอิสระ อยากทำอะไรก็ได้ ในขณะที่หมวยต้องทำทุกอย่างพลางเรียนหนังสือไปด้วย หมวยเป็นพี่สาว แต่ก็ต้องรับใช้น้องชาย พ่อแม่ และญาติทั้งหลายในบ้าน หมวยตัวเล็กเตี้ย แต่ต้องทำงานหนักสารพัดอย่างพร้อมกับดูแลร้านค้า วันๆ เธอแทบไม่ได้เงยหน้าจากภารกิจที่โถมทับ หมวยหน้าตาแสนจะธรรมดา ผมเผ้ายาว ไม่เป็นทรง เสื้อผ้ามีอะไรก็ใส่ไปอย่างนั้น ไม่เคยได้ตามแฟชั่นของยุคสมัย รองเท้าก็ใส่จนพื้นสึกบาง ไม่ว่าใครที่ได้เห็นสภาพของหมวย จะนึกไม่ถึงเลยว่าหมวยเป็นลูกสาวบ้านนั้น กระทั่งตัวเธอเองยังสงสัยว่าพ่อแม่น่าจะเก็บเธอมาเลี้ยงมากกว่า ด้วยความลำเอียงที่พ่อแม่มีให้น้องชายของเธออย่างเห็นได้ชัด แม่ของฉันและแม่ของหมวยเป็นเพื่อนกัน ฉันจึงเห็นหมวยมาตั้งแต่เด็ก และรับรู้เรื่องราวต่างๆ มาตลอด ฉันเคยได้ยินแม่พูดกับแม่หมวยว่าทำไมไม่พาลูกสาวไปตัดผม ทำไมไม่หาเสื้อผ้าใหม่ให้แกใส่บ้าง ที่เศร้ามากก็คือแม่ถามว่าทำไมเพื่อนถึงไม่รักลูกสาว ทำไมไม่สงสารแกบ้าง อย่าใช้งานแกหนักนักเลย แม่ฉันเป็นธุระตัดเสื้อตัดผมให้หมวยก็ด้วยความเอ็นดูสงสาร แม่รักลูกสาวอย่างฉันและน้องสาวออกปานนั้น แม้เราจะเป็นครอบครัวคนจีนที่อยากได้ลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่เมื่อแม่คลอดฉันออกมา ทั้งทวดและย่าต่างก็รักฉันดังแก้วตาดวงใจ ฉันเกิดมาพร้อมอ้อมแขนอันอบอุ่นที่ทุกคนในครอบครับมอบให้ ช่างต่างจากหมวยเหลือเกิน ชีวิตเธอแสนอาภัพ แต่สำหรับฉัน หมวยเป็นน้องตัวเล็กที่ยิ่งใหญ่ เพราะเธอฝ่าฟันอุปสรรคความยากลำบากในชีวิตมาแต่เพียงลำพัง จะมีใครเห็นใจหรือไม่ เธอก็ต้องสู้ของเธอไปทุกวัน ฉันสังเกตเห็นว่าแม่หมวยไม่ชอบให้ฉันไปหาเธอ ฉันมักเอาเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ไปให้หมวย แม่เธอก็จะบอกว่าหมวยมีเยอะแล้ว เอาของกินไปให้ ก็บอกว่าหมวยกินเยอะแล้ว อิ่มมากแล้ว ฉันก็ไม่ฟัง นั่งรอจนกว่าหมวยจะว่างจากงาน แล้วเอาของให้เธอ หมวยดีใจมากและบอกว่า “พี่ไม่ต้องคิดอะไรหรอกนะ แม่เป็นอย่างนี้กับทุกคนที่มาหาหนู แม่ไม่อยากให้หนูมีเพื่อน ต้องเสียเวลาไปพูดคุย ไม่ได้ทำงาน” แล้วหมวยก็กุลีกุจอหาน้ำท่าของกินในร้านที่บ้านมาให้ฉัน หมวยเล่าว่าตอนพ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อก็เอ็นดูเธอและพยายามบอกแม่ให้ลดงานหมวยลงบ้าง แต่โดนแม่เอ็ดเพราะแม่เป็นใหญ่ในบ้าน ทุกคนต้องฟังแม่ ร้านค้าที่ขายของก็เช่าเขา บ้านที่อยู่ก็เช่นกัน หมวยทำงานประจำตอนกลางวัน เงินเดือนก็ไม่มาก แต่ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านให้ทุกคนอยู่ หมวยแทบไม่เคยได้ไปเที่ยว ไม่เคยมีวันหยุดพักผ่อน วันเสาร์อาทิตย์หมวยต้องทำงานหนักกว่าเดิม ทุกวันของหมวยคือการทำงาน ไม่ต้องใฝ่ฝันให้เหนื่อยว่าจะได้ไปเที่ยวไหนไกลๆ กับเขาบ้าง แค่จะหาเวลาพักสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็ทั้งยาก เพราะแม่จะตะโกนเรียกให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ด้วยว่าใช้กันจนรู้ใจแล้ว กับคนอื่น แม่ไม่ถนัด และถ้าเป็นลูกชาย แม่ก็จะกลัวเขาเหนื่อย แต่ถ้าเป็นหมวย แม่ไม่ห่วงเพราะหมวยทนได้ ร้านค้าซึ่งขายดีตลอด ได้เงินสดทุกวัน แต่เงินไม่เคยถึงมือหมวย เพราะพอปิดร้าน น้องชายก็จะมากวาดไปหมดโดยที่แม่ไม่ว่าอะไร น้องชายติดการพนัน เงินมีเท่าไรก็ไม่พอ ต่อให้หมวยทำงานจนสายตัวแทบขาด หมวยก็ไม่มีสิทธิ์ใช้เงินในร้าน ใช้ได้แต่เงินเดือนอันน้อยนิดของเธอเอง วันเกิดน้องชาย แม่ก็เลี้ยงฉลองให้ แต่วันเกิดหมวย แม่จำไม่ได้ ฉันเคยคอยจนหมวยปิดร้าน แล้วเดินไปเป็นเพื่อนเธอซื้อของให้แม่ ฉันถามหมวยว่าเธอทนอยู่ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่พ่อแม่และน้องชายทำกับเธอถึงเพียงนี้ หมวยบอกว่า “หนูผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดมาแล้ว หนูเคยตั้งคำถามมากมาย เคยคิดจะไม่ทนอีกต่อไป แต่หนูก็คิดว่านี่เป็นครอบครัวของหนู ถ้าหนูไม่อยู่แล้ว ใครจะช่วยแม่ แม่เขาก็รักหนูมากกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะ หนูเองคงจะเคยทำกรรมมากับครอบครัวนี้ จึงต้องมาชดใช้ในชาตินี้ หนูจะไม่หนีไปไหน จะใช้หนี้ด้วยชีวิตให้หมดกันไป ทุกวันนี้หนูไม่ทุกข์แล้ว หนูชินแล้ว หนูคิดว่านี่เป็นการปฏิบัติธรรม” หมวยเล่าด้วยสีหน้าที่ระบายด้วยรอยยิ้ม ไม่มีความเคียดแค้นขึ้งโกรธ เธอพร้อมยอมรับความลำบากต่างๆ ในชีวิต ด้วยใจที่มั่นคงและท่าทีที่สงบนิ่ง ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ฉันเอารองเท้าแตะอย่างดีให้หมวยใส่อยู่บ้าน เพราะเห็นคู่เก่าพื้นสึกจนแทบไม่เหลือแล้ว หมวยยิ้มแป้นถูกใจมาก ฉันยังให้รองเท้าใส่ไปทำงานอีกคู่ หมวยบอก “พี่—ใส่สบายจังเลย” ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแค่รองเท้าแตะและรองเท้าใส่ไปทำงานหมวยก็ยังไม่มี ทั้งที่เธอเป็นคนหาเงินเข้าบ้าน และรองเท้าก็ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยหรูหรา มันเป็นของที่ใครๆ ก็มีกัน หมวยยิ้มขอบคุณทั้งดวงตาขณะยืนบนรองเท้า แค่เห็นหมวยใส่แล้วบอกสบาย ฉันก็แสนจะดีใจ เพราะได้ให้ของที่เป็นประโยชน์กับหมวย เสื้อผ้าที่ให้ไปเธอก็บอกว่า “สวยทุกตัวเลยพี่ หนูเสียดาย ไม่อยากใช้” ฉันก็ย้ำว่า “พี่เอามาให้ใช้ ไม่ได้เอามาให้หมวยเก็บ” ประสบการณ์ของหมวยพาให้ฉันนึกถึงถ้อยคำของเอลิซาเบธ คูเบลอ-รอสส์ People are like stained-glass windows. They sparkle and shine when the sun is out, but when the darkness sets in, their true beauty is revealed only if there is a light from within - Elisabeth Kubler-Ross ผู้คนเปรียบดังกระจกสี กะพริบวิบวาวและส่องแสงสว่างไสวยามต้องแสงอาทิตย์ ทว่าพอความมืดมิดมาเยือน ความงามอันแท้จริงจะเผยโฉมออกมาก็ต่อเมื่อมีแสงอยู่ภายในเท่านั้น เพราะความงามของหมวยเกิดจากความดีและความกตัญญู ที่ตาเนื้อของคนทั่วไปอาจไม่ได้สังเกตเห็น มีแต่คนใกล้ชิดหมวยเท่านั้นถึงจะรู้ว่า หมวยงามจากข้างในอย่างแท้จริง 2 “บัวพร” ผู้ได้รับพรอันประเสริฐ ฉันตั้งใจจะขึ้นดอยสูงอันไกลโพ้นที่ภาคเหนือ เพื่อไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่งที่ไปเป็นครูอาสาอยู่ที่นั่น เขาผู้เลือกใช้ชีวิตเพื่อช่วยเหลือและอยู่ร่วมกับชาวเขาเผ่าลัวะ บนดอยสูงที่รถราเข้าไม่ถึง มีแต่สองขาและกำลังใจเท่านั้นที่จะพาเราไปยังที่แห่งนั้นได้ ฉันบุกป่าฝ่าดงจนถึงที่หมาย ครั้นไปถึงก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะบรรยากาศและภูมิประเทศช่างงดงามเสียจริงๆ ประกอบกับมีเด็กๆ ชาวเขาที่น่ารักหลายคนมาต้อนรับเพื่อนำทางเราไปโรงเรียน แล้วฉันก็ได้พบกับบัวพร เด็กน้อยน่ารัก อายุราว 7-8 ขวบ เธอไม่ใช่เด็กช่างพูด แต่ชอบฟังและชอบมอง บัวพรเป็นเด็กขยันมาก ฉันพบเธอครั้งแรกในครัว ตัวเล็กกว่าใครๆ แต่ตั้งใจทำงาน ไม่ว่าจะสั่งหรือขอให้ทำอะไร เธอก็ทำหมด ไม่เกี่ยงงอนและไม่เกี่ยงงาน ฉันขอให้เธอช่วยล้างขวดและกระป๋องต่างๆ เพื่อเอามาใส่ของที่วางเกะกะอยู่บนโต๊ะ เธอก็รีบไปล้างและนำกลับมาให้ แต่เธอล้างไม่สะอาด ฉันจึงสอนวิธีล้างให้ บัวพรก็ตั้งใจดูและฟัง จึงสามารถล้างภาชนะต่อๆ ไปได้สะอาดขึ้น และอยู่ช่วยฉันจัดครัวจนเสร็จ เย็นแล้ว...ฝนยังคงตกปรอยๆ แต่ฉันเห็นบัวพรหิ้วกระป๋องมารดน้ำผัก ในขณะที่เพื่อนๆ ไปวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน บัวพรกลับขะมักเขม้นอยู่กับหน้าที่การงาน มิไยที่ฝนจะตก เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ท่ามกลางสายหมอก ฉันก็เห็นบัวพรหิ้วน้ำสองมือ สองถัง มาใส่ห้องส้วมที่โรงเรียน ขณะที่เด็กหลายคนที่โตกว่าเธอยังไม่ตื่น บัวพรก็ทำหน้าที่เด็กเอ๋ยเด็กดีแต่เช้า ทำให้ฉันนึกถึงประโยคที่ว่า จะทำความดีให้รีบทำ ไม่ต้องคอยใคร บัวพรหิ้วน้ำรอบแล้วรอบเล่ามาเติมจนเต็ม เธออายุเพียง 7-8 ขวบ เด็กบางคนแม่หรือพี่เลี้ยงยังต้องป้อนข้าวหรือแต่งตัวให้อยู่เลย บัวพรไม่มีพี่เลี้ยง เธอดูแลตัวเองมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ในชั่วโมงเรียน บัวพรเป็นขวัญใจของครู เดิมเธอไม่ใช่เด็กเก่ง แต่อาศัยเป็นคนตั้งใจ มีสมาธิ และขยัน เธอจึงกลายเป็นคนเก่งของชั้นไปในที่สุด เพิ่งมารู้กันทีหลังว่านอกจากจะเป็นขวัญใจครูแล้ว ยังเป็นขวัญใจของนักศึกษาที่มาออกค่าย และของใครต่อใครอีกหลายคนที่ได้พบเจอเธอ ด้วยความที่บัวพรเป็นเด็กน่ารักและตั้งใจทำงาน เหนือสิ่งอื่นใดคือเธอเป็นเด็กยอดขยัน ราวกับว่าที่ไหนมีงาน ที่นั่นต้องมีบัวพรอยู่เสมอ เห็นบัวพรแล้วทำให้ฉันตระหนักว่าคนขยันคือคนโชคดี และจะไม่มีวันลำบาก เพราะไม่ว่าไปไหนก็จะมีแต่คนรักใคร่เอ็นดู ความขยันจึงเป็นพรอันประเสริฐ และบัวพรก็ได้รับพรอันประเสริฐนี้มาเต็มๆ มาดอยคราวนี้ ฉันเอากระดาษซีรอกซ์ภาพสัตว์และทิวทัศน์มากมายไปให้เด็กๆ ระบายสีด้วยสีไม้และสีเทียนที่เต็มแท่งบ้าง ไม่เต็มบ้าง แล้วแต่เขาจะบริจาคมาให้ เด็กๆ ดีใจมากที่ได้ระบายสีภาพสวยๆ แปลกตาเพราะพวกเขาไม่เคยมีสมุดวาดภาพอย่างเด็กในเมือง บัวพรได้ภาพแล้วก็แยกไปนั่งระบายสีที่พื้นห้อง เธอดูตั้งอกตั้งใจกับงานตรงหน้าเช่นเคย และไม่สนใจเพื่อนรอบตัวที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เธอหยิบสีต่างๆ ระบายและละเลงลงไปตามจินตนาการ จนได้เวลาอาหารกลางวัน เด็กอื่นๆ วิ่งไปเข้าแถวรอกินข้าว เหลือเพียงบัวพรที่ยังดื่มด่ำกับภาพตรงหน้าจนไม่ยอมลุกไปไหน ฉันเองก็แยกไปกินข้าวกับเพื่อนจนใกล้เสร็จ ก็หันไปเห็นบัวพรยืนอยู่ข้างหลังคล้ายรออะไรสักอย่าง จึงถามว่า “หนูกินข้าวหรือยังบัวพร หนูจะมาเอาอะไรหรือเปล่า” “เปล่าค่ะ หนูมาคอยครู” “คอยครูไปสอนต่อหรือ” “ไม่ใช่ค่ะ หนูจะมาล้างจานตอนครูกินเสร็จค่ะ” “ไม่ต้องหรอก บัวพร เดี๋ยวครูล้างเอง” บัวพรยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมเขยิบไปไหน ยืนยันจะล้างจานให้จงได้ “วันนี้เป็นเวรล้างจานของหนูเหรอ” “ไม่ใช่ค่ะ คือว่าหนูชอบภาพที่ครูเอามาให้หนูระบายสีมากเลยค่ะ หนูไม่มีของอะไรจะให้ครู หนูจึงอยากมาล้างจานเพื่อขอบคุณครูค่ะ” ฟังแล้วฉันแทบน้ำตาร่วงด้วยความตื้นตันใจ เด็กตัวเล็กๆ กับใจที่รู้คุณอันยิ่งใหญ่ของเธอ สอนสิ่งที่มีค่ายิ่งให้แก่ฉัน It is not how much we do, but how much love we put in doing. It is not how much we give, but how much love we put in giving - Mother Teresa ไม่ใช่ว่าเราทำมากขนาดไหน แต่อยู่ที่เราทำด้วยความรักมากขนาดไหน ไม่ใช่ว่าเราให้มากขนาดไหน แต่อยู่ที่เราให้ด้วยความรักมากขนาดไหน – แม่ชีเทเรซา
3 ยิ้มของแม่ วาเกิดมาในครอบครัวชนบทที่ยากจน พ่อแม่ทำนาเป็นอาชีพหลัก เมื่อว่างจากนา พ่อก็ไปรับจ้างก่อสร้างเพื่อหาเงินเพิ่ม มาจุนเจือครอบครัวที่มีกันหลายปากท้อง แม้กระนั้นก็ยังชักหน้าไม่ถึงหลัง หนี้เดิมที่กู้ซื้อปุ๋ยมาทำนาก็อักโข ร้ายกว่านั้นผลผลิตที่ได้ก็แสนตกต่ำ ทำให้ครอบครัวจมอยู่กับหนี้สินมากมาย วายังจำภาพเก่าในอดีตได้ดี แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน ทุกคนในบ้านอดบ้าง อิ่มบ้าง ในบ้านที่หลังคารั่วและมีฝาเพียงสองด้าน โชคดีที่แม้จะลำบากเพียงใดครอบครัวก็ยังสุขใจ เพราะได้อยู่กันพร้อมหน้า ยามอดก็อดพร้อมกัน ยามอิ่มก็อิ่มด้วยกัน แต่หนี้ก้อนโตไม่ปรานีใคร มันทบต้นทบดอกอย่างน่าสะพรึงกลัว พ่อแม่ต้องตัดสินใจพากันเข้ากรุงเทพฯ หางานทำ ในที่สุดพ่อได้งานเป็นยาม และแม่ก็ไปเป็นสาวโรงงานอยู่ถึงสองปี วาต้องดูแลตัวเองและน้อง พ่อแม่ใช้เงินอย่างกระเหม็ดกระแหม่ที่สุด เพื่อเก็บเงินกลับบ้าน เงินก้อนโตที่ได้จากการอดและออมของพ่อแม่ในช่วงสองปีนั้น สามารถทำให้ครอบครัวเปิดกิจการเล็กๆ ขายไก่ย่าง ลูกชิ้นปิ้งได้ วาต้องรีบตื่นแต่เช้าทุกวันมาช่วยเตรียมของ แล้วทำงานบ้าน ดูแลน้องแทนแม่ บ้านวาอาจจะเก่า หลังคารั่ว มีฝาไม่ครบ แต่เป็นบ้านที่สะอาดเอี่ยม พื้นไม้หยาบๆ เป็นมันวาวเพราะแรงถูของวา แม่สอนว่า “เราอาจจะจน แต่เราต้องไม่สกปรก ห้องหับทันทีที่ตื่นนอนต้องเก็บมุ้ง พับฟูกผ้าห่มให้เรียบร้อย อย่าทิ้งไว้แล้วกลางคืนกลับมาใช้เป็นที่ซุกหัวนอน” ห้องวาจึงมีระเบียบ ฟูกเก่าถูกใช้งานจนแทบหมดสภาพ แต่วาก็พับเก็บไว้เป็นที่เป็นทาง กลางวันห้องจึงโล่งสะอาดตา ถ้าจะเขียนหนังสือก็เขียนบนพื้นห้องนั่นแหละ เพราะวาไม่มีโต๊ะ แม่ชอบให้วาเรียนหนังสือ แม่พูดบ่อยๆว่า “แม่ไม่มีสมบัติอะไรจะมอบให้ นอกจากส่งวาเรียนให้มีความรู้ติดตัว” แม่เก็บเงินไว้ตลอดหลายปีที่ค้าขายเพื่อส่งวาเรียนระดับมัธยมในตัวเมือง ช่วงนั้นอะไรๆ ก็กำลังไปด้วยดี จู่ๆ แม่ก็ล้มป่วยราวสวรรค์แกล้ง แม่ซึ่งทรหดอดทนมาโดยตลอด เป็นมะเร็งขั้นรุนแรง ทุกคนในบ้านหัวใจสลาย วาไม่คิดจะเรียนต่อ เพราะรู้ว่าภาระหนักจะตกอยู่กับพ่อเพียงผู้เดียว ช่วงที่พอจะลืมตาอ้าปากได้นั้น แม่ได้พาพี่สาวสองคนมาอยู่ด้วย เพราะป่วยทั้งคู่และไม่มีคนดูแล แม่รักพี่ๆ มากจึงขอให้พ่อช่วยดูแลด้วย ป้าคนโตของวาเป็นเบาหวานขึ้นตาจนตาแทบบอด ป้าคนรองก็เป็นมะเร็งเช่นกัน ครั้นแม่มาเป็นมะเร็งอีกคน บ้านจึงมีแต่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย วาสงสารพ่อจับหัวใจ สงสารป้าและแม่ที่ทุกข์ทรมานทั้งกายใจที่ต้องเป็นภาระของพ่อ วาเองไม่อาจฝันถึงอนาคตที่จะได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย ขณะที่เพื่อนๆ กำลังวางแผนกันว่าจะเข้าเรียนต่อที่ไหน แม่วาต้องทำเคมีบำบัด แม่ดูอ่อนแรงมาก อาการช่างน่าเป็นห่วง ป้าๆ ก็ดูโศกเศร้าสิ้นหวัง มันทำให้จิตใจของวาและพ่อปวดร้าวเหลือจะทน กระนั้นพ่อก็ยังบอกวากับน้องว่า “เราต้องเข้มแข็งและเป็นหลัก เป็นกำลังใจให้แม่กับป้า” วารู้ดีว่าแม่ฝันอยากให้วาเรียนต่อมหาวิทยาลัย วาจึงทุ่มสุดตัวเพื่อสู้ปัญหาและก้าวต่อไป เวลาว่างอันน้อยนิดจากงานบ้าน ขายของ ดูแลแม่กับป้า วาจะรีบหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเสมอ แม่มีความสุขทุกครั้งที่เห็นวาตั้งใจเรียน แล้วในที่สุดฝันก็เป็นจริง วาสอบได้ทุนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง แม่และทุกคนในครอบครัวแสนจะภูมิใจในตัววา เป็นของขวัญที่วิเศษให้แม่ที่ถึงกับมีอาการดีขึ้นมาระยะหนึ่ง วาเลือกเรียนเภสัชฯ และต้องไปอยู่กรุงเทพฯ จิตใจของวาว้าวุ่นมากเพราะห่วงแม่ พอวาขึ้นปีสอง อาการของแม่ก็แย่ลงมาก เพราะมะเร็งลุกลามไปทั่วตัว ในปีนั้นวาต้องสูญเสียคนที่รักถึงสามคน ทั้งแม่และป้าๆ ไม่อาจเอาชนะคำพิพากษาของธรรมชาติได้ เป็นช่วงเวลาที่แสนปวดร้าว ป้าคนรองเสียไปก่อนด้วยโรคมะเร็ง เดือนสุดท้ายป้าอยากกลับไปตายที่บ้าน วาและพ่อจึงต้องสลับกันไปนอนเฝ้า แม่ปั่นอาหารให้ป้ากินทางสายยาง จนป้าจากไปอย่างสงบ ผ่านไปสามเดือน ป้าคนโตก็ช็อกจากเบาหวานเสียชีวิต และเมื่อจัดงานให้ป้าทั้งสองเรียบร้อย อาการแม่ก็กำเริบจนเดินไม่ได้ วาไม่รู้ว่าตนผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างไร การเรียนซึ่งตอนแรกทำท่าจะไปได้ดีก็มาสะดุด วาแทบหมดแรงใจจะต่อสู้ เคราะห์ดีที่เพื่อนๆ ในคณะที่มาจากต่างจังหวัดด้วยกัน ช่วยเก็บเอกสารประกอบการเรียนให้ เพราะวาต้องขาดเรียนบ่อยครั้ง ศุกร์สองทุ่ม วาต้องจับรถไฟกลับบ้านและได้อาศัยเวลานั้นทบทวนบทเรียน ซึ่งวาก็แทบจะอ่านไม่รู้เรื่องเพราะมัววิตกกังวลถึงอาการของแม่ วาไม่รู้ว่าแต่ละครั้งจะกลับไปทันเห็นใจแม่หรือไม่ วาร้องไห้แทบทุกคืน ไม่อยากเรียนต่ออีกแล้ว อยากปรนนิบัติดูแลแม่ เพราะทุกครั้งที่กลับมา วาเห็นแม่ทรุดลงเรื่อยๆ เวลาของแม่เหลือน้อยเต็มที พ่อเองก็แสนจะเหนื่อยล้ากับความรับผิดชอบทั้งหมด ที่มากเกินกำลังของคนคนเดียวจะแบกไหว แต่แม่บอกวาเสมอว่า ต้องเข้มแข็งและเรียนให้จบให้จงได้ ต่อไปจะได้เป็นที่พึ่งของครอบครัว แม่ย้ำกับวาจนถึงวาระสุดท้ายของแม่ วากัดฟันสู้และเรียนจนจบ แม่ยิ้มละไมมองวามาจากฟากฟ้าในวันที่วาใส่ชุดครุยเป็นเภสัช ศาสตร บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย There are people who have money and people who are rich - Coco Chanel มีคนที่มีเงิน และมีคนที่ร่ำรวย – โกโก ชาแนล
4 สว่างกาย สว่างใจ ยะเป็นเด็กสาวมุสลิมหน้าหวาน สุภาพ เรียบร้อย บุคลิกลักษณะดี หากได้พบเจอและพูดคุยด้วย จะไม่รู้เลยว่ายะมาจากครอบครัวใหญ่ที่แสนจะยากจน ยะมีพี่น้องสิบคน อยู่กระต๊อบไม้ขัดแตะ ริมป่าโกงกางที่ถนนลาดยางไปไม่ถึง พ่อมีอาชีพจับปลาและรับจ้างทั่วไป มีงานบ้าง ไม่มีบ้าง ได้ปลามากบ้างน้อยบ้าง แต่ลูกๆ ก็ไม่เคยอด แม่ก็ทั้งทำขนมขาย รับจ้างทำความสะอาด และอื่นๆ แล้วแต่จะมีใครจ้าง ลูกๆ ที่โตพอจะช่วยงานได้ ก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน เลี้ยงน้องต่อกันเป็นทอดๆ เพื่อนของฉันซึ่งเป็นครูของเด็กครอบครัวนี้มาทั้งหมดทุกรุ่น เล่าให้ฉันฟังว่าเป็นเรื่องน่าแปลกและน่ายินดีที่ครอบครัวยากจนที่มีลูกมากเช่นนี้จะมีลูกรักดี เอาดี และเป็นเด็กดีหมดทุกคน ทั้งชายและหญิง ไม่มีเกเรและไม่เอาไหนเลยแม้แต่คนเดียว เด็กทุกคนอยากเรียนหนังสือ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หนทางจากบ้านไปโรงเรียนจะยากลำบาก แต่ลูกทุกคนก็อยากไปโรงเรียน แม่เองซึ่งจบเพียงประถมหก ก็มีความใฝ่ฝันเดียวที่จะให้ลูกได้เล่าเรียน ครูบอกว่าปกติเวลาไปเยี่ยมบ้านเด็ก ก็มักจะบอกแม่ของลูกศิษย์ว่าอย่ามีลูกมาก รวมทั้งแนะนำให้แม่ทำหมัน เพราะโดยมากจะเลี้ยงเด็กไม่ได้ดี และไม่สามารถส่งลูกเรียนสูงขึ้นไปได้ แต่ในกรณีของครอบครัวยะ ครูกลับไม่เคยห้าม เพราะพี่น้องยะทุกคนที่ครูสอนเป็นเด็กดีและใฝ่เรียนทั้งสิ้น แม่ซึ่งจะว่าไปก็มีความรู้น้อย หาเช้ากินค่ำ งานบ้านล้นมือทุกวัน กลับเอาใจใส่การเรียนของลูกทุกคน เธอมักถามครูว่าลูกเรียนเป็นอย่างไร มีอะไรต้องกวดขันเป็นพิเศษ จะต้องทำอย่างไรหากลูกไม่เข้าใจวิชาไหน เธอดูแลเรื่องการเรียนของลูกอย่างใกล้ชิด ยิ่งกว่าพ่อแม่อีกหลายคนที่มีการศึกษาสูงกว่าเธอเป็นไหนๆ เธอเป็นตัวอย่างแม่ที่เสียสละและมีจิตอาสา เพราะทุกครั้งที่มีงานและโรงเรียนขอความร่วมมือ เธออาจไม่มีเงินบริจาคมากนัก แต่เธอจะช่วยงานอย่างเต็มที่ และอยู่ช่วยเก็บกวาดเป็นคนสุดท้าย ไม่ใช่มาร่วมงานแล้วจากไป ครูประทับใจนิสัยใจคอของแม่ยะเป็นอย่างยิ่ง นี่กระมังคือต้นทางและต้นทุนที่ดีงามของลูกๆ แม่ที่เอาใจใส่กับลูกที่รักดีมาเจอกัน ความจนจึงไม่อาจเป็นอุปสรรคใดๆ ได้เลย นี่เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่เอาความจนมาเป็นข้ออ้างในชีวิต อันว่าหนทางนั้นย่อมเปิดให้เสมอสำหรับคนที่มีความตั้งใจจริง ฉันมีโอกาสไปเยี่ยมครอบครัวของยะที่อยู่กันอย่างหนาแน่นในบ้านหลังเล็ก แต่สะอาดเอี่ยม นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ครอบครัวเธอแตกต่างจากครอบครัวอื่น แม้จะจน แต่บ้านก็เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ฉันต้องเข้าห้องน้ำในวันนั้น เพราะนั่งรถมาไกล ฉันแปลกใจมากที่ห้องส้วมพื้นไม้ใต้ถุนสูงและค่อนข้างผุพังนั้นสะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะตัวส้วมแบบนั่งยอง ขาวโพลนสะอาดเอี่ยมอยู่ท่ามกลางพื้นไม้ที่ผุพัง ในครัวก็ไม่มีจานชามหม้อไหที่กินแล้วยังไม่ล้างกองสุมอยู่อย่างบางบ้าน ครูบอกว่าแม่เขาเป็นคนรักสะอาด และสอนลูกให้รู้จักรักสะอาด ฉันถามแม่ยะว่า “มีลูกตั้งสิบ ไม่เหนื่อยหรือ เลี้ยงยังไง ปากท้องตั้งมากมาย มิต้องกู้หนี้ยืมสินและเป็นหนี้นอกระบบแย่หรือ” แม่ยะยิ้มละไมตอบมาว่า “ฉันไม่ยอมมีหนี้เป็นอันขาด โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ มันทุกข์มาก ฉันก็เลี้ยงของฉันไปตามมีตามเกิด อาจเหนื่อยกายบ้าง แต่ฉันไม่เหนื่อยใจเลยเพราะลูกน่ารักทุกคน และพวกเขารักใคร่ช่วยเหลือกันดี ไม่เป็นภาระของแม่ มีแต่พยายามจะแบ่งเบาภาระแม่ บางคนเรียนเสร็จแล้ว ตอนเย็นก็ยังไปรับจ้างอะไรก็ตามที่มีคนว่าจ้าง ไม่เถลไถลออกนอกลู่นอกทาง” ฟังแล้วแสนจะชื่นใจ อะไรหนอเป็นปัจจัยให้ครอบครัวที่มีทรัพย์ทางกายน้อยแสนน้อย กลับเป็นเจ้าของทรัพย์ทางใจอันไพศาล ก็ไม่ว่าครอบครัวไหนรวยจนเพียงใด ต่างก็อยากมีลูกรักดีและเอาดีด้วยกันทั้งสิ้น ยะ-ลูกสาวคนงามของแม่ ก็แสนจะได้ดั่งใจ เธอใฝ่ฝันจะเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐมาโดยตลอด และบัดนี้ฝันของเธอก็เป็นจริง เธอต้องไปอยู่ไกลแม่ ต้องบริหารจัดการชีวิตด้วยตนเอง ยะได้รับทุนจากผู้ใหญ่ใจดีทุกเดือน เดือนละห้าพันบาท เป็นค่าใช้จ่าย ทั้งหอพัก เดินทาง กินอยู่ ยะบอกว่าหากประหยัดๆ หน่อย ก็พอมีเหลือเก็บอีกเดือนละพันบาท ส่งให้พี่ชายที่ได้ทุนไปเรียนอิสลามศึกษาอยู่ที่ปากีสถาน ยะสงสารแม่ที่ต้องหาเงินช่วยส่งไปเพิ่มเติมให้พี่เป็นครั้งคราว ยะรักพี่ชายและยินดีอดออมปันส่วนเงินทุนที่เธอมีสิทธิ์ใช้อย่างเต็มที่ แบ่งให้พี่ที่กำลังศึกษาอยู่ต่างแดน ช่างเป็นโชคดีของคนในครอบครัวที่มีพี่น้องอย่างยะ-เด็กสาวที่งามทั้งตัวและหัวใจ A good head and a good heart are always a formidable combination - Nelson Mandela สมองดีและหัวใจที่ดีงามคือส่วนผสมที่น่าเกรงขามเสมอ – เนลสัน แมนเดลา
5 เด็กสาวกับหน้าต่าง พัตเป็นเด็กเรียนดี หน้าตาน่าเอ็นดู ร่าเริง ชอบงานประชาสัมพันธ์ และเป็นพิธีกรในงานต่างๆ ของโรงเรียน มองภายนอกไม่มีใครดูออกว่าภายในพัตช่างมืดมน พ่อแม่พัตแยกทางกันตั้งแต่เธอยังเล็ก พ่อไปมีครอบครัวใหม่และไม่เคยส่งเสียดูแลพัตเลย แม่จึงเอาพัตมาฝากกับตายายแล้วไปหางานทำ ตั้งต้นชีวิตใหม่ที่กรุงเทพฯ แล้วแม่ก็ไปได้สามีใหม่ ชีวิตแม่ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ไม่นาน การงานที่แม่ทำกับสามีใหม่ก็ขาดทุน แม่จึงบากหน้ากลับมาหายาย ให้ยายเอาที่ดินไปจำนองเพื่อเอาเงินมาลงทุนทำธุรกิจใหม่อีกครั้ง โดยสัญญากับยายว่าทำมาค้าขายได้แล้วจะส่งเงินมาให้เป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในบ้านตายาย ผ่านไปอีกหลายเดือน พัตก็ไม่เคยได้รับเงินที่แม่สัญญาไว้ มีแต่ข่าวร้าย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive